บทที่ 159: ตัดสินใจเชื่อใจเขา
ลู่หยวนยืดกายขึ้น รอยยิ้มประดับมุมปากขณะเยื้องย่างเข้าไปใกล้รถม้าคันใหญ่ “พ่อบุญธรรม”
เสียงตอบรับในลำคอดังแผ่วเบามาจากภายในตัวรถ คนขับรถม้าผู้รู้หน้าที่รีบนำม้านั่งวางเทียบอย่างรวดเร็ว ลู่หยวนเหยียบลงบนม้านั่งนั้นก่อนจะก้าวขึ้นสู่รถม้าอันโอ่อ่า
ภาพเบื้องหน้าปรากฏบุรุษผู้อยู่ในชุดคลุมยาวสีดำขลับ บุคลิกสง่างามน่าเกรงขามดั่งมังกรผงาด หนวดเคราแซมสีขาวบ่งบอกถึงวัยวุฒิและประสบการณ์ อัครมหาเสนาบดีซวินกำลังนั่งหลับตาพักผ่อนสายตาอยู่บนตั่งยาว ข้างกายของเขาคือซวินอวี้ บุตรชายสายเลือดแท้เพียงหนึ่งเดียวของท่านอัครมหาเสนาบดี ผู้มีวัยแก่กว่าลู่หยวนหนึ่งปี
ซวินอวี้มีคิ้วเข้มดุจกระบี่คม ดวงตาทอประกายสุกใสดั่งดารา รูปลักษณ์หล่อเหลาองอาจผ่าเผย เมื่อสายตาปะทะเข้ากับลู่หยวน เขาก็คลี่ยิ้มกว้างด้วยความยินดี “อาหยวน ไม่พบกันหลายปี สบายดีกระมัง”
ลู่หยวนยิ้มตอบด้วยความเคารพ “พี่รอง”
ซวินอวี้เอื้อมมือไปเลิกม่านด้านข้างขึ้น สายตาทอดมองไปยังทิศทางเฉียงเบื้องหน้า “วันหน้าเจ้าคงต้องเปลี่ยนมาเรียกข้าว่าพี่สามเสียแล้ว บุตรบุญธรรมคนใหม่ที่ท่านพ่อเพิ่งรับมาเป็นคนไม่ค่อยพูดจาเท่าไรนัก ไว้วันหลังข้าจะแนะนำให้พวกเจ้าได้รู้จักกัน”
ลู่หยวนมองตามสายตาของซวินอวี้ไป พลันสายตาปะทะเข้ากับแม่ทัพผู้หนึ่งในชุดเกราะเงินแวววาว ศีรษะสวมหมวกเกราะปิดบังใบหน้า ร่างกายสูงใหญ่กำยำนั่งตระหง่านอยู่บนหลังม้าตัวมหึมา อาชาศึกใต้ร่างของเขานั้นดูแข็งแกร่งกำยำกว่าม้าตัวใดในขบวน
ลู่หยวนสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันตรายอย่างยิ่งยวดแผ่ออกมาจากบุรุษผู้นั้น
คนผู้นี้คือยอดฝีมือ
“ทราบแล้วขอรับ พี่สาม”
ลู่หยวนระบายยิ้มตอบรับซวินอวี้
น้ำเสียงของซวินอวี้เปี่ยมไปด้วยความอบอุ่น “ได้ยินข่าวว่าเจ้าออกเรือนแล้ว ข้ายังไม่ได้แสดงความยินดีกับเจ้าเลย”
ภายในเขตกำแพงเมือง ทหารรักษาการณ์ได้เข้ามาจัดระเบียบท้องถนน ห้ามมิให้ผู้ใดควบม้าสัญจรบนเส้นทางหลัก แต่ทว่าพวกเขาสามารถกั้นได้เพียงรถม้า ไม่อาจกั้นกระแสธารแห่งฝูงชนที่หลั่งไหลเข้ามาชมความยิ่งใหญ่ได้
เมิ่งเชียนเชียนมาช้าเกินไปจึงไม่อาจแทรกตัวเข้าไปได้ และด้วยมาตรการรักษาความปลอดภัยเพื่อป้องกันมือสังหาร ชั้นสองของร้านรวงต่างๆ จึงถูกทหารเข้าควบคุมพื้นที่ แม้แต่บนหลังคาก็ห้ามมิให้ผู้ใดขึ้นไป
เมิ่งเชียนเชียนทำได้เพียงยืนชะเง้ออยู่ด้านหลังกำแพงมนุษย์ จ้องมองไปทางประตูเมืองอย่างใจจดใจจ่อ รอคอยกองทัพใหญ่ที่กำลังจะเคลื่อนขบวนเข้ามา
“มาแล้ว! มาแล้ว! เข้าเมืองมาแล้ว!”
“ธงบัญชาการพยัคฆ์ขาว! ธงบัญชาการของท่านอัครมหาเสนาบดี!”
ฝูงชนเริ่มฮือฮาและเบียดเสียดกันอย่างบ้าคลั่ง เมิ่งเชียนเชียนฉวยโอกาสในช่วงชุลมุนแทรกตัวเข้าไปยังแถวหน้า
ทว่าเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เด็กน้อยคนหนึ่งเสียหลักล้มลงท่ามกลางคลื่นมนุษย์ที่ถาโถมเข้ามา หากปล่อยไว้คงมิต้องสงสัยเลยว่าจะถูกเหยียบย่ำจนบาดเจ็บสาหัส เมิ่งเชียนเชียนรีบถอยฉากออกจากฝูงชน คว้าตัวเด็กน้อยอุ้มขึ้นแล้วกระโดดลอยตัวไปลงที่หน้าร้านค้าอย่างปลอดภัย
“แง—”
เด็กน้อยผู้เคราะห์ร้ายตกใจจนร้องไห้จ้าออกมา
บิดาของเด็กได้ยินเสียงร้องของบุตรชายก็รีบตะเกียกตะกายฝ่าฝูงชนออกมา ใบหน้าเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อ กล่าวขอบคุณเมิ่งเชียนเชียนซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ด้วยเหตุที่เสียเวลาไปชั่วครู่ นางจึงหมดโอกาสที่จะเบียดกลับเข้าไปในฝูงชนได้อีก ทำได้เพียงยืนฟังเสียงโห่ร้องเรียกขานท่านอัครมหาเสนาบดีที่ดังกึกก้องประหนึ่งเสียงฟ้าร้อง
ย้อนนึกถึงตอนที่ลู่หยวนกลับเข้าเมืองหลวง ยังไม่มีความยิ่งใหญ่เกรียงไกรถึงเพียงนี้
ดูท่าว่าบารมีของอัครมหาเสนาบดีในหมู่ราษฎรจะสูงส่งเทียมฟ้า
เมื่อตรองดูแล้วก็สมเหตุสมผล ลู่หยวนมีภาพลักษณ์เป็นขุนนางกังฉินที่ผู้คนสาปแช่ง ต่อให้สร้างผลงานรบชนะที่ชายแดน ชาวเมืองหลวงก็ยังปักใจเชื่อว่าเขาไปแย่งชิงความดีความชอบในการสังหารข้าศึกมาจากแม่ทัพใหญ่หาน
“คุณชายซวิน! ข้าเห็นคุณชายซวินแล้ว!”
“ว่ากระไรนะ? คุณชายซวินก็กลับมาเมืองหลวงด้วยหรือ?”
“รบชนะศึกใหญ่เยี่ยงนี้ ย่อมต้องกลับมาแน่นอน!”
เสียงวิพากษ์วิจารณ์เซ็งแซ่ดังเข้าหูเมิ่งเชียนเชียน ส่วนใหญ่ล้วนเป็นเรื่องราวของคุณชายซวิน แม้ชาวบ้านจะเอ่ยถึงแม่ทัพนายกองคนอื่นบ้าง แต่เสียงเรียกขานคุณชายซวินนั้นดังกระหึ่มรองลงมาจากท่านอัครมหาเสนาบดีอย่างเห็นได้ชัด
“คุณชายซวินคือผู้ใดหรือ”
เมิ่งเชียนเชียนเอ่ยถามบัณฑิตหนุ่มผู้หนึ่งที่ยืนอยู่ข้างกาย
บัณฑิตหนุ่มหันขวับมามองเมิ่งเชียนเชียนด้วยความประหลาดใจ “แม่นาง เจ้ามิใช่คนเมืองหลวงดอกหรือ”
เมิ่งเชียนเชียนตอบเรียบๆ “ใช่ ข้ามาจากต่างเมือง”
บัณฑิตหนุ่มกวาดตามองสำรวจนางตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า “มิน่าเล่า เจ้าถึงไม่รู้จักคุณชายซวิน แต่ฟังจากน้ำเสียงของเจ้ายังดูเยาว์วัยนัก บางทีเก้าปีก่อนเจ้าอาจจะยังเป็นเด็กอยู่กระมัง ในยามนั้นคุณชายซวินอายุเพียงสิบแปดปีก็สอบได้เป็นจอหงวน อย่าว่าแต่ราชวงศ์นี้เลย แม้แต่พลิกตำนานประวัติศาสตร์ยุคก่อนๆ ก็ไม่เคยปรากฏจอหงวนหน้าใหม่ที่อายุเพียงสิบแปดปีมาก่อน อีกทั้งยังเป็นลิ่วหยวนจี๋ตี้ สอบได้ที่หนึ่งทุกสนามสอบ ความสำเร็จสะเทือนฟ้าดินเช่นนี้ คนรุ่นก่อนมิอาจทำได้ และคนรุ่นหลังก็น่าจะยากยิ่งที่จะเทียบเคียง”
เมิ่งเชียนเชียนพยักหน้าเบาๆ “เป็นเช่นนี้นี่เอง”
เมื่อเอ่ยถึงคุณชายซวิน บัณฑิตหนุ่มก็ดูเหมือนจะหยุดปากไม่ได้ “เจ้าอย่าได้คิดเชียวว่าคุณชายซวินเป็นเพียงหนอนหนังสือคร่ำครึที่รู้แต่ตำรา เจ็ดปีก่อน คุณชายซวินละทิ้งลาภยศสรรเสริญในเมืองหลวง ติดตามบิดาไปทำศึกทางทิศตะวันตกอย่างเด็ดเดี่ยว ยามที่ท่านอัครมหาเสนาบดีบัญชาการรบอยู่แนวหน้า เขาก็บริหารดูแลทุกข์สุขของราษฎรอยู่แนวหลัง ทั้งบุกเบิกที่ดินรกร้างว่างเปล่า ทั้งขุดลอกคูคลองชักน้ำเข้าสู่พื้นที่เกษตร และยังประดิษฐ์เครื่องมือทำกินที่เป็นประโยชน์มากมาย สรุปความได้ว่า เขาคือบุรุษผู้มีความสามารถล้ำเลิศหาตัวจับยากทีเดียว”
บนรถม้าที่กำลังเคลื่อนตัว
ซวินอวี้หยิบถุงผลไม้แห้งที่นำติดตัวมาจากแดนตะวันตกส่งให้ลู่หยวน “ข้าลงมือปลูกเองกับมือ กลัวว่าจะเน่าเสียเลยให้คนนำไปตากแห้ง เจ้าลองชิมดูสิว่ารสชาติเป็นอย่างไร”
ลู่หยวนหยิบขึ้นมากินชิ้นหนึ่ง “หวาน”
ซวินอวี้ตบไหล่เขาเบาๆ ด้วยความสนิทสนม “ได้ยินข่าวว่าเจ้าทำศึกชนะที่ด่านอวี้เหมิน พี่สามดีใจกับเจ้าจริงๆ หากรู้ล่วงหน้าว่าเจ้ามีพรสวรรค์เช่นนี้ ปีนั้นน่าจะรบเร้าพาเจ้าไปออกศึกทางทิศตะวันตกด้วย ไม่แน่ว่าอาจจะปราบปรามแดนตะวันตกได้เร็วกว่านี้เสียอีก”
ลู่หยวนตอบกลับด้วยความถ่อมตน “ชนะแบบเฉียดฉิวเท่านั้นขอรับ เกือบจะเอาชีวิตไม่รอดกลับมาเหมือนกัน ได้ยินมาว่าการปราบปรามแดนตะวันตกในครานี้ พี่สามได้เสนออุบายอันชาญฉลาด อาหยวนต้องขอคารวะและแสดงความยินดีกับพี่สามและพ่อบุญธรรมด้วยขอรับ”
ซวินอวี้โอบไหล่น้องชายแล้วหัวเราะร่าอย่างเปิดเผย “พี่น้องอย่างเรา ไยต้องมานั่งยกยอปอปั้นกันเองให้มากความเล่า”
รถม้าเคลื่อนผ่านถนนจูเชวี่ย มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกอีกสามลี้ ก่อนจะหยุดลงที่หน้าคฤหาสน์ตระกูลซวินอันใหญ่โตโอ่อ่าและดูเคร่งขรึมสง่างาม
คณะเดินทางทยอยลงจากรถม้า
ลู่หยวนชี้มือไปยังประตูใหญ่สีแดงชาดที่เปิดกว้างต้อนรับ “หลายปีมานี้ ข้าส่งคนมาดูแลทำความสะอาดจวนอยู่เป็นนิจ ข้าวของเครื่องใช้และการตกแต่งภายใน ตลอดจนต้นไม้ใบหญ้า ยังคงสภาพเดิมเหมือนตอนที่พ่อบุญธรรมออกจากเมืองหลวงไปทุกประการขอรับ”
อัครมหาเสนาบดีซวินก้าวข้ามธรณีประตู บ่าวไพร่ต่างพากันก้มศีรษะทำความเคารพอย่างนอบน้อม
สายตาคมกริบของอัครมหาเสนาบดีกวาดมองไปรอบบริเวณ
ซวินอวี้เดินตามหลังบิดา สายตาจับจ้องไปยังต้นท้อภายในรั้ว “อาหยวน เจ้านี่ช่างใส่ใจรายละเอียดเสียจริง แม้แต่ต้นท้อต้นนี้ก็ยังเหมือนกับปีนั้นไม่มีผิด ข้ายังจำได้ว่าอิฐก้อนนี้ข้าเผลอฟันดาบพลาดไปโดนจนแตก เจ้าก็ยังเก็บรักษามันไว้อีกหรือนี่”
อัครมหาเสนาบดีซวินหันมาเอ่ยกับลู่หยวน “ข้าเหนื่อยแล้ว เจ้ากลับไปเถอะ”
ซวินอวี้รีบเข้าไปกอดคอลู่หยวนไว้ “อย่าเพิ่งสิท่านพ่อ พี่น้องเราไม่ได้พบหน้ากันตั้งนาน คืนนี้ต้องให้ข้ากับอาหยวนร่ำสุรากันให้เมามายไม่เลิกราถึงจะถูก”
ลู่หยวนระบายยิ้มจางๆ บนใบหน้า “วันหน้ายังมีอีกยาวไกล โอกาสที่จะได้ร่ำสุรายังมีอีกมาก พี่สามเดินทางมาไกลคงจะเหน็ดเหนื่อยมิใช่น้อย เชิญพักผ่อนเอาแรงก่อนเถิดขอรับ”
ซวินอวี้แสร้งทำน้ำเสียงหยอกเย้า “ข้าว่าเจ้าหนูอย่างเจ้าคงรีบร้อนอยากกลับไปอยู่เฝ้าภรรยาล่ะสิท่า”
ลู่หยวนยิ้มรับแต่ไม่เอ่ยคำแก้ตัว
ซวินอวี้ทำหน้ามุ่ยอย่างหมั่นไส้ “มีเมียแล้วลืมพี่น้อง เอาเถอะๆ เจ้าไปเถอะ”
ลู่หยวนกล่าวลาสองพ่อลูก แล้วหันหลังเดินออกจากจวนอัครมหาเสนาบดี
ที่บริเวณหน้าประตู เขาเดินสวนกับบุรุษสวมเกราะเงินผู้นั้น อีกฝ่ายสวมหมวกเกราะปิดบังใบหน้ามิดชิด เผยให้เห็นเพียงดวงตาคู่หนึ่งที่เย็นยะเยือกและคมกริบประดุจคมมีด
รังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากร่างของเขา รุนแรงและน่าสะพรึงกลัวกว่าทุกคนที่ลู่หยวนเคยพานพบมาทั้งชีวิต
ชายผู้นั้นไม่ได้เอ่ยทักทายลู่หยวนแม้แต่คำเดียว เขาเดินตรงเข้าจวนอัครมหาเสนาบดีไปโดยไม่วอกแวก
ลู่หยวนหันกลับไปมองแผ่นหลังนั้นแวบหนึ่ง ก่อนจะก้าวขึ้นรถม้าของตนเอง
เมื่อกลับถึงจวนตูตู เมิ่งเชียนเชียนนั่งรอเขาอยู่ที่ห้องหนังสือ
เมิ่งเชียนเชียนสังเกตเห็นสีหน้าของเขาดูไม่สู้ดีนัก จึงลุกขึ้นยืนแล้วกล่าว “ท่านเคยบอกไว้ว่า ข้าเข้ามาในนี้ได้”
“อืม”
ลู่หยวนพยักหน้ารับรู้
เรือนหลักมีห้องหนังสือใหญ่เพียงห้องเดียว ภายในจัดวางโต๊ะทำงานไว้สองตัว ตัวหนึ่งเป็นของเขา อีกตัวหนึ่งเป็นของนาง ทั้งสองคนสามารถใช้พื้นที่ร่วมกันได้ นี่เป็นข้อตกลงที่คุยกันไว้ตั้งแต่แรกแล้ว
เมิ่งเชียนเชียนเห็นว่าเขาไม่ได้ถือสาหาความจริงๆ จึงเอ่ยถามขึ้น “วันนี้ท่านมีเรื่องไม่สบายใจหรือ”
“เหนื่อยนิดหน่อย” ลู่หยวนตัดบทเปลี่ยนเรื่อง สายตาเหลือบไปเห็นบนโต๊ะของนางว่างเปล่าไร้สิ่งของ ดูเหมือนตั้งใจมารอพบเขาโดยเฉพาะ จึงถามกลับว่า “เจ้ามีธุระกับข้าหรือ”
เมิ่งเชียนเชียนมีท่าทีลังเลเล็กน้อย
ก่อนที่ท่านลุงจางจะจากไป เขาได้กำชับนางอย่างหนักแน่นว่าให้เชื่อใจลู่หยวน
แต่ทว่า... นางควรจะเชื่อเขาจริงๆ หรือ
ในตอนแรกเขาตั้งใจจะสังหารนางอย่างชัดแจ้ง
แต่เมื่อคิดอีกที ตัวนางเองก็เกือบจะลงมือสังหารเขาเช่นกัน
เมื่อลองหักลบกลบหนี้กันดูแล้ว ก็ถือว่าหายกันไป
ลู่หยวนมิได้เร่งรัดเอาคำตอบจากเมิ่งเชียนเชียน เขาเพียงแค่ทรุดตัวลงนั่งที่หน้าโต๊ะทำงานของตนเองอย่างเงียบเชียบ
ผ่านไปครู่ใหญ่ เมิ่งเชียนเชียนตัดสินใจเด็ดขาดในใจ “วันนี้ข้าไปที่ตลาดมา ได้เบาะแสของเฉินหลงแล้ว”
ลู่หยวนชะงักไปเล็กน้อย “ที่เจ้าไปประตูเมืองทิศประจิม ก็เพื่อไปตามหาเฉินหลงหรือ”
เมิ่งเชียนเชียนถามกลับด้วยความประหลาดใจ “ท่านตูกูรู้ได้อย่างไรว่าข้าไปที่ประตูเมืองทิศประจิม”
อีกประการหนึ่ง เหตุใดนางถึงรู้สึกว่าสีหน้าของคนผู้นี้ยิ่งดูย่ำแย่ลงกว่าเดิมเสียอีก
ลู่หยวนตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “ข้าเห็นเจ้า”
เมิ่งเชียนเชียนร้อง “อ้อ”
ลู่หยวนฉุกคิดบางอย่างขึ้นมาได้ แววตาไหววูบ “ที่แท้คนคนนั้นก็คือเฉินหลง”
เมิ่งเชียนเชียนตะลึงงันไปอีกคำรบ “ท่านเจอเฉินหลงแล้วหรือ”
ลู่หยวนนิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวเสียงขรึม “ท่านอัครมหาเสนาบดีรับบุตรบุญธรรมคนใหม่มาคนหนึ่ง แปดเก้าส่วนน่าจะเป็นเฉินหลงที่เจ้ากำลังตามหาอยู่”
(จบตอน)