บทที่ 111: ท่านตูกู ท่านยินดีแต่งงานกับเสี่ยวจิ่วหรือไม่
พระสนมลี่กุ้ยเฟยสาวเท้าก้าวเดินตรงดิ่งไปยังตำหนักไท่เหอด้วยอารมณ์กรุ่นโกรธ ใบหน้างามบึ้งตึงปั้นปึ่งอย่างปิดไม่มิด
นางไม่เชื่อเด็ดขาดว่าเจ้าก้อนแป้งตัวเล็กนิดเดียวจะสามารถกลืนกินราชโองการลงท้องไปได้ เด็กบ้านไหนจะตะกละตะกลามได้ถึงเพียงนี้ อีกอย่างนางก็ใช่ว่าจะใจจืดใจดำไม่มอบขนมนมเนยให้กินเสียเมื่อไหร่
ทว่ายามที่นางก้าวข้ามธรณีประตูหมายจะเข้าไปเอาความ ภาพเหตุการณ์เบื้องหน้ากลับทำให้นางต้องยืนตัวแข็งทื่อด้วยความมึนงง
ภายในโถงตำหนักใหญ่อันโอ่อ่าทว่าเงียบเชียบและเคร่งขรึม ลู่หยวนนั่งสงบนิ่งอยู่บนเก้าอี้ด้วยสีหน้าเย็นชาดุจน้ำแข็งพันปี เบื้องหน้าของเขามีกองฎีกาสุมอยู่เป็นภูเขาเลากา ฉบับหนึ่งเพิ่งถูกเปิดกางออก เห็นได้ชัดว่าเขาตรวจตราไปได้เพียงครึ่งเดียวก็จำต้องหยุดชะงัก
บนพื้นตำหนักเกลื่อนกลาดไปด้วยฎีกาที่ตกกระจัดกระจาย เหล่านางกำนัลตัวน้อยต่างยืนรีรอ จะก้มลงเก็บก็มิกล้า ครั้นจะไม่เก็บก็เกรงอาญา
ส่วนเจ้าตัวต้นเหตุอย่างเป่าซูที่สวมชุดลูกเสือลายพาดกลอนตัวน้อยกำลังนั่งจุมปุ๊กอยู่บนโต๊ะทรงงานของลู่หยวน พลางส่งเสียงเรอดังเอิ๊กอ๊ากออกมาเป็นจังหวะอย่างสำราญใจ
หูย่วนพ่านและจั่วย่วนพ่านต่างก็อยู่ที่นี่ ขนาบซ้ายขวาคอยจับชีพจรน้อยๆ ของเป่าซู แววตาของหมอหลวงทั้งสองฉายความร้อนรนกระวนกระวาย
นับแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน ผู้ที่กลืนกินราชโองการเป็นคนแรก หากแพร่งพรายออกไปจะมีผู้ใดเชื่อบ้าง
ลำพังท่านแม่ทัพใหญ่แห่งจิ่นอีเว่ยก็ทำตัวนอกรีตขวางโลกมากพออยู่แล้ว นึกไม่ถึงว่าบุตรสาวตัวน้อยของเขาจะสร้างวีรกรรมที่น่าตกตะลึงพรึงเพริดยิ่งกว่าบิดา
"กิ... กินเข้าไปแล้วจริงรึ"
ถ้อยคำที่ลี่กุ้ยเฟยเตรียมมาเพื่อฉีกหน้ากากลู่หยวนพลันจุกอยู่ที่ลำคอ
"ถวายพระพรพระสนมกุ้ยเฟยเพคะ"
นางกำนัลน้อยนางหนึ่งที่กำลังก้มๆ เงยๆ เก็บฎีกาเหลือบเห็นนางเข้าเป็นคนแรก จึงรีบถวายความเคารพอย่างนอบน้อม
คนอื่นๆ ต่างก็พากันหันกลับมาถวายบังคมนาง ยกเว้นเพียงลู่หยวนที่ยังคงนั่งนิ่งประดุจขุนเขาไท่ซาน และเป่าซูที่สาละวนอยู่กับการเรอไล่ลมจนไม่มีเวลามาใส่ใจนาง
ลี่กุ้ยเฟยกระแอมไอเล็กน้อยปรับสีหน้าให้เคร่งขรึม วางท่าถามขึ้นว่า
"เป่าซูเป็นอย่างไรบ้าง"
หมอหลวงทั้งสองหันมาสบตากัน หูย่วนพ่านก้มหน้าก้มตาเงียบกริบไม่ปริปาก
จั่วย่วนพ่านแอบถลึงตาใส่สหายร่วมอาชีพคราหนึ่ง ก่อนจะประสานมือคารวะแล้วตอบว่า
"ทูลพระสนมกุ้ยเฟย กระหม่อมและท่านหูเพิ่งเคยประสบกับเหตุการณ์พิสดารเช่นนี้เป็นครั้งแรก ยังคงต้องเฝ้าดูอาการอีกสักระยะพะยะค่ะ"
ลี่กุ้ยเฟยกล่าวเสียงเย็นชา
"เช่นนั้นจะมีพวกเจ้าไว้ทำไม"
จั่วย่วนพ่านกับหูย่วนพ่านรีบคุกเข่าลงโขกศีรษะพร้อมเพรียง
"พระสนมโปรดระงับโทสะ ขอประทานอภัยพะยะค่ะ"
ลี่กุ้ยเฟยปรายตามองพลางเอ่ยเรียบๆ
"พวกเจ้าออกไป หวังเต๋อเฉวียน เจ้าคอยเฝ้าอยู่ข้างนอก เปิ่นกงมีเรื่องจะหารือกับท่านตูกู"
"พะยะค่ะ"
หวังเต๋อเฉวียนขานรับ นำพาเหล่าข้าราชบริพารในตำหนักไท่เหอถอยออกไปจนหมดสิ้น เหลือไว้เพียงอิ๋งเยวี่ยคนสนิทที่ยังคงยืนสงบเสงี่ยมอยู่ข้างกายลี่กุ้ยเฟย
หมอหลวงทั้งสองท่านเองก็รีบถอยกรูดออกจากตำหนักไท่เหอไปอย่างรู้ความ
ลี่กุ้ยเฟยสั่งความอีกครั้ง
"อิ๋งเยวี่ย อุ้มเป่าซูออกไป"
อิ๋งเยวี่ยขยับกายเข้าไปหมายจะอุ้มเป่าซู ทว่ากลับถูกเจ้าลูกเสือตัวน้อยส่งเสียงคำรามขู่ฟ่ออย่างดุร้าย
"วู้ววว"
"พระสนมเพคะ"
อิ๋งเยวี่ยหันมามองลี่กุ้ยเฟยด้วยสีหน้าลำบากใจ
ลี่กุ้ยเฟยจ้องมองเจ้าตัวเล็กที่ดูท่าทางพยศไม่ยอมใคร คิ้วเรียวงามขมวดมุ่นเข้าหากันเล็กน้อย
"ช่างเถิด ให้นางอยู่ที่นี่แหละ รอร้องไห้เมื่อไหร่ค่อยอุ้มออกไปก็แล้วกัน"
อิ๋งเยวี่ยจึงถอยกลับไปยืนสงบนิ่งอยู่ด้านข้าง
บรรยากาศภายในตำหนักใหญ่เงียบสงัดจนได้ยินเสียงเข็มตก มีเพียงเสียงเรอของเป่าซูที่ดังขึ้นเป็นระยะทำลายความเงียบ
ลี่กุ้ยเฟยเห็นลู่หยวนปล่อยปละละเลยตามใจเป่าซูถึงเพียงนี้ ก็อดที่จะลอบครุ่นคิดในใจมิได้ หรือว่าเด็กคนนี้จะเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของเขาจริงๆ
แต่คนผู้นี้ไม่น่าจะ...
"พระสนมมีธุระอันใดกับกระหม่อมหรือ"
เสียงราบเรียบของลู่หยวนดังขัดจังหวะห้วงความคิดของลี่กุ้ยเฟย
ลี่กุ้ยเฟยแค่นเสียงในลำคออย่างเย็นชา
"ที่นี่ไม่มีคนนอก เจ้าก็มิต้องเสแสร้งแกล้งทำหรอก ว่ามาเถิด เจ้าไม่พอใจราชโองการฉบับนี้ตรงไหน"
ลู่หยวนกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ
"แล้วพระสนมคิดว่ากระหม่อมสมควรจะพอใจตรงไหน"
ลี่กุ้ยเฟยเชิดหน้าขึ้นกล่าวอย่างถือดี
"เมิ่งเสี่ยวจิ่วเข้าวังมาแล้ว ก็ยังนับว่าเป็นคนของจวนตูกู หากเจ้าไม่พอใจให้นางมีสถานะเป็นน้องสาว เกรงว่านางอายุน้อยจะมาเอาเปรียบลำดับรุ่นของเจ้า เช่นนั้นเจ้าก็รับนางเป็นบุตรบุญธรรม ให้นางกราบกรานเรียกเจ้าว่าท่านพ่อเสียก็สิ้นเรื่อง"
ร่างป้อมๆ ของเป่าซูพลันสะดุ้งเฮือก
"วู้ววว"
ลู่หยวนหรี่ตาลง นัยน์ตาฉายแววอันตรายลึกล้ำ
ลี่กุ้ยเฟยกล่าวสืบต่อ
"เปิ่นกงพูดผิดตรงไหน เจ้าก็เพียงแค่อยากได้ป้ายอินหู่ในมือนางมิใช่หรือ หากเจ้าเป็นญาติฝ่ายเดิมของนาง หลังจากนางเข้าวังถวายตัวแล้วนางก็จำต้องพึ่งพาบารมีเจ้า ป้ายอินหู่ย่อมต้องตกมาอยู่ในมือเจ้าไม่ช้าก็เร็ว"
ลู่หยวนยกยิ้มมุมปาก รอยยิ้มนั้นไปไม่ถึงดวงตา
"ต่อให้นางไม่เข้าวัง ป้ายอินหู่ก็ต้องเป็นของเปิ่นตูอยู่ดี"
แม้แต่คำแทนตัวก็ยังเปลี่ยนไป ลี่กุ้ยเฟยตระหนักได้ทันทีว่าเขาเริ่มมีโทสะแล้ว บุรุษผู้นี้เหมือนกับมารดาแท้ๆ ชาวเผ่าเมียวของเขาไม่มีผิดเพี้ยน ล้วนแล้วแต่เป็นคนวิปลาส
ลี่กุ้ยเฟยเยื้องย่างเข้าไปยืนเคียงข้างเขา มือเรียวขาวผ่องยกขึ้นหมายจะแตะไหล่ น้ำเสียงอ่อนลงหลายส่วน
"อาหยวน อย่างไรเสียเมิ่งเสี่ยวจิ่วก็ต้องออกเรือนในสักวัน ให้คนอื่นได้แต่งกับนาง สู้ให้นางเข้าวังมาเป็นพระสนมมิดีกว่าหรือ อย่างไรซีเอ๋อร์ก็นับว่าเป็นลูกพี่ลูกน้องสายเลือดใกล้ชิดของเจ้า เมิ่งเสี่ยวจิ่วแต่งงานกับเขา ก็ถือว่าน้ำซึมบ่อทราย ไม่ไหลไปสู่คนนอก"
เป่าซูจ้องเขม็งไปยังมือข้างนั้นที่กำลังจะวางลงบนไหล่ของลู่หยวน แล้วรีบตะเกียกตะกายคลานเข้าไปปัดมือของนางออกอย่างรวดเร็ว
"วู้ววว"
ลี่กุ้ยเฟยถลึงตาใส่เป่าซูพลางกล่าวว่า
"ข้าเป็นท่านยายของเจ้านะ"
"วู้ววว"
เป่าซูสะบัดหน้าหนีอย่างไม่ไยดี
ลี่กุ้ยเฟยร้านจะถือสาหาความกับเด็กทารก นางยกมือขึ้นขยับปิ่นหงส์บนมวยผมให้เข้าที่ หมุนกายเตรียมจะเดินจากไป
"เจ้าจงลองไตร่ตรองดูให้ดีเถิด จะยอมให้นางแต่งงานกับชายอื่น หรือจะให้แต่งกับลูกพี่ลูกน้องของเจ้า อ้อ จริงสิ คนจากแดนเหมียวเดินทางมาถึงแล้วนะ"
ณ จวนตูกู
เมิ่งเชียนเชียนนั่งรออยู่ที่เรือนทิงหลานเป็นเวลานานสองนาน ก็ยังไร้วี่แววของลู่หยวนและเป่าซู นางจึงตัดสินใจทิ้งจดหมายฉบับหนึ่งไว้ให้ลู่หยวนในห้องนอนของเป่าซู
อันที่จริงจวนตูกูและตรอกเฟิงสุ่ยต่างก็เชื่อมต่อกับถนนจูเชวี่ย เพียงแต่อยู่คนละทิศละทาง ฝั่งหนึ่งมุ่งลงทิศใต้ อีกฝั่งหนึ่งขึ้นไปทางทิศเหนือ และด้วยอำนาจบารมี จวนตูกูจึงมีถนนยาวส่วนตัวเป็นของตัวเอง ถนนทั้งสายล้วนตกเป็นอาณาเขตของจวน
เมิ่งเชียนเชียนเดินทอดน่องอยู่บนถนนยาวหน้าจวนตูกู รถเทียมม้าคันหนึ่งแล่นสวนทางกับนางไป ก่อนจะชะลอความเร็วและหยุดลงที่หน้าประตูใหญ่ของจวน
นางครุ่นคิดว่าอาจจะเป็นรถม้าของลู่หยวนและเป่าซู จึงหันกลับไปมองดูด้วยความสงสัย เห็นเพียงพ่อบ้านเซินเดินออกมาต้อนรับขับสู้ด้วยตนเอง เขาเลิกม่านรถด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ผู้ที่ก้าวลงมาคือกลุ่มคนชาวเผ่าเมียวหลายชีวิต มีทั้งคนชราและหนุ่มสาว
"แขกของท่านตูกูหรือ"
ผู้ที่สามารถทำให้พ่อบ้านเซินออกมาต้อนรับด้วยตนเองมีไม่มากนักในเมืองหลวงแห่งนี้
เมิ่งเชียนเชียนพลันหวนนึกถึงดอกโบตั๋นพันธุ์หายากจากแดนเหมียวที่ลี่กุ้ยเฟยมีคำสั่งให้ขันทีหวังนำมาส่ง
หรือว่า "เจ็ดวัน" และ "กำลังเดินทางมา" ที่บุรุษชุดดำลึกลับสนทนากับลี่กุ้ยเฟยในวังวันนั้น จะหมายถึงชาวเผ่าเมียวกลุ่มนี้นี่เอง
...
ดวงจันทร์กระจ่างฟ้า หมู่ดาราเบาบาง
หลังจากลู่หยวนเสร็จธุระออกจากวังหลวง เขาก็นั่งรถม้ากลับสู่ถนนจูเชวี่ย ท้องถนนในค่ำคืนนี้ดูเงียบเชียบวังเวงผิดวิสัย ไร้ซึ่งความจอแจคึกคักเฉกเช่นทุกวัน ร้านรวงสองข้างทางปิดประตูลงกลอนแน่นหนา บนถนนว่างเปล่าไร้เงาพ่อค้าแม่ขายแม้แต่คนเดียว
รถม้าหยุดลงที่หน้าประตูใหญ่จวนตูกู
เขาเหยียบลงบนแผ่นหลังของบ่าวรับใช้เพื่อก้าวลงจากรถม้า
ดูเหมือนวันนี้ภายในจวนจะมีการลงทัณฑ์นักโทษในคุกใต้ดินอีกครา โลหิตแดงฉานไหลเจิ่งนองออกมาจนถึงปลายเท้าของเขา
เขาไม่แม้แต่จะปรายตามองธารโลหิตนั้น ก้าวเท้าเดินตรงดิ่งเข้าไปในเรือนทิงหลาน ทันทีที่ผลักบานประตูห้องเปิดออก ก็ได้ยินสุ้มเสียงคุ้นหูเรียกขานเขาจากเบื้องหลัง
"ท่านตูกู"
เขาหมุนกายหันกลับไป พบเมิ่งเสี่ยวจิ่วในชุดทะมัดทะแมงเยี่ยงจอมยุทธ์
"เสี่ยวจิ่วคารวะท่านตูกูเจ้าค่ะ"
เมิ่งเสี่ยวจิ่วย่อกายลงทำความเคารพอย่างงดงาม
ลู่หยวนเอ่ยถามขึ้นว่า
"ได้รับดอกโบตั๋นที่ลี่กุ้ยเฟยส่งมาแล้วหรือ"
"ได้รับแล้วเจ้าค่ะ"
"เช่นนั้นเจ้ายินดีจะเข้าวังไปเป็นพระสนมหรือไม่"
"เสี่ยวจิ่วไม่ยินดีเจ้าค่ะ เสี่ยวจิ่ว... เพียงปรารถนาจะอยู่เคียงข้างท่านตูกู ท่านตูกู... ท่านยินดีจะแต่งงานรับเสี่ยวจิ่วเป็นภรรยาหรือไม่เจ้าคะ"
"วู้ววว"
เสียงร้องคำรามของเป่าซูที่ดังลั่นปลุกสติของลู่หยวนให้ตื่นขึ้น เขาเบิกตาโพลง
เป่าซูชี้ไม้ชี้มือไปทางด้านนอก พลางส่งเสียงร้องวู้ววววู้วววอย่างตื่นเต้น
ชิงซวงที่บังคับรถม้าอยู่ด้านนอกเอ่ยถามขึ้นว่า
"ท่านตูกู ถึงแล้วขอรับ เมื่อครู่ท่านเผลอหลับไปหรือขอรับ บ่าวรบกวนฝันดีของท่านหรือไม่"
"ไม่"
ลู่หยวนก้าวลงจากรถม้าด้วยสีหน้าเรียบเฉยไร้อารมณ์
เบื้องหลังของเขายังคงมีเสียงจอแจอึกทึกจากถนนจูเชวี่ย รถราวิ่งขวักไขว่ไปมา เสียงตะโกนเรียกลูกค้าของเหล่าพ่อค้าแม่ขายดังเซ็งแซ่
ก็แค่ความฝันตื่นหนึ่ง เพ้อเจ้อไร้สาระ เดิมทีก็หาได้มีความหมายอันใดไม่
เขาสาวเท้าก้าวเดินเข้าสู่จวนตูกู
มือของเขาเปื้อนเลือด จวนตูกูในความฝันก็เจิ่งนองไปด้วยเลือดคาวคลุ้ง แต่เขาก็เพิ่งจะตระหนักได้ในภายหลัง ดูเหมือนว่านับตั้งแต่มีเป่าซูเข้ามาในชีวิต เขาก็ห่างหายจากการฆ่าแกงคนในจวนมาเนิ่นนานแล้ว
ลู่หยวนเดินตรงไปยังเรือนหลัก พบกลุ่มคนชาวเผ่าเมียวนั่งรออยู่ในห้องโถงรับแขก สายตาของเขาจับจ้องไปที่หญิงชราผู้เป็นผู้อาวุโสของเผ่าเมียว ก่อนจะเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาว่า
"ท่านย่า"
(จบตอน)