บทที่ 108: เหล่าไท่จวินดุดันเหลือเกิน
เรื่องจดหมายจากทางบ้านเดิมนั้นเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ไม่อาจชักช้า เมิ่งเชียนเชียนจึงตัดสินใจเดินทางไปที่จวนตระกูลลู่ด้วยตนเอง
อันที่จริงในฐานะเจ้าหนี้ นางสามารถใช้ข้ออ้างเรื่องการทวงหนี้เพื่อไปเยือนอย่างเปิดเผยและสง่าผ่าเผยได้ ทว่านางคร้านจะพบหน้าลู่หลิงเซียวให้ระคายเคืองใจ จึงไหว้วานให้ถานเอ๋อร์ไปนัดแนะลู่หมู่และเหล่าไท่จวินให้ออกมาพบกันที่สวนผลไม้นอกประตูหลังของจวน
เจ้าของสวนผลไม้แห่งนี้มีความสัมพันธ์อันดีกับเหล่าไท่จวินมาเนิ่นนาน เมิ่งเชียนเชียนเองก็มักจะพาหญิงชรามาเดินเล่นเก็บผลไม้ที่นี่อยู่เป็นนิจ
สายลมพัดผ่านกิ่งไม้ไหวเอน ไม่นานนักลู่หมู่ก็ปรากฏกายขึ้นพร้อมกับสาวใช้อวี้เหลียน
เมิ่งเชียนเชียนรีบเข้าไปประคองลู่หมู่ให้นั่งลงบนม้านั่งหินอย่างนอบน้อม
ลู่หมู่เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ท่านทวดของเจ้าไม่รู้ว่าเจ้าจะมา ป่านนี้คงออกไปตามหาเจ้าเสียทั่วแล้วกระมัง”
“ใจตรงกันเลยเจ้าค่ะ” เมิ่งเชียนเชียนกล่าวพลางทอดสายตามองใบหน้าที่ดูซูบผอมและอิดโรยของอีกฝ่าย “ช่วงนี้ท่านแม่นอนไม่ค่อยหลับหรือเจ้าคะ”
อวี้เหลียนที่ยืนอยู่ด้านข้างอดไม่ได้ที่จะระบายความอัดอั้น “ฮูหยินจะไปข่มตานอนหลับลงได้เยี่ยงไรล่ะเจ้าคะ บ้านรองก่อเรื่องวุ่นวายไม่เว้นแต่ละวัน ทางฝั่งเหล่าฟูเหรินเองก็ไม่น้อยหน้า เรื่องราวในจวนประดังเข้ามาไม่หยุดหย่อน หาความสงบไม่ได้เลย นายหญิงน้อยใหญ่...ตอนที่ท่านยังเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรในจวน ฮูหยินสบายใจกว่านี้มากนักเจ้าค่ะ”
เมิ่งเชียนเชียนยิ้มบางๆ พลางเอ่ยเตือนด้วยความหวังดี “อวี้เหลียน ตอนนี้ข้ามิใช่นายหญิงน้อยใหญ่ของตระกูลลู่อีกต่อไปแล้ว หากเหล่าฟูเหรินหรือคนอื่นมาได้ยินเข้า เจ้าจะเดือดร้อนถูกลงโทษเอาได้นะ”
อวี้เหลียนทำหน้ามุ่ย แววตาฉายแววคับแค้น “ในใจของบ่าว ยอมรับท่านเป็นนายหญิงน้อยแค่เพียงผู้เดียวเท่านั้น นังหลินหว่านเอ๋อร์คนนั้นนับเป็นตัวอะไรกัน!”
“พอได้แล้ว!”
ลู่หมู่ส่งเสียงปรามสาวใช้คนสนิท
“ไปเถอะ ไปเก็บผลไม้กันดีกว่า”
ถานเอ๋อร์เห็นบรรยากาศเริ่มตึงเครียด จึงรีบเข้ามากึ่งจูงกึ่งลากอวี้เหลียนออกไปเดินเล่นในสวน
เมื่ออยู่กันตามลำพัง เมิ่งเชียนเชียนก็ยื่นมือไปจับชีพจรตรวจอาการให้ลู่หมู่ หญิงวัยกลางคนถอนหายใจแผ่วเบาพลางกระซิบว่า “เจ้าอย่าไปฟังอวี้เหลียนพูดเรื่อยเปื่อยเลย แม่สบายดี”
เมิ่งเชียนเชียนตระหนักดีว่าชีวิตความเป็นอยู่ของลู่หมู่ในตระกูลลู่นั้นหาได้มีความสุขไม่ แต่นางไม่อาจเรียกร้องให้ทุกคนใจแข็งเหมือนนาง ที่กล้าทิ้งทั้งตระกูลและไม่แยแสสายตาชาวโลก เพื่อหนีออกมาจากขุมนรกแห่งนั้น ยิ่งไปกว่านั้นลู่หมู่กับตระกูลลู่ยังมีสายใยความผูกพันทางสายเลือดที่ตัดอย่างไรก็ไม่ขาด
ผิดกับตัวนาง แม้ลู่หลิงเซียวจะมีชื่อว่าเป็นสามี แต่ทว่าไม่เคยมีความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยากันอย่างแท้จริง ความผูกพันที่นางมีต่อตระกูลลู่จึงเปราะบางดุจเส้นด้ายที่พร้อมจะขาดสะบั้น
“ข้าปรับเปลี่ยนใบสั่งยาสำหรับทำอาหารตุ๋นบำรุงร่างกายให้ท่านแม่ใหม่แล้ว ประเดี๋ยวท่านแม่นำกลับไปให้ห้องครัวเล็กทำให้ทานนะเจ้าคะ”
“ตกลง ขอบใจเจ้ามาก” ลู่หมู่รับใบสั่งยามาเก็บไว้ ก่อนจะเอื้อมมือไปเปิดห่อผ้าบนโต๊ะที่เตรียมมา “แม่ตัดชุดให้เป่าซูมาสองสามชุด เจ้าเอาตลับไปให้เขาลองดู หากไม่พอดีตรงไหนก็เอามาให้แม่แก้ได้”
เมิ่งเชียนเชียนหยิบชุดลายลูกเสือน้อยของเป่าซูออกมาพิจารณา เนื้อผ้าที่ใช้ล้วนเป็นแพรพรรณชั้นดีที่สุด ฝีเข็มที่ปักลวดลายพยัคฆ์น้อยนั้นงดงามประณีตราวกับมีชีวิต ตรงช่วงหัวเข่าก็มีการบุผ้าหนาซ้อนให้อย่างใส่ใจเพื่อกันกระแทกเวลาเด็กน้อยคลานเล่น
“สวยงามมากเลยเจ้าค่ะ เป่าซูจะต้องชอบแน่นอน”
รอยยิ้มแห่งความสุขปรากฏขึ้นบนใบหน้าของลู่หมู่เมื่อเห็นอดีตลูกสะใภ้ชื่นชอบของขวัญ
ทว่าที่ด้านหลังบานประตูจวนตระกูลลู่ สายตาคู่หนึ่งกำลังจ้องมองภาพความสนิทสนมนั้นด้วยความริษยา หลินหว่านเอ๋อร์กัดริมฝีปากแน่น แววตาลุกโชนดุจไฟบรรลัยกัลป์ ปกติลู่หมู่มักจะทำตัวเย็นชาใส่ทุกคนในจวน แต่กลับแสดงความรักใคร่เอ็นดูเมิ่งเชียนเชียนอย่างออกนอกหน้า
ไหนจะเสื้อผ้าเด็กเหล่านั้นอีก... ตอนที่นางไปคารวะลู่หมู่ นางเคยเห็นเศษผ้าพวกนี้ผ่านตา นึกว่าแม่สามีตัดเย็บเตรียมไว้ให้ลูกในท้องของนางเสียอีก ที่ไหนได้...
เมิ่งเชียนเชียน! ตัวเจ้าก็จากไปแล้วแท้ๆ เหตุใดต้องวนเวียนกลับมาแย่งความรักของสามีข้า และยังจะแย่งความรักจากแม่สามีข้าไปอีก!
“พวกเจ้าด้อมๆ มองๆ ดูอะไรกันอยู่รึ”
เสียงหนึ่งดังขึ้นพร้อมกับฝ่ามือที่ตบลงบนแผ่นหลังของหลินหว่านเอ๋อร์
“ว้าย!”
หลินหว่านเอ๋อร์สะดุ้งสุดตัว เผลอร้องอุทานออกมา ก่อนจะรีบตะครุบปากตัวเองแล้วหันขวับกลับมาพร้อมกับลวี่หลัว
ถานเอ๋อร์ขมวดคิ้วมุ่น เท้าสะเอวพลางยื่นหน้าเข้าไปใกล้หลินหว่านเอ๋อร์อย่างจับผิด “เมื่อกี้...เจ้าพูดงั้นรึ”
แววตาของหลินหว่านเอ๋อร์ไหววูบด้วยความตื่นตระหนก
ลวี่หลัวผู้เป็นสาวใช้รีบแก้ต่างทันควัน “เจ้าหูฝาดไปแล้วกระมัง คอคุณหนูของข้าเจ็บจนพูดไม่ได้มาตั้งนานแล้ว!”
ถานเอ๋อร์หรี่ตามอง “ถ้าอย่างนั้นเมื่อกี้ ใครเป็นคนร้องเสียงหลงกันล่ะ”
ลวี่หลัวอึกอักเล็กน้อยก่อนตอบ “ข้า...ข้าร้องเอง!”
ถานเอ๋อร์ทำหน้ายียวนกวนประสาท “เจ้าร้องรึ ฟังดูไม่เหมือนเสียงเจ้าเลยสักนิด”
ลวี่หลัวแสร้งปั้นหน้าจริงจัง “คนเราเวลาตกใจเสียงก็ย่อมผิดเพี้ยนไปจากเวลาพูดคุยปกติอยู่แล้ว ใครใช้ให้เจ้าโผล่มาเงียบๆ ให้คนเขาตกใจล่ะ!”
ถานเอ๋อร์กวาดสายตามองสำรวจนายบ่าวทั้งสองคนอย่างไม่ปักใจเชื่อ “อย่างนั้นรึ”
ลวี่หลัวเบิกตากว้างยืนยัน “ก็ต้องใช่น่ะสิ!”
หลินหว่านเอ๋อร์รีบทำภาษามือบอกสาวใช้ว่า ‘ข้าปวดหัว รีบไปกันเถอะ’
ลวี่หลัวหันมาสะบัดหน้าใส่ถานเอ๋อร์ “คุณหนูของข้าปวดหัวแล้ว ไม่อยากเสวนากับเจ้า!”
นางรีบประคองหลินหว่านเอ๋อร์เดินหนีจากไปอย่างรวดเร็ว
ทางด้านลู่หมู่ เมื่อเห็นว่าสมควรแก่เวลาจึงเอ่ยสั่งเสีย “เรื่องจดหมายของตระกูลเมิ่ง แม่จะคอยสอดส่องดูให้เจ้าเอง ตัวเจ้าเองก็ต้องเตรียมการรับมือไว้แต่เนิ่นๆ เรื่องนี้ปิดบังได้ชั่วคราว แต่ไม่อาจปิดบังได้ตลอดไปหรอกนะ สักวันหนึ่งตระกูลเมิ่งก็ต้องล่วงรู้อยู่ดี”
ลู่หมู่เข้าใจว่าที่เมิ่งเชียนเชียนยังรั้งอยู่ที่เมืองหลวง เพราะไม่อยากกลับไปเผชิญหน้ากับครอบครัวเดิมที่โยวโจว การแต่งงานนั้นเป็นเรื่องของสองตระกูล การหย่าร้างก็ควรต้องให้ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายรับรู้และตัดสินใจร่วมกัน
มิฉะนั้นในคราแรก เหล่าฟูเหรินคงไม่ถึงขั้นต้องเชิญผู้อาวุโสในตระกูลลู่มาร่วมเป็นสักขีพยาน เพราะการหย่าภรรยานั้นต้องได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมตระกูล
แม้เมิ่งเชียนเชียนจะตัดขาดความสัมพันธ์โดยอาศัยราชโองการ ทำให้ข้ามขั้นตอนยุ่งยากของตระกูลไปได้ แต่หากเรื่องแดงขึ้นมา ภายหลังทางตระกูลเมิ่งย่อมต้องซักไซ้ไล่เลียงอย่างแน่นอน
“ข้าทราบดีเจ้าค่ะ ยังคงต้องรีบหาวิธีจัดการให้จบสิ้นไปในคราวเดียว”
หลังจากร่ำลาลู่หมู่แล้ว เมิ่งเชียนเชียนกับถานเอ๋อร์ก็นั่งรถม้ามุ่งหน้ากลับจวน
ถานเอ๋อร์ทำท่าทางมีลับลมคมใน กระซิบกระซาบว่า “พี่หญิง เมื่อกี้ข้าได้ยินนังปีศาจจิ้งจอกพูดด้วยล่ะเจ้าค่ะ”
เมิ่งเชียนเชียนดุเบาๆ “เป็นเด็กเป็นเล็ก อย่าเอาแต่เรียกคนอื่นว่าปีศาจจิ้งจอกสิ”
ถึงแม้หลินหว่านเอ๋อร์จะมีจริตจะก้านเช่นนั้นจริง แต่ถานเอ๋อร์ยังเด็กนัก ไม่ควรซึมซับวาจาเผ็ดร้อนเช่นนี้
ถานเอ๋อร์ยื่นปากอย่างขัดใจ “ก็ได้เจ้าค่ะ”
เมิ่งเชียนเชียนลูบศีรษะเด็กสาวอย่างเอ็นดู “เจ้าบอกว่าหลินหว่านเอ๋อร์พูดหรือ นางพูดว่าอะไร”
ถานเอ๋อร์นึกย้อนเหตุการณ์ “ก็ไม่ได้พูดเป็นประโยคหรอกเจ้าค่ะ แค่โดนข้าหลอกจนตกใจ แล้วเผลอร้องกรี๊ดออกมาคำหนึ่ง ลวี่หลัวรีบแก้ตัวว่าเป็นเสียงนางร้องเอง เชอะ ข้าไม่ได้โง่นะ จะฟังเสียงลวี่หลัวไม่ออกเชียวรึ”
เมิ่งเชียนเชียนชะงักไปเล็กน้อย แววตาฉายแววครุ่นคิด “มีเรื่องแบบนี้ด้วยหรือ”
ถานเอ๋อร์กอดอกแน่น “พี่หญิง นังจิ้งจอกหลิน...เอ้ย คนแซ่หลินผู้นี้ ทำตัวลับๆ ล่อๆ ดูแล้วคงไม่ได้คิดเรื่องดีอะไรแน่ๆ”
เมิ่งเชียนเชียนหลับตาลงอย่างเหนื่อยหน่าย “ถานเอ๋อร์”
ถานเอ๋อร์รีบเอามือปิดปากตนเองทันที
หลินหว่านเอ๋อร์เป็นคนที่ลู่หลิงเซียวดึงดันจะพาตัวกลับมา นางจะเป็นคนเช่นไร หรือมีแผนการใด เมิ่งเชียนเชียนคร้านจะใส่ใจ ขอเพียงไม่เข้ามายุ่งวุ่นวายกับนาง เมิ่งเชียนเชียนก็ไม่คิดจะไปสืบสาวว่านางแกล้งเป็นใบ้จริงหรือไม่
ถานเอ๋อร์เปลี่ยนเรื่อง พลางเขย่าแขนเมิ่งเชียนเชียนอย่างออดอ้อน “พี่หญิง พี่หญิง วันนี้ไม่เจอเจ้าหมูสมบัติ ข้าคิดถึงเจ้าหมูสมบัติจังเลยเจ้าค่ะ”
เมิ่งเชียนเชียนรู้ทันจึงเอ่ยอย่างขบขัน “เจ้าคิดถึงขนมกุ้ยฮวากับหมูสามชั้นน้ำแดงของจวนตูตูมากกว่ากระมัง เอาล่ะ เจ้าไปจวนตูตูเองเถอะ ข้าจะกลับบ้านไปหาเหล่าไท่จวิน”
“รับทราบ!”
ถานเอ๋อร์กำหมัดทำท่ารับคำสั่ง แล้วพุ่งตัวหายวับออกไปจากรถม้าดุจสายลม “ไปล่ะนะเจ้าคะ!”
อู๋เกอเอ๋อร์คนขับรถม้ารู้สึกเพียงว่ามีลมพายุหมุนลูกย่อมๆ พัดผ่านศีรษะไป ผมบนหัวแหว่งหายไปอีกกระจุกหนึ่งจนต้องยกมือขึ้นลูบหัวป้อยๆ
“อู๋เกอเอ๋อร์ หยุดรถหน่อย”
จู่ๆ เมิ่งเชียนเชียนก็เอ่ยขึ้น
“คุณหนู เกิดอะไรขึ้นหรือขอรับ”
อู๋เกอเอ๋อร์บังคับม้าให้หยุดรถที่ข้างทาง
เมิ่งเชียนเชียนเลิกม่านหน้าต่างขึ้น มองดูหน้าดูหลังด้วยความระแวง “แปลกจริง รู้สึกเหมือนมีคนสะกดรอยตามพวกเราอยู่ตลอดเวลา”
อู๋เกอเอ๋อร์รีบเสนอตัว “ข้าน้อยไปดูให้ขอรับ!”
“ไม่ต้องหรอก ดูเหมือนจะหายไปแล้ว” เมิ่งเชียนเชียนกล่าวตัดบท “กลับกันเถอะ”
รถม้าเคลื่อนตัวเลี้ยวเข้าไปในตรอกเฟิงสุ่ยอย่างเชื่องช้า
บนหลังคาสูง บุรุษผมขาวในชุดดำยืนเด่นเป็นสง่า มุมปากยกยิ้มเย็นชา ในมือถือหลัวผานจ้องมองรถม้าที่แล่นผ่านไป
“ลี่ไห่หยาหนอลี่ไห่หยา ซ่อนคนไว้ดีขนาดนั้น สุดท้ายข้าก็หาเจอจนได้ แม่ทัพใหญ่ตายแล้ว สิบสองเว่ยก็แตกฉานซ่านเซ็น แต่ผู้สืบทอดของเจ้า อย่างไรเสียข้าก็ต้องขอไปดูหน้าสักหน่อย”
“บอกไว้ก่อนนะ หากนางอ่อนแอเกินไป ไม่ได้รับการยอมรับจากข้า ข้าจะฆ่านาง แล้วชิงป้ายอินหู่คืนมา จะได้ไม่ทำให้ชื่อเสียงของเจ้าต้องมาแปดเปื้อน!”
เขากระโดดข้ามกำแพงเรือนอย่างแผ่วเบาไร้เสียง มาหยุดอยู่ที่หน้าประตูห้องที่มีแสงตะเกียงน้ำมันส่องสว่างลอดออกมา
“หลัวผานชี้ว่าห้องนี้ฮวงจุ้ยดีที่สุด อินหู่น้อยน่าจะพักอยู่ในนี้”
ชายผมขาวจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย “ช่างเถอะ ใชไม้อ่อนก่อนค่อยใช้ไม้แข็ง ตามมารยาท”
เขายกมือขึ้น เคาะประตูห้องเบาๆ
ก๊อกๆ
“เชียนเชียน!”
สิ้นเสียงเคาะ ประตูก็ถูกเปิดออกอย่างรุนแรง เหล่าไท่จวินผู้ตื่นเต้นดีใจที่หลานสะใภ้กลับมา ผลักประตูห้องเปิดออกเต็มแรงเหวี่ยง
ปัง!
บุรุษผมขาวชุดดำที่ไม่ทันตั้งตัวและยืนชิดประตู ถูกบานไม้กระแทกอัดก็อปปี้ติดเข้าไปในกำแพงอิฐด้านข้างอย่างจังจนร่างจมลงไปในผนัง
“ประตู...บ้าน...ใคร...เปิด...ออก...ข้าง...นอก...กัน...หา...”
(จบตอน)