บทที่ 95 : พวกเราควรจะมองไปข้างหน้า
หลังจากยืนมองส่งสหายทุกคนขึ้นรถม้าจนลับสายตาไปแล้ว ถังโม่จึงค่อยประคองซินอันก้าวขึ้นรถม้าของจวนโหวเพื่อเดินทางกลับ ระหว่างทางที่ล้อไม้บดทับไปบนถนน ชายหนุ่มก็ไม่พลาดโอกาสที่จะโอ้อวดผลงานของตัวเองขึ้นมาทันที
"เป็นยังไง ข้าจัดการได้ไม่เลวเลยใช่หรือไม่ ไปถึงงานเลี้ยงสุ่ยฮวาก็จะได้รู้จักคนพวกนี้เอาไว้ พอถึงเวลาจะได้ไม่ต้องอึดอัด"
ร่างสูงขยับเข้าไปใกล้ภรรยาจนไหล่แทบจะเกยกัน ก่อนจะลดเสียงลงกระซิบให้ได้ยินกันแค่สองคน
"ก่อนหน้านี้เจ้าต้องเคยรู้จักพวกนางมาก่อนแน่ ถ้าเกิดรู้ว่าพวกนางกำลังจะเจอเรื่องอะไรแล้วยื่นมือเข้าไปช่วยก่อน ความสัมพันธ์มันก็สานต่อได้ง่ายขึ้นไม่ใช่รึ"
ซินอันปรายตามองคนข้างกายด้วยแววตาเรียบเฉย
"คนพวกนั้นสหายพี่ทั้งนั้น จะไปคิดคำนวณเอาผลประโยชน์จากพวกเขา ดีหรือเจ้าคะ"
ถังโม่หัวเราะเบาๆ ในลำคอ ไม่ได้รู้สึกผิดบาปอะไรกับคำเตือนของภรรยา
"คิดเอาผลประโยชน์อะไรกัน พวกเราไม่ใช่เด็กตอม่อกันแล้วนะ ความสัมพันธ์มันก็ต้องพึ่งพาอาศัยกันไปมา เจ้าให้อะไรข้า ข้าให้อะไรเจ้า ไม่เห็นจะต้องคิดให้ซับซ้อน ถ้าเจ้าช่วยพวกนางได้ ความสัมพันธ์มันก็ยิ่งแน่นแฟ้นขึ้นไปอีก"
หญิงสาวนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะนึกย้อนไปถึงความทรงจำในอดีต
"คุณหนูตระกูลเซี่ยคนนั้นอายุสั้นนัก เห็นว่าป่วยเป็นอะไรสักอย่างนี่แหละ แต่ข้าก็ไม่รู้รายละเอียดหรอกนะ เมื่อก่อนข้าไม่ได้สนิทกับพวกนาง"
"ต้องบอกว่าเมื่อก่อนพวกนางมองข้าขวางหูขวางตาต่างหากล่ะ ต้นเหตุก็มาจากพี่นั่นแหละ"
"คืนนี้ข้าดูลักษณะท่าทางของนางแล้ว อาการคงย่ำแย่เต็มที"
ถังโม่ชะงักไปเล็กน้อย สีหน้าเจือความเสียดายขึ้นมาแวบหนึ่ง
"ได้ยินมาเหมือนกันว่าร่างกายของนางอ่อนแอมาตลอด ถ้าร้ายแรงถึงขั้นรักษาไม่ได้ก็อดเสียดายไม่ได้จริงๆ"
ฐานะอย่างตระกูลเซี่ยจะเชิญหมอหลวงมารักษาย่อมไม่ใช่เรื่องยากลำบาก เงินทองก็มีเหลือกินเหลือใช้ ป่านนี้คงเชิญหมอฝีมือดีมาตรวจดูอาการจนหมดเมืองหลวงแล้ว หากทำถึงขนาดนั้นแล้วยังรักษาไม่ได้ พวกเขาสองคนสามีภรรยาก็คงหมดปัญญาจะยื่นมือเข้าไปสอดเข็ม เรื่องความเป็นความตายเช่นนี้ไม่ใช่สิ่งที่กำลังของมนุษย์ธรรมดาจะฝืนลิขิตสวรรค์ได้
โครม!
จู่ๆ ตัวรถม้าก็กระแทกเข้ากับบางอย่างจนโคลงเคลงอย่างแรง ถังโม่รีบยื่นมือออกไปคว้าร่างของซินอันเอาไว้ตามสัญชาตญาณ จนศอกของตัวเองกระแทกเข้ากับขอบผนังไม้อย่างจัง เสียงของไหลไหลดังลอดเข้ามาจากด้านนอก ร้องบอกหน้าตาตื่นว่าบนถนนมีหลุมกว้างประกอบกับท้องฟ้ามืดมิดจนมองไม่เห็น ผู้เป็นนายไม่ได้ถือสาหาความอะไร เพียงแค่สั่งให้เด็กรับใช้บังคับรถม้าเดินทางต่อไป
ไม่รู้ว่าแรงสั่นสะเทือนเมื่อครู่ไปกระทบกระเทือนเส้นสมองส่วนไหนของชายหนุ่มเข้า จู่ๆ ความคิดประกายหนึ่งก็สว่างวาบขึ้นมาในหัว ถังโม่เบิกตากว้าง นิ่งอึ้งไปชั่วขณะราวกับเพิ่งตระหนักถึงเรื่องสำคัญระดับพลิกฟ้าดินได้ ท่าทางของเขาลุกลี้ลุกลนราวกับหัวขโมย หันซ้ายแลขวามองระแวดระวังไปรอบตัว ก่อนจะขยับใบหน้าเข้าไปใกล้จนชิดริมหูของซินอัน
"เจ้ามีชีวิตอยู่มาตั้งนาน ฮ่องเต้พระองค์ต่อไป... ใช่รัชทายาทหรือไม่"
ชายหนุ่มนึกแล้วก็อยากจะทึ้งหัวตัวเองด้วยความเสียดาย เขากลับมาเกิดใหม่ตั้งนานแล้ว แต่กลับมองข้ามเรื่องสำคัญระดับนี้ไปได้อย่างไรกัน! วันๆ เอาแต่จ้องจับผิดถังหรง ไม่ก็เอาแต่ปวดหัวคิดหาวิธีสร้างรากฐานในกองทัพฝั่งเหนือจนหัวหมุน ทว่ากลับลืมไปสนิทใจว่าบนโลกใบนี้ยังมีทางลัดที่รวดเร็วและยิ่งใหญ่กว่านั้นรออยู่
เพียงแค่ประโยคหลุดออกจากปาก ซินอันก็เข้าใจเจตนาของสามีทะลุปรุโปร่ง ไม่ใช่แค่ถังโม่หรอกที่โง่งม แม้แต่ตัวนางเองก็ไม่เคยเฉียดใกล้ความคิดทะเยอทะยานระดับนี้มาก่อน สายตาของพวกเขาสองคนช่างคับแคบนัก มัวแต่ก้มหน้าก้มตามองแค่เรื่องในเรือนหลังเล็กๆ ก้อนเนื้อในอกซ้ายของหญิงสาวเต้นระรัวจนแทบจะทะลุออกมานอกโครงกระดูก
"พี่..."
หญิงสาวยกมือขึ้นทาบอก พรูลมหายใจออกมายาวเหยียด พยายามข่มความตื่นตระหนกให้สงบลง ชาติที่แล้วนางก็เป็นแค่สตรีในเรือนหลัง วันๆ วนเวียนอยู่แค่เรื่องจุกจิกกวนใจในจวน ไม่ก็เรื่องซุบซิบนินทาของชาวบ้านแทบไม่เคยได้ล่วงรู้เรื่องราวความขัดแย้งในราชสำนักเลย ยิ่งหลังจากที่ถังโม่สิ้นใจไป ถังหรงก็เอาแต่ประเคนความรักให้กับเถาอี๋หรันจนหมดใจ ยิ่งไม่มีทางเอาเรื่องเครียดๆ ในราชสำนักมาเล่าให้นางฟังเด็ดขาด
แต่ถึงอย่างนั้น ระยะเวลาหลายสิบปีที่ผันผ่าน ต่อให้นางพยายามเค้นความทรงจำในหัวตอนนี้ ก็คงนึกรายละเอียดอะไรไม่ออกอยู่ดี เว้นเสียแต่จะได้เจอหน้าบุคคลเหล่านั้นจริงๆ ถึงจะพอนึกออกเป็นฉากๆ ทว่าเรื่องที่ว่าใครจะได้ขึ้นครองบัลลังก์มังกรนั้น นางย่อมจำได้ฝังใจ เพียงแต่ว่า...
"ข้าเป็นคนขี้ขลาด พี่อย่ามาทำให้ข้ากลัวไปหน่อยเลย"
ถังโม่กำลังตื่นเต้นจนเลือดสาดพล่าน ฝ่ามือที่ถูเข้าหากันจนชื้นไปด้วยเหงื่อเย็น หัวใจพองโตราวกับว่าความดีความชอบจากการสนับสนุนมังกรขึ้นครองราชย์กำลังกองอยู่ตรงหน้า แค่หลับตาจินตนาการถึงภาพตัวเองยืนหยัดอย่างสง่างามเหนือผู้คนในอนาคต ภาพที่ถังหรงต้องก้มหน้างุดเวลาพูดคุยกับเขา หรือแม้แต่ภาพบิดาผู้ลำเอียงต้องปั้นหน้ายิ้มแย้ม ประจบสอพลอก่อนจะเปิดปากขอร้อง... แค่คิด ชายหนุ่มก็รู้สึกเบิกบานใจจนแทบจะเก็บอาการเอาไว้ไม่อยู่
พอรถม้าจอดสนิทหน้าจวนโหวเว่ยหย่วน ซินอันที่เพิ่งก้าวขาลงมาก็ถึงกับเข่าอ่อนยวบ หากไม่ได้ถังโม่ที่ตาไวคอยประคองเอาไว้ มีหวังได้ล้มพับลงไปกองกับพื้นให้ขายหน้าบ่าวไพร่เป็นแน่
ตลอดทางเดินกลับเรือนชิวสือ ทั้งสองคนปิดปากเงียบกริบไม่ยอมหลุดเสียงอะไรออกมาสักคำ สายลมเย็นเยียบยามค่ำคืนพัดโชยมากระทบผิวหน้า ช่วยดึงสติสัมปชัญญะของพวกเขากลับคืนมาได้บ้าง หลังจากอาบน้ำผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จเรียบร้อย สองสามีภรรยาก็ขึ้นไปนั่งขัดสมาธิประจันหน้ากันอยู่บนเตียงนอน ปล่อยให้ความเงียบโรยตัวอยู่นานพักใหญ่ ซินอันถึงได้ยอมเปิดปากทำลายความอึดอัด
"ข้าเป็นคนขี้ขลาดจริงๆ นะ"
ชายหนุ่มยกมือขึ้นจับหัวไหล่บอบบางของภรรยาเอาไว้แน่น
"เจ้าเป็นคนที่เคยผ่านการถูกริบทรัพย์ประหารล้างตระกูลมาแล้วนะ จะไปกลัวอะไรอีก เลวร้ายที่สุดมันจะแย่ไปกว่าการโดนยึดจวนอีกรึ"
บรรยากาศภายในห้องนอนกลับมาเงียบกริบอีกครั้ง ภายในใจของซินอันกำลังต่อสู้กันอย่างหนักหน่วง คนเรามักจะมีสัญชาตญาณหลีกหนีเรื่องอันตรายที่ตัวเองไม่เคยก้าวล่วงเสมอ แต่มันก็มีเสียงเล็กๆ ตะโกนก้องอยู่ในหัวว่านางควรจะก้าวข้ามขีดจำกัดนี้ไปให้ได้ อุตส่าห์ได้ชีวิตใหม่กลับมาทั้งที จะให้มานั่งจับเจ่ารอดูสองสามีภรรยาเรือนข้างทะเลาะกันไปวันๆ อย่างนั้นหรือ
ถังโม่เห็นภรรยานิ่งเงียบไปก็ขยับเข้าไปใกล้ โน้มตัวลงกระซิบเสียงแผ่ว
"เจ้าฟังข้านะ เรื่องนี้ไม่มีอะไรต้องกังวลเลยสักนิด ในเมื่อเจ้ารู้ตอนจบอยู่แล้ว พวกเราก็แค่ค่อยๆ แทรกซึมเข้าไปตีสนิทแบบแนบเนียน ทำเหมือนเป็นการผูกมิตรกันตามปกติ พอถึงเวลาสำคัญก็แค่ยื่นมือเข้าไปช่วยผลักดันนิดหน่อย รับรองว่าไม่มีอันตรายถึงชีวิตหรอก"
"ข้าคิดว่าถ้าท่านพ่อตาอยู่ที่นี่ เขาก็คงจะเห็นด้วยแน่ ถ้าพวกเราวางแผนจัดการเรื่องนี้ให้ดี อนาคตตระกูลซินของเจ้าก็อาจจะพลิกชะตากลายเป็นตระกูลใหญ่ได้เลยนะ ยังไงมันก็ดีกว่าต้องมาคอยวิ่งเต้นหาที่พึ่งพิงเหมือนอย่างทุกวันนี้ไม่ใช่หรือ"
คำพูดของสามีเปรียบเสมือนกุญแจดอกใหญ่ที่ไขสลักเปิดความปรารถนาในใจของซินอัน ชาติที่แล้วนางย่อมอยากเห็นตระกูลซินผงาดขึ้นมาหยัดยืนได้อย่างสง่างาม โลกใบนี้มันโหดร้ายนัก คหบดีที่มีเงินทองกองทิ่มฟ้าแต่ไร้อำนาจหนุนหลัง ในสายตาของพวกขุนนางก็เป็นแค่เด็กอมมือที่ถือชามทองคำเดินต้วมเตี้ยมไปมา ไม่มีปัญญาจะลุกขึ้นสู้กับใครได้ หากไม่เป็นเช่นนั้น บิดาของนางก็คงไม่ต้องบากหน้าส่งนางแต่งงานข้ามน้ำข้ามทะเลมาไกลถึงจวนโหว และบิดาผู้มั่งคั่งของนางก็คงไม่ต้องคอยก้มหัวปะหลกๆ ค้อมเอวประจบใครต่อใครไปทั่ว
เพียงแค่ชั่วอึดใจเดียว หญิงสาวก็คิดตก นางพยักหน้าช้าๆ โน้มตัวไปข้างหน้าจนชิดสามี กระซิบตอบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาจนแทบจะกลืนหายไปกับสายลม
"องค์ชายรอง... ข้าจำได้แม่นว่าหลังจากที่ฮ่องเต้สวรรคตไปได้แค่วันเดียว เขาก็นำกำลังทหารบุกเข้าวังหลวง ปะทะกับกองกำลังขององค์รัชทายาทจนได้รับชัยชนะ ตอนนั้นเมืองหลวงถูกสั่งปิดตายห้ามคนเข้าออกไปตั้งหนึ่งเดือนเต็ม"
"รายละเอียดลึกๆ ข้าก็ไม่รู้หรอกนะ แต่ฮองเฮาองค์ต่อไปก็คือพระชายาองค์ชายรองคนปัจจุบันนี่แหละ ตอนนั้นที่เขาชนะมาได้ ก็เพราะได้อำนาจจากพ่อตาคอยหนุนหลัง"
"ถ้าจะให้ข้าไปตีสนิทกับพระชายาองค์ชายรอง ข้าก็พอมั่นใจอยู่ว่าจะหาทางเข้าไปอยู่ใกล้ชิดนางได้ ยังไงเสียท่านพ่อของข้าก็มีเงินทองมากมาย องค์ชายรองคิดจะทำการใหญ่ มันก็ต้องใช้เงินเป็นเบี้ยอยู่แล้ว แต่ถ้าสุ่มสี่สุ่มห้าพุ่งเข้าไป ข้าก็กลัวว่าพวกเราจะคุมสถานการณ์ไม่อยู่ การเล่นกับไฟระดับนี้ ถ้าสำเร็จมันก็ดีไป แต่ข้ากลัวว่าพวกเราจะโดนหลอกใช้จนหมดประโยชน์แล้วโดนถีบหัวส่งทิ้งน่ะสิ"
ปัญหาที่ตรงไปตรงมาที่สุดและเป็นความจริงอันโหดร้ายก็คือ พวกเขาสองคนผัวเมียไม่ได้มีสติปัญญาเฉียบแหลมหรือแผนการล้ำลึกอะไรเลย ข้อได้เปรียบเพียงอย่างเดียวคือการได้กลับมาเกิดใหม่และรู้ตอนจบของเรื่องราวล่วงหน้าเท่านั้น แต่ขั้นตอนระหว่างทางมันต้องอาศัยมันสมองในการวางหมาก ซึ่งซินอันกังวลเหลือเกินว่าเอาสมองของพวกเขาสองคนมารวมกันก็ยังไม่พอให้ใช้งาน
"พี่ลองคิดดูสิว่าเรื่องใหญ่ขนาดนี้ พี่ทำไหวหรือข้าทำไหว ถ้าให้วางแผนจัดการสองคนเรือนข้างนั่นน่ะ ข้าพอทำได้ แต่เรื่องชิงบัลลังก์นี่มันหนักหนาเกินมือข้าไปหน่อย"
ถังโม่หลับตาลง นิ่งเงียบใช้ความคิดอยู่นาน ในที่สุดเขาก็กำหนดทิศทางและกฎเหล็กในการทำงานของพวกเขาสองคนขึ้นมา นั่นคือไม่ทำตัวโดดเด่น และไม่เสนอหน้าออกไปรับลม พวกเขาจะเข้าหาเป้าหมายอย่างมีจุดประสงค์แต่ให้ดูเป็นธรรมชาติที่สุด ไม่เรียกร้องเอาความดีความชอบสูงสุด ขอแค่ให้ผู้มีอำนาจรู้สึกดีด้วย มีผลงานติดปลายนวม และต้องไม่ทำตัวเป็นเป้านิ่งให้ใครโจมตีเด็ดขาด
ซินอันได้ยินแผนการเอาตัวรอดอันแสนขี้ขลาดของสามีก็อดไม่ได้ที่จะกลอกตาบนใส่อย่างหมั่นไส้
"บอกมาตรงๆ ว่าจะให้ทำตัวไร้ประโยชน์ก็สิ้นเรื่อง ถ้าแค่นี้ข้าก็พอทำไหว เวลาลุกฮือมันยังเหลืออีกตั้งเจ็ดแปดปี ค่อยเป็นค่อยไปก็แล้วกัน"
พออารมณ์ตื่นตระหนกเริ่มสงบลง หญิงสาวก็นึกขบขันกับความขี้ขลาดของตัวเองจนเผลอหลุดหัวเราะคิกคักออกมา
"ตอนที่อยู่บนรถม้า ข้าตกใจแทบแย่ นึกว่าพรุ่งนี้จะต้องถือดาบออกไปฟันคอใครที่ไหนซะแล้ว พี่รู้ไหมว่าตอนนั้นข้ากลัวจนแขนขาอ่อนแรงไปหมด ความรู้สึกมันเหมือน..."
นางจงใจลากเสียงยาว ก่อนจะหรี่ตาลงและกระซิบด้วยน้ำเสียงหยอกล้อ
"ข้ารู้สึกเหมือนพี่กำลังจะพาข้าไปก่อกบฏเลย"
ถังโม่ที่กำลังตั้งใจฟังถึงกับเบิกตากว้างอ้าปากค้าง ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะลั่นออกมาอย่างห้ามไม่อยู่
"คืนนี้ข้าดื่มเหล้ามานิดหน่อยก็จริง แต่ไม่ได้บ้าซะหน่อย"
ชายหนุ่มส่ายหน้ายิ้มๆ ก่อกบฏอย่างนั้นหรือ... ภรรยาของเขานี่ช่างมีจินตนาการล้ำเลิศเสียจริง
[จบบท]