บทที่ 102: ท่านมหาตูตูลู่ ข้าขอติดเรือไปด้วยได้หรือไม่
เรื่องมงคลของลู่หลิงหลงเพิ่งจะพังไม่เป็นท่า จิตใจนางจึงบิดเบี้ยวจนอยากเห็นเมิ่งเชียนเชียนไร้คนต้องการให้ตกต่ำยิ่งกว่าตน ประหนึ่งว่าต้องเหยียบย่ำอีกฝ่ายให้จมดิน ตนเองถึงจะกอบกู้เศษเสี้ยวความเหนือกว่ากลับคืนมาหล่อเลี้ยงหัวใจได้บ้าง
โจวหนานเยียนฟังวาจานั้นแล้วถึงกับคิ้วขมวดด้วยความเหลืออด ก่อนจะตอกกลับด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน “สมองของเจ้าคงมิได้มีน้ำเข้าไปขังอยู่กระมัง เป็นพี่เมิ่งต่างหากที่หย่าขาดจากพี่ชายใหญ่ผู้ไร้จรรยาของเจ้า ทางการยกโขยงไปยึดทรัพย์สินถึงจวนสกุลลู่เพื่อชดใช้สินเดิมคืนให้พี่เมิ่ง เรื่องนี้ชาวเมืองหลวงต่างเห็นกันเต็มสองตา มาบัดนี้เจ้ายังมีหน้ามายืนพ่นวาจาเลอะเทอะใส่ร้ายพี่เมิ่งตรงนี้อีก คิดว่าคนเขาจะโง่งมหลงกลพวกเจ้าซ้ำสองหรืออย่างไร”
หากจะกล่าวถึงความสามารถในการกลับดำเป็นขาวของตระกูลลู่แล้ว ต้องนับว่ายอดเยี่ยมหาตัวจับยาก
ในกาลก่อน ชัดเจนว่าเป็นลู่หลิงเซียวที่ลักลอบพาภรรยานอกสมรสกลับมาจากชายแดน แต่คนสกุลลู่กลับปั้นน้ำเป็นตัว ใส่ความว่าเมิ่งเชียนเชียนมีจิตใจคับแคบ ริษยาจนไม่อาจยอมรับอนุภรรยาได้
เมิ่งเชียนเชียนทุ่มเทสินเดิมจนแทบหมดตัวเพื่อจุนเจือตระกูลลู่นานถึงห้าปี แต่พอออกจากปากคนตระกูลลู่ กลับกลายเป็นว่าตระกูลลู่ชุบเลี้ยงเมิ่งเชียนเชียนจนได้ดิบได้ดี มิหนำซ้ำยังเลี้ยงไม่เชื่องกลายเป็นหมาป่าตาขาวผู้เนรคุณ
หรือจะเป็นเรื่องที่เพิ่งผ่านมาไม่นานอย่างการที่เมิ่งเชียนเชียนตัดขาดความสัมพันธ์กับลู่หลิงเซียว คนตระกูลลู่ก็ยังหน้าไม่อาย เที่ยวปล่อยข่าวลือว่าเป็นตระกูลลู่ต่างหากที่ไม่ต้องการเมิ่งเชียนเชียน
ทว่านับตั้งแต่จางเฟยหู่กระชากหน้ากากจอมปลอมผืนสุดท้ายของตระกูลลู่ออกกลางตลาด ผู้คนทั้งหลายต่างก็มองเห็นเนื้อในอันเน่าเฟะของตระกูลนี้จนหมดสิ้น
บรรดาผู้มีอำนาจตัดสินใจในตระกูลลู่ล้วนเป็นจอมลวงโลก แล้วใครเล่าจะยังหูเบาเชื่อคำพูดพวกเขาอีก
ลู่หลิงหลงโกรธจนแทบกระอักเลือด ชี้หน้ากราดเกรี้ยว “ที่ข้าพูดล้วนเป็นความจริง ถ้าไม่เชื่อเจ้าก็ลองถามนางดูสิว่า ก่อนที่จะเดินทางไปชายแดน นางได้เริ่มตระเวนทอดสะพานยั่วยวนบุรุษอื่นแล้วใช่หรือไม่”
เมิ่งเชียนเชียนเลิกคิ้วถามกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย “ข้าไปยั่วยวนผู้ใด”
ลู่หลิงหลงเชิดหน้าตอบอย่างมั่นใจในเหตุผลวิบัติของตน “ท่านมหาตูตูลู่ไงเล่า เจ้ากล้าสาบานหรือไม่ว่าก่อนไปชายแดน เจ้าไม่รู้จักเขา”
โจวหนานเยียนสวนกลับอย่างฉุนเฉียว “รู้จักแล้วมันหนักศีรษะใคร จิตใจสกปรก มองสิ่งใดย่อมเห็นแต่ความสกปรกโสมม”
ลู่หลิงหลงชี้นิ้วสั่นระริก “เจ้า... เจ้า... เจ้า...”
โจวหนานเยียนถลึงตาใส่พลางก้าวเท้าเข้าหา “ข้าทำไมรึ โตจนป่านนี้แล้ว วาจายังพูดจาไม่รู้ความ วันหลังไปหัดดัดลิ้นให้ตรงเสียก่อนแล้วค่อยมาเสนอหน้าพูด”
ถึงอย่างไรลู่หลิงหลงก็ขึ้นชื่อว่าเป็นบุตรสาวเพียงคนเดียวของตระกูลลู่ แวดวงสหายที่คบหาล้วนเป็นคุณหนูในห้องหอที่รู้จักวางตัวรักษามารยาท ต่อให้ในใจนึกชิงชังเพียงใด แต่หน้าฉากย่อมไม่กล้าฉีกหน้ากันซึ่งๆ หน้าเช่นนี้
แต่นางโชคร้ายนักที่มาเจอกับม้าดีดกะโหลกอย่างโจวหนานเยียน
ลู่หลิงหลงโกรธจนน้ำตาปริ่มขอบตา
เมิ่งเชียนเชียนมองเหตุการณ์ตรงหน้าแล้วยิ่งซาบซึ้งในความปรารถนาดีของฮูหยินหวัง บรรดาฮูหยินและคุณหนูที่นัดหมายมาในวันนี้ มิใช่เพียงมีชาติตระกูลสูงส่ง แต่ยังมีอุปนิสัยใจคอที่ตรงไปตรงมา เข้ากับนางได้เป็นปี่เป็นขลุ่ย
เมิ่งเชียนเชียนหันไปเอ่ยกับโจวหนานเยียน “เยียนเอ๋อร์ พวกเราไปชมโคมไฟกันเถอะ”
“เชื่อพี่เมิ่งทุกอย่างเจ้าค่ะ” โจวหนานเยียนสะบัดหน้าใส่ลู่หลิงหลงทันที ก่อนจะหันมาคล้องแขนเมิ่งเชียนเชียนอย่างออดอ้อน “ความจริงพี่หวังก็เป็นคนสนุกสนานมากนะเจ้าคะ รอให้นางกลับมาเมืองหลวงแล้ว ข้าจะแนะนำให้พวกท่านรู้จักกัน รับรองว่าต้องถูกคอกันแน่”
เมิ่งเชียนเชียนยิ้มบางมุมปาก “ได้สิ”
ทั้งสองคนเดินเชิดหน้าผ่านลู่หลิงหลงไป โดยไม่แม้แต่จะปรายหางตามองสตรีผู้นั้นอีกเลย
ลู่หลิงหลงโกรธจนเต้นเร่าๆ อยู่กับที่ ตะโกนไล่หลังเสียงหลง “เมิ่งเชียนเชียน เจ้ามันไม่มีคนเอา ไม่มีคนเอา”
โจวหนานเยียนกำหมัดแน่นทำท่าจะหันกลับไปสั่งสอนคน แต่เมิ่งเชียนเชียนกุมมือนางไว้เบาๆ พลางเอ่ยเตือนสติ “สุนัขกัดคน คนไม่จำเป็นต้องกัดตอบให้เปรอะเปื้อน”
“พี่เมิ่งพูดถูกเจ้าค่ะ”
โจวหนานเยียนคลายโทสะลงทันควัน หันกลับไปยิ้มเยาะเย้ยใส่ลู่หลิงหลง “แทนที่จะห่วงคนอื่น มิสู้ห่วงตัวเจ้าเองเถิด ข้าได้ยินมาว่าบรรดาแม่สื่อที่ไปสู่ขอเจ้าต่างพากันวิ่งหนีหายไปหมดแล้ว คนที่ขายไม่ออกจนต้องขึ้นคานน่าจะเป็นเจ้ามากกว่ากระมัง เฮอะ”
วาจานั้นจี้ใจดำจนลู่หลิงหลงขาดสติ นางกรีดร้องและพุ่งตัวเข้าใส่โจวหนานเยียนหมายจะทำร้าย
โจวหนานเยียนมัวแต่สะใจจึงไม่ทันระวังภัยที่พุ่งเข้ามา
เมิ่งเชียนเชียนเหลือบเห็นเงาทะมึนพาดผ่านพื้น จึงยื่นมือโอบไหล่โจวหนานเยียน รวบเอวบางของอีกฝ่ายเข้ามากอดไว้ในอ้อมอกแล้วเบี่ยงตัวหลบอย่างรวดเร็ว
ลู่หลิงหลงที่พุ่งมาเต็มแรงคว้าได้เพียงความว่างเปล่า ร่างกายเสียหลักโซซัดโซเซถลาไปกระแทกเข้ากับราวระเบียงเรือ
ประจวบเหมาะกับที่เรือสำราญเกิดโคลงเคลงจากแรงคลื่น ลู่หลิงหลงที่ทรงตัวไม่อยู่จึงถูกแรงเหวี่ยงกระเด็นข้ามราวระเบียง ตกลงไปในทะเลสาบอันหนาวเหน็บเสียงดังตูมใหญ่
โจวหนานเยียนตกอยู่ในอ้อมกอดของเมิ่งเชียนเชียน หันหลังให้กับเหตุการณ์โกลาหลที่ริมระเบียง
หัวใจดวงน้อยของนางเต้นตึกตักไม่เป็นจังหวะ ใบหน้าร้อนผ่าว
พี่เมิ่งกอดนางแล้ว... ขะ...เขินจังเลย
“พี่... พี่เมิ่ง”
“ไม่เป็นไรใช่ไหม”
เมิ่งเชียนเชียนกระซิบถามข้างหู น้ำเสียงของนางแฝงความสุขุมเยือกเย็นที่ทำให้จิตใจอันตื่นตระหนกสงบลง
ใบหูเล็กๆ ของโจวหนานเยียนขึ้นสีแดงระเรื่อ “เอ่อ ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ... ขอบคุณพี่เมิ่ง...”
จังหวะที่นางถูกกอดให้หมุนตัวกลับมา นางทันเห็นลู่หลิงหลงถลาหน้าทิ่มลงน้ำไปพอดี
โชคดีที่พี่เมิ่งช่วยไว้ทันเวลา ไม่เช่นนั้นคนที่ตกน้ำคงเป็นนาง
เมิ่งเชียนเชียนคลายอ้อมกอดออก
โจวหนานเยียนหันขวับกลับไปหมายจะเอาเรื่องลู่หลิงหลง แต่กลับไม่เห็นแม้แต่เงาคนเสียแล้ว
เวลานี้ผู้คนที่อยู่ริมฝั่งเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติ ต่างร้องตะโกนว่ามีคนตกน้ำ เพียงแต่คนที่มีทักษะทางน้ำมีน้อยนิด อีกทั้งอากาศปลายเดือนสองยังคงหนาวเหน็บ การกระโดดลงน้ำเย็นเฉียบเช่นนี้เพื่อช่วยคนแปลกหน้าถือเป็นการเอาชีวิตไปเสี่ยงโดยแท้
“ช่วย... ช่วยด้วย... แค่กๆ”
ลู่หลิงหลงดิ้นรนตะเกียกตะกายผุดลุกผุดโผล่อย่างน่าเวทนา
เมิ่งเชียนเชียนยืนมองนิ่ง นางย่อมไม่มีทางยื่นมือเข้าช่วยศัตรู
โจวหนานเยียนยกมือปิดปากอุทานตาโต “ทำอย่างไรดี ข้า... ข้าว่ายน้ำไม่เป็น...”
นางคิดว่าคุณหนูในห้องหออย่างเมิ่งเชียนเชียนก็คงว่ายไม่เป็นเช่นกัน จึงรีบเงยหน้ามองไปที่ชั้นสอง “ถ่านเอ๋อร์ เจ้าว่ายน้ำเป็นไหม”
ถ่านเอ๋อร์นั่งห้อยขาอยู่บนราวระเบียงอย่างสบายอารมณ์ ในปากเคี้ยวถังหูลู่แก้มตุ่ย ตอบกลับมาทีละคำอย่างชัดถ้อยชัดคำ “ไม่ เป็น เจ้า ค่ะ”
คนแจวเรือเห็นท่าไม่ดีจึงรีบถือไม้ถ่อเข้ามาช่วยงมหา แต่ควานหาเท่าไรก็ไม่เจอตัว
ในวินาทีแห่งความเป็นความตายนั้นเอง ชายผู้หนึ่งก็กระโจนลงไปในน้ำ แหวกว่ายเข้าไปลากร่างของลู่หลิงหลงขึ้นมาบนฝั่งได้สำเร็จ
ลู่หลิงหลงสำลักน้ำจนหน้าเขียวหน้าเหลือง ชายผู้นั้นสาละวนกับการช่วยชีวิต กดหน้าอกของนางเป็นจังหวะ จนกระทั่งนางสำลักเอาน้ำออกมาคำโต
วินาทีที่ลู่หลิงหลงลืมตาขึ้นมา ภาพแรกที่เห็นคือใบหน้าของชายแปลกหน้าที่เสื้อผ้าเต็มไปด้วยรอยปะชุนสกปรกมอมแมม กำลังก้มหน้าแตะเนื้อต้องตัวนาง
ความรังเกียจแล่นพล่านไปทั่วร่าง นางเงื้อมือตบหน้าผู้มีพระคุณฉาดใหญ่!
เสียงตบดังสนั่น เล่นเอาชายผู้นั้นถึงกับมึนงง ชาวบ้านที่มุงดูอยู่รอบๆ ก็ตกตะลึงจนอ้าปากค้าง
พ่อค้าคนหนึ่งทนดูไม่ได้จึงตะโกนขึ้นอย่างเหลืออด “แม่นางคนนี้ จิตใจทำด้วยอะไร เขาเพิ่งจะช่วยชีวิตเจ้าไว้นะ หากไม่ใช่เพราะเขา ป่านนี้เจ้าคงไปเฝ้ายมบาลแล้ว”
“นั่นสิ พวกเราเป็นพยานได้ เขาเป็นคนกระโดดลงไปช่วยเจ้าขึ้นมาจากน้ำ”
“คนในหมู่บ้านเราจมน้ำ ก็ใช้วิธีช่วยชีวิตเช่นนี้เหมือนกัน เจ้าจะถือสาหาความอันใด”
“หลิงหลง”
สุรเสียงคุ้นเคยของลู่หลิงเซียวดังแทรกเข้ามากลางวงล้อม
ลู่หลิงหลงที่กำลังขวัญเสีย พอเห็นพี่ชายก็ปล่อยโฮออกมาด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ “พี่ใหญ่”
ลู่หลิงเซียรรีบเบียดฝูงชนเข้ามา เห็นน้องสาวเปียกโชกสั่นเทา จึงรีบถอดเสื้อคลุมตัวนอกของตนคลุมร่างนางไว้ “เกิดเรื่องอะไรขึ้น”
ลู่หลิงหลงร้องไห้สะอึกสะอื้นจนพูดไม่เป็นภาษา “ฮือๆๆ... พี่ใหญ่... ช่วยข้าด้วย”
หลินหว่านเอ๋อร์ที่เดินตามหลังลู่หลิงเซียวมา เมื่อเห็นสภาพอันน่าอเนจอนาถนี้ก็ตกใจจนหน้าถอดสี
พ่อค้าปากกล้าผู้นั้นจึงเล่าเหตุการณ์ตอนช่วยชีวิตลู่หลิงหลงให้ฟังอย่างละเอียด ส่วนสาเหตุที่นางตกน้ำนั้น ไม่มีใครทันสังเกตเห็น
สตรีมาแต่โบราณถือเรื่องชื่อเสียงเกียรติยศยิ่งชีพ แม้จะอ้างว่าเป็นการช่วยชีวิต แต่ท่ามกลางสายตาประชาชีนับร้อย ลู่หลิงหลงได้มีความใกล้ชิดทางกาย สัมผัสเนื้อตัวกับบุรุษแปลกหน้าไปแล้ว ความบริสุทธิ์ผุดผ่องของนางถือว่ามัวหมองจนกู้ไม่กลับ ชาตินี้คงหมดหวังเรื่องการแต่งงานออกเรือน
ทางออกเดียวคือผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตนางจะต้องยอมรับผิดชอบแต่งงานกับนาง
แต่เมื่อพิจารณาดูชายผู้นั้นที่สวมเสื้อผ้าปะชุนเก่าคร่ำครึ หน้าตาท่าทางยากจนข้นแค้น การให้นางแต่งงานกับคนระดับนี้ สู้ให้นางกลั้นใจตายเสียยังดีกว่า
ลู่หลิงเซียวข่มความโกรธ หันไปถามชายผู้นั้น “เจ้าชื่ออะไร”
ชายผู้นั้นทำหน้าตื่นๆ ตอบตะกุกตะกัก “เกา... เกา...”
พอได้ยินเขาพูดจาติดอ่างไม่สมประกอบ ลู่หลิงหลงก็ยิ่งแผดเสียงร้องไห้โหยหวนหนักกว่าเดิม
เมิ่งเชียนเชียนเองก็คาดไม่ถึงว่าสวรรค์จะลงทัณฑ์รวดเร็วปานนี้ นางไม่อยากเสวนากับลู่หลิงเซียว จึงรีบพาโจวหนานเยียนเดินเลี่ยงขึ้นไปบนชั้นสองของเรือ
ลู่หลิงเซียวคล้ายจะสัมผัสได้ถึงสายตาคู่หนึ่ง จึงหันขวับไปมองทางเรือสำราญ แต่เห็นเพียงชายกระโปรงที่พลิ้วไหววูบหายไปที่บันไดเท่านั้น
สำหรับตระกูลลู่ นี่คือหายนะครั้งใหญ่ที่ทำให้ชื่อเสียงอันเน่าเฟะยิ่งส่งกลิ่นเหม็นโฉ่ แต่สำหรับพวกฮูหยินทั้งหลายบนเรือ นี่เป็นเพียงมหรสพฉากหนึ่งที่ไม่ได้เกี่ยวข้องอันใดกับตน
ว่ากันตามจริง ผู้ที่ก่อกรรมทำเข็ญย่อมต้องรับผลกรรม ทั้งหมดล้วนเป็นสิ่งที่ลู่หลิงหลงแกว่งเท้าหาเสี้ยนเองทั้งสิ้น
งานเลี้ยงพินฮวาอันเลื่องชื่อกำลังจะเริ่มขึ้น เรือสำราญของพวกนางค่อยๆ เคลื่อนตัวมุ่งหน้าสู่ใจกลางทะเลสาบ
ฮูหยินโจวมองไปยังเรือลำใหญ่กลางน้ำแล้วเปรยขึ้น “หากได้ขึ้นไปชมบนเรือลำนั้นคงจะดีไม่น้อย”
ฮูหยินหวังยิ้มบางๆ พลางส่ายหน้า “งานเลี้ยงพินฮวาของหอว่านฮวา บัตรเชิญหายากยิ่งกว่าทองคำ พวกเราไม่มีวาสนาเพียงพอ ได้ชมอยู่ไกลๆ เท่านี้ก็นับว่าดีถมไปแล้ว”
ฮูหยินลิ่นพลันอุทานขึ้น “โอ๊ะแย่แล้ว รอบๆ มีเรือจอดขวางเต็มไปหมด พวกเราเข้าไปใกล้กว่านี้ไม่ได้แล้ว”
โจวหนานเยียนหน้ามุ่ยด้วยความผิดหวัง “หา มองไม่เห็นแล้วหรือเจ้าคะ”
สิ้นเสียงของนาง เรือสำราญลำมหึมาที่แกะสลักลวดลายงดงามวิจิตรตระการตา ดูยิ่งใหญ่น่าเกรงขามปานพญาอินทรี ก็แล่นแหวกสายน้ำเข้ามา
เรือสำราญของพวกนางก็นับว่าใหญ่โตโอ่อ่าแล้ว แต่เมื่อเทียบกับรัศมีของเรือฝ่ายตรงข้าม ก็ดูเป็นเพียงเรือบดลำน้อยไปถนัดตา
ทันใดนั้น เมิ่งเชียนเชียนก็ตัดสินใจเลิกม่านไข่มุกขึ้น ชะโงกตัวครึ่งหนึ่งออกไปนอกหน้าต่าง ส่งสายตาเป็นประกายไปยังบุรุษหนุ่มชุดม่วงที่กำลังนั่งจิบชาอย่างสบายอารมณ์อยู่ในเรือสำราญลำยักษ์ที่แล่นมาเทียบข้างๆ ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกังวานใสว่า
“ท่านมหาตูตูลู่ ข้าขอติดเรือไปด้วยได้หรือไม่”
เจ้าลองตอบมาสิ ว่าจะให้ติดเรือไปหรือไม่
(จบตอน)