บทที่ 94 : ซินอันผูกมิตร
ถังโม่ไม่ได้แค่รู้จักนิสัยใจคอของสหายอย่างเหยียนซื่อเม่าเป็นอย่างดีเท่านั้น แต่เขายังรู้ตื้นลึกหนาบางเกี่ยวกับบรรดาภรรยาของเพื่อนสนิทกลุ่มนี้ด้วย หากไม่ใช่เพราะความมั่นใจนี้ เขาคงไม่กล้าเป็นเจ้าภาพจัดงานเลี้ยงรับรองขึ้นมาแน่
เมื่อหลินเย่าเห็นท่าทางของชายหนุ่มก็หลุดหัวเราะออกมา
"ไม่ต้องพูดเลยนะ ถ้าพูดออกมาพี่คงต้องสอนเคล็ดลับให้น้องสะใภ้สักสองสามกระบวนท่าแล้ว จะได้จัดการให้เจ้ารู้จักสงบเสงี่ยมขึ้นบ้าง"
ถังโม่ประสานมือคำนับพร้อมกับทำหน้าตาน่าสงสาร
"พี่สะใภ้ปล่อยข้าไปเถอะขอรับ"
ทุกคนในที่นั้นต่างพากันหัวเราะครื้นเครง หลินเย่าหันไปยิ้มพร้อมกับยื่นมือให้ซินอัน
"น้องสะใภ้ตามพี่มาเถอะ พวกเราไปนั่งคุยกันที่โต๊ะข้างๆ ดีกว่า ปล่อยพวกผู้ชายไม่ได้เรื่องพวกนี้ไว้ตรงนี้แหละ"
"คนยังมาไม่ทันถึง พี่สะใภ้ก็นินทาพวกเราซะแล้ว ฟังแล้วช้ำใจจริงเชียว"
เสียงโอดครวญดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของสองสามีภรรยาตระกูลเซี่ยและตระกูลเว่ย พอเดินเข้ามาในห้อง เซี่ยฉางโย่วกับเว่ยเย่ก็แกล้งทำหน้าน้อยอกน้อยใจใส่หลินเย่าทันที
"พี่สะใภ้ต้องเห็นว่าภรรยาของน้องรองถังหน้าตาสะสวย ก็เลยจงใจใส่ร้ายพวกเราให้ดูแย่แน่ๆ"
หลินเย่ายิ้มขำ
"พวกเจ้ายังต้องให้พี่ใส่ร้ายอีกรึ"
"พี่สะใภ้พูดถูก พวกเขาไม่ต้องให้ใครมาใส่ร้ายหรอก"
เสียงใสกระจ่างของสตรีอีกคนดังแทรกขึ้นมา หลินเย่าจึงดึงมือซินอันให้หันไปมองหญิงสาวในชุดกระโปรงสีเขียวอมฟ้า
"นี่คือภรรยาของน้องรองเซี่ย บ้านเดิมนางแซ่จ้าว เจ้าเรียกนางว่าพี่จ้าวก็แล้วกัน"
เมื่อแนะนำคนแรกเสร็จ หลินเย่าก็ผายมือไปยังสตรีท่าทางอ่อนโยนที่ยืนอยู่ข้างกัน
"ส่วนสตรีท่าทางนุ่มนวลที่ยืนอยู่ข้างกันคนนี้ คือภรรยาข้าวใหม่ปลามันของน้องเล็กเว่ย เพิ่งแต่งงานก่อนหน้าเจ้าแค่สามเดือนเท่านั้น เจ้าต้องเรียกนางว่าน้องหานนะ"
สตรีทั้งสองหันมาทักทายซินอัน นางจึงค้อมศีรษะรับการทักทายอย่างนอบน้อม จากนั้นกลุ่มหญิงสาวก็พากันย้ายไปนั่งคุยกันที่โต๊ะข้างๆ ปล่อยให้ถังโม่คอยดูแลเชิญชวนสหายร่วมโต๊ะ ส่วนไหลไหลก็รีบวิ่งออกไปตามอาหารที่สั่งไว้
หลินเย่าเป็นคนอัธยาศัยดีแถมยังเก่งเรื่องการสร้างบรรยากาศ ความขัดเขินเล็กๆ น้อยๆ บนโต๊ะอาหารจึงถูกปัดเป่าให้หายไปอย่างรวดเร็ว ซินอันนั่งมองภาพตรงหน้าด้วยความรู้สึกหลากหลาย หากนึกย้อนไปถึงอดีตชาติ คนพวกนี้เคยมีใครปั้นหน้าดีใส่นางบ้างเล่า แต่ตอนนี้กลับมานั่งหัวเราะพูดคุยกันอย่างสนิทสนม ช่างเป็นความรู้สึกที่พิลึกพิลั่นเสียจริง
บรรดาสตรีเหล่านี้ล้วนเคยได้ยินเรื่องการสลับตัวเจ้าสาวของตระกูลถังจากสามีของตนมาแล้ว จึงไม่ได้รู้สึกอยากรู้อยากเห็นอะไรนัก ทว่าการได้พบหน้ากันเป็นครั้งแรกก็อดไม่ได้ที่จะลอบสังเกตซินอันอยู่เงียบๆ ซึ่งนางเองก็ปล่อยให้พวกเขามองด้วยรอยยิ้ม เพราะเข้าใจดีว่าใครเจอเรื่องแบบนี้ก็ต้องตกเป็นเป้าสายตาเป็นธรรมดา
"น้องสะใภ้คิดถึงบ้านหรือไม่"
หลินเย่าที่ได้รับคำฝากฝังจากสามีให้คอยดูแลซินอันเป็นพิเศษเอ่ยถามขึ้นด้วยความเป็นห่วง
"ตอนแรกก็คิดถึงอยู่บ้างเจ้าค่ะ แต่โชคดีที่ท่านแม่สามีใจกว้าง ท่านย่าก็เมตตา สามีก็ดีกับข้ามาก ประกอบกับตระกูลซินยังมีเรือนพักอยู่ในเมืองหลวง ข้าก็เลยแวะไปเยี่ยมเยียนได้บ้าง เลยไม่ได้คิดถึงขนาดนั้นแล้ว"
"ก่อนหน้านี้พี่เคยได้ยินมาว่าน้องสะใภ้ไม่เพียงแต่หน้าตาสะสวย แต่นิสัยยังใจกว้างมากด้วย เจอเรื่องอึดอัดใจขนาดนั้นกลับไม่บ่นโทษฟ้าโทษดิน แถมยังทำใจได้เร็วขนาดนี้ น่าเลื่อมใสจริงๆ"
หญิงสาวคนอื่นๆ ต่างพากันพยักหน้าเห็นด้วย ตำแหน่งซื่อจื่อแห่งจวนโหวมีค่ามากกว่าบุตรชายคนรองที่ไม่มีสิทธิ์สืบทอดบรรดาศักดิ์ตั้งเท่าไหร่ หากพวกนางต้องมาเจอเรื่องแบบนี้ในวันแต่งงานของตัวเอง คงไม่รู้ว่าจะต้องร้องไห้ฟูมฟายไปอีกนานแค่ไหน ร้องเสร็จก็ต้องโวยวาย โวยวายเสร็จก็ต้องมานั่งกังวลว่าจะโดนชาวบ้านหัวเราะเยาะจนไม่กล้าก้าวเท้าออกจากบ้านเป็นแน่
ซินอันหัวเราะเบาๆ ทำทีเป็นเขินอายที่ถูกชม
"ก่อนแต่งงานข้าเคยเจอซื่อจื่อจวนโหวแค่สองครั้งเองเจ้าค่ะ ความประทับใจก็ไม่ได้ลึกซึ้งอะไร เป็นแค่เรื่องที่ผู้ใหญ่จัดการให้ พอเปลี่ยนตัวเจ้าบ่าว ตอนแรกก็ทำใจลำบากอยู่เหมือนกัน แต่สามีข้าก็ดูแลดี หน้าตาก็หล่อเหลา รูปร่างก็สูงโปร่ง ข้าก็เลยคิดว่าในเมื่อเรื่องมันแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว ร้องไห้ไปก็เปล่าประโยชน์ สู้ยอมรับความจริงดีกว่า"
หลินเย่าเอ่ยแซวอย่างอารมณ์ดี
"พูดไปพูดมา ที่แท้ก็เป็นเพราะน้องรองถังรูปร่างหน้าตาดี เจ้าก็เลยถูกใจตั้งแต่แรกเห็นนี่เอง"
ทุกคนพากันหัวเราะร่วน บรรดาบุรุษที่โต๊ะข้างๆ ต่างก็เงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ ถังโม่ทำหน้าภูมิใจสุดขีด ไม่ว่าสิ่งที่ซินอันพูดจะเป็นเรื่องจริงหรือไม่ แต่คำพูดเหล่านั้นก็ทำให้เขาเบิกบานใจเป็นที่สุด อย่างน้อยใบหน้าหล่อๆ ของเขาก็ยังมีประโยชน์อยู่บ้าง ยิ่งคิดว่าซินอันจงใจไว้หน้าเขา เขาก็ยิ่งอารมณ์ดีขึ้นไปอีก
เมื่ออาหารทยอยยกมาเสิร์ฟจนเต็มโต๊ะ เหยียนซื่อเม่าก็ยกป้านสุราขึ้นรินให้สหายพร้อมกับพูดแหย่
"น้องรองถังยังไงก็ต้องดื่มเพิ่มอีกสักสองจอกนะ ก็แหม...หน้าตาดีซะขนาดนี้นี่"
สิ้นคำพูดนั้น เสียงหัวเราะก็ดังลั่นไปทั่วทั้งห้องส่วนตัว ถังโม่กับซินอันที่ถูกหยอกล้อต่างก็หูแดงไปตามๆ กัน บรรยากาศในห้องคึกคักขึ้นมาทันตาเห็น ผู้คนทั้งสองโต๊ะไม่ว่าชายหรือหญิงล้วนแต่อายุรุ่นราวคราวเดียวกัน ฐานะทางครอบครัวก็สูสี จึงพูดคุยกันได้อย่างถูกคอ แม้ซินอันจะมีชาติตระกูลด้อยกว่าสักหน่อย แต่ตอนนี้นางก็อยู่ในฐานะหลานสะใภ้ของจวนโหวแล้ว อีกทั้งยังผ่านประสบการณ์ชีวิตมามากกว่าคนอื่น ไม่ว่าใครจะยกหัวข้ออะไรขึ้นมาสนทนา นางก็สามารถพูดคุยต่อบทได้อย่างลื่นไหล ด้วยเหตุนี้บรรดาภรรยาของสหายถังโม่จึงยิ่งรู้สึกถูกชะตาและอยากคุยกับนางมากขึ้น
หลังจากพูดคุยกันไปได้พักใหญ่ ซินอันก็เพิ่งได้รู้ว่าแท้จริงแล้วหานหวั่นเอ๋อร์ ภรรยาของเว่ยเย่คือคุณหนูจากจวนราชบัณฑิตหาน ซึ่งมีศักดิ์เป็นพี่สะใภ้ของชิวเวินยวนนั่นเอง
"น้องสะใภ้เคยเจอฮูหยินน้อยหานหรือ"
"เคยเจอครั้งหนึ่งเจ้าค่ะ"
ซินอันเล่าเรื่องที่เหยียนเหวินฮุ่ยชวนนางไปดูงิ้วให้ฟัง ทุกคนต่างพากันถอนหายใจด้วยความชื่นชมที่ถังโม่ช่างใส่ใจภรรยาเหลือเกิน
"ใส่ใจขนาดนี้ คงมีแค่เขาคนเดียวในเมืองหลวงเท่านั้น"
จะมีสามีบ้านไหนที่คอยกังวลว่าภรรยาจะไม่มีเพื่อนฝูงแล้วต้องมานั่งน้อยอกน้อยใจ ถึงขนาดลงทุนจัดแจงหาเพื่อนให้แบบนี้บ้างเล่า
ซินอันยิ้มกว้าง
"เห็นได้ชัดว่าเป็นบุพเพวาสนาที่สวรรค์กำหนดมาเจ้าค่ะ"
ประโยคนี้ทำเอานางโดนล้ออีกยกใหญ่ การรับประทานอาหารมื้อนี้ทำให้ซินอันได้รู้จักตัวตนของถังโม่ในมุมมองใหม่ การที่คนเราจะมีสหายสนิทสักสามสี่คนไม่ใช่เรื่องง่าย สหายของถังโม่กลุ่มนี้นับว่านิสัยใจคอใช้ได้เลยทีเดียว แสดงว่าตัวเขาเองก็ต้องเป็นคนที่มีพื้นฐานนิสัยไม่เลวเช่นกัน
สำหรับการพบหน้ากันครั้งแรก ซินอันก็ไม่ลืมที่จะเตรียมของขวัญมามอบให้สหายของสามีด้วย ของเหล่านี้ล้วนคัดสรรมาจากสินเดิมของนาง เพียงแต่ครั้งนี้นางไม่ได้นำชาดอกไม้เงินมาให้ เพราะของที่เป็นเครื่องบรรณาการ หากมีปรากฏให้เห็นบ่อยเกินไปก็จะดูไร้ค่า นางจึงเปลี่ยนมาใช้ผ้าโปร่งลายคลื่นน้ำซึ่งเป็นของขึ้นชื่อชนิดใหม่จากเมืองหวยเจียงแทน
"ผ้าพับนี้ไม่เคยเห็นมาก่อนเลย ดูสวยแปลกตาดี"
ของสวยๆ งามๆ มีสตรีคนไหนบ้างที่จะไม่ชอบ
ซินอันอธิบาย
"เป็นเส้นไหมที่ได้จากตัวไหมสายพันธุ์ใหม่เจ้าค่ะ พอทอออกมาแล้วจะมีลวดลายเหมือนคลื่นน้ำ เวลาเอาไปตัดเสื้อผ้าแล้วโดนแสงแดดหรือแสงไฟก็จะส่องประกายแวววาว ยามก้าวเดินก็ดูพลิ้วไหวราวกับสายน้ำกำลังไหลริน เป็นของที่เพิ่งผลิตออกมาใหม่ จำนวนยังมีไม่มากก็เลยยังไม่ได้ส่งเข้ามาขายในเมืองหลวงเจ้าค่ะ"
เมื่อได้ยินดังนั้นทุกคนต่างก็ตื่นเต้นดีใจ หานหวั่นเอ๋อร์เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
"ของดีขนาดนี้ เอามาให้พวกพี่จะดีหรือ ไม่ได้ทำอะไรให้แท้ๆ จะรับของมีค่าแบบนี้ได้ยังไง"
"ผ้าแบบนี้หาซื้อยากหรือไม่"
ซินอันตอบตามตรงว่าหาซื้อยาก
"ตัวไหมพันธุ์นี้เลี้ยงยากมากเจ้าค่ะ แถมยังคายเส้นไหมได้ไม่ดีเท่าตัวไหมทั่วไป สรุปแล้วทอออกมาได้แค่สิบพับเท่านั้น เพราะเพิ่งลองทำเป็นปีแรกก็เลยยังไม่ได้ส่งมาเมืองหลวง แต่ถ้ามีประสบการณ์แล้ว ปีหน้าก็อาจจะทำได้ดีกว่านี้เจ้าค่ะ"
นางเว้นจังหวะเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อ
"ข้าอยู่ที่เมืองหลวงก็ไม่รู้จักใครเลย ไม่มีสหายที่สนิทสนมด้วยซ้ำ แต่ใจก็อยากไปร่วมงานเลี้ยงสุ่ยฮวากับเขาบ้าง วันนี้ก็เลยหน้าด้านมาตีสนิท หวังว่าพวกพี่สาวจะช่วยเอ็นดูข้าบ้างนะเจ้าคะ"
หลินเย่ากับคนอื่นๆ มองหน้ากันด้วยรอยยิ้ม พวกนางต่างรู้ดีว่าผ้าชนิดนี้ปีหน้าคงถูกยกให้เป็นเครื่องบรรณาการแน่ๆ จึงหันกลับมาส่งยิ้มให้ซินอัน
"ด้วยความสัมพันธ์ของพวกผู้ชายแค่นี้ เจ้าไม่เห็นต้องเกรงใจเลย ถึงเจ้าจะไม่บอก พวกพี่ไปเจอเจ้าที่งานเลี้ยงก็ต้องเข้าไปชวนคุยด้วยอยู่แล้ว"
ซินอันแสร้งทำสีหน้าโล่งใจ
"ก่อนออกจากบ้านข้ากังวลแทบแย่ คิดว่ามาร่วมโต๊ะคืนนี้จะดูเสียมารยาทไปหรือเปล่า แต่สามีข้าคอยปลอบว่าพวกพี่สาวเป็นคนดี เข้ากับคนง่าย ไม่ต้องกังวลอะไรเลย แล้วเขาก็พูดถูกจริงๆ เจ้าค่ะ"
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ บรรดาสตรีต่างพากันเอ่ยปากชมถังโม่ไม่ขาดปาก จนจบมื้ออาหาร ถังโม่ก็ตัวลอยด้วยความภาคภูมิใจ
หลังจากกินอิ่ม บรรดาบุรุษที่เริ่มมีอาการเมามายก็พากันส่งเสียงโวยวายจะเปลี่ยนร้านไปดื่มเหล้ากันต่อ ผลสรุปคือเหยียนซื่อเม่าที่โวยวายเสียงดังที่สุดถูกหลินเย่าลากตัวขึ้นรถม้าไปเรียบร้อย แถมยังขู่ฟ่อว่าจะบิดหูให้ขาด เมื่อเห็นหลินเย่าแสดงอำนาจได้น่าเกรงขามขนาดนั้น บรรดาภรรยาคนอื่นก็ยอมน้อยหน้าไม่ได้ แม้แต่หานหวั่นเอ๋อร์ที่ดูอ่อนโยนที่สุดก็ยังตวัดสายตามองเว่ยเย่อย่างเงียบๆ ทำเอาเว่ยเย่ต้องรีบวิ่งเข้าไปประจบประแจงทันที
"ข้าไม่ไปหรอก ดึกป่านนี้แล้วข้าจะไปกินเหล้าต่อได้ยังไง"
"เป็นเพราะพวกเขานั่นแหละ พวกเขาคิดจะพากันทำตัวเหลวไหลเองแท้ๆ"
[จบบท]