บทที่ 91 : ซินอันเป็นกำลังเสริมให้ถังโม่
ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลถังเห็นใบหน้าซินอันเจือแววขัดเขินก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ นางรู้ดีว่าแต่ก่อนสองสามีภรรยาคู่นี้แยกห้องกันนอน ทว่าสุดท้ายก็ย้ายกลับมานอนร่วมเตียงเดียวกันจนได้ พัฒนาการรวดเร็วถึงเพียงนี้ แต่ไม่รู้ว่าทั้งคู่ยังจะมัวขัดเขินอะไรกันอยู่อีก หน้าตาก็หล่อเหลางดงามกันทั้งสองฝ่าย มีของสวยๆ งามๆ อยู่ตรงหน้าแท้ๆ กลับทำตัวราวกับนักบวชผู้ถือศีล คนแก่ที่ผ่านโลกมามากอย่างนางเห็นแล้วก็อดส่ายหน้าไม่เข้าใจเลยจริงๆ
หลังจากรับประทานอาหารเช้าเป็นเพื่อนฮูหยินผู้เฒ่าเสร็จสิ้น ดวงตะวันก็โผล่พ้นขอบฟ้าสาดแสงสว่างจ้า ฮูหยินผู้เฒ่าต้องการบำรุงผิวพรรณจึงไม่ออกไปเดินรับแดดข้างนอกอีก ย่าหลานสองคนนั่งคุยกันสัพเพเหระอยู่ภายในเรือน
แม้ใบหน้าจะคล้ำแดดลงไปบ้างแต่หญิงชราก็ยังชื่นชอบการใช้ชีวิตในเรือนพักตากอากาศแห่งนี้อยู่ดี หลังจากถอนหายใจรำพึงรำพันจบ นางก็เอ่ยถามถึงการเตรียมตัวไปร่วมงานเลี้ยงที่จวนเอินกั๋วกง
ซินอันไม่ได้ปิดบังแต่อย่างใด นางเล่าแผนการที่เตรียมไว้ให้ฟังอย่างละเอียด เมื่อฮูหยินผู้เฒ่าทราบว่าหลานสะใภ้ผูกมิตรกับฮูหยินสูงศักดิ์ได้ถึงสองท่าน แถมคืนนี้ถังโม่ยังเป็นธุระจัดการนัดแนะผู้คนให้มาทำความรู้จักกันอีก นางก็ทั้งดีใจและอดไม่ได้ที่จะเอ่ยชมหลานชายไปหลายประโยค ใจความสำคัญก็หนีไม่พ้นเรื่องความใส่ใจดูแลของเขา
"ผู้ชายที่เอาใจใส่ขนาดนี้ ทั่วทั้งเมืองหลวงคงหาได้ไม่กี่คนหรอก"
ซินอันยอมรับว่านางเองก็ประหลาดใจที่ถังโม่มีมุมละเอียดอ่อนเช่นนี้เหมือนกัน ฮูหยินผู้เฒ่าได้ยินดังนั้นก็ยิ้มรับ หลานชายแสนดีถึงเพียงนี้ มีผู้หลักผู้ใหญ่บ้านไหนบ้างจะไม่รักใคร่เอ็นดู
"ถึงตอนนั้นเจ้าก็คอยเดินตามหลังย่าไปก่อน ย่าจะพาเจ้าไปแนะนำให้คนอื่นรู้จักเอง บารมีท่านปู่ของเจ้ายังคงอยู่ พวกเขาไม่กล้าหักหน้าย่าหรอก"
น้ำเสียงของหญิงชราเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ ทว่าลึกๆ ในใจกลับเจือความปวดร้าว หากตาเฒ่าของนางยังมีชีวิตอยู่ก็คงจะดีไม่น้อย
ซินอันสังเกตเห็นแววตาหม่นหมองของหญิงชรา จึงสบโอกาสออดอ้อนให้อีกฝ่ายเล่าเรื่องราวของท่านปู่ให้ฟัง
"ข้าเคยเจอท่านปู่เจ้าค่ะ แต่ตอนนั้นอายุยังน้อย ภาพจำก็เลยเลือนรางไปหมดแล้ว"
คนมีอายุพอลองได้พูดถึงเรื่องราวในอดีตก็มักจะเล่าอย่างออกรสออกชาติ ฮูหยินผู้เฒ่ายิ้มแย้มรำลึกความหลังตั้งแต่สมัยที่นางยังเป็นดรุณีแรกรุ่น เรื่องราวหลายสิบปีก่อนถูกถ่ายทอดออกมาประหนึ่งเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน ซินอันนั่งฟังอย่างตั้งใจ คอยพยักหน้ารับเป็นระยะ
หญิงชราเล่าอย่างภาคภูมิใจว่าครอบครัวของนางมีบ้านกว้างใหญ่ มีคนงานหลายร้อยคน มีที่ดินทำกินนับพันฉิ่ง ถือเป็นคหบดีผู้มั่งคั่งอันดับต้นๆ ของเมือง บิดามารดารักใคร่ตามใจนางเพียงใด และเกิดเรื่องราวอันใดขึ้นบ้างในวันที่นางได้พบหน้าท่านปู่เป็นครั้งแรก
กาลเวลาล่วงเลยไปอย่างไม่ทันตั้งตัว แสงแดดแผดเผาสาดส่องลงมากลางลานเรือนชุนหรง ไอร้อนเริ่มแผ่ซ่านเข้ามาด้านใน กานลู่นำพัดกลมสองเล่มเข้ามา เล่มหนึ่งส่งให้ซินอัน ส่วนอีกเล่มนางถือไว้คอยพัดวีคลายร้อนให้ฮูหยินผู้เฒ่า หญิงชราดึงสายตาที่เต็มไปด้วยความทรงจำกลับมา
"ย่าไม่เคยเห็นท่าทางองอาจตอนที่เขาอยู่ในสนามรบหรอกนะ แต่แม่ทัพที่รบชนะตลอดจะไม่มีสง่าราศีได้ยังไง ต้องควบม้าถือดาบฝ่าฟันคมหอกคมดาบแบบไม่เกรงกลัวความตายอยู่แล้ว"
"ท่านปู่ของเจ้าเขาเป็นคนดีมากเชียว"
มือที่ถือพัดของซินอันชะงักไปชั่วครู่ นางแย้มยิ้ม
"ข้าพอจะจำเค้าโครงหน้าท่านปู่ได้อยู่เจ้าค่ะ ตอนนั้นรู้สึกว่าท่านดูน่าเกรงขามมาก จะพูดยังไงดี..."
"ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้เลยเจ้าค่ะ"
กลิ่นอายสังหารที่แผ่ออกมาจากตัวแม่ทัพช่างน่าพรั่นพรึงจริงๆ ฮูหยินผู้เฒ่าหัวเราะร่วน
"ใช่แล้ว เด็กทั่วไปไม่มีใครกล้าเข้าใกล้เขาหรอก สมัยก่อนมีคนล้อกันว่าหน้าตาของเขาสามารถหยุดเด็กร้องไห้ตอนกลางคืนได้เลยนะ"
พอพูดถึงเรื่องราวในอดีต ฮูหยินผู้เฒ่าก็ดูเด็กลงไปหลายปี ซินอันเห็นดังนั้นจึงเอ่ยขึ้นมาด้วยความชื่นชม
"ท่านแม่เคยบอกข้าว่า ภรรยาก็คือกระจกเงาของสามี แค่ดูจากโหงวเฮ้งของภรรยาก็สามารถมองทะลุไปถึงนิสัยใจคอของผู้ชายได้เลย ใบหน้าของท่านย่าดูเมตตาอารี ดวงตาอ่อนโยน ผิวพรรณเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวล เวลายิ้มก็ดูมีสง่าราศี คนที่มีบุญวาสนามากเท่านั้นถึงจะมีหน้าตาแบบนี้ได้ แสดงว่าท่านปู่ต้องเป็นคนดีมากแน่ๆ ถึงได้ดูแลท่านย่าเป็นอย่างดี ไม่เคยทำให้ท่านต้องร้อนใจเลย"
ฮูหยินผู้เฒ่าหัวเราะเบิกบานใจ
"มีเรื่องแบบนี้ด้วยรึ"
"มีสิเจ้าคะ"
ซินอันตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"เมื่อก่อนท่านแม่เคยชี้ให้ข้าดูเป็นตัวอย่างเลยนะเจ้าคะ คนที่ชีวิตครอบครัวมีความสุข หน้าตาก็จะอิ่มเอิบผ่องใส ส่วนคนที่ตกระกำลำบาก หน้าตาก็จะดูอมทุกข์ แม่นมากเลยนะเจ้าคะ"
ฮูหยินผู้เฒ่ายิ้มกว้างด้วยความเบิกบานใจ นางหันไปหาคนสนิท
"ดูปากแม่คนนี้สิ ช่างพูดจาเอาใจคนแก่เก่งนักเชียว"
กานลู่ที่กำลังพัดวีให้เจ้านายเอ่ยเสริม
"ฮูหยินรองพูดถูกแล้วเจ้าค่ะ ท่านมีบุญวาสนามากจริงๆ"
ฮูหยินผู้เฒ่ายิ้มรับความสุขนั้นอย่างเต็มเปี่ยม
"ย่าก็ไม่ได้หวังอะไรหรอก แค่อยากจะส่งต่อความโชคดีเหล่านี้ไปให้ลูกหลาน หวังแค่ให้ครอบครัวของเรามีความสุขปรองดองกัน ทุกคนมีชีวิตที่ดีก็พอแล้ว"
"ต้องเป็นแบบนั้นอยู่แล้วเจ้าค่ะ"
กานลู่พยักหน้าเห็นด้วย ซินอันเองก็คล้อยตามเช่นกัน
เมื่อเริ่มต้นด้วยเรื่องราวของอดีตโหวเว่ยหย่วน ซินอันจึงสบโอกาสค่อยๆ ดึงบทสนทนาเข้าสู่เรื่องราวของเหล่าทหารผ่านศึกที่ปลดประจำการ นางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"ถึงท่านพ่อท่านแม่จะมีแค่ข้ากับน้องชาย แถมที่บ้านก็พอมีเงินมีทองอยู่บ้าง แต่พวกท่านก็ไม่ได้เลี้ยงดูพวกเรามาแบบประคบประหงมเลยเจ้าค่ะ ข้ากับน้องชายโตมาในหอการค้าเมืองหวยเจียง ท่านพ่อไม่เคยสนเลยว่าข้าเป็นผู้หญิง ถ้ามีเรื่องไหนที่ท่านคิดว่าข้าพอจะทำได้ ท่านก็จะปล่อยให้ข้าลองทำดู ข้าก็เลยไม่ใช่คุณหนูในห้องหอที่เอาแต่เก็บตัวอยู่แต่ในเรือนเจ้าค่ะ"
ซินอันอธิบายถึงพื้นเพของตนเองเพื่อปูทาง ก่อนจะพูดต่อ
"พอแต่งเข้าจวนโหวช่วงแรกข้าก็มีเรื่องที่ไม่ค่อยชินอยู่บ้าง คิดถึงบ้านตลอด โชคดีที่สามีใจกว้าง เขามักจะพาข้าออกไปเปิดหูเปิดตาข้างนอก พาไปทำเรื่องสนุกๆ ข้าก็เลยไม่ต้องอุดอู้อยู่แต่ในเรือนจนน่าเบื่อ ความดีของสามีข้าจำได้ขึ้นใจ ข้าก็เลยอยากจะตอบแทนเขาบ้างเจ้าค่ะ"
หากนางต้องการจะเป็นขุมกำลังสนับสนุนให้ถังโม่ นางก็ต้องเข้าไปมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือและปลอบขวัญเหล่าทหารผ่านศึกพวกนั้นให้ได้ และนางก็ต้องหาเหตุผลที่เหมาะสมมาสนับสนุนตัวเอง เพื่อให้ฮูหยินผู้เฒ่าคอยหนุนหลัง มิเช่นนั้นแล้ว สตรีที่แต่งงานแล้วอย่างนาง หากไม่มีถังโม่คอยเดินตามประกบก็คงเป็นเรื่องยากที่จะก้าวเท้าออกจากประตูจวนโหวไปไหนมาไหนได้อย่างอิสระ
ภายในใจของฮูหยินผู้เฒ่านั้นยังคงเฝ้าคิดถึงอดีตโหวเว่ยหย่วนอยู่เสมอ คำสั่งเสียก่อนตายของเขานางจำได้ขึ้นใจ นอกจากคนในจวนโหวแล้ว หากจะถามว่าเขายังเป็นห่วงสิ่งใดอยู่อีก ก็คงหนีไม่พ้นบรรดาสหายร่วมรบที่เคยร่วมเป็นร่วมตายกันมา เขามักจะพร่ำบอกเสมอว่าหากเขาสิ้นลมหายใจไปแล้ว สหายเหล่านั้นก็คงจะไร้ที่พึ่งพิง และคงต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก
เมื่อซินอันหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูด ฮูหยินผู้เฒ่าก็เห็นดีเห็นงามด้วยทันที นางคิดว่าวิธีนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยหาอะไรทำแก้เบื่อให้หลานสะใภ้เพื่อลดความคิดถึงบ้านเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสอันดีที่จะช่วยกระชับความสัมพันธ์ของสามีภรรยาคู่นี้ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นด้วย
"สามีภรรยาคือคนคนเดียวกัน เจ้าคิดแบบนี้ได้ย่าก็ดีใจมาก"
ซินอันลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอกเมื่อได้รับคำอนุญาตจากฮูหยินผู้เฒ่า นางรั้งอยู่กินข้าวกลางวันที่เรือนชุนหรงจนเสร็จสรรพ จากนั้นจึงแวะไปหาหวังซื่อเพื่อขอรับสมุดบัญชีและรายชื่อการแจกจ่ายเสบียงช่วยเหลือทหารผ่านศึกในปีก่อนๆ มาไว้ในมือ เมื่อมีเวลาว่างนางก็หยิบขึ้นมาเปิดอ่านศึกษาเพื่อให้เข้าใจภาพรวมของงาน
ระหว่างทางเดินกลับเรือนชิวสือ นางบังเอิญพบกับฮูหยินเถาเข้าพอดี ซินอันลอบคิดในใจว่าฮูหยินเถาท่านนี้ช่างขยันแวะเวียนมาเสียจริง ในช่วงเวลาแค่เดือนเดียวนางมาเยือนที่นี่กี่ครั้งแล้วนะ
"ท่านป้าเถามาเยี่ยมพี่สะใภ้หรือเจ้าคะ"
ฮูหยินเถายิ้มฝืนๆ ส่งมาให้
"อี๋เอ๋อร์ไม่ค่อยสบายน่ะ ข้าเป็นห่วงก็เลยแวะมาดู เจ้าเพิ่งกลับมาจากเรือนแม่สามีหรือ"
"อยู่คนเดียวไม่มีอะไรทำ ข้าก็เลยไปนั่งเล่นที่เรือนท่านแม่เจ้าค่ะ"
ทั้งสองคนเดินขนาบข้างกันไปตามทางเดิน ฮูหยินเถาชวนคุยเรื่องสัพเพเหระราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
"ได้ยินมาว่าเจ้าไปคารวะเช้าเย็นไม่เคยขาดเลย เป็นเด็กกตัญญูหาตัวจับยากจริงๆ"
"ก็แค่ทำตามหน้าที่เท่านั้นแหละเจ้าค่ะ"
ซินอันยิ้มพลางถอนหายใจเบาๆ
"พี่สะใภ้ต่างหากล่ะเจ้าคะที่น่ายกย่อง ถึงร่างกายจะไม่ค่อยแข็งแรง แต่ก็ยังอุตส่าห์หันหน้าไปทางเรือนท่านแม่แล้วย่อเข่าทำความเคารพอยู่ทุกวัน ตัวไปไม่ถึงแต่ใจไปถึง นี่ต่างหากล่ะเจ้าคะคือสิ่งที่ข้าต้องเรียนรู้จากนาง"
หันไปทำความเคารพอยู่ไกลๆ อย่างนั้นหรือ
มุมปากของฮูหยินเถากระตุกเล็กน้อย นางลอบถอนหายใจออกมา
"เด็กคนนั้นร่างกายอ่อนแอ ถ้าเกิดว่านางแข็งแรงได้สักครึ่งหนึ่งของเจ้า ข้าก็คงไม่ต้องมานั่งกลุ้มใจแบบนี้หรอก โชคดีที่แม่สามีของเจ้าเป็นคนใจกว้าง ถือเป็นความโชคดีของนางจริงๆ"
ซินอันเพียงแค่ส่งยิ้มบางๆ ไม่คิดจะต่อบทสนทนา นางไม่ได้มีความรู้สึกดีๆ ต่อฮูหยินเถาสักนิด นางยังจำได้ดีว่าในชาติก่อน ทันทีที่ถังโม่สิ้นลมหายใจ ผู้หญิงคนนี้ก็วิ่งแจ้นมาเกาะแขนร้องห่มร้องไห้ขอให้ถังหรงช่วยดูแลเถาอี๋หรันให้ดี มีเรื่องอะไรก็วิ่งแล่นไปหาถังหรงโดยตรง คอยเล่นละครฉากดักรอระหว่างทางอยู่บ่อยครั้ง เรียกได้ว่าสองแม่ลูกคู่นี้หน้าหนาไม่มีใครเกิน
แต่ทว่าเดินต่อไปได้เพียงครู่เดียว ฮูหยินเถาก็เปิดปากขึ้นมาอีกครั้ง
"จะว่าไป ป้าก็อยากจะถามเจ้ามานานแล้วล่ะ เจ้ากับคุณชายรองอยู่ด้วยกันเป็นยังไงบ้าง"
[จบบท]