บทที่ 120: มารดาของนางยังมีชีวิตอยู่
เจียนเจิ้งสงสัยเหลือเกินว่าประสาทการรับฟังของตนคงจะผิดเพี้ยนไปเสียแล้ว
ทว่ายามที่สายตาปะทะเข้ากับอักษรคำว่า ‘ลู่หยวน’ สองคำที่สลักเสลาเด่นหราอยู่บนหนังสือสัญญาหมั้นหมาย เขาก็ตระหนักได้ในบัดดลว่าท่านผู้บัญชาการมิได้กำลังล้อเล่น ขุนนางกังฉินผู้เป็นที่ชิงชังของฟ้าดินผู้นี้ กำลังจะตบแต่งฮูหยินจริงๆ
มิทราบว่าเป็นดรุณีน้อยบ้านใดที่เคราะห์ร้ายถึงเพียงนี้ น่าเสียดายที่ฝ่ามือหนาของท่านผู้บัญชาการปิดทับนามของฝ่ายหญิงเอาไว้ เขาจึงเห็นเพียงนามของฝ่ายชายเท่านั้น
เจียนเจิ้งข่มความตื่นตระหนกและความใคร่รู้ที่ซัดสาดอยู่ในอกดั่งคลื่นลูกใหญ่ แสร้งทำใจดีสู้เสือเอ่ยถามหยั่งเชิงด้วยน้ำเสียงที่พยายามบังคับให้ราบเรียบ “ขออภัยท่านผู้บัญชาการ แล้วงานมงคลสมรสขององค์เหนือหัวกับว่าที่ฮองเฮาเล่าขอรับ”
ลู่หยวนเอ่ยตอบด้วยท่าทีปลอดโปร่งราวกับเมฆหมอกที่ลอยเอื่อย “เจ้าก็เลือกฤกษ์วันใหม่ให้พวกเขาก็สิ้นเรื่อง”
เจียนเจิ้งได้แต่กรีดร้องในใจ แม้แต่วันมงคลของเจ้าแผ่นดิน เจ้ากังฉินผู้นี้ก็ยังกล้าชิงตัดหน้า เจ้าจะเหิมเกริมเกินไปแล้ว!
คล้ายจะรับรู้ถึงความคิดอกุศล ลู่หยวนปรายตามองมาอย่างเนิบนาบ “หืม?”
เจียนเจิ้งรีบประสานมือคำนับปลกๆ “ข้าน้อยขอแสดงความยินดีล่วงหน้ากับงานมงคลของท่านผู้บัญชาการขอรับ!”
ลู่หยวนหยิบหนังสือหมั้นขึ้นมาพิจารณาอีกครา พลิกหน้ากระดาษแผ่วเบาก่อนจะเปรยขึ้นเรียบๆ “จำไว้ว่าต้องมาดื่มสุรามงคลด้วยเล่า”
น่องขาของเจียนเจิ้งสั่นระริกจนแทบจะทรงตัวไม่อยู่
ทันทีที่เจียนเจิ้งจากไป ลู่หยวนก็ส่งสัญญาณเรียกตัวซ่างกวนหลิงกลับมา
“ท่านผู้บัญชาการมีคำสั่งอันใดหรือขอรับ” ซ่างกวนหลิงวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาในห้อง สภาพดูเร่งรีบอย่างยิ่ง
ลู่หยวนกล่าวเสียงเรียบ “เจ้าไปบอกเมิ่งเสี่ยวจิ่วหน่อยว่า กำหนดวันแต่งงานได้แล้ว”
ซ่างกวนหลิงเบิกตากว้างมองผู้เป็นนายด้วยสายตาเหลือเชื่อ “ท่านผู้บัญชาการ แต่ผู้ใต้บังคับบัญชากำลังลงมือสังหารคนอยู่นะขอรับ”
ลู่หยวนเลิกคิ้ว “แล้วอย่างไร”
แล้วอย่างไรหรือ?! บิดากำลังปฏิบัติภารกิจสำคัญ ท่านเรียกตัวบิดากลับมาด่วนจี๋ เพียงเพื่อจะให้ไปทำหน้าที่นกพิราบส่งข่าวเรื่องกำหนดวันแต่งงานแค่นี้หรือ!?
คนของจวนตระกูลลู่ตายกันหมดแล้วหรือไร อวี้จื่อชวนนั่งขัดลูกธนูอยู่บนหลังคา เขาว่างจนจะงอกปีกบินได้อยู่แล้ว ท่านมองไม่เห็นหรืออย่างไร!
“เจ้ามีปัญหาหรือ” น้ำเสียงของลู่หยวนเริ่มกดต่ำ
“ผู้ใต้บังคับบัญชามิกล้า! ผู้ใต้บังคับบัญชาจะไปตรอกเฟิงสุ่ยเดี๋ยวนี้ขอรับ!”
เจ้าคนดวงแข็งผู้นั้น ถือว่าวันนี้เจ้าดวงยังไม่ถึงฆาต ให้เจ้ามีลมหายใจต่ออีกสักวันเถิด!
ซ่างกวนหลิงมุ่งหน้าไปยังตรอกเฟิงสุ่ยด้วยความเร็ว
ที่ลานบ้าน ถานเอ๋อร์กำลังโล้ชิงช้าเล่นอย่างสบายอารมณ์ “เจ้าคนรำดาบ หนี่มาแล้วรึ”
ใกล้กันนั้น เมิ่งเทียนหลานที่เพิ่งจะถูกท่านปู่เล็กเจ็ดสั่งสอนมาหมาดๆ อยู่ในสภาพใบหน้าบวมช้ำ เขานั่งยองๆ เอามือซุกแขนเสื้อด้วยท่าทางแบบชาวบ้านร้านตลาด
เมื่อได้ยินคำพูดของถานเอ๋อร์ เขาก็เงยหน้ามองซ่างกวนหลิงด้วยแววตาหงุดหงิด “รำดาบหรือ? ไหนลองรำให้ปู่ดูเป็นขวัญตาสักหน่อยซิ”
ซ่างกวนหลิง “...”
เมื่อวานเมิ่งเทียนหลานไม่ได้เจอซ่างกวนหลิง จึงเข้าใจผิดคิดว่าอีกฝ่ายเป็นพวกเล่นปาหี่จริงๆ ในใจก็นึกค่อนขอดว่าพวกเล่นปาหี่ในเมืองหลวงช่างเรื่องมากนัก แม้แต่เครื่องแต่งกายยังดูโอ่อ่าภูมิฐานเสียจนน่าหมั่นไส้
ซ่างกวนหลิงชักดาบซิ่วชุนออกจากฝัก เสียงโลหะเสียดสีบาดหู ปลายดาบชี้ตรงไปยังเมิ่งเทียนหลานพร้อมรังสีอำมหิต “เจ้าอยากตาย...”
ถานเอ๋อร์ร้องทักขึ้นเสียก่อน “เขาเป็นอาสามของพี่สาวนะ!”
ซ่างกวนหลิงชะงัก เปลี่ยนทิศทางตวัดดาบขึ้นกลางอากาศอย่างพลิ้วไหวราวสายน้ำ “สี่สิบแปดท่า หรือหกสิบเก้าท่าดีเล่า”
เมิ่งเทียนหลานแค่นเสียง “รำมาให้ดูทั้งหมดนั่นแหละ ถ้าดูแล้วเจริญหูเจริญตา นายน้อยจะมีรางวัลให้”
มุมปากของซ่างกวนหลิงกระตุกยิก เขาต้องข่มกลั้นความเดือดดาล กัดฟันร่ายรำกระบวนดาบหนึ่งร้อยสิบเจ็ดท่าที่เพิ่งคิดค้นขึ้นสดๆ ร้อนๆ จนจบสิ้นกระบวนความ
“ก็พอใช้ได้” เมิ่งเทียนหลานวิจารณ์พลางพยักหน้าหงึกหงัก “ดูเหมือนกระบวนท่าของจริงอยู่บ้าง”
ซ่างกวนหลิงลอบคำรามในใจ ดาบของบิดามีไว้ปลิดชีพคน หนึ่งดาบหนึ่งศพ จะไม่ใช่ของจริงได้อย่างไร!
เมิ่งเทียนหลานทำท่าครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วเอ่ยชวน “เจ้าสังกัดคณะไหน ต่อไปมาติดตามนายน้อยเถอะ นายน้อยรับรองว่าเจ้าจะได้กินดีอยู่ดีมีสุข”
ถานเอ๋อร์ใช้ปลายเท้าแตะพื้น หยุดแรงเหวี่ยงของชิงช้าพลางหัวเราะคิกคัก “อาสาม หนี่อาจจะจ้างเขาไม่ไหวหรอกนะ!”
เมิ่งเทียนหลานลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ปัดฝุ่นตามตัวอย่างไม่ยี่หระ “ทำไมกัน? ค่าตัวเขาสูงมากนักหรือ? ใต้หล้านี้ยังมีคนที่คนตระกูลเมิ่งซื้อตัวไม่ได้อีกรึ”
ถานเอ๋อร์จีบปากจีบคอเลียนเสียงขึงขัง “เขาคือคนสนิทของท่านผู้บัญชาการ ขุนนางขั้นสาม ผู้บัญชาการกององครักษ์เสื้อแพรเชียวนะ!”
ตุบ!
เสียงเข่ากระแทกพื้นดังสนั่น... เมิ่งเทียนหลานทรุดตัวลงคุกเข่าทันควัน!
แม่นมหลี่นั้นเดิมทีมีความขุ่นเคืองในตัวลู่หยวนอยู่ไม่น้อย แต่เมื่อเห็นพ่อบ้านใหญ่สูงสุดผู้กุมอำนาจในจวนตระกูลลู่มามอบของหมั้นด้วยตนเอง ซ้ำยังมีผู้บัญชาการกององครักษ์เสื้อแพร ขุนนางขั้นสามผู้ยิ่งใหญ่วิ่งมาเป็นม้าเร็วแจ้งวันแต่งงาน ก็นับว่าเป็นการให้เกียรติคุณหนูของนางอย่างถึงที่สุดแล้ว
โทสะที่มีอยู่ท่วมท้นก็มลายหายไปกว่าครึ่ง
เพียงแต่วันแต่งงานที่กำหนดมานั้น ในสายตาของคนแก่ดูจะเร่งรัดไปสักหน่อย
ทว่าเมิ่งเชียนเชียนกลับมิได้ใส่ใจ อย่างไรเสียงานนี้ก็เป็นเพียงละครฉากหนึ่งเพื่อรับมือกับครอบครัวของทั้งสองฝ่าย จะแต่งเร็วหรือช้าก็หาได้มีความแตกต่างกันไม่ อีกประการหนึ่ง ไม่ใช่แค่ลู่หยวนที่หวาดระแวงว่ามารดาของเขาจะบุกมาเมืองหลวงเพื่อบีบให้แต่งงานกับสตรีชาวเหมียว ตัวนางเองก็หวาดหวั่นว่าคนตระกูลเมิ่งจะมาฉุดคร่าพาตัวนางกลับไปเช่นกัน
เพื่อตัดไฟแต่ต้นลม แต่งงานให้เร็วที่สุดย่อมสบายใจที่สุด
ในขณะเดียวกัน ที่หน้าประตูจวนตระกูลลู่ คนตระกูลเหยาก็เดินทางมาเจรจาเรื่องการแต่งงานของหลินหว่านเอ๋อร์เช่นกัน
เดิมทีในคราที่หลินหว่านเอ๋อร์ถูกรับเป็นบุตรบุญธรรมของเวินซื่อ ลี่กุ้ยเฟยเคยลั่นวาจาไว้ด้วยตัวเองว่าจะทูลขอให้ฮ่องเต้พระราชทานสมรสให้นางกับลู่หลิงเซียวเพื่อเป็นเกียรติแก่วงศ์ตระกูล
แต่จนแล้วจนรอดก็ไร้วี่แววของราชโองการ จนกระทั่งคนตระกูลเหยาเดินทางมาถึงหน้าประตูจวนด้วยตนเอง
คนตระกูลเหยามิได้เอ่ยถึงเรื่องราชโองการเลยแม้แต่น้อย ครั้นพอเหล่าฟูเหรินทวงถามว่ามิใช่จะมีราชโองการพระราชทานสมรสหรอกหรือ พ่อบ้านของตระกูลเหยาก็อ้างเหตุผลข้างๆ คูๆ ว่าฮ่องเต้ทรงยุ่งอยู่กับราชกิจพันประการ จึงทรงพักเรื่องนี้ไว้ก่อน
ความจริงแล้ว ลี่กุ้ยเฟยตั้งใจจะขอราชโองการพระราชทานสมรสจริงๆ เพื่อเชิดชูหลินหว่านเอ๋อร์ แต่ผู้ใดจะคาดคิดว่าเมิ่งเชียนเชียนดันกลายเป็นเมิ่งเสี่ยวจิ่ว ลี่กุ้ยเฟยนั้นโลภมากต้องการครอบครองทั้งสองอย่าง หลินหว่านเอ๋อร์ตั้งครรภ์แล้ว การแต่งงานย่อมเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เมิ่งเชียนเชียนยังไม่ได้ตัวมา จึงต้องค่อยๆ ผ่อนปรนใช้วิธีละมุนละม่อม
ดังนั้นราชโองการจึงเงียบหายไปในกลีบเมฆ
ใบหน้าของเหล่าฟูเหรินตึงเครียดขึ้นมาทันใด
ช่วงก่อนหน้านี้ตระกูลลู่ต้องสูญเสียหน้าตาไปมากโข นางกำลังวาดหวังจะอาศัยการแต่งงานครั้งนี้กอบกู้เกียรติยศคืนมา ใครจะรู้ว่าความสง่างามจากราชโองการกลับมลายหายไปเสียแล้ว
นายหญิงรองรีบกระตุกแขนเสื้อเหล่าฟูเหริน เอ่ยเตือนเสียงกระซิบ “ท่านแม่ การแต่งงานยังอยู่ก็ดีถมไปแล้วนะเจ้าคะ นั่นคุณหนูจวนกั๋วกงเชียวนะเจ้าคะ”
เหล่าฟูเหรินตรองดูแล้วก็เห็นจริง อย่างไรเสียหลินหว่านเอ๋อร์ก็ได้ชื่อว่าแต่งออกไปในฐานะคุณหนูสูงศักดิ์แห่งจวนกั๋วกง
นางกวาดสายตามองไปรอบๆ ก่อนจะเอ่ยถามว่า “เหตุใดจึงไม่เห็นพ่อบ้านหลี”
พ่อบ้านเฉียนฉีกยิ้มการค้า “พ่อบ้านใหญ่มีธุระรัดตัว ที่จวนงานยุ่งมาก เขาปลีกตัวมาไม่ได้ขอรับ”
ส่งมาแค่พ่อบ้านรองตัวเล็กๆ คนหนึ่ง เหล่าฟูเหรินรู้สึกขัดเคืองในใจขึ้นมาอีกคำรบ
พ่อบ้านเฉียนแสร้งทำเป็นมองไม่เห็นความไม่พอใจในแววตาของนาง ยังคงยิ้มแย้มกล่าวต่อไปว่า “ความหมายของฮูหยินกั๋วกงคือต้องการให้รีบจัดงานแต่งงานโดยเร็วที่สุด คุณหนูหว่านเอ๋อร์จะย้ายเข้าจวนล่วงหน้าสองวัน ถึงเวลานั้นพิธีการส่งตัวจะเริ่มออกจากจวนกั๋วกงขอรับ”
เหล่าฟูเหรินถามอย่างไม่เข้าใจ “เข้าจวนล่วงหน้าเพียงสองวันเองหรือ ทำไมไม่รับตัวไปเสียตอนนี้เลยเล่า”
หลินหว่านเอ๋อร์ที่นั่งซ่อนตัวอยู่หลังฉากกั้น ได้ยินบทสนทนาข้างนอก ก็เผลอกำแขนเสื้อในมือแน่นจนยับยู่
พ่อบ้านเฉียนกล่าวสืบไป “ฮูหยินของเราก็กังวลว่าคุณหนูหว่านเอ๋อร์จะอยู่ไม่สุขสบาย ฮูหยินผู้เฒ่าลู่วางใจเถิด เรื่องชุดเจ้าสาว แม่สื่อ หรือเกี้ยวเจ้าสาว... ธุระการออกเรือนทั้งหมด จวนกั๋วกงจะเป็นผู้จัดเตรียมให้เรียบร้อย รับรองว่าจะให้คุณหนูหว่านเอ๋อร์ออกเรือนอย่างมีหน้ามีตาที่สุด ส่วนเรื่องสินสอดและสินเดิม ฮูหยินกล่าวว่า ตระกูลลู่ในยามนี้มีความเป็นอยู่ที่ยากลำบาก ของนอกกายเหล่านี้ก็เอาแต่พอเป็นพิธีเถิดขอรับ”
คำพูดช่วงแรกยังพอฟังรื่นหู แต่ประโยคสุดท้ายเขาพูดว่ากระไรนะ?
พอเป็นพิธีหรือ? ไม่เพียงสินสอดที่พอเป็นพิธี แม้แต่สินเดิมก็คงจะแค่พอเป็นพิธีด้วย ความหมายโดยนัยก็คือ จวนกั๋วกงไม่อยากจะควักเนื้อจ่ายสินเดิมให้กระมัง!
ไหนตอนแรกพูดดิบดีว่า พระสนมลี่กุ้ยเฟยจะเป็นแกนนำในการมอบสินเดิมให้หลินหว่านเอ๋อร์...
ย้อนไปคราที่ลู่หลิงเซียวแต่งกับเมิ่งเชียนเชียน แม้ฝ่ายชายจะไม่ได้มอบสินสอด แต่เมิ่งเชียนเชียนกลับขนสินเดิมเข้าเมืองหลวงมาตั้งสิบกว่าหมื่นตำลึง!
เหล่าฟูเหรินไม่อาจยอมรับได้ นางตบโต๊ะฉาดใหญ่ด้วยความโมโห “จวนกั๋วกงของพวกท่านแต่งบุตรสาวกันเยี่ยงนี้หรือ!”
รอยยิ้มบนใบหน้าของพ่อบ้านเฉียนจางลงเล็กน้อย แววตาแข็งกร้าวขึ้น “พวกเราก็คิดเผื่อตระกูลลู่ด้วยความหวังดี แต่ไหนแต่ไรมาสินเดิมของฝ่ายหญิง ย่อมต้องสมน้ำสมเนื้อกับสินสอดของฝ่ายชาย หากตระกูลลู่จ่ายไหว มากแค่ไหนจวนกั๋วกงของเราก็ย่อมจ่ายสินเดิมไหวเช่นกัน!”
เหล่าฟูเหรินโกรธจนหน้าดำหน้าแดง “เจ้า...”
พ่อบ้านเฉียนยิ้มจางๆ ก่อนจะทิ้งคำขาดที่ทำเอาคนฟังสะท้าน “หากท่านไม่พอใจการแต่งงานนี้ ถ้าบุตรของอดีตคุณหนูหว่านเอ๋อร์คลอดออกมา ก็ให้ลงชื่อในผังตระกูลของจวนกั๋วกงเรา จวนกั๋วกงเราจะเลี้ยงดูเอง!”
เช่นนั้นไม่ได้เด็ดขาด! เหล่าฟูเหรินจะยอมให้เหลนรักของตนกลายเป็นคนตระกูลอื่นได้อย่างไร
“ท่านแม่ ท่านแม่อย่าเพิ่งโกรธเลยเจ้าค่ะ มีอะไรค่อยพูดค่อยจา ล้วนเป็นคนกันเองทั้งนั้น”
นายหญิงรองไม่สนหรอกว่าตระกูลเหยาจะให้สินเดิมหรือไม่ เหล่าฟูเหรินคุมอำนาจการเงินเข้มงวดเกินไป นางไม่เคยได้ส่วนแบ่งอะไรอยู่แล้ว สู้ยืมบารมีจวนกั๋วกงหาลู่ทางอนาคตให้ลูกชายสองคนที่เรียนอยู่ในวิทยาลัยหลวงดีกว่า
“ตกลงว่ากำหนดวันแต่งงานหรือยัง”
นางรีบแทรกถามด้วยรอยยิ้ม
พ่อบ้านเฉียนปรับสีหน้ากลับมาอ่อนโยนดังเดิม “เดือนหน้ามีวันมงคลอยู่หลายวัน วันที่สิบหก วันที่สิบเก้า วันที่ยี่สิบเจ็ด...”
“เดือนหน้า...” นายหญิงรองปรายตามองหน้าท้องที่เริ่มนูนออกมาอย่างชัดเจนของหลินหว่านเอ๋อร์ “เช่นนั้นก็เอาวันที่สิบหกเถิด ยิ่งเร็วยิ่งดี”
พ่อบ้านเฉียนยิ้มพลางส่ายหน้า “วันที่สิบหกเป็นวันมหามงคลสมรสของฮ่องเต้กับฮองเฮา พวกท่านเลือกวันอื่นเถิดขอรับ”
ลี่กุ้ยเฟยแอบให้กรมซือเทียนเจียนคำนวณมานานแล้ว วันที่สิบหกเป็นวันมงคลฤกษ์งามยามดีที่สุดของปีนี้
นายหญิงรองชะงักกึก “ฝ่าบาทจะอภิเษกสมรสแล้วหรือ แล้วฮองเฮาคือ”
พ่อบ้านเฉียนยืดอกยิ้มอย่างภาคภูมิใจ “ก็คุณหนูรองบ้านข้าอย่างไรเล่า”
ทุกคนในที่นั้นต่างสูดหายใจเข้าลึกด้วยความตื่นตะลึง
จวนกั๋วกงมีลี่กุ้ยเฟยคนหนึ่งแล้ว ในไม่ช้าก็จะมีฮองเฮาเพิ่มมาอีกคน ช่างเป็นตระกูลเครือญาติเชื้อพระวงศ์ผู้สูงศักดิ์คับฟ้าจริงๆ
หลินหว่านเอ๋อร์แม้จะเป็นทายาทของสิบสองเว่ย ก็ไม่อาจหาญกล้าไปแย่งวันมงคลกับฮ่องเต้และฮองเฮาได้
หลังจากคนของจวนกั๋วกงกลับไปแล้ว ลวี่หลัวก็บ่นพึมพำอย่างไม่สบอารมณ์ “อะไรกันเจ้าคะ จวนกั๋วกงลำเอียงชัดๆ วันแต่งงานก็ต้องเลือกวันที่คุณหนูสกุลเหยาเลือกเหลือทิ้งไว้แล้ว สินเดิมก็ต้องคอยเก็บตกจากเศษเงินที่เล็ดลอดง่ามนิ้วของนาง พูดเสียดิบดีว่าออกเรือนอย่างมีหน้ามีตา มีหน้ามีตาตรงไหนกัน”
หลินหว่านเอ๋อร์นั่งนิ่งเงียบไม่เอ่ยปาก
ความโลภของมนุษย์นั้นยากจะเติมให้เต็ม เดิมทีนางไม่กล้าแม้แต่จะฝันถึงตำแหน่งภรรยาเอก แต่บัดนี้พอสมปรารถนาแล้ว แถมยังมีสถานะคุณหนูจวนกั๋วกงเพิ่มมาอีกชั้น ใจกลับรู้สึกตกต่ำลงเมื่อถูกเปรียบเทียบ
แต่ความรู้สึกหดหู่นั้นก็อยู่เพียงชั่วครู่ อีกฝ่ายเป็นถึงบุตรีสายตรงตระกูลเหยา เป็นลูกพี่ลูกน้องของโอรสสวรรค์ ตนเองเทียบไม่ได้ก็เป็นเรื่องสมควรแล้ว
แค่นางมีความเป็นอยู่ที่ดีกว่าเมิ่งเชียนเชียนก็เพียงพอแล้ว
น่าเสียดายที่คนตระกูลเมิ่งเดินทางมาถึงเมืองหลวงแล้ว พวกเขาน่าจะรีบพาตัวเมิ่งเชียนเชียนกลับโยวโจวในเร็ววัน คงไม่มีโอกาสให้เมิ่งเชียนเชียนได้เห็นกับตาว่าตนเองได้แต่งงานเป็นภรรยาเอกของลู่หลิงเซียว
ณ ตรอกเฟิงสุ่ย
“คุณหนู วันแต่งงานจะกะทันหันไปหรือไม่เจ้าคะ”
แม่นมหลี่เอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง
เมิ่งเชียนเชียนยิ้มบางๆ “ข้าว่าดีมากเลยนะจ๊ะแม่นม”
ถานเอ๋อร์เอากำปั้นน้อยๆ เท้าคาง ทำตาโต “เอ๋อก็ว่าดีนะ! หมูสามชั้นน้ำแดงของจวนท่านผู้บัญชาการ อร่อยเหาะไปเลย!”
แม่นมหลี่ค้อนวงใหญ่ “นังเด็กตะกละคนนี้นี่!”
ลึกๆ แล้วแม่นมหลี่ยังคงกังวลว่าวันเวลากระชั้นชิดเกินไป หลายเรื่องอาจจะจัดเตรียมไม่รอบคอบ จะทำให้คุณหนูของนางต้องน้อยเนื้อต่ำใจ
เมิ่งเชียนเชียนเอื้อมมือไปกุมมือแม่นม “แม่นม ข้าแต่งงานรอบสองแล้วนะ ทำตัวเงียบๆ หน่อยไม่ดีกว่าหรือ”
แม่นมหลี่ได้แต่ถอนหายใจยาว
ถานเอ๋อร์กระโดดผลุงมาตรงหน้าเมิ่งเชียนเชียน ถามน้ำเสียงตื่นเต้น “พี่สาว! พรุ่งนี้ไปตัดชุดเจ้าสาวใช่ไหม”
ธรรมเนียมแต่ละท้องที่แตกต่างกัน หากเป็นที่โยวโจว ญาติฝ่ายหญิงมักจะลงมือปักชุดเจ้าสาวให้ลูกสาวด้วยตัวเอง แต่บ้านตระกูลใหญ่ในเมืองหลวงส่วนมากจะนิยมจ้างยอดฝีมือช่างปักเสื้อมาทำให้
เมิ่งเชียนเชียนตอบว่า “พ่อบ้านเซินบอกว่า จะเชิญช่างปักฝีมือดีมาที่บ้านจ้ะ”
เรื่องชุดเจ้าสาวเดิมทีฝ่ายหญิงควรต้องจัดการขวนขวายเอง แต่พ่อบ้านเซินกลับจัดการธุระให้ทั้งหมดแล้ว
ถานเอ๋อร์ทำหน้ามุ่ยแสร้งทำเป็นเศร้า “โธ่... แต่ว่าเอ๋ออยากออกไปเดินเล่นนี่นา”
เมิ่งเชียนเชียนหัวเราะเบาๆ “ได้สิ งั้นเราไปเดินเล่นกัน”
ถานเอ๋อร์เปลี่ยนอารมณ์เป็นยิ้มร่าทันที “พี่สาว! หนี่ดีที่สุดในโลกเลย!”
แม่นมหลี่มองดูคุณหนูของตนด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความรักและความปวดใจ ห้าปีก่อนคุณหนูยังเป็นเพียงเด็กน้อย ไร้ซึ่งความรู้สึกเหมือนคนจะแต่งงาน ดูราวกับถูกส่งไปเป็นลูกสาวบุญธรรมบ้านอื่นเสียมากกว่า
มาบัดนี้เติบโตเป็นสาวงามสะพรั่ง ถึงได้ดูเหมือนเจ้าสาวที่กำลังจะออกเรือนจริงๆ เสียที
“หากฮูหยินได้รับรู้ว่าคุณหนูโตเป็นสาวงามขนาดนี้แล้ว”
“แค่กๆ!”
เสียงกระแอมไอหนักๆ ของเมิ่งเทียนหลานดังขึ้นขัดจังหวะที่หน้าประตู
แม่นมหลี่หลุบตาลงซ่อนความตื่นตระหนกที่พาดผ่านนัยน์ตา รีบลุกขึ้นกล่าวต้อนรับ “นายท่านสาม ท่านปู่เล็กเจ็ด พ่อบ้านเมิ่ง พวกท่านมาแล้วหรือเจ้าคะ เชิญนั่งก่อนสิเจ้าคะ”
ชายทั้งสามคนเดินเข้ามาในห้อง
แม่นมหลี่ยิ้มเจื่อนๆ กลบเกลื่อนพิรุธ “คุณหนูเจ้าขา ยายแก่ข้างบ้านเมื่อเช้าเหมือนจะหกล้มนะเจ้าคะ”
“หรือจ๊ะ ถานเอ๋อร์ ไปดูเป็นเพื่อนข้าหน่อย”
“รับทราบ!”
เมิ่งเชียนเชียนพาถานเอ๋อร์เดินออกจากห้องไป ทิ้งให้ผู้ใหญ่ได้สนทนากัน
เมื่อลับหลังเด็กสาว เมิ่งเทียนหลานก็หันขวับมาถามทันที “แม่นมหลี่ เมื่อกี้เจ้าเป็นอะไรไป เกือบไปแล้วเชียว”
แม่นมหลี่กล่าวอย่างรู้สึกผิด “บ่าวเห็นคุณหนูโตเป็นสาวขนาดนี้แล้ว ก็เลยเผลอใจลอยปากพล่อยไปชั่วขณะเจ้าค่ะ”
ท่านปู่เล็กเจ็ดขมวดคิ้วถามอย่างแปลกใจ “ผ่านมาหลายปีขนาดนี้แล้ว พวกเจ้ายังไม่ได้บอกความจริงนังหนูสามอีกรึ”
“จะไปกล้าบอกได้ที่ไหนเล่าขอรับ” เมิ่งเทียนหลานทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ ยกถ้วยชาขึ้นจิบ พอรู้ว่าไม่ใช่เหล้า เขาก็วางลงอย่างรังเกียจ “นายท่านผู้เฒ่าไม่ยอมให้บอก”
ท่านปู่เล็กเจ็ดถอนใจ “ถ้าเกิดวันไหนนังหนูสามรู้ความจริงด้วยตัวเอง ไม่กลัวนางจะโกรธเกลียดพวกเจ้าหรือ”
เมิ่งเทียนหลานกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักอึ้งและสีหน้าเคร่งเครียด “ก็เพื่อตัวนางเองทั้งนั้น อีกอย่างเราปิดบังมาตั้งหลายปีขนาดนี้แล้ว จู่ๆ ไปบอกความจริงนางว่า... แม่ของเจ้ายังไม่ตาย นางจะรับได้หรือขอรับ”
(จบตอน)