บทที่ 160: เชียนเชียนก็รักท่านผู้บัญชาการ
“อะไรนะ...”
เฉินหลงกลายเป็นบุตรบุญธรรมของซวินเซี่ยงกั๋วไปแล้วหรือนี่?
เรื่องนี้มันมีความเป็นมาอย่างไรกันแน่
คิ้วเรียวของเมิ่งเชียนเชียนขมวดมุ่น ครุ่นคิดอย่างไรก็ไม่อาจหาคำตอบที่สมเหตุสมผลได้
ลู่หยวนปรายตามองนางแวบหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย “ข้าก็แค่คาดเดา อย่างไรเสียข้าก็ไม่เคยพบหน้าเฉินหลงมาก่อน”
ทว่าความรู้สึกที่คนผู้นั้นแผ่ออกมา คล้ายคลึงกับกลิ่นอายของอินหู่ที่เขาเคยสัมผัสในกาลก่อนอยู่หลายส่วน แต่ก็มิได้เหมือนกันไปเสียทั้งหมด บนร่างของคนผู้นั้น... มีรังสีอำมหิตที่เข้มข้นรุนแรงกว่ามากนัก
เมิ่งเชียนเชียนตระหนักดีว่า ด้วยสติปัญญาและการประเมินสถานการณ์ของลู่หยวน ความเป็นไปได้ที่จะผิดพลาดนั้นมีน้อยยิ่งกว่าน้อย
นางปักใจเชื่อมาตลอดว่าการที่เฉินหลงเดินทางไปย่านเมืองทิศตะวันตก ก็เพื่อสืบหาเบาะแสคดีของตระกูลฉู่ หรือแท้จริงแล้วจะมีตื้นลึกหนาบางที่ซับซ้อนยิ่งกว่านั้นซ่อนอยู่?
“ซี้ด...”
ความเจ็บปวดแล่นปราดเข้ามาจนเมิ่งเชียนเชียนต้องยกมือกุมขมับ
ลู่หยวนยืดกายขึ้นนั่งตัวตรง สีหน้าฉายแววเคร่งขรึมขึ้นเล็กน้อย “เป็นอะไรไป”
เมิ่งเชียนเชียนค่อยๆ ลดมือลง พยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติ “ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ แค่ปวดหัวนิดหน่อย โรคเก่าน่ะเจ้าค่ะ”
ความทรงจำที่เลือนหายไปของนางกำลังทยอยหวนคืน โดยเฉพาะหลังจากได้พบกับอินหู่ ดูเหมือนภาพในอดีตจะแจ่มชัดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทว่าสิ่งที่ตามมาคืออาการปวดศีรษะที่ทวีความรุนแรงขึ้นเช่นกัน
ลู่หยวนเคยได้ยินแม่นมหลี่เปรยถึงเรื่องนี้ ว่านับตั้งแต่นางพลัดตกน้ำเมื่อกว่าครึ่งปีก่อน ก็มักจะมีอาการโรคหนาวในกายกำเริบ ซ้ำยังต้องทนทุกข์กับฝันร้าย และทุกคราที่ตื่นจากฝันร้าย ก็มักจะตามมาด้วยอาการปวดศีรษะที่เรื้อรัง
ลู่หยวนละสายตากลับมา แววตาที่มองนางอ่อนลงเล็กน้อย “ตอนนี้เขาเป็นบุตรบุญธรรมของซวินเซี่ยงกั๋ว จะใช่เฉินหลงหรือไม่ เพียงได้พบหน้าก็ย่อมรู้แจ้ง ไม่ต้องเก็บมาคิดให้มากความ”
“เจ้าค่ะ” เมิ่งเชียนเชียนรับคำเสียงเบา
ลู่หยวนนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง คล้ายกำลังขบคิดบางอย่าง ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นว่า “สิบสองเว่ยของพวกเจ้า จัดลำดับตามปีนักษัตรอย่างนั้นหรือ”
เมิ่งเชียนเชียนส่ายหน้าปฏิเสธ “อินหู่มิได้เกิดปีขาล และเฉินหลงก็มิได้เกิดปีมะโรง จะใช้เกณฑ์อันใดมาจัดเรียงนั้น ข้าเองก็มิอาจรู้แจ้งเจ้าค่ะ”
แม้ลู่หยวนจะไม่เคยเห็นใบหน้าค่าตาของอีกฝ่าย แต่ระหว่างทางเขาเคยได้ยินสุ้มเสียงยามคนผู้นั้นสนทนากับผู้อื่น “น้ำเสียงของเฉินหลง ฟังดูแล้วน่าจะอายุน้อยกว่าเซินโหวและอาจารย์ของเจ้า”
อาจารย์ที่เขาเอ่ยถึง ย่อมหมายถึงอินหู่ลี่ไห่หยา
เมิ่งเชียนเชียนพยักหน้ารับ “เจ้าค่ะ เฉินหลงเป็นคนสุดท้ายที่ก้าวเข้ามาเป็นหนึ่งในสิบสองเว่ย”
ลู่หยวนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย มุมปากยกยิ้มจางๆ “สิบสองเว่ยของพวกเจ้านี่ช่างน่าสนใจจริงๆ”
เมิ่งเชียนเชียนเพียงยิ้มตอบบางๆ โดยไม่ต่อความยาวสาวความยืด
จะสนทนาเรื่องสิบสองเว่ยต่อไปไม่ได้เด็ดขาด มิเช่นนั้นพิรุธอาจจะโผล่ นางกับอินหู่ได้พบหน้ากันในถ้ำเพียงชั่วยามเศษ อินหู่ย่อมไม่มีทางถ่ายทอดความลับมากมายของสิบสองเว่ยให้นางล่วงรู้ได้ภายในระยะเวลาอันสั้นเพียงนั้น
หญิงสาวจึงตัดสินใจเปลี่ยนหัวข้อสนทนาอย่างแนบเนียน “ท่านตูกูเจ้าคะ ซวินเซี่ยงกั๋วเป็นคนเช่นไรหรือเจ้าคะ”
เดิมทีนางคาดว่าลู่หยวนคงจะตอบกลับมาทำนองว่า ‘เป็นคนที่เจ้าไม่ควรไปตอแยด้วย’ แต่ผิดคาด ลู่หยวนเพียงเงียบไปอึดใจหนึ่ง นัยน์ตาทอประกายลึกล้ำ ก่อนจะเอ่ยเสียงแผ่วเบาว่า “เป็นคนที่ไม่มียามจุดอ่อน”
เมิ่งเชียนเชียนเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
นางรู้จักนิสัยใจคอของลู่หยวนดี เขาเป็นคนหยิ่งทะนงในศักดิ์ศรีเพียงใด การที่บุรุษผู้กุมอำนาจล้นฟ้าเช่นเขาเอ่ยปากยอมรับว่าใครสักคน “ไร้จุดอ่อน” ย่อมแสดงให้เห็นว่าซวินเซี่ยงกั๋วผู้นี้ร้ายกาจเพียงใด
หลายปีมานี้ อำนาจในราชสำนักล้วนอยู่ในกำมือของลู่หยวน การหวนคืนสู่เมืองหลวงของซวินเซี่ยงกั๋วในครานี้ ย่อมเปรียบเสมือนคลื่นลูกใหญ่ที่จะเข้ามากระแทกโขดหินทำลายสมดุลอำนาจในปัจจุบันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ซวินเซี่ยงกั๋วกรำศึกแดนไกล ร่างกายเหนื่อยล้า อาภรณ์เปรอะเปื้อนฝุ่นทราย ทว่าเขามิได้รั้งรอเพื่อพักผ่อนแม้เพียงชั่วครู่ หลังจากการชำระกายผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ เขาก็เร่งรุดเข้าวังหลวงเพื่อเข้าเฝ้าองค์เหนือหัวในทันที
ภายในความเงียบสงบของห้องทรงพระอักษร ซวินเซี่ยงกั๋วในชุดขุนนางเต็มยศค่อยๆ ทรุดกายลงกระทำพิธีคารวะสามโขกเก้ากราบต่อหน้าฮ่องเต้น้อยด้วยความนอบน้อมสูงสุด
“เจ็ดปีแห่งการกรีฑาทัพสู่ตะวันตก กระหม่อมมิทำให้ราชโองการต้องแปดเปื้อน สามารถปราบปรามแคว้นซีโจว กอบกู้สิบสามเมืองชายแดนตะวันตกกลับคืนมาเป็นของต้าโจวได้สำเร็จ! ขอฝ่าบาททรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นๆ ปี!”
จงเจิ้งซีรีบผละจากโต๊ะทรงอักษร กึ่งเดินกึ่งวิ่งอ้อมมาเบื้องหน้าซวินเซี่ยงกั๋ว สองพระหัตถ์ประคองร่างของขุนนางชราให้ลุกขึ้นด้วยพระองค์เอง “ซวินเซี่ยงกั๋ว! ท่านเปรียบเสมือนแขนซ้ายขวาของต้าโจว เป็นกระดูกสันหลังค้ำจุนแผ่นดิน ไม่ต้องมากพิธีกับเจิ้นเช่นนี้!”
ซวินเซี่ยงกั๋วขืนกายคุกเข่าลงอีกครา “กระหม่อมมิกล้าพ่ะย่ะค่ะ!”
เมื่อเห็นขุนนางคู่ใจไม่ยอมลุก จงเจิ้งซีจึงตัดสินใจคุกเข่าลงเบื้องหน้า ประสานสายตาในระดับเดียวกัน “ซวินเซี่ยงกั๋ว”
“ฝ่าบาท! ทรงทำเช่นนี้มิได้เด็ดขาดพ่ะย่ะค่ะ!”
สีหน้าของซวินเซี่ยงกั๋วแปรเปลี่ยนด้วยความตกใจ รีบประคององค์เหนือหัวให้ลุกขึ้น พลางยันกายตัวเองขึ้นตาม “ฝ่าบาท กระหม่อมไม่คุกเข่าแล้ว พระองค์ทรงเป็นถึงโอรสสวรรค์ จะลดพระเกียรติมาทำเช่นนี้กับขุนนางชราอย่างกระหม่อมมิได้”
ดวงเนตรของจงเจิ้งซีแดงระเรื่อ น้ำใสๆ เอ่อคลอเบ้า
“ฝ่าบาท...” ซวินเซี่ยงกั๋วเห็นเช่นนั้นก็ทำตัวไม่ถูก มือไม้สั่นเทาด้วยความตื้นตันระคนตกใจ
จงเจิ้งซีเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ สะอื้นไห้จนไหล่สั่น “เจิ้น... เจิ้นนึกว่า... จะไม่ได้พบหน้าซวินเซี่ยงกั๋วอีกแล้ว...”
ซวินเซี่ยงกั๋วทอดสายตามองเด็กหนุ่มตรงหน้าด้วยความเอ็นดูและสงสาร กล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนดุจบิดาสอนบุตร “ฝ่าบาท บัดนี้พระองค์มิใช่เด็กน้อยแปดขวบแล้ว ได้ยินว่าใกล้จะมีงานอภิเษกสมรส หากว่าที่เจ้าสาวมาเห็นพระพักตร์เปื้อนน้ำตาเช่นนี้เข้า จะทำอย่างไรเล่าพ่ะย่ะค่ะ”
จงเจิ้งซียกแขนเสื้อปาดน้ำตา ขอบตาที่บวมแดงฉายแววตัดพ้อระคนน้อยใจ “ซวินเซี่ยงกั๋ว... นับตั้งแต่ท่านยกทัพไปตะวันตก ท้องฟ้าเหนือเมืองหลวงก็แปรปรวนไปหมด เดิมทีพี่ชายรัชทายาทก็สิ้นพระชนม์ ต่อมาเสด็จพ่อก็ทรงประชวรหนัก... แม้แต่แม่ทัพใหญ่ฉู่... และพวกสิบสองเว่ย... ก็จากเจิ้นไปหมดแล้ว...”
ยามนี้องค์ฮ่องเต้ผู้ยิ่งใหญ่กลับกลายเป็นเพียงเด็กน้อยที่เพิ่งได้พบผู้ปกครองที่พึ่งพาได้ จึงระบายความอัดอั้นตันใจออกมาพร้อมเสียงสะอื้นจนแทบขาดใจ
หากเรียงลำดับเหตุการณ์ ตระกูลฉู่ประสบเคราะห์กรรมก่อน ตามด้วยรัชทายาทและไท่ซ่างหวง ทว่ายามที่อารมณ์พรั่งพรู ถ้อยคำของคนเรามักจะสับสนปนเป ไร้ซึ่งลำดับความ
ซวินเซี่ยงกั๋วทอดถอนใจยาว แววตาฉายความมุ่งมั่น “ฝ่าบาท เรื่องราวเหล่านี้กระหม่อมรับรู้แล้ว และกระหม่อมจะจัดการสะสางด้วยตนเอง ขอฝ่าบาททรงวางพระทัยทำหน้าที่ฮ่องเต้ให้สำราญ เรื่องทุกข์ร้อนทั้งหลาย ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของขุนนางเฒ่าผู้นี้เถิดพ่ะย่ะค่ะ”
สายฝนโปรยปรายในยามเย็น เมิ่งเชียนเชียนและลู่หยวนเดินทางไปยังเรือนทิงหลานเพื่อร่วมโต๊ะอาหารค่ำ เป็นเพื่อนคลายเหงาให้แก่เหล่าไท่จวินและเป่าซู
วันนี้นับเป็นเรื่องน่าประหลาดที่เป่าซูตัวน้อยสงบเสงี่ยมเจียมตัว ไม่ก่อเรื่องวุ่นวายบนโต๊ะอาหารอย่างที่เคย มือน้อยๆ ตั้งอกตั้งใจใช้ตะเกียบเขี่ยข้าวในชามใบเล็กของตนอย่างว่าง่าย
ลู่หยวนคีบอาหารเข้าปากด้วยท่วงท่าเชื่องช้าสง่างาม ไม่ผิดแผกไปจากทุกวัน
ทว่าสายตาของเหล่าไท่จวินกลับจับจ้องใบหน้าหล่อเหลานั้นเขม็ง “เหลนเขย มีใครมารังแกเจ้าหรือเปล่า? ทำไมสีหน้าเจ้าดูอมทุกข์เช่นนี้ บอกย่าทวดมา เดี๋ยวนี้เลย ใครมันบังอาจรังแกเจ้า ย่าทวดจะไปฟาดมันให้หลังลาย!”
บรรดาบ่าวไพร่และคนที่รายล้อมต่างพากันทำหน้างุนงง นายเขยดูไม่มีความสุขหรือ? มองอย่างไรก็ดูไม่ออกสักนิด ก็เห็นทำหน้านิ่งเป็นรูปสลักเช่นเดิม
ลู่หยวนผู้เจนจัดในการซ่อนเร้นความรู้สึก นึกไม่ถึงว่าหญิงชราเลอะเลือนผู้นี้จะเอ่ยทักขึ้นมา
เขาปรับสีหน้าให้เป็นปกติ ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “ท่านทวด ไม่มีผู้ใดรังแกข้าขอรับ”
เหล่าไท่จวินเบะปากอย่างขัดใจ ก่อนจะคีบขนมดอกกุ้ยฮวาสองชิ้นสุดท้ายที่นางอุตส่าห์กันท่าไว้ในจานของตนไปวางลงในชามของเขา เดาะลิ้นพูดย้ำ “เจ้ากินเยอะๆ กินของหวานๆ เข้าไปแล้วจะได้หายเศร้า”
เมิ่งเชียนเชียนคลี่ยิ้มบางๆ อย่างนึกเอ็นดู นางคีบขนมดอกกุ้ยฮวาในส่วนของตนไปวางสมทบตรงหน้าชายหนุ่มอีกชิ้น “ท่านพี่ ของข้าก็ให้ท่านเจ้าค่ะ”
ลู่หยวนชะงักไปเล็กน้อย นัยน์ตาไหววูบ
ฝ่ายเป่าซูที่นั่งตาแป๋วอยู่นอกวงสนทนา ไม่เข้าใจสถานการณ์ตรงหน้าแม้แต่น้อย เหตุใดจู่ๆ ทุกคนถึงพากันประเคนของกินให้เจ้าพ่อสารเลวกันหมด
เมื่อก้มมองชามใบจิ๋วของตนที่ว่างเปล่า เด็กน้อยจึงไม่มีทางเลือก นางค่อยๆ ล้วงเอาลูกชิ้นที่เคี้ยวไปแล้วครึ่งหนึ่งออกมาจากปากอย่างแสนเสียดาย แล้ววางแปะลงในชามของลู่หยวนด้วยท่าทางตัดใจ “เอ้า... ให้”
ลู่หยวน “...”
รัตติกาลมาเยือนพร้อมกับสายฝนที่เทกระหน่ำลงมาห่าใหญ่
ภายในห้องหนังสือ เมิ่งเชียนเชียนกำลังจดจ่ออยู่กับบันทึกส่วนตัวที่อินหู่ทิ้งไว้ให้ ปั้นเซี่ยก็รีบร้อนเข้ามารายงาน “คุณหนูเจ้าคะ คุณชายตระกูลน้ากลับมาแล้วเจ้าค่ะ!”
วันนี้เป็นวันที่ยี่สิบ ตรงกับวันหยุดพักประจำปักษ์ของวิทยาลัยหลวง ทว่าในวันมงคลสมรสของนาง ยวี่หลี่ผู้เป็นลูกพี่ลูกน้องได้ลางานมาร่วมงานแล้ว จึงได้ตกลงกันดิบดีว่าจะกลับมาเยี่ยมอีกครั้งในวันหยุดสิ้นเดือน
เสียงสนทนาดังแว่วมาจากด้านนอก
“พี่ชาย! ฝนตกหนักขนาดนี้ ทำไมไม่รีบกลับมาให้เร็วกว่านี้เล่า” เสียงถานเอ๋อร์บ่นอุบ
“ก็ข้าเพิ่งจะทำการบ้านเสร็จนี่นา!”
“เอาร่มมาให้ข้า!”
“ขอบใจนะน้องถานเอ๋อร์! แล้วน้องหญิงของข้าล่ะ?”
“อยู่ในห้องหนังสือ!”
สิ้นเสียงบอกทาง เมิ่งเชียนเชียนก็เปิดประตูห้องออกมา ประจันหน้ากับยวี่หลี่ที่สภาพเปียกมะลอกมะแลกพอดี
ยวี่หลี่ส่งยิ้มเขินอาย “น้องหญิง”
“รีบเข้ามาในห้องเร็วเข้า” เมิ่งเชียนเชียนรีบดึงแขนพายวี่หลี่เข้ามาหลบฝนในห้องหนังสือ พลางหยิบผ้าแห้งสะอาดส่งให้เขา
“ไม่ได้เปียกอะไรมากหรอก” ยวี่หลี่รับผ้ามาซับหยดน้ำบนศีรษะ “แล้วน้องเขยล่ะ?”
เมิ่งเชียนเชียนตอบเสียงเรียบ “เขาเพิ่งจะออกไปเจ้าค่ะ”
การกลับมาของซวินเซี่ยงกั๋ว ทำให้ลู่หยวนมีภารกิจรัดตัวยิ่งกว่าเดิม
“พี่ชายยังไม่ได้ทานข้าวมาใช่ไหม”
“ข้าทานมาเรียบร้อยแล้ว เดิมทีวันนี้ข้าก็ไม่ได้กะจะกลับมาหรอก แต่เห็นว่าวิทยาลัยหลวงประกาศหยุดเรียนสองวัน ข้าคิดไปคิดมาก็เลยกลับมาเยี่ยมเจ้าดีกว่า”
“ทำไมจู่ๆ ถึงประกาศหยุดตั้งสองวัน”
ยวี่หลี่อธิบายด้วยแววตาเป็นประกาย “ดูเหมือนจะเป็นเพราะซวินเซี่ยงกั๋วยกทัพมีชัยกลับคืนราชสำนัก จึงมีการเฉลิมฉลองทั่วแคว้น วิทยาลัยหลวงเลยพลอยฟ้าพลอยฝนได้วันหยุดพักเพิ่มมาอีกหนึ่งวันน่ะสิ”
เมิ่งเชียนเชียนพยักหน้าเข้าใจ “ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง”
ทันใดนั้น สายลมกรรโชกแรงพัดหน้าต่างเปิดออก เสียงดังปัง ลมฝนสาดซัดเข้ามา พัดพาเอากระดาษบทความที่ทับไว้ใต้กองหนังสือปลิวว่อนตกลงสู่พื้น
เมิ่งเชียนเชียนรีบถลันไปปิดหน้าต่าง
ยวี่หลี่ก้มลงเก็บแผ่นกระดาษที่เกลื่อนกลาดอยู่บนพื้นขึ้นมา สายตาของเขากวาดมองตัวอักษรบนกระดาษแผ่นหนึ่ง แล้วพลันร้องอุทานด้วยความตกตะลึง “น้องหญิง! นี่เจ้าเองก็ศึกษาบทความของซวินจอหงวนอยู่เหมือนกันหรือ!”
“ซวินจอหงวน?” คิ้วของเมิ่งเชียนเชียนขมวดเข้าหากัน
กระดาษพวกนี้... มันคือข้อความที่ลู่หยวนเขียนทิ้งไว้ตอนเมามายไม่ใช่หรือ
ยวี่หลี่จ้องมองกระดาษในมือด้วยสายตาเทิดทูนเลื่อมใส “ก็ซวินอวี้ บุตรชายของซวินเซี่ยงกั๋วอย่างไรเล่า! เขาคืออัจฉริยะในรอบร้อยปีที่วิทยาลัยหลวงของพวกเราภาคภูมิใจเชียวนะ บทความไม่กี่ฉบับนี้คือสุดยอดบทความที่เขาประพันธ์ขึ้นตอนสอบขุนนาง ผู้ตรวจข้อสอบทั้งเก้าคนต่างเทคะแนนให้ระดับหนึ่งอย่างเป็นเอกฉันท์! ผลการสอบอันยอดเยี่ยมของเขาจนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่มีผู้ใดเทียบชั้นได้! ทั้งข้าและพวกศิษย์พี่ต่างก็กำลังพากันคัดลอกมาอ่านเพื่อศึกษาลายมือและสำนวนของเขา!”
(จบตอน)