บทที่ 143: เห็นนางแล้วขัดตา ระบายโทสะเสียหน่อย
บรรยากาศในงานเลี้ยงดำเนินไปอย่างครึกครื้น ยิ่งเมื่อเหล่าสตรีสูงศักดิ์สังเกตเห็นสาวใช้คนสนิทของเจ้าสาว ถานเอ๋อร์ก็ถูกวงล้อมของเหล่าคุณหนูตระกูลใหญ่กักตัวไว้กลางวงสนทนา
วันนี้ถานเอ๋อร์สวมใส่อาภรณ์สีแดงสดใสเข้ากับบรรยากาศมงคล บนศีรษะมัดมวยผมทรงซาลาเปาคู่พันด้วยเชือกสีแดงชาดดูน่ารักน่าเอ็นดู รูปลักษณ์ที่เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิงนี้ ทำให้คุณหนูหลายท่านจำนางไม่ได้ในแวบแรก
ทว่าเมื่อจำได้แล้ว ความสงบสุขของถานเอ๋อร์ก็อันตรธานหายไป
“ถานเอ๋อร์ เจ้าสาวคือคุณหนูของเจ้าจริงๆ หรือ”
“ใช่เจ้าค่ะ!” ถานเอ๋อร์ตอบเสียงใส
“แต่ว่า... ข่าวลือบอกว่าคู่หมั้นของผู้บัญชาการคือธิดาจากเหมียวเจียงไม่ใช่หรือ”
ถานเอ๋อร์เชิดหน้าตอบกลับด้วยสำเนียงบ้านเกิด “ทั้งหมดเป็นสิ่งที่พวกหนี่พูดกันเองทั้งนั้น!”
เหล่าคุณหนูต่างพากันนิ่งคิดทบทวน ดูเหมือนว่าท่านผู้บัญชาการจะไม่เคยเอ่ยปากยอมรับเรื่องนี้ด้วยตนเองสักครั้ง ทว่าต้นตอของข่าวลือมาจากตำหนักของลี่กุ้ยเฟย วาจาของพระสนมเอกจะเป็นเท็จได้อย่างไร
แต่ความเป็นจริงที่ประจักษ์อยู่ตรงหน้าพิสูจน์แล้วว่า ข่าวจากลี่กุ้ยเฟยนั้นผิดพลาดอย่างมหันต์ ทำเอาคนทั้งเมืองหลวงหลงเข้าใจผิดกันไปถ้วนหน้า
“จะว่าไปแล้ว คุณหนูของเจ้าแต่งงานกับท่านผู้บัญชาการได้อย่างไร”
คำถามนี้ของคุณหนูท่านหนึ่ง เป็นดั่งตัวแทนความในใจของทุกคน ณ ที่นี้
พึงรู้ไว้ว่าเมิ่งเชียนเชียนเป็นสตรีที่ผ่านการออกเรือนมาแล้วหนหนึ่ง ท่านผู้บัญชาการผู้ยิ่งใหญ่จะลดตัวลงมาแต่งงานกับแม่ม่ายได้อย่างไร
แม้นางจะสร้างความดีความชอบไว้ที่ชายแดน แต่บุรุษย่อมปรารถนาภรรยาที่เพียบพร้อมอ่อนหวาน ความห้าวหาญเยี่ยงบุรุษของนางดูจะไม่ใช่คุณสมบัติของภรรยาเอกที่พึงปรารถนา
ถานเอ๋อร์ยกมือกอดอกอย่างไม่ยี่หระ “นั่นเป็นความคิดของพวกหนี่! ท่านผู้บัญชาการไม่เหมือนกับผู้ชายตื้นเขินข้างนอกพวกนั้น! เอ๋อเหนียงเคยบอกไว้ว่า ผู้ชายที่ไร้ความสามารถเท่านั้นแหละ ถึงอยากจะได้เมียที่อ่อนแอและหัวอ่อนมาไว้ในปกครอง!”
ทัศนคติของถานเอ๋อร์ทำเอาเหล่าคุณหนูไม่ค่อยจะเห็นพ้องนัก ด้วยจารีตประเพณีที่ถือสามีเป็นดั่งแผ่นฟ้า ภรรยาย่อมต้องเชื่อฟังสามี
กระนั้นพวกนางก็ยังขบคิดไม่แตก ทั้งสถานะแม่ม่าย ทั้งนิสัยห้าวหาญ เพียงแค่ข้อใดข้อหนึ่งก็ยากจะหาคู่ครองใหม่ที่ดีได้แล้ว แต่เมิ่งเชียนเชียนกลับมีครบทั้งสองข้อ ซ้ำยังได้แต่งงานกับท่านผู้บัญชาการที่เป็นการแต่งงานครั้งแรกอีกด้วย
งานวิวาห์ที่ยิ่งใหญ่ตระการตาเช่นนี้ แม้แต่สตรีที่เพิ่งออกเรือนครั้งแรกยังมิกล้าฝันถึง ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงการแต่งงานรอบสองเลย
แม้แต่องค์หญิงในวังหลวงยามออกเรือน ยังไม่น่าอิจฉาเท่านี้
ถานเอ๋อร์ไม่ล่วงรู้ความคิดในใจของพวกนาง มิฉะนั้นคงได้กระโดดขึ้นไปยืนเท้าสะเอวบนโต๊ะแลกฝีปากกับพวกนางเป็นแน่ องค์หญิงหรือจะมาเทียบชั้นกับพี่หญิงของนางได้?
พี่หญิงของนางสังหารศัตรูแคว้นเป่ยเหลียงไปมากเท่าไรที่ชายแดน ช่วยชีวิตเหล่าทหารหาญและราษฎรตาดำๆ ไปมากเพียงใด เกียรติยศและบารมีของพี่หญิงล้วนแลกมาด้วยคมดาบและหยาดเหงื่อของนางเอง หรือจะกล่าวว่าใช้ชีวิตเข้าแลกก็มิผิด!
แม้นางมิได้กำเนิดในราชวงศ์ แต่ธิดามังกรเหล่านั้นก็หามีสิ่งใดเทียบเทียมนางได้!
อีกด้านหนึ่งของงานเลี้ยง อันหย่วนโหวที่เพียรสอบถามจากเพื่อนขุนนาง ในที่สุดก็ปะติดปะต่อเรื่องราวของเจ้าสาวได้จนกระจ่างแจ้ง
“เมิ่งเสี่ยวจิ่วผู้นี้ ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ”
“มะ... ไม่ธรรมดาอย่างไรหรือเจ้าคะ”
ฮูหยินอวี้เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงประหม่าระคนหวาดหวั่น
แม้ทั่วทั้งงานจะเต็มไปด้วยบทสนทนาเกี่ยวกับเจ้าสาว แต่ข้อมูลที่ได้ยินมานั้นกระจัดกระจายจับต้นชนปลายไม่ถูก นางฟังแล้วสับสนราวกับพวกเขากำลังกล่าวถึงสตรีหลายคน ไม่ใช่คนคนเดียวกัน
อันหย่วนโหวอธิบายเสียงเครียด “ชาติกำเนิดของนางมิได้สูงส่ง เป็นเพียงบุตรีคฤหบดี แต่ได้แต่งเข้าจวนตระกูลลู่ อดีตสามีของนางคือแม่ทัพพิทักษ์อุดรลู่หลิงเซียว เมื่อปีก่อนเพิ่งจะมีราชโองการให้ทั้งสองหย่าขาดจากกัน ผ่านไปเพียงไม่กี่เดือน นางกลับสร้างผลงานใหญ่หลวง ทั้งยังได้รับตำแหน่งสิบสองเว่ย มิน่าเล่าท่านผู้บัญชาการถึงได้ให้ความสำคัญกับนางเพียงนี้”
ในสายตาของอันหย่วนโหว การที่ลู่หยวนตบแต่งเมิ่งเสี่ยวจิ่ว เหตุผลส่วนใหญ่น่าจะมาจากอำนาจเบื้องหลังของนาง ที่กุมอำนาจกองพลเกราะดำและทหารชายแดนนับแสนนาย
ใบหน้าของฮูหยินอวี้ซีดเผือดไร้สีเลือด
ข้อมูลนี้ตรงกับสิ่งที่นางได้ยินจากปากของเหล่าฮูหยินเมื่อครู่ไม่ผิดเพี้ยน
จำได้ว่าวันนั้นที่จวนตูตู เหล่าฮูหยินต่างพากันไปคารวะแขกผู้มีเกียรติท่านหนึ่งที่ไม่ได้ปรากฏกายในงานเลี้ยง ดูเหมือนจะชื่อเมิ่งเสี่ยวจิ่ว... หากเป็นเช่นนั้น ก็คือนางสินะ?
วันนั้นนางไม่ได้ติดตามยวี่หลี่เข้าไป แต่เป็นฮูหยินสิงที่เชิญนางเข้าไปต่างหาก!
มิน่าเล่า เด็กคนนั้นถึงกล้าใช้น้ำเสียงแข็งกร้าวเช่นนั้นกับตน แม้แต่ความปรารถนาดีที่หยิบยื่นให้ก็ยังถูกปฏิเสธอย่างไม่ไยดี
นั่นสินะ... เมื่อโผบินขึ้นสู่ยอดไม้สูงเสียดฟ้าได้แล้ว ไหนเลยจะยังเห็นค่าเศษธุลีที่นางหยิบยื่นให้อีก
ในจังหวะนั้นเอง เนื่องจากเจ้าบ่าวยังไม่ปรากฏตัว เมิ่งเทียนหลานผู้รับหน้าที่รับรองแขกเหรื่อแทนบังเอิญเดินถือจอกสุราผ่านมาทางนี้พอดี อันหย่วนโหวจึงรีบปรี่เข้าไปทักทายเพื่อผูกมิตร
เมิ่งเทียนหลานปรายตามองฮูหยินอวี้ที่ยืนเคียงข้างอันหย่วนโหวแวบหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มการค้า “ท่านนี้คือ...”
อันหย่วนโหวไม่กล้าวางมาดต่อหน้าอาสามของภรรยาท่านผู้บัญชาการ จึงแนะนำตัวอย่างนอบน้อมถ่อมตน “ข้าน้อย เซี่ยสวี่ติง”
เมิ่งเทียนหลานแสร้งทำท่าทางเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ “ที่แท้ก็ท่านโหวอันหย่วนนี่เอง เสียมารยาทแล้วๆ แล้วท่านนี้คือ...”
สายตาคมกริบเบนไปทางฮูหยินอวี้
อันหย่วนโหวรีบตอบ “ภรรยาของข้า สกุลอวี้”
สายตาของเมิ่งเทียนหลานจับจ้องร่างของฮูหยินอวี้อย่างเปิดเผยพิจารณา “อั้ยหยา ท่านโหว ภรรยาของท่านดูคล้ายกับคนรู้จักของแซ่เมิ่งอยู่หลายส่วนทีเดียวนะ”
อันหย่วนโหวเลิกคิ้วเล็กน้อย “โอ้? ซานเย๋เป็นคนถิ่นใดหรือ”
ฟังจากสำเนียงแล้ว เมิ่งเทียนหลานย่อมไม่ใช่คนเมืองหลวงเป็นแน่
เมิ่งเทียนหลานตอบสั้นๆ “โยวโจว”
อันหย่วนโหวหัวเราะร่า “ช่างบังเอิญเสียจริง ภรรยาของข้าก็เป็นคนโยวโจวเช่นกัน ซานเย๋ ขอถามได้หรือไม่ว่าคนรู้จักของท่านผู้นั้นคือผู้ใด”
เมิ่งเทียนหลานมองฮูหยินอวี้ด้วยสายตาที่มีความนัยลึกล้ำ “คนรู้จักของข้าน่ะหรือ...”
ฮูหยินอวี้รีบคว้าข้อมือสามีไว้แน่น “ท่านโหว ข้ารู้สึกเวียนหัวขึ้นมาเจ้าค่ะ”
อันหย่วนโหวชะงัก ถามเสียงเบา “เป็นเอาตอนนี้หรือ”
ฮูหยินอวี้จำใจพยักหน้า “เจ้าค่ะ”
เมิ่งเทียนหลานแสยะยิ้มเย็นชา “ในเมื่อฮูหยินท่านโหวร่างกายไม่สู้ดี จวนตูตูก็ไม่กล้ารั้งตัวไว้ ท่านโหว รีบพาฮูหยินของท่านกลับไปพักผ่อนเถิด”
ต้องยอมรับว่า การได้คลุกคลีกับลู่หยวนมานาน ทำให้เขาซึมซับบุคลิกท่าทางของอีกฝ่ายมาไม่น้อย ยามที่เผยรอยยิ้มเหยียดหยามออกมา ก็ทำให้ผู้คนรู้สึกหวาดหวั่นจนคาดเดาอารมณ์ไม่ถูกเช่นกัน
อันหย่วนโหวไม่รู้ว่าตนไปล่วงเกินซานเย๋ผู้นี้เข้าตอนไหน ดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่ค่อยสบอารมณ์กับคู่สามีภรรยาอย่างพวกเขาเท่าไรนัก
เมื่อทั้งสองเดินจากไป ท่านปู่เล็กเจ็ดก็เดินเข้ามาตบไหล่ “เจ้าไปสนใจนางทำไม”
เมิ่งเทียนหลานตอบกลับอย่างตรงไปตรงมา “เห็นนางแล้วขัดตา ระบายโทสะเสียหน่อย!”
ท่านปู่เล็กเจ็ดส่ายหน้าเบาๆ ความใจดำอำมหิตของฮูหยินอวี้ที่ต้องการตัดขาดจากตระกูลเมิ่งในอดีต เขาล้วนเห็นอยู่ในสายตามาตลอด บัดนี้เมิ่งเชียนเชียนก้าวผ่านขวากหนามจนได้ดีแล้ว หวังเพียงว่านางจะยังคงรักษาความทรนงองอาจดั่งวันวานเอาไว้ได้
“ช่างนางเถอะ ข้าไปชนแก้วต่อล่ะ!”
“วันมงคลของเชียนเชียน เจ้าก็เพลาๆ หน่อย อย่าดื่มให้มากล่ะ!”
“รู้แล้วน่า รู้แล้ว”
เมิ่งเทียนหลานโบกมืออย่างขอไปที ไม่ให้ดื่มมากคงเป็นไปไม่ได้ แต่วาจาของท่านปู่เล็กเจ็ดกลับสะกิดใจเขาขึ้นมา หลานเขยตัวดีหายหัวไปไหนเสียล่ะ?
ทำไมป่านนี้ยังไม่ออกมารับแขก?
ทว่าเพิ่งจะบ่นถึงโจโฉ โจโฉก็มาปรากฏตัว
ลู่หยวนเดินกลับมาที่โต๊ะอาหารด้วยท่าทางสดชื่นแจ่มใสไร้กังวล
เมื่อเจ้าบ่าวปรากฏตัว หากเป็นกาลก่อน บรรยากาศในงานเลี้ยงคงจะเงียบกริบจนได้ยินเสียงเข็มตก ทว่าไม่รู้ว่าเป็นเพราะใครบางคนได้แสดงเรื่องน่าขบขันกลางโถงพิธีติดต่อกันหลายครั้งหรือไม่ จึงทำให้แขกเหรื่อจำนวนไม่น้อยในที่นี้ เริ่มมองท่านผู้บัญชาการผู้นี้ในมุมมองที่เปลี่ยนไป
ทุกคนเพียงแค่ปรายตามองเขาแวบหนึ่ง จากนั้นก็ก้มหน้ากินต่อ ดื่มต่อ และหัวเราะเฮฮากันต่อไป
จางเฟยหู่หิ้วสุรานารีแดงสองไหใหญ่ เดินอาดๆ เข้ามากระแทกลงตรงหน้าลู่หยวนดังปัง เท้าข้างหนึ่งยกขึ้นเหยียบเก้าอี้ ประกาศกร้าวอย่างไม่เกรงใจ “ท่านตูตู กล้าดื่มกับข้าจางสักจอกหรือไม่”
ซ่างกวนหลิงรีบแทรกตัวเข้ามาขวาง “แม่ทัพจาง ท่านจะทำอะไร”
จางเฟยหู่ตวาดเสียงเย็น “นี่เป็นเรื่องของข้ากับมัน! ถ้าฉลาดก็ไสหัวไปซะ! ข้ารู้ว่าข้าสู้เจ้าไม่ได้ แต่วันนี้ต่อให้ข้าต้องเอาชีวิตมาทิ้งไว้ที่นี่ ข้าก็ต้องสั่งสอนไอ้หนุ่มนี่สักยก! ใครใช้ให้มันคิดไม่ซื่อกับเสี่ยวจิ่ว! มันนึกว่ามันเป็นใคร! เป็นผู้บัญชาการแล้วยิ่งใหญ่นักหรือ”
ด้านหลังจางเฟยหู่ เหล่าขุนศึกอย่างเนี่ยหานซานก็พากันยกไหสุรามากระแทกลงบนโต๊ะอย่างไม่กลัวตายเช่นกัน
มุมปากของซ่างกวนหลิงกระตุกยิกๆ “ไม่มั้ง... พวกท่านกะจะมอมเหล้าให้ตายกันไปข้างหนึ่งเลยหรือไง... ชิงซวง!”
เขาเริ่มส่งสัญญาณเรียกกำลังเสริม
ชิงซวงปรากฏกายขึ้นทันควัน นางกำลังจะยื่นมือไปคว้าไหสุรา แต่ลู่หยวนกลับยกมือขวางนางไว้
ลู่หยวนคว้าไหสุราตรงหน้าจางเฟยหู่ขึ้นมาโดยปราศจากความลังเลแม้เพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะแหงนหน้ากรอกของเหลวรสจัดจ้านลงคอไปรวดเดียว
เสียงในใจเมิ่งเสี่ยวจิ่ว: ท่านตูตู ตกลงกันแล้วนะ เราแต่งงานกันหลอกๆ ต้องแยกห้องนอน
เสียงในใจผู้บัญชาการ: เมาแล้ว ไม่ตอบรับ
(จบตอน)