บทที่ 122: จำกันได้
บ่ายคล้อยในหอเยียนอวี่อบอวลไปด้วยความลังเลของสตรี หลินหว่านเอ๋อร์สาละวนอยู่กับการเลือกชุดแต่งงานอย่างไม่รู้จักจบจักสิ้น เดี๋ยวก็หยิบชุดนี้ขึ้นมาพินิจว่าเก๋ไก๋บาดใจ เดี๋ยวก็วางลงแล้วหันไปคว้าอีกชุดที่ดูแปลกใหม่กว่า เลือกไปเลือกมาจนตาลาย พลิกสมุดภาพของหอเยียนอวี่กลับไปกลับมาจนกระดาษแทบจะเปื่อยคามือ
แม่นมจากจวนกั๋วกงยืนมองกิริยาท่าทางราวกับคนไม่เคยพบเคยเห็นของดีเหล่านั้นด้วยสายตาเหยียดหยามอยู่ลึกในใจ พลางถอนหายใจอย่างเอือมระอา
จู่ๆ สายตาของหลินหว่านเอ๋อร์ก็ไปสะดุดเข้ากับสมุดภาพปกด้ายทองเล่มหนึ่ง นางเงยหน้าขึ้นส่งสายตาเป็นเชิงถามไถ่ว่า ‘ข้าขอดูเล่มนั้นได้หรือไม่’
ทว่าสายตานั้นกลับได้รับความเย็นชากลับมา สมุดเล่มนั้นราคาคนละชั้นกันทีเดียว มิใช่คุณหนูสายตรงของจวนกั๋วกงเสียหน่อย คิดจริงๆ หรือว่าทางจวนจะยอมทุ่มเงินตำลึงทองมหาศาลเพื่อตัดชุดวิวาห์ราคาเทียมฟ้าให้นาง
แม่นมจวนกั๋วกงเอ่ยเสียงเรียบ “แม่นางหลิน ฤกษ์มงคลกระชั้นเข้ามาทุกที ชุดที่ซับซ้อนเกินไปเกรงว่าจะตัดเย็บไม่ทันการ มิสู้พวกเราเปลี่ยนร้าน หาโรงปักที่ระดมช่างฝีมือมาช่วยกันรุมทำจะดีกว่าหรือไม่”
พอได้ยินคำว่า ‘เปลี่ยนร้าน’ หลินหว่านเอ๋อร์ก็รีบสลัดความคิดนั้นทิ้งทันควัน
คุณหนูตระกูลผู้ดีในเมืองหลวงล้วนถือเกียรติยศที่ได้สวมใส่อาภรณ์จากหอเยียนอวี่ในวันออกเรือน หากนางไม่ได้ชุดจากที่นี่ หน้าตาก็คงหมองหม่นลงไปถนัดตา ดังนั้นชุดวิวาห์ของนางจะต้องกำเนิดจากหอเยียนอวี่เท่านั้น
ท้ายที่สุด เมื่อถูกแม่นมเร่งเร้าด้วยข้ออ้างว่าต้องรีบกลับไปรายงานผลก่อนตะวันตกดิน หลินหว่านเอ๋อร์จึงจำใจต้องตัดสินใจเลือกแบบที่หนึ่งไปอย่างเสียไม่ได้
แม่นางอู๋ ศิษย์เอกผู้สืบทอดวิชาของเเจ้าของร้าน เดินเข้ามาสอบถามรายละเอียดเล็กน้อย แต่ข้อเรียกร้องของหลินหว่านเอ๋อร์กลับมากมายราวกับฝนห่าใหญ่ ต้องให้ดูตื่นตาตื่นใจ ต้องดูสง่างามโอ่อ่า ต้องหรูหราสมฐานะ และอีกสารพัดความต้องการที่พรั่งพรูออกมา
“ชุนเอ๋อร์ เจ้าจดจำสิ่งที่แม่นางหลินต้องการไว้ ประเดี๋ยวค่อยมาบอกข้า แม่นางหลิน เจ้าคะ พอดีมีลูกค้าเรียกหา ข้าขอตัวสักครู่ ประเดี๋ยวชุนเอ๋อร์จะมาวัดตัวให้ท่านนะเจ้าคะ”
แม่นางอู๋กล่าวตัดบทด้วยรอยยิ้มการค้า ก่อนจะลุกเดินออกจากห้องรับรองไป ทิ้งให้หลินหว่านเอ๋อร์อ้าปากค้างด้วยความอัดอั้น
นางยังสั่งความไม่จบเลยนะ!
กว่าจะยอมเดินออกจากร้านก็ปาเข้าไปจนร้านแทบจะปิดประตู หลินหว่านเอ๋อร์เดินออกมาด้วยความรู้สึกโหวงเหวงในใจ นางกัดริมฝีปากแน่น รู้สึกเหมือนลืมกำชับอะไรบางอย่างที่สำคัญไป
ในวินาทีนั้นเอง รถม้าคันงามที่แผ่กลิ่นหอมจรุงใจจางๆ ก็เคลื่อนเข้ามาจอดเทียบหน้าหอเยียนอวี่ สตรีร่างระหงในชุดสีเขียวค่อยๆ ก้าวลงมาจากรถม้าท่วงท่าแช่มช้อย
วงหน้าของนางมิได้งดงามล่มเมือง หากแต่กลิ่นอายอันสงบนิ่งและเยือกเย็นที่แผ่ออกมาจากร่างนั้น ชวนให้ผู้พบเห็นรู้สึกสบายใจราวกับได้อาบสายลมแห่งฤดูวสันต์ โดยเฉพาะมือคู่นั้นที่ขาวผ่องและเรียวยาวประดุจหยกสลัก ราวกับมิใช่มือของมนุษย์เดินดิน หากแต่เป็นหัตถ์ของนางเซียน
หลินหว่านเอ๋อร์เผลอมองตามจนตาค้าง
“นายหญิง!”
เสียงเรียกขานด้วยความเคารพดังขึ้นพร้อมกับร่างของแม่นางอู๋และเหล่าช่างปักฝีมือเยี่ยมที่กรูออกมารับหน้า
หลินหว่านเอ๋อร์เบิกตากว้างด้วยความตื่นตะลึง สตรีผู้นั้นคือเจ้าของหอเยียนอวี่หรือนี่
เพียงแค่รัศมีของแม่นางอู๋ก็นับว่าสูงส่งแล้ว แต่เจ้าของหอเยียนอวี่กลับดูงดงามราวกับเทพธิดาจำแลงกายลงมาจุติก็มิปาน
หยุนซีเหยาก้าวเข้าสู่หอเยียนอวี่ ตรงขึ้นไปยังชั้นสามอันเป็นพื้นที่ส่วนตัว ที่ซึ่งเหล่าศิษย์จะขึ้นมาปัดกวาดเช็ดถูมิให้มีฝุ่นธุลีมาแผ้วพานในยามที่นางไม่อยู่
แม่นางอู๋รีบยกน้ำชาและขนมเข้ามาปรนนิบัติ “อาจารย์ วันนี้เหตุใดท่านถึงออกไปนานนักเจ้าคะ”
หยุนซีเหยายกถ้วยชาขึ้นจิบ พลางเอ่ยเสียงเรียบ “รออยู่สองชั่วยาม”
“ลูกค้าท่านนั้นมีที่มาอย่างไรกัน ถึงกล้าทำให้อาจารย์ต้องรอ” แม่นางอู๋อุทานด้วยความตกใจ
ทว่าบนใบหน้าของหยุนซีเหยากลับไร้ซึ่งแววโทสะ
แม่นางอู๋ยิ่งประหลาดใจเป็นล้นพ้น นางรู้นิสัยอาจารย์ดี หากใครกล้าให้รอแม้เพียงชั่วเคี้ยวหมากแหลก การค้านั้นย่อมเป็นอันยุติ แต่ครั้งนี้อาจารย์กลับยอมรอถึงสองชั่วยาม แถมกลับมายังอารมณ์ดีเสียอีก
นางจึงถามหยั่งเชิงอย่างนอบน้อม “แล้วนางเลือกแบบไหน ผ้าชนิดใดหรือเจ้าคะ ศิษย์จะได้ไปเตรียมตัดเย็บ”
“ข้าจะทำเอง”
คำตอบสั้นๆ ของหยุนซีเหยาทำเอาแม่นางอู๋แทบพูดไม่ออก
เมื่อกิจการขยายใหญ่โต ช่างปักระดับอาจารย์ต่างก็มีลูกมือคอยทำงานพื้นฐานอย่างการตัดเย็บ จะลงมือเองก็เฉพาะงานปักลวดลายวิจิตรเท่านั้น แม้แต่ชุดของหลินหว่านเอ๋อร์ก็ไม่พ้นธรรมเนียมนี้
หยุนซีเหยากล่าวเสริม “ข้าจะเริ่มทำชุดวิวาห์แล้ว ตลอดหนึ่งเดือนนี้ ห้ามใครมารบกวนข้าเด็ดขาด”
เมื่อแม่นางอู๋นำความลงมาบอกเล่า เหล่าช่างปักต่างพากันตื่นเต้นยกใหญ่ ยิ่งรู้ว่าอาจารย์จะลงมือเองทุกขั้นตอน เสียงฮือฮาก็ยิ่งดังเซ็งแซ่
“ขนาดตอนทำชุดกระโปรงให้องค์หญิงวั่นผิง อาจารย์ยังแค่ออกแบบกับปักลายเองเท่านั้นนะ” ช่างปักนางหนึ่งเอ่ยขึ้น งานตัดเย็บพื้นฐานล้วนเป็นหน้าที่พวกนางแท้ๆ
“ลูกค้าคนไหนกัน หน้าใหญ่กว่าองค์หญิงวั่นผิงอีกหรือ”
แม่นางอู๋ส่ายหน้า “อาจารย์ไม่ได้บอก และก็ไม่ได้ขอดูสมุดภาพด้วย”
“แบบในสมุดอาจารย์เป็นคนวาดเอง นางย่อมจำได้ขึ้นใจอยู่แล้ว แต่การที่อาจารย์จะปิดตัวเงียบถึงหนึ่งเดือน เห็นที คงจะกำลังสร้าง ‘ผลงานชิ้นเอก’ ออกมาประดับโลกอีกแล้วกระมัง”
ความคิดนี้ทำให้ทุกคนตื่นเต้นจนเนื้อเต้น ตำนานชุดนีซางที่สะเทือนเลื่อนลั่นเมืองหลวงในปีนั้นยังคงเป็นที่กล่าวขาน ไม่รู้ว่าคราวนี้นายหญิงจะสร้างความตกตะลึงพรึงเพริดอันใดให้แก่ชาวโลกอีก
ราตรีกาลอันเงียบสงัด
เมิ่งเชียนเชียนหลับสนิทไปแล้ว ความเหนื่อยล้าจากการเดินเที่ยวเตร่ตลอดวันทำให้นางผล็อยหลับไปโดยไม่ได้แตะต้องฮว่าเปิ่นเล่มโปรด
ไม่นานหลังจากนางเข้าสู่นิทรา ร่างสูงใหญ่กำยำราวกับยักษ์ปักหลั่นของชายไว้เคราครึ้มก็ปรากฏขึ้นที่ปากตรอก ในมือถือขวานยักษ์เล่มมหึมา ย่างสามขุมเข้ามาด้วยฝีเท้าหนักแน่นพร้อมกลิ่นอายสังหารที่เข้มข้นจนแทบสำลัก
เขาเดินผ่านเรือนของบุรุษผมขาวและเรือนของเมิ่งเชียนเชียน ดวงตาสีโลหิตกวาดมองเรือนทั้งสองหลังด้วยแววตาอำมหิต ลมหายใจที่พ่นออกมาในอากาศยามค่ำคืนเยือกเย็นราวกับยมทูตที่มาทวงวิญญาณ
“คนมาแล้ว”
ขวานยักษ์ถูกง้างขึ้นสูง หมายจะฟาดฟันลงไปที่ประตูเรือนตระกูลเมิ่งให้แหลกละเอียด
แต่ในเสี้ยววินาทีมรณะ ท่อนกระดูกปริศนาก็พุ่งแหวกอากาศเข้ามาปะทะกับใบขวาน เบี่ยงวิถีการทำลายล้างออกไปจนขวานยักษ์พลาดเป้า
เขาก้มลงมองกระดูกขาวโพลนที่ร่วงหล่นบนพื้น ก่อนเอ่ยถามเสียงต่ำ “ยายเฒ่าเฟิง?”
เสียงแหบพร่าและชราภาพดังเล็ดลอดออกมาจากเรือนของอาหมัว “คนเรือนนี้ ห้ามแตะ”
ชายเคราครึ้มเลิกคิ้วแปลกใจ “ยายเฒ่าเฟิง เจ้าชอบฆ่าคนเป็นชีวิตจิตใจมิใช่รึ ไฉนจู่ๆ ถึงนึกอยากจะสวมบทผู้พิทักษ์ขึ้นมาได้”
ไร้เสียงตอบรับจากอาหมัว
ชายเคราครึ้มแค่นเสียง “เข้าใจแล้ว แต่ทางที่ดีบอกพวกมันอย่าหาเรื่อง ข้าชอบความสงบ หากหนวกหูเกินไป ข้าก็ไม่รับประกันความปลอดภัยหรอกนะ”
พูดจบ เขาก็หันปลายขวานไปทางเรือนข้างๆ “แล้วเรือนนี้ล่ะ เจ้าคงไม่ได้จะกางปีกปกป้องด้วยอีกคนหรอกนะ?”
“แล้วแต่เจ้า” เสียงอาหมัวตอบกลับมาสั้นๆ
ภายในห้องนอนหลัก บุรุษชุดดำผมขาวกำลังยืนหน้าบานอยู่หน้ากระจกทองแดง ชื่นชมใบหน้าอันหล่อเหลาของตนเองด้วยความปลาบปลื้ม “ในที่สุดหน้าตาอันหล่อเหลาของบิดาก็กลับคืนมาแล้ว!”
หลังจากถูกท่านย่าฟาดด้วยบานประตูจนหน้าบวมฉุเป็นหัวหมู เขาต้องเก็บตัวเงียบไม่กล้าโผล่หัวออกไปไหนเสียหลายวัน
แต่ตอนนี้สวรรค์เมตตา เขาจะได้ไปท้าดวลกับอินหู่น้อยเสียที!
เจ้าขาลน้อยเอ๋ย หากรับกระบวนท่าข้าไม่ได้ ระวังจะถูกข้าเชือดทิ้งนะ!
“วะฮ่าฮ่า! วะฮ่าฮ่าฮ่า!”
โครม!
เสียงระเบิดดังสนั่น ประตูห้องของเขาถูกกระแทกจนพังยับเยิน เศษไม้แตกกระจายพุ่งเข้ามาหาเขาพร้อมกับคลื่นลมปราณอันเกรี้ยวกราด
นัยน์ตาเขาเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบ “เอาอีกแล้วรึ? บิดาโดนประตูตบไปทีหนึ่งแล้ว คิดว่าจะยอมให้ตบจนแบนแต๊ดแต๋เป็นหนที่สองหรือไง”
เขาซัดฝ่ามือสวนกลับไป บดขยี้บานประตูที่พุ่งเข้ามาจนกลายเป็นผุยผง
ทว่าพอสิ้นฝ่ามือ สติก็เพิ่งกลับมา
“นั่นมันประตูของบิดา!”
โทสะพุ่งพล่านทะลุปรอท ร่างชุดดำวูบไหวราวกับภูตพรายไปโผล่ที่ระเบียงทางเดิน จ้องมองแขกไม่ได้รับเชิญร่างยักษ์ที่ยืนถือขวานจังก้าอยู่กลางลานบ้าน
ขนาดตัวที่ใหญ่โตราวกับสัตว์ประหลาดของอีกฝ่ายทำให้เขาชะงักไปวูบหนึ่ง
แต่เพียงพริบตา ความดูแคลนก็เข้ามาแทนที่ “ผู้มาเยือนเป็นใคร? แจ้งชื่อแซ่มา องครักษ์รูปงามผู้นี้ไม่ฆ่านิรนาม”
คำตอบคือคมขวานที่ฟาดฟันเข้ามาอย่างดุดัน
บุรุษผมขาวตวัดแขนรับข้อมือยักษ์นั่นไว้ แล้วซัดฝ่ามือกระแทกเข้ากลางอกฝ่ายตรงข้าม ส่งร่างยักษ์นั้นถอยกรูดไปสามก้าว
ใช่แล้ว แค่สามก้าว!
เขาตื่นตระหนกจนเสียขวัญ เจ้านี่เป็นตัวอะไรกัน? แรงช้างสารขนาดนี้!
หากเป็นยอดฝีมือทั่วไป โดนฝ่ามือนี้เข้าไปคงปลิวละลิ่วไปไกลแล้ว ไม่กระอักเลือดเครื่องในพัง ก็คงไปเฝ้ายมบาลทันที แบบเดียวกับเจ้าชุดดำที่บุกมาคราวก่อน
ฝ่ายชายเคราครึ้มเองก็ตระหนกไม่แพ้กัน
รับขวานของเขาได้ตรงๆ แถมยังซัดเขากระเด็นถอยหลังได้ เจ้าหนุ่มผมขาวนี่มีดีพอตัว
ภายในม่านมุ้ง เมิ่งเชียนเชียนลืมตาโพลงขึ้นในความมืด
“พี่หญิง”
ถานเอ๋อร์มุดหน้าต่างเข้ามาอย่างคล่องแคล่ว เลิกม่านขึ้นแล้วเขย่าแขนนางยิกๆ กระซิบเสียงตื่นเต้น “มีคนตีกันเจ้าค่ะ! ไปดูกันเถอะ”
เมิ่งเชียนเชียนพยักหน้า
เสียงการต่อสู้ที่หนักหน่วงปานนี้ มิใช่การวิวาทของชาวบ้านร้านตลาดเป็นแน่
ทั้งสองโจนทะยานขึ้นสู่หลังคาบ้านตนเอง หมอบซุ่มอยู่หลังมุมชายคา ลอบสังเกตการห้ำหั่นในลานบ้านข้างเคียง
ดวงตาของถานเอ๋อร์เป็นประกายเมื่อเห็นร่างยักษ์ของชายเคราครึ้ม สองมือเท้าคางพึมพำอย่างหลงใหล “ตัวใหญ่จังเลย! ถ้าได้ขี่คอเขา... ต้องเท่ระเบิดแน่ๆ!”
แต่เมิ่งเชียนเชียนกลับโฟกัสไปที่คู่ต่อสู้ของเขา
บุรุษชุดดำผมขาวโพลนทั่งศีรษะ ท่วงท่าการต่อสู้พลิ้วไหวสง่างาม ทุกกระบวนท่าแฝงจิตสังหารหนึ่งส่วน แต่เน้นความหล่อเหลาไปเสียสามส่วน
คนผู้นี้คือ
“จีหลี”
ชื่อหนึ่งหลุดจากปากนางอย่างลืมตัว
“จีหนี?” ถานเอ๋อร์มองตามสายตาพี่หญิงไป “อ๋อ นั่นมันคุณชายไก่ที่จนกรอบจนต้องไปขอยืมข้าวสารแม่นมว่านนี่นา? ชื่อเขาแปลกชะมัด! เขาเป็นใครหรือเจ้าคะ”
เมิ่งเชียนเชียนตอบเสียงเบา “สิบสองเว่ย โหย่วจี จีหลี”
ถานเอ๋อร์เท้าสะเอวตาโต “เป็นไก่จริงๆ ด้วย!”
เมิ่งเชียนเชียนขมวดคิ้วครุ่นคิด
จีหลีมาทำอะไรที่นี่? แถมยังมาอาศัยอยู่ข้างบ้านนาง? หรือว่าเขาตามกลิ่นนางมา?
ถานเอ๋อร์หัวเราะคิกคัก “พี่หญิง ในเมื่อเขาก็เป็นพวกสิบสองเว่ย เราไปทักทายสหายเก่าหน่อยดีไหมเจ้าคะ”
เมิ่งเชียนเชียนส่ายหน้าปฏิเสธทันที
ในหมู่สิบสองเว่ยมีหนอนบ่อนไส้ ตราบใดที่ยังลากคอคนทรยศออกมาไม่ได้ นางจะไม่ยอมผูกมิตรกับใครหน้าไหนทั้งสิ้น
“พี่หญิง เขาจะโดนเจ้ายักษ์นั่นทุบตายไหมเจ้าคะ” ถานเอ๋อร์ถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
เมิ่งเชียนเชียนมองดูการต่อสู้ที่ดุเดือดเบื้องล่าง ก่อนเอ่ยวิเคราะห์ “ไม่หรอก ฝีมือระดับจีหลีติดหนึ่งในสามของสิบสองเว่ย เจ้ายักษ์นั่นทำอะไรเขาไม่ได้ง่ายๆ หรอก”
แต่การที่สามารถต่อกรกับจีหลีได้อย่างสูสี ชายถือขวานผู้นั้นก็นับว่าน่ากลัวจนขนลุก
ตรอกเล็กๆ แห่งนี้ ช่างเป็นถิ่นเสือหมอบมังกรซ่อนโดยแท้
ถานเอ๋อร์ตาลุกวาวราวกับเจอของเล่นถูกใจ “พี่หญิง ข้า ชักจะชอบที่นี่เข้าแล้วสิเจ้าคะ!”
การต่อสู้ดำเนินไปหลายร้อยกระบวนท่าโดยไม่รู้ผลแพ้ชนะ ในที่สุดชายขวานยักษ์ก็ลดอาวุธแล้วเดินจากไปดื้อๆ
จีหลีสะบัดพัดจีบคู่กายกางออกดังพรึ่บ โบกพัดเบาๆ พลางเอ่ยขึ้นลอยๆ ด้วยน้ำเสียงยียวน “อินหู่น้อย ดูละครฉากเด็ดมานานขนาดนี้ ถึงเวลาต้องปรากฏตัวออกมาทักทายกันหน่อยแล้วกระมัง?”
เมิ่งเชียนเชียนชะงักกึก
ถานเอ๋อร์ตะครุบปากตัวเอง “อุ๊ยตาย โดนจับได้ซะแล้ว”
สาวน้อยกะพริบตาปริบๆ มองลงไปข้างล่าง “เอ๊ะ? คนหายไปไหนแล้วล่ะ”
“อยู่นี่”
เสียงเย็นเยียบดังขึ้นที่ด้านหลังจนขนคอลุกชัน
ถานเอ๋อร์หันขวับไปมองด้วยความตกตะลึง “เร็วจัง! ท่านแม่เคยบอกไว้ว่า ผู้ชายที่เร็วเกินไปน่ะ”
ยังไม่ทันจะนินทาจบ ก็ถูกดัชนีของจีหลีสกัดจุดจนตัวแข็งทื่อ แล้วถูกจับโยนลิ่วลงไปจากหลังคา
“นังหนู เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเด็ก ไปนั่งรอดีๆ บนชิงช้าไป๊”
ถานเอ๋อร์ร่วงลงไปแปะอยู่บนชิงช้าในสภาพขยับไม่ได้ เหลือเพียงลูกตาที่กลอกไปมาอย่างน่าสงสาร
จีหลียืนตระหง่านมองเมิ่งเชียนเชียนที่นั่งนิ่งอยู่บนหลังคา เขาวางมาดสง่างามดุจคุณชายเจ้าสำราญ “ขอแนะนำตัวอย่างเป็นทางการ ข้าชื่อจีหลี ตำแหน่งโหย่วจีแห่งสิบสองเว่ย แต่อย่าเพิ่งดีใจไปล่ะ เพราะข้า... อาจจะมาเพื่อฆ่าคนแล้วชิงป้ายคำสั่งก็ได้”
เมิ่งเชียนเชียนเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาของนางไร้ซึ่งความหวาดกลัว นางกะพริบตาปริบๆ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย
“ข้าว่า ท่านไปหากางเกงมาใส่ก่อน แล้วค่อยมาพูดเรื่องฆ่าแกงกันดีไหม”
จีหลีก้มลงมองช่วงล่างของตนเอง แล้วรีบกวาดตามองไปยังลานบ้านของตน
ตัวเขาเหาะขึ้นมาบนนี้ แต่กางเกงเจ้ากรรมดันร่วงกองอยู่กับพื้นข้างล่าง!
มิน่าล่ะเจ้ายักษ์นั่นถึงยอมรามือไปง่ายๆ ที่แท้มันฟันกางเกงเขาขาดจนร่วงหลุดตูด!
เมิ่งเชียนเชียนตีหน้าซื่อตาใส กล่าวแทงใจดำซ้ำแผลเดิม “ท่านแน่ใจหรือว่าจะลงมือชิงป้าย ทั้งที่ก้นยังโล่งโจ้งท้าลมหนาวอยู่แบบนี้?”
จีหลี “...!!”
(จบตอน)