บทที่ 140: เมิ่งเสี่ยวจิ่ว ท่านตูกูผู้นี้มาแต่งเจ้าแล้ว
แสงทองจับขอบฟ้า รุ่งอรุณเบิกม่านรับวันมงคล คณะขบวนเตรียมเคลื่อนไหวอย่างเอิกเกริกเพื่อประกาศศักดาไปทั่วทุกระแหงของเมืองหลวง
ก่อนเสียงฆ้องกลองจะเริ่มบรรเลง ชิงซวงอุ้มเจ้าก้อนแป้งเป่าซูออกมาท้าทายสายตาประชาชี จางเฟยหู่ผู้ห้าวหาญเกือบจะต้องยกมือขึ้นบังตาเพราะแสงสีทองที่กระแทกเข้าอย่างจัง
ด้วยความที่ผมไฟของเจ้าหมูอ้วนเป่าซูนั้นบางเบาราวปุยนุ่น ต่อให้เทพธิดาลงมาจุติก็คงจนปัญญาจะเกล้าผมมวยให้ได้ ช่างแต่งหน้าผู้มีไหวพริบจึงแก้ปัญหาด้วยการสรรหาด้ายทองคำเลอค่ามาถักทอ มัดเป็นจุกเล็กๆ สีทองอร่ามระยิบระยับทั่วศีรษะน้อยๆ
ลำพังแค่จุกผมทองคำเหล่านี้ ก็เล่นเอาช่างแต่งหน้าแทบจะสิ้นลมหายใจด้วยความเหนื่อยยาก
จางเฟยหู่รีบขยี้ตาตัวเองแรงๆ เกรงว่าจะตาบอดเพราะรัศมีเงินทองของหลานสาวเข้าจริงๆ ทันใดนั้นเขาก็สังเกตเห็นความผิดปกติของเจ้าตัวเล็ก นางดูสะลึมสะลือ ตาปรือเยิ้ม ใบหน้าอิ่มเอิบเคลิบเคลิ้มราวกับคอทองแดงที่เพิ่งดวลสุรามาจนเมามาย
"นางเป็นอะไรไปหรือ" จางเฟยหู่เอ่ยถามด้วยความฉงน
ชิงซวงตอบหน้าตาย "เป็นลมเพราะความงามของตัวเองเจ้าค่ะ"
จางเฟยหู่ถึงกับพูดไม่ออก "..."
แน่นอนว่าระดับเป่าซูย่อมต้องมีรถม้าส่วนตัว ซึ่งความวิจิตรบรรจงก็ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน นอกจากประกายทองแล้ว รถม้ายังถูกประดับประดาไปด้วยบุปผาชาติราคาสูงลิบลิ่วตามรสนิยมของนาง มีทั้งดอกโบตั๋นราคาดอกละร้อยตำลึงทอง ดอกชาสีทองพันธุ์หายากยิ่ง ดอกบัวเพลิงที่หนึ่งปีจะแย้มบานเพียงเจ็ดราตรี และที่น่าตื่นตะลึงที่สุดคือกล้วยไม้ผี ราชินีแห่งมวลบุปผาที่มีเงินกองท่วมหัวก็ใช่ว่าจะหาซื้อได้
ดอกไม้เหล่านี้มิใช่บุปผาตามฤดูกาล แต่ไม่ทราบว่าคนสวนของจวนตูตูใช้วิชาอาคมแขนงใด จึงสามารถเนรมิตให้พวกมันเบ่งบานอวดโฉมพร้อมเพรียงกันในวันมงคลนี้ได้อย่างน่าอัศจรรย์
"คิดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าในชั่วชีวิตไม้ใกล้ฝั่ง ข้าจะได้ยลโฉมพันธุ์ไม้หายากเพียงนี้ บัวเพลิงเอย กล้วยไม้ผีเอย ชาตินี้ของข้าคุ้มค่าแล้ว"
เสียงพึมพำดังมาจากชายชราหนวดขาวที่เกาะขอบหน้าต่างชั้นสองของร้านค้าริมถนน
ภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากพยักหน้าเห็นพ้อง "นั่นสิ ตายก็ไม่เสียดายแล้ว"
"เจ้าไม่ชอบดอกไม้ไม่ใช่รึ"
ชายชราหันมามองภรรยาด้วยความแปลกใจ ก่อนจะพบว่าสายตาของนางกำลังจดจ้องไปที่ขบวนรับตัวเจ้าสาว... หรือพูดให้ถูกคือ จ้องมองเจ้าบ่าวบนหลังม้าตาไม่กะพริบ
เจ้าบ่าวในอาภรณ์สีแดงมงคลดูองอาจผ่าเผย ควบอาชาพันธุ์ดี รูปลักษณ์หล่อเหลาปานเทพบุตรจำแลงจนพาลให้ลมหายใจสะดุด
"ฮูหยิน!"
"มองแล้วมันจะทำไม ตาเฒ่ามองดอกไม้ได้ ข้าจะมองคนงามบ้างไม่ได้เชียวรึ"
กลุ่มของจางเฟยหู่ทุ่มเทแรงกายแรงใจตีฆ้องร้องป่าวอย่างสุดเหวี่ยง ชาวบ้านร้านตลาดที่กำลังหลับใหลถูกปลุกให้ตื่นขึ้นด้วยความตกใจ ต่างสบถพึมพำด้วยความหงุดหงิด ใคร่อยากจะออกมาดูหน้าไอ้คนบ้าที่บังอาจมาแหกปากโวยวายปลุกคนทั้งเมืองตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง
ทว่าวินาทีที่สายตาของพวกเขาปะทะเข้ากับร่างสง่างามของเจ้าบ่าว สรรพเสียงก่นด่าก็พลันเงียบหายไปในลำคอ
ภาพตรงหน้าทำให้หวนนึกถึงขบวนแห่จอหงวนเมื่อเดือนก่อน เหล่าบัณฑิตใหม่ขี่ม้าแห่แหนผ่านไปเช่นนี้ ในยามนั้นคนค่อนเมืองหลวงต่างตกตะลึงในความสง่างามของจอหงวนและทั่นฮวา
แต่ทว่าในวันนี้... วินาทีนี้ พวกเขาคล้ายกับได้เห็นขบวนแห่จอหงวนที่แท้จริง รัศมีจับตาจนแยกไม่ออกว่าบุรุษบนหลังม้านั้นคือจอหงวนผู้ทรงภูมิหรือเจ้าบ่าวผู้โชคดีกันแน่
ความรู้สึกหนึ่งผุดขึ้นมาในใจของฝูงชนอย่างน่าประหลาด ราวกับว่านี่คือเกียรติยศที่คู่ควรกับเขามาตั้งแต่ต้น ยามเมื่อชื่อถูกจารึกบนแผ่นทอง ก็คือยามมงคลแห่งการครองคู่
ขบวนขันหมากเคลื่อนออกจากจวนตั้งแต่แสงแรกจับขอบฟ้า บรรเลงดนตรีแห่แหนอ้อมไปครึ่งค่อนเมือง จนกระทั่งดวงตะวันตรงศีรษะ
ซ่างกวนหลิงถึงกับต้องยอมใจ "มิน่าล่ะถึงต้องรีบตื่นเช้าขนาดนั้น"
หากเพิ่งจะเริ่มตั้งขบวนตอนนี้ เกรงว่ากว่าจะถึงเรือนเจ้าสาว ตะวันคงตกดินไปเสียก่อน
ฝ่ายจางเฟยหู่นั้นดูจะตื่นเต้นคึกคักเป็นพิเศษ มือที่กำฆ้องทองแดงรัวตีไม่หยุดยั้ง แต่ยิ่งตีไป เขาก็ยิ่งรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่าง
เส้นทางข้างหน้านี้มันคุ้นตา... นี่มันทางไปตรอกเฟิงสุ่ยมิใช่หรือ เหตุใดขบวนจึงมุ่งหน้ามาทางนี้
จางเฟยหู่เงยหน้ามองบุรุษบนหลังม้า เอ่ยทักท้วง "ท่านตูกูขอรับ ข้างหน้านั่นเป็นบ้านของเสี่ยวจิ่วนะขอรับ"
ลู่หยวนตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ท่านตูกูรู้"
จางเฟยหู่นิ่งคิดไปครู่หนึ่ง ก่อนดวงตาจะเบิกกว้าง "ท่านตูกู... จะไปรับเสี่ยวจิ่วรึขอรับ"
ลู่หยวน "อืม"
ซ่างกวนหลิงลอบถอนหายใจ : ให้ตายเถอะ เจ้าทึ่มนี่เพิ่งจะรู้สึกตัวหรือนี่
จางเฟยหู่ตบเข่าฉาด ร้องอ๋อเสียงดัง "จริงด้วยสิ! วันสำคัญเยี่ยงนี้ จะขาดสหายคนสำคัญไปได้อย่างไร ต้องไปเรียกมันมาร่วมขบวนไปรับพี่สะใภ้ด้วยกัน!"
ซ่างกวนหลิงมุมปากกระตุกริกๆ จางเฟยหู่เอ๋ยจางเฟยหู่ สมองของเจ้าคงละลายไปกับสนามรบหมดแล้วกระมัง
จางเฟยหู่วิ่งเหยาะๆ นำหน้าไปอย่างเริงร่า ครั้นถึงปากตรอก ก็พบว่าที่นั่นเนืองแน่นไปด้วยผู้คนจนแทบจะหาที่ยืนไม่ได้
เขาคว้าแขนชายหนุ่มคนหนึ่งมาถามไถ่ "น้องชาย พวกเจ้ามามุงดูอะไรกันหรือ"
ตรอกเฟิงสุ่ยขึ้นชื่อว่าเป็นตรอกอัปมงคล ปกติชาวบ้านเดินผ่านยังต้องรีบสาวเท้าหนี อย่าว่าแต่จะมายืนออกันหน้าประตูเรือนเช่นนี้เลย
ชายหนุ่มผู้นั้นตอบอย่างตื่นเต้น "ข้างในมีงานมงคล พวกเรามาร่วมดูความครึกครื้นน่ะสิ"
จางเฟยหู่อุทานลั่น "บังเอิญถึงเพียงนี้เชียว!"
เขากระชับฆ้องทองแดงในมือ เบียดแทรกฝูงชนเข้าไปอย่างไม่เกรงใจ พื้นทางเดินปูลาดด้วยพรมแดงสด ระเบียงทางเดินประดับประดาด้วยโคมไฟสีชาด มองไปทางใดก็เห็นแต่สีแดงแห่งความปิติยินดี
ตรอกเฟิงสุ่ยที่เคยเงียบเหงาวังเวง จู่ๆ ก็กลับมามีชีวิตชีวา ราวกับเปลี่ยนจากแดนยมโลกกลับคืนสู่แดนมนุษย์
"เสี่ยวจิ่ว! พี่จางของเจ้ามาแล้ว!"
จางเฟยหู่เดินอาดๆ เข้าไปหยุดยืนหน้าประตูบ้านของเมิ่งเชียนเชียน สายตาเหลือบไปเห็นอักษรมงคลคู่ 'ซวงสี่' บนบานประตู ก็ขมวดคิ้วมุ่น "มาผิดที่หรือนี่"
เขาก้าวเท้าไปข้างหน้าสองก้าว ชะโงกหน้ามอง "ไม่สิ... ก็ไม่ผิดนี่นา!"
เขาเดินวนกลับมา พินิจดูประตูใหญ่ แล้วหันกลับไปมองบ้านฝั่งตรงข้าม "นี่มันบ้านเสี่ยวจิ่วชัดๆ! แล้ว... แล้วนี่มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นเนี่ย"
สิ้นเสียงโวยวาย ประตูเรือนก็ถูกเปิดออก ถานเอ๋อร์ก้าวออกมาด้วยท่าทางขึงขัง
นางกวาดสายตามองจางเฟยหู่ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ครั้นเห็นฆ้องทองแดงในมือเขา จึงเอ่ยถามด้วยสำเนียงแปร่งหู "หนี่มาต้อนรับเจ้าสาวเหรอ"
ต้อนรับเจ้าสาว? หรือว่า—
จางเฟยหู่ตาถลนแทบหลุดจากเบ้า "เจ้าสาว... พักอยู่ที่นี่รึ"
ถานเอ๋อร์ย้อนถาม "ไม่พักที่นี่ แล้วจะให้ไปพักที่ไหนล่ะ หนี่ยังไม่ตอบเอ๋อเลย หนี่เป็นคนที่จวนตูตูส่งมาต้อนรับเจ้าสาวใช่ไหม"
จางเฟยหู่ตอบกลับไปอย่างมึนงงราวกับคนละเมอ "ช... ใช่!"
ถานเอ๋อร์กอดอกเชิดหน้า "จะแต่งงานกับพี่สาวเอ๋อ ไม่ใช่เรื่องง่ายหรอกนะบอกให้!"
จางเฟยหู่ยืนนิ่งงันดุจรูปปั้นหิน "พี่สาวเจ้า? พี่สาวคนไหนของเจ้า"
ถานเอ๋อร์เท้าเอวด้วยมือซ้าย มือขวายื่นนิ้วชี้ส่ายไปมา กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังขึงขัง "เอ๋ออยู่ในเมืองหลวง ก็มีพี่สาวแค่คนเดียว!"
"เมิ่งเสี่ยวจิ่ว?" ในที่สุดจางเฟยหู่ก็หลุดพ้นจากความเขลา ปัญญาพลันบังเกิด แต่ร่างกายกำยำกลับสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้ "คนที่ท่านตูกูจะแต่งงานด้วย... คือเมิ่งเสี่ยวจิ่ว?"
ถานเอ๋อร์กอดอกอีกคำรบ ยืนยันหนักแน่น "ใช่"
จางเฟยหู่พยายามดิ้นรนหาทางออกสุดท้ายให้ตัวเอง "เมิ่งเสี่ยวจิ่วที่อยู่ค่ายทหารน่ะรึ? อินหู่เมิ่งเสี่ยวจิ่วคนนั้นน่ะนะ?"
ถานเอ๋อร์ย้อนถาม "เมืองหลวงยังมีเมิ่งเสี่ยวจิ่วคนที่สองอีกเหรอไง"
ราวกับสายฟ้าฟาดเปรี้ยงลงมากลางวันแสกๆ ไม้ตีฆ้องและฆ้องทองแดงในมือจางเฟยหู่ร่วงหล่นกระแทกพื้นเสียงดังเคร้ง
พี่สะใภ้ที่เขาอุตส่าห์ตีฆ้องร้องป่าวแห่แหนมาตลอดทาง... แท้จริงแล้วคือพี่น้องร่วมสาบานที่เคยร่วมเป็นร่วมตายกันมา...
นี่ไม่ใช่เรื่องจริง...
ไม่!
ข้าไม่ยอมรับ!
ท่านตูกู!
ข้าเห็นท่านเป็นพี่น้อง ท่านกลับมาลักขุดผักกาดขาวในสวนของข้าไปกินเสียได้!
เขากางแขนออกกว้าง แหงนหน้าตะโกนก้องฟ้าด้วยความร้าวราน "สวรรค์! ได้โปรดส่งสายฟ้าลงมาฟาดข้าให้ตายๆ ไปทีเถอะ... อึก อ๊าก—"
ผัวะ!
ร่างของแม่ทัพผู้เกรียงไกรถูกหมัดน้อยๆ ของถานเอ๋อร์ซัดกระเด็นลอยละลิ่ว
ถานเอ๋อร์ยกกำปั้นขึ้นมาเป่าเบาๆ อย่างผู้ชนะ "อัสนีสวรรค์ไม่มี มีแต่หมัดของเอ๋อ จัดให้ไม่อั้น"
นางกล่าวจบ ก็ปรายตามองไปยังเนี่ยหานซานและพรรคพวกที่กำลังยืนปากอ้าตาค้าง "จะแต่งกับพี่สาวเอ๋อ ต้องผ่านด่านเอ๋อให้ได้ก่อน พวกหนี่ใครจะดาหน้าเข้ามาก่อน"
เนี่ยหานซานยืดอกก้าวออกมาอย่างมาดมั่น "แม่หนูน้อย ข้าจะลองดูเชิงเจ้าเอง!"
สองหมัด
เพียงสองหมัดเท่านั้น ร่างของเนี่ยหานซานก็ปลิวไปแขวนเติ่งอยู่บนกิ่งไม้ฝั่งตรงข้าม หันหน้าเข้าหาจางเฟยหู่ที่นอนกองอยู่
สองพี่น้องร่วมทุกข์ร่วมสุขจ้องตากันปริบๆ ด้วยความอับอาย
จ้าวชิงอวิ๋นกระโจนเข้าใส่
"สามหมัด"
ถานเอ๋อร์เป่าหมัดน้อยๆ ของตัวเองอีกครั้งด้วยท่าทางสบายๆ
จริงอยู่ที่พวกเขาเจนจัดในสนามรบ แต่การต่อสู้ตัวต่อตัวระยะประชิดเช่นนี้ พวกเขาไม่ใช่คู่มือของเด็กสาวจอมพลังอย่างถานเอ๋อร์ อีกทั้งยังมีความประมาทคู่ต่อสู้ปะปนอยู่ด้วย
มีเพียงหานฉือที่พอจะรับมือประมือกับถานเอ๋อร์ได้หลายกระบวนท่า แต่ท้ายที่สุดก็พ่ายแพ้ไป
ในที่สุด ซ่างกวนหลิงก็อาศัยจังหวะคว้าคอเสื้อถานเอ๋อร์หิ้วขึ้นมาได้สำเร็จ
แขนขาของถานเอ๋อร์ปัดป่ายไปมา ตะโกนลั่นอย่างเกรี้ยวกราด "ไอ้คนเล่นดาบ! หนี่ปล่อยเอ๋อนะ!"
อวี้จื่อชวนสบโอกาสเดินย่างสามขุมเข้าสู่ลานบ้าน
เงาร่างสายหนึ่งวูบไหว ชิงซวงมายืนขวางหน้าเขาไว้อย่างรวดเร็ว "คู่ต่อสู้ของเจ้า คือข้า"
อวี้จื่อชวนเลิกคิ้ว "เจ้าอยู่ฝั่งไหนกันแน่"
ชิงซวงตอบเสียงเรียบ "วันนี้ ข้าอยู่ฝั่งแม่นางเมิ่ง"
อวี้จื่อชวนแปรพักตร์กลับลำทันควัน "งั้นข้าก็ด้วย"
เขาเดินไปยืนเคียงข้างชิงซวง ร่วมมือกันขวางทางซ่างกวนหลิงที่กำลังจะก้าวข้ามธรณีประตู
ถานเอ๋อร์ดิ้นหลุดเป็นอิสระ นางไพล่มือไปด้านหลัง เชิดหน้าพูดกับลู่หยวนที่ยืนสงบนิ่งอยู่หน้าประตู "ท่านตูกู ด่านนี้ของเอ๋อ ไม่ง่ายหรอกนะจะบอกให้!"
ลู่หยวนเพียงแค่ขยับมือนิดเดียว
องครักษ์จิ่นอีเว่ยคนหนึ่งก็น้อมกายถวายถังหูลู่ไม้ขนาดยักษ์ที่ยาวกว่าตัวเป่าซูเสียอีก
ดวงตาของถานเอ๋อร์ลุกวาวเป็นสีเขียวทันทีที่เห็นของโปรด "โอ้โห! ถังหูลู่ใหญ่อะไรอย่างนี้!"
มหาตูตูลู่ผ่านด่านแรกไปได้อย่างง่ายดายราวพลิกฝ่ามือ
ที่ลานเรือนหน้า อวี้จื่อชวนอาศัยความแค้นเรื่องเช็ดคันธนู คิดจะไปขวางลู่หยวน แต่กลับถูกซ่างกวนหลิงเข้าพัวพันแบบหนึ่งต่อสอง
ทว่าแม้จะฝ่าด่านหน้าเข้ามาได้ แต่ประตูห้องโถงกลางกลับปิดสนิท
ตู้เหนียงจื่อ แม่นมว่าน หูผัวจื่อ สามขุนพลหญิงเฒ่าเฝ้ารรักษาป้อมปราการ!
ตู้เหนียงจื่อประกาศก้อง "พวกเราไม่ได้หลอกง่ายเหมือนแม่หนูน้อยคนนั้นหรอกนะ! พวกเรามีศักดิ์ศรี! จะไม่มีทางถูกท่านซื้อตัวได้เด็ดขาด! ต่อให้ท่านเป็นถึงท่านตูกู ก็อย่าหวัง!"
...
"นายเขยเชิญเจ้าค่ะ! นายเขยระวังธรณีประตูนะเจ้าคะ! นายเขยเดินดีๆ เจ้าค่ะ!"
ตู้เหนียงจื่อกอดก้อนทองตำลึงไว้แนบอก พยักหน้าโค้งคำนับปลกๆ เปิดทางให้ลู่หยวนพร้อมกับแม่นมว่านและหูผัวจื่อที่ต่างก็กอดก้อนทองไว้แน่นเช่นกัน
ผ่านห้องโถงกลาง เข้าสู่เรือนชั้นที่สอง
ครานี้ผู้ที่ขวางทางเขาไว้คือยวี่หลี่
วันนี้วิทยาลัยหลวงไม่ได้มีวันหยุด แต่เขายอมลาหยุดเพื่อการนี้โดยเฉพาะ
ยวี่หลี่คือบัณฑิตผู้ที่ความมั่งคั่งไม่อาจยั่วยวน อำนาจราชศักดิ์ไม่อาจสยบ เป็นเพียงหนึ่งเดียวในบ้านหลังนี้ที่ไม่มีทางถูกซื้อตัวได้อย่างแน่นอน
เขาเตรียมข้อสอบสุดหินไว้หนึ่งร้อยแปดข้อ หากคิดจะผ่านด่านนี้ไป ต้องตอบคำถามให้ได้!
ทว่าอนิจจา เขายังไม่ทันจะได้หยิบม้วนกระดาษข้อสอบออกมา ก็ถูกอาสามและท่านปู่เล็กเจ็ดหิ้วปีกจากซ้ายขวา ลากตัวออกไปอย่างไม่ไยดี
"อาสาม! ท่านปู่เล็กเจ็ด! พวกท่านทำอะไร—"
ข้อสอบที่เขาอดหลับอดนอนเขียนมาทั้งคืนนะ—
ลู่หยวนเดินมาหยุดยืนที่หน้าบันได สายตาทอดมองประตูห้องหอที่ปิดสนิท ก่อนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มลึก "เมิ่งเสี่ยวจิ่ว ท่านตูกูผู้นี้มาแต่งเจ้าแล้ว"
บานประตูค่อยๆ เปิดออก เจ้าสาวในชุดมงคลก้าวเดินออกมาอย่างแช่มช้อยภายใต้การประคองของปั้นเซี่ย
แสงอาทิตย์ยามสายสาดส่องกระทบร่าง อาบไล้ชุดเจ้าสาวจนดูราวกับแสงของแก้วผลึกนับหมื่นกำลังไหลเวียนระยิบระยับ แม้เสียงฆ้องกลองด้านหลังจะดังสนั่นหวั่นไหว แต่สำหรับลู่หยวนแล้ว โลกทั้งใบกลับเงียบสงัดลงในพริบตา เหลือเพียงเสียงหัวใจที่เต้นระรัว
"เจ้าบ่าว จูงมือเจ้าสาวขึ้นเกี้ยวเจ้าสาวได้แล้วเจ้าค่ะ"
แม่สื่อกระซิบเตือนเสียงเบาอยู่ด้านข้าง
แววตาของลู่หยวนไหววูบด้วยความอ่อนโยน ยื่นมือที่เรียวยาวดุจหยกไปเบื้องหน้าเมิ่งเชียนเชียน
เมิ่งเชียนเชียนลังเลอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะค่อยๆ วางมือของตนลงบนฝ่ามืออุ่นของเขา
ในตรอกแคบ เกี้ยวเจ้าสาวถูกเตรียมไว้พร้อมสรรพ
ตามธรรมเนียมประเพณี การแต่งงานครั้งแรกเท่านั้นจึงจะมีสิทธิ์นั่งเกี้ยวแปดคนหาม หากเป็นการแต่งงานครั้งที่สอง จะนั่งได้เพียงเกี้ยวธรรมดา อย่างมากก็แค่ผูกดอกไม้แดงใหญ่ๆ ประดับไว้เป็นหน้าเป็นตา
เมิ่งเชียนเชียนมัวแต่หมกมุ่นอยู่กับแผนการแกล้งแต่งงาน จนลืมคิดเรื่องเกี้ยวเจ้าสาวไปเสียสนิท ฝ่ายแม่นมหลี่ก็ไม่กล้าทำผิดกฎระเบียบ
ดังนั้น เมื่อนางเห็นเกี้ยวแปดคนหามอันวิจิตรตระการตาที่จวนตูตูยกมา นางถึงกับยืนตะลึงงันทำอะไรไม่ถูก
แม่สื่อร้องเพลงกล่อมเรือนด้วยรอยยิ้ม "เจ้าสาวขึ้นเกี้ยว—"
เมิ่งเชียนเชียนกระซิบเรียกแผ่วเบาภายใต้ผ้าคลุมหน้า "ท่านตูกูเจ้าคะ"
ลู่หยวนขานรับเสียงเรียบ "ทำไม"
เมิ่งเชียนเชียนกล่าว "ข้าจะขึ้นเกี้ยวแล้วเจ้าค่ะ"
ลู่หยวนแค่นเสียงในลำคอ "รู้แล้ว"
เมิ่งเชียนเชียนก้มมองมือของตนที่ยังคงถูกเขากุมไว้แน่น "ท่านต้องปล่อยมือข้าก่อน ข้าถึงจะขึ้นเกี้ยวได้"
ลู่หยวน "..."
ลู่หยวนจำใจปล่อยมืออย่างเย็นชา เมิ่งเชียนเชียนก้าวขึ้นนั่งบนเกี้ยวแปดคนหาม
ภายใต้ผ้าคลุมหน้าสีแดง นางมองไม่เห็นสิ่งใดนอกจากปลายเท้าของตนเอง แม้แต่คนหามเกี้ยวก็ไม่อาจล่วงรู้ว่าเป็นผู้ใด
แต่ทว่า ในชั่วขณะที่เกี้ยวถูกยกขึ้นลอยเหนือพื้น นางสัมผัสได้ถึงความมั่นคงและความรู้สึกที่แตกต่างไปจากเดิมอย่างชัดเจน
นางตัดสินใจเลิกม่านเกี้ยวเจ้าสาวขึ้นเล็กน้อย
แม่สื่อที่เดินตามเกี้ยวเอ่ยถามด้วยความใส่ใจ "เจ้าสาว มีเรื่องอันใดหรือเจ้าคะ"
เมิ่งเชียนเชียนอ้ำอึ้ง คล้ายมีวาจาติดอยู่ที่ริมฝีปาก
จางเฟยหู่ที่ทำหน้าที่หามเกี้ยวอยู่ด้านหน้าเอ่ยเสียงเข้ม "นั่งกลับเข้าไป!"
หัวใจของเมิ่งเชียนเชียนสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง "แม่ทัพจาง..."
สีหน้าของจางเฟยหู่เคร่งขรึมจริงจังอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน แววตาฉายแววเด็ดเดี่ยว "จำใส่ใจไว้ เจ้าเมิ่งเสี่ยวจิ่วถูกขุนพลผู้มีความดีความชอบแห่งชายแดนหามเข้าจวนตูตู วันหน้าหากใครหน้าไหนในเมืองหลวงกล้ารังแกเจ้า ก็เท่ากับประกาศตัวเป็นศัตรูกับทหารทั้งชายแดน!"
ขุนพลผู้กล้าทั้งแปดนายใช้บ่าที่แบกรับภาระบ้านเมือง ใช้เกียรติยศและรอยแผลเป็นแห่งนักรบ หามเกี้ยวเจ้าสาวเดินมุ่งหน้าไปยังถนนจูเชวี่ยอย่างมั่นคงดุจขุนเขา
ฝูงชนแหวกทางให้อัตโนมัติด้วยความยำเกรง
จางเฟยหู่ประกาศก้องกังวาน "จางเฟยหู่แห่งค่ายพยัคฆ์ ส่งเมิ่งเสี่ยวจิ่วออกเรือน!"
เนี่ยหานซานตะโกนรับคำเสียงดัง "เนี่ยหานซานแห่งค่ายทหารม้า ส่งเมิ่งเสี่ยวจิ่วออกเรือน!"
"จ้าวชิงอวิ๋นแห่งหน่วยสอดแนม ส่งเมิ่งเสี่ยวจิ่วออกเรือน!"
"หานฉือแห่งหน่วยองครักษ์จินอู๋ ส่งเมิ่งเสี่ยวจิ่วออกเรือน!"
...
ยามขามาขบวนแห่อ้อมไปครึ่งเมือง นั่นเป็นเพราะเห็นแก่หน้าของลู่หยวน แต่ยามขากลับที่อ้อมไปอีกครึ่งเมือง เป็นเพราะทุกคนตั้งใจโดยพร้อมเพรียงกัน ที่จะประกาศให้คนทั้งเมืองหลวงได้รับรู้และจดจำว่า เมิ่งเสี่ยวจิ่วของพวกเขาได้ออกเรือนอย่างสมเกียรติและสง่างามเพียงใด
เจ้าหมูอ้วนเป่าซูผู้ตื่นเช้าเกินไป หลังจากขึ้นรถม้าได้ไม่นานก็ผล็อยหลับไป หลับอุตุยาวไปจนถึงจวนตูตูก็ยังไม่ตื่น ทำให้พลาดโอกาสชมฉากรับตัวเจ้าสาวที่ฮือฮาที่สุดในประวัติศาสตร์ไปอย่างน่าเสียดาย
ยามบ่ายคล้อย แขกเหรื่อทยอยเดินทางมาถึงกันครบครัน งานมงคลระดับมหาตูตู ไม่มีผู้ใดกล้ามาชักช้า
ทางฝั่งตระกูลลู่ เหล่าไท่จวิน เหล่าฟูเหริน ลู่สิงโจว ลู่หมู่พร้อมด้วยนายท่านรองลู่และภรรยา ลู่หลิงหลงต่างก็มาร่วมงาน ลู่หยวนกับหลินหว่านเอ๋อร์ก็มาปรากฏตัวด้วยเช่นกัน
ลู่หยวนเดิมทีไม่อยากจะมา แต่หลินหว่านเอ๋อร์รบเร้าให้เขาพามาให้จงได้
คราวก่อนที่จวนตูตูจัดงานเลี้ยงฉลองครบขวบ หลินหว่านเอ๋อร์ยังไร้ยศศักดิ์ เรื่องที่นางติดตามเขามาจวนตูตูถูกแพร่งพรายออกไปจนกลายเป็นขี้ปากชาวบ้าน ถูกเยาะเย้ยถากถางสารพัด
ครั้งนี้ นางต้องการปรากฏตัวเคียงข้างเขาอย่างเปิดเผยในฐานะภรรยาเอก แสดงความรักหวานชื่นให้เป็นที่ประจักษ์ เพื่อทวงคืนหน้าตาและศักดิ์ศรีที่เสียไปในตอนนั้นกลับคืนมา
และที่สำคัญยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด คือในยามนี้ นางได้ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดในฐานะภรรยาเอก ส่วนเมิ่งเชียนเชียนที่เคยกดขี่ข่มเหงนางด้วยฐานะภรรยาเอก กลับตกต่ำกลายเป็นเพียงภรรยานอกสมรสที่ไม่อาจเปิดเผยตัวตน นางต้องการให้ลู่หยวนได้เห็นกับตาว่าเมิ่งเชียนเชียนมีสภาพน่าสมเพชและเป็นที่รังเกียจของผู้คนเพียงใด
นางชะเง้อคอเฝ้ามองไปทางประตูใหญ่ไม่วางตา
ใกล้ถึงฤกษ์มงคลแล้ว เหตุใดขบวนรับตัวเจ้าสาวจึงยังมาไม่ถึงอีกเล่า
เกี่ยวกับธิดาตระกูลดังจากเหมียวเจียงผู้นี้ ท่านตูกูปิดข่าวเงียบกริบราวกับไข่มุกในเปลือกหอย คนในเมืองหลวงสืบไม่ได้แม้แต่ชื่อแซ่ของนาง แต่กลับมีข่าวลือหนาหูว่าท่านตูกูทุ่มเงินพันตำลึงทอง ซื้อคฤหาสน์หรูหรากลางเมืองหลวงให้นาง เพียงเพื่อใช้เป็นที่เก็บสินสอด
การปรนเปรอเอาใจใส่เช่นนี้ ช่างน่าอิจฉาริษยาเสียจริงๆ
หลินหว่านเอ๋อร์พยายามปลอบใจตัวเอง ลู่หยวนก็รักนางมากเช่นกัน เพียงแต่เขาไม่ได้มั่งคั่งร่ำรวยเท่าท่านตูกูเท่านั้น หากเขามี เขาก็คงยอมทุ่มเทให้นางไม่ต่างกัน
อีกด้านหนึ่ง คนของจวนอันหย่วนโหวก็เดินทางมาถึงแล้ว ผู้ที่มาคืออันหย่วนโหว ฮูหยินอวี้ และสองพี่น้องเซี่ยเยี่ยน
ตอนที่เพิ่งได้รับเทียบเชิญจากท่านตูกู อันหย่วนโหวตื่นเต้นจนเนื้อเต้น เขาเคยได้ยินกิตติศัพท์ของท่านตูกูผู้นี้ตั้งแต่อยู่ชายแดนตะวันตก ขุนนางคู่บัลลังก์ผู้มีความดีความชอบในการผลักดันโอรสสวรรค์ บัดนี้ยังว่าราชการหลังม่าน กุมอำนาจราชสำนักไว้ในกำมือ การได้รับเทียบเชิญงานแต่งจากบุคคลระดับนี้ นับเป็นเกียรติยศสูงสุด
เพียงแต่ เมื่ออันหย่วนโหวมาถึงจวนตูตู เขาก็ตระหนักได้ถึงความจริงที่ว่า อาจจะไม่ใช่เพราะท่านตูกูอยากดึงเขามาเป็นพวกพ้อง แต่เป็นเพราะจวนตูตูหว่านเทียบเชิญให้แก่ขุนนางทั่วทั้งเมืองต่างหาก
ที่นั่งของพวกเขาจึงไม่ได้อยู่แถวหน้า แต่ถูกจัดให้อยู่ปลายแถวของโถงหลัก
อันหย่วนโหวจ้องมองโต๊ะประธานที่ว่างเปล่าในตำแหน่งหัวแถว ในใจครุ่นคิดด้วยความสงสัยว่า ผู้ใดหนอจะมีบารมีพอที่จะได้นั่งตรงนั้น
นึกอะไรขึ้นได้ เขาจึงหันไปถามฮูหยินอวี้ "จริงสิ หลี่เอ๋อร์ไม่มาด้วยรึ"
ฮูหยินอวี้หัวเราะแห้งๆ กลบเกลื่อน "เขา... วันนี้วิทยาลัยหลวงไม่มีวันหยุด เขาเองก็อยากจะลานั่นแหละเจ้าค่ะ แต่ข้ากำชับให้เขาตั้งใจเรียน สร้างความประทับใจที่ดีให้แก่ท่านจี้จิ่วจะดีกว่า"
ความจริงหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ นี่เป็นโอกาสทองในการผูกสัมพันธ์กับขุนนางผู้มีอำนาจ อันหย่วนโหวตั้งใจจะพายวี่หลี่มาด้วยเพื่อเปิดตัว นางจึงถ่อสังขารไปหายวี่หลี่ที่วิทยาลัยหลวงด้วยตัวเอง แต่ยวี่หลี่กลับปฏิเสธนางอย่างไม่ไยดี ไม่ไว้หน้าแม่เลี้ยงแม้แต่น้อย
นี่คืองานเลี้ยงของจวนตูตูเชียวนะ เจ้าเด็กหัวรั้นยวี่หลี่เข้าใจหรือไม่ว่าเขาได้โยนโอกาสไขว่คว้าลาภยศสรรเสริญทิ้งไปอย่างน่าเสียดายเพียงใด
จากเรื่องของยวี่หลี่ ความคิดของฮูหยินอวี้ก็พาลนึกไปถึงเมิ่งเชียนเชียน
หากไม่ใช่เพราะนังเด็กนั่นไม่รู้จักดีชั่ว วันนี้นางคงจะเรียกมันมาร่วมงานด้วย ให้มันได้พาไอ้สามีบ้านนอกคอกนาของตัวเองออกมาเปิดหูเปิดตาดูโลกกว้างเสียบ้าง
ทันใดนั้น เสียงตะโกนก้องก็ดังขึ้น "เจ้าสาวมาถึงแล้ว!"
ทุกสายตาในงานต่างพุ่งตรงไปที่ทางเข้าโถง
แขกเหรื่อที่ใจร้อนรอไม่ไหว ต่างพากันลุกเดินตรงไปที่ประตูใหญ่ หวังจะได้ยลโฉมเจ้าสาวเป็นขวัญตาก่อนใคร
ลู่หลิงหลงกับหลินหว่านเอ๋อร์เองก็รีบรุดไปเช่นกัน
เกี้ยวเจ้าสาวหยุดลงที่หน้าประตูอย่างนิ่มนวล
แต่ทว่า ในวินาทีที่สายตาของทุกคนปะทะเข้ากับใบหน้าของคนหามเกี้ยว ทั้งงานก็ตกอยู่ในความเงียบงันด้วยความตกตะลึง
แม้แต่แม่ทัพใหญ่หานที่ถูกลากตัวมาดูเรื่องสนุกก็เกือบจะสะดุดขาตัวเองล้มหน้าคะมำ
นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน?
หลานชายหัวแก้วหัวแหวนของเขา... ลดตัวไปเป็นคนหามเกี้ยวให้ผู้หญิงของท่านตูกูตั้งแต่เมื่อใด?
ลู่หลิงหลงจ้องมองเจ้าบ่าวตาไม่กะพริบ "ที่แท้ท่านตูกู... ก็หล่อเหลาปานเทพบุตรถึงเพียงนี้..."
คุณหนูตระกูลหนึ่งที่ยืนอยู่ข้างๆ เอ่ยเย้า "เจ้าอยากแต่งรึ"
ลู่หลิงหลงส่ายหน้าปฏิเสธทันควัน "ข้าไม่เอาด้วยหรอก!"
ต่อให้หล่อเหลาเพียงใด เขาก็ยังเป็นจอมมารที่ฆ่าคนไม่กะพริบตา นางยังรักตัวกลัวตายอยู่
แม่สื่อและปั้นเซี่ยช่วยกันเลิกม่านเกี้ยวจากสองข้าง เมิ่งเชียนเชียนในชุดแต่งงานสีแดงเพลิงค่อยๆ ก้าวเท้าลงมา
เสียงสูดลมหายใจดังเฮือกไปทั่วบริเวณ
ใต้หล้านี้จะมีชุดแต่งงานที่วิจิตรบรรจงถึงเพียงนี้เชียวหรือ
ชุดแต่งงานโดยทั่วไปย่อมมีแบบแผนตายตัว ไม่พ้นมงกุฎหงส์และผ้าคลุมไหล่ รูปแบบคล้ายคลึงกัน แต่ชุดแต่งงานที่อวิ๋นซีเหยาทุ่มเทแรงกายตัดเย็บให้เมิ่งเชียนเชียนนั้น ดูราวกับชุดขนนกของเทพธิดาจากสรวงสวรรค์ ใช้ผ้าไหมสีแดงมงคลเป็นพื้น ปักลวดลายพญาหงส์ทองคืนชีพที่ดูมีชีวิตชีวา เอวคอดกิ่วขับเน้นทรวดทรง แขนเสื้อยาวสยายดุจเมฆาที่ล่องลอย
ทุกคนรู้สึกราวกับได้เห็นพญาหงส์ตัวหนึ่งที่ถือกำเนิดใหม่จากกองเพลิง กำลังเยื้องย่างเข้ามาหาพวกเขาอย่างสง่างาม
ทุกย่างก้าวของนาง ราวกับมีดอกบัวทิพย์บานสะพรั่งรองรับอยู่ใต้ฝ่าเท้า
สายลมยามเย็นพัดผ่านแผ่วเบา ชายเสื้อของนางพลิ้วไหว ดุจเมฆหมอกในวังเซียนที่ยากจะจับต้อง
หลินหว่านเอ๋อร์รู้อยู่แล้วว่าชุดแต่งงานชุดนี้จะงดงามจนน่าตะลึง แต่ก็นึกไม่ถึงว่าจะงดงามเหนือจินตนาการได้ถึงเพียงนี้
ชุดแต่งงานของนางเมื่อเทียบกับชุดตรงหน้า... อย่าว่าแต่เทียบเลย มันคนละชั้นกันโดยสิ้นเชิง
"เจ้าสาว ข้ามกระถางไฟ!"
แม่สื่อเอ่ยกำกับพิธีการด้วยรอยยิ้มเบิกบาน
เมิ่งเชียนเชียนก้าวข้ามเปลวไฟในกระถางอย่างแช่มช้อย
ถานเอ๋อร์กระโดดหยอยๆ ตามหลังนางไปอย่างร่าเริง
ท่าทางซุกซนน่าเอ็นดูของนาง เรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะจากแขกที่มามุงดูได้เป็นอย่างดี
จู่ๆ หลินหว่านเอ๋อร์ก็ได้สติจากความตกตะลึงในความงามของชุดนาง สายตาจับจ้องไปที่ร่างของถานเอ๋อร์และปั้นเซี่ยที่ปรากฏตัวเคียงข้างเจ้าสาวด้วยความเหลือเชื่อ
ลู่หลิงหลงเองก็จำได้แม่นยำ "สองคนนั้นไม่ใช่ถานเอ๋อร์กับปั้นเซี่ยหรอกรึ พวกนางไปเดินตามหลังเจ้าสาวทำไมกัน"
ในห้วงความคิดของหลินหว่านเอ๋อร์มีความคิดหนึ่งผุดวาบขึ้นมา แต่เพียงชั่วครู่ นางก็กำมือแน่น ส่ายหน้าปฏิเสธความจริง : ไม่... ไม่มีทาง! เป็นไปไม่ได้!
เจ้าสาวผู้นี้คือธิดาตระกูลดังจากเหมียวเจียงชัดๆ สาวใช้สองคนนี้... สาวใช้สองคนนี้... อ้อ ใช่แล้ว เมิ่งเสี่ยวจิ่วเป็นองครักษ์คนสนิทของท่านตูกู ต้องเป็นท่านตูกูส่งคนของนางมาคุ้มครองเจ้าสาวแน่ๆ ต้องเป็นอย่างนี้แน่ๆ!
ในโถงใหญ่ เสียงตะโกนก้องดังขึ้นอีกคำรบ "จะได้ฤกษ์กราบไหว้ฟ้าดินแล้ว จะกราบไหว้ฟ้าดินแล้ว!"
คราวนี้ ไม่มีผู้ใดสามารถนั่งติดเก้าอี้ได้อีก ต่างพากันลุกฮือกรูกันไปที่โถงกลางเพื่อเป็นสักขีพยานในการกราบไหว้ฟ้าดินของคู่บ่าวสาว
แม่สื่อยืนสง่าอยู่ในโถงมงคล ประกาศด้วยรอยยิ้ม "เชิญญาติผู้ใหญ่เข้าประจำที่!"
"พ่อแม่ของท่านตูกูมาร่วมงานหรือไม่"
"ไม่ได้ยินข่าวเลยนะว่ามา"
ท่ามกลางเสียงกระซิบกระซาบวิพากษ์วิจารณ์ของแขกเหรื่อ เมิ่งเทียนหลานเดินอาดๆ เข้าไปนั่งลงบนเก้าอี้ประธานสำหรับญาติผู้ใหญ่อย่างหน้าชื่นตาบาน
สีหน้าของฮูหยินอวี้แปรเปลี่ยนไปอย่างรุนแรงจนซีดเผือด เป็นเขาไปได้อย่างไร?
"นั่นใครกัน"
แขกคนหนึ่งเอ่ยถามด้วยความสงสัย
แขกอีกคนที่เพิ่งสืบข่าววงในมาได้รีบไขข้อข้องใจ "ได้ยินว่าเป็นอาสามของเจ้าสาว พ่อแม่เจ้าสาวไม่อยู่แล้ว จึงให้เขามานั่งเป็นญาติผู้ใหญ่ฝ่ายเจ้าสาวแทน"
ใช้อาแทนพ่อไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาด แต่ธรรมเนียมที่ไหนให้กราบไหว้ญาติผู้ใหญ่ฝั่งเจ้าสาวในบ้านเจ้าบ่าว นี่มิใช่การแต่งเขยเข้าบ้านฝ่ายหญิงเสียหน่อย
หากไม่ดื่มเหล้าแรงๆ ย้อมใจสักสองชั่ง คงคิดวิธีพิสดารเช่นนี้ไม่ออก แต่ในใต้หล้านี้ ใครเล่าจะกล้าขัดใจคนที่ไม่เคยทำตามกฎเกณฑ์อย่างลู่หยวนได้?
ลู่หยวนกับเมิ่งเชียนเชียนต่างจับปลายผ้าแพรแดงคนละด้าน เดินเคียงคู่กันอย่างเชื่องช้ามายังกลางโถงมงคล
เมิ่งเทียนหลานยิ้มแก้มแทบปริ หากไม่มีใบหูขวางกั้น รอยยิ้มคงฉีกกว้างไปถึงหลังศีรษะ
ลู่หยวนประสานมือคารวะเขาหนึ่งครั้งด้วยความนอบน้อม "เรียนเชิญท่านอาสาม เป็นสักขีพยานให้ข้ากับเชียนเชียนด้วยขอรับ"
เมิ่งเทียนหลานกดมือลงพลางหัวเราะร่า "เรื่องเล็กน้อย คุยกันได้ คุยกันได้! รีบกราบไหว้ฟ้าดินเถอะ!"
ได้ยินชื่อนั้นชัดเต็มสองหู ฮูหยินอวี้ถึงกับตะลึงงันไปโดยสิ้นเชิง!
เชียนเชียน... คือนังเด็กคนนั้นงั้นรึ?
ในสกุลเมิ่ง ไม่มีเชียนเชียนคนที่สองอีกแล้ว!
อันหย่วนโหวทอดถอนใจด้วยความเสียดาย "เป็นเพียงอาสามของเจ้าสาว แต่กลับได้นั่งเป็นญาติผู้ใหญ่ฝ่ายสูงของท่านตูกู ช่างน่าอิจฉาวาสนาเสียจริงๆ"
ฮูหยินอวี้กำผ้าเช็ดหน้าในมือแน่นจนสั่นเทา นางไม่เข้าใจว่าเรื่องราวทั้งหมดพลิกผันมาเป็นเช่นนี้ได้อย่างไร เมิ่งเชียนเชียนที่แต่งงานออกเรือนไปนานแล้ว เหตุใดจึงกลายมาเป็นเจ้าสาวผู้สูงส่งของจวนตูตูได้อีก
ในสมองของนางหลงเหลือเพียงความคิดเดียวที่ดังก้อง : หากวันนั้นนางไม่ได้ตัดขาดความสัมพันธ์กับนังเด็กคนนั้น คนที่มีวาสนาได้นั่งเชิดหน้าชูตาเป็นญาติผู้ใหญ่ฝ่ายสูงในตอนนี้... ก็ควรจะเป็นนาง!
(จบตอน)