บทที่ 169: พี่น้องพบหน้า
“ท่านผู้บัญชาการเจ้าคะ ตรอกเฟิงสุ่ยอยู่ไม่ไกลจากตรงนี้ พวกเราอย่าเพิ่งนั่งรถม้าเลย เดินเล่นกินลมชมวิวกันไปดีหรือไม่เจ้าคะ”
ที่หน้าประตูใหญ่จวนตระกูลลู่ เมิ่งเชียนเชียนเอ่ยชวนลู่หยวนด้วยรอยยิ้ม
ลู่หยวนเพียงปรายตามองนางเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงความตามใจ “ตามใจเจ้า”
เมิ่งเชียนเชียนคลี่ยิ้มกว้าง นางกระชับอ้อมกอดที่อุ้มเป่าซูไว้แนบอก พางเดินทอดน่องไปตามถนนจูเชวี่ย พลางสอนเจ้าตัวเล็กหัดพูดเจื้อยแจ้ว
“ม้า”
“ม้า~”
“ไป”
“จิ่ว~”
เป่าซูช่างเป็นเด็กที่รู้ความและให้ความร่วมมือดียิ่งนัก เมิ่งเชียนเชียนสอนคำใด นางก็ส่งเสียงเล็กๆ เลียนแบบตามอย่างน่าเอ็นดู
ภาพของหนึ่งผู้ใหญ่หนึ่งเด็กน้อยที่หยอกล้อกันอย่างไร้กังวล ช่างดูอบอุ่นและผ่อนคลาย คนภายนอกที่ไม่รู้ตื้นลึกหนาบางคงนึกว่าสองแม่ลูกออกมาเดินเล่นยามค่ำคืน แต่แท้จริงแล้วเป้าหมายของนางคือการไปตามหาสิบสองเว่ย
ลู่หยวนเคยได้พบหน้าอินหู่ตามลำพังมาแล้วครั้งหนึ่ง จึงได้รับรู้เรื่องราวความซับซ้อนภายในของกลุ่มสิบสองเว่ยจากปากของอีกฝ่ายมาบ้าง ในเวลานั้นอินหู่เคยกล่าวเตือนลู่หยวนเอาไว้ว่า การที่เมิ่งเสี่ยวจิ่วจะได้รับการยอมรับจากพี่น้องอีกสิบคนที่เหลือ ไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้โดยง่ายดาย
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ สิบสองเว่ยอาจจะไม่ได้กลายมาเป็นขุมกำลังหนุนหลังให้แก่เมิ่งเสี่ยวจิ่ว ดีไม่ดีพวกคนเหล่านั้นอาจจะกำลังซุ่มซ่อนรอจังหวะหาทางสังหารนางด้วยซ้ำ
กฎเกณฑ์ที่แปลกประหลาดเช่นนี้ แม้จะฟังดูโหดร้ายแต่ก็เข้าใจได้ไม่ยาก สิ่งของที่ได้มาง่ายดายย่อมไร้ราคา มีเพียงผู้ที่ผ่านบททดสอบที่คนทั่วไปไม่อาจกระทำได้ จึงจะมีคุณสมบัติครอบครองสิ่งที่คนทั่วไปไม่อาจเอื้อมถึง
เมิ่งเชียนเชียนหันกลับมาเห็นสีหน้าครุ่นคิดและแววตาที่เต็มไปด้วยความกังวลของลู่หยวน จึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม “ท่านผู้บัญชาการกำลังคิดสิ่งใดอยู่หรือเจ้าคะ”
ลู่หยวนตอบเสียงเรียบ “ข้ากำลังคิดว่า หากอีกเดี๋ยวเจ้ากับโหย่วจีเกิดปะทะกันขึ้นมา ใครจะมีโอกาสชนะมากกว่ากัน”
เมิ่งเชียนเชียนทำท่าขบคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนตอบ “เขากับข้าคงไม่ตีกันหรอกเจ้าค่ะ”
ถึงอย่างไร ในมือของนางก็กุมความลับสุดยอดอย่างภาพเปลือยอาบแสงจันทร์ของเขาเอาไว้ หากเขากล้าแตะต้องนางแม้แต่ปลายก้อย นางจะนำประวัติอันดำมืดน่าอับอายของเขาไปติดประกาศประจานให้ทั่วเมืองหลวง
นางกล่าวต่อ “แต่อีกคนหนึ่งนั้นบอกยากเจ้าค่ะ ไม่รู้ว่าครั้งนี้เขาไปพบผู้ใด ถ้าบังเอิญเป็นซื่อเชอก็คงยุ่งยากแล้ว”
ลู่หยวนเลิกคิ้วมองนาง “หมายความว่าอย่างไร”
เมิ่งเชียนเชียนยักไหล่อย่างจนใจ “ก็วิชาพิษสารพัดรูปแบบของอินหู่นั้น ล้วนแต่แอบลักจำมาจากซื่อเชอทั้งสิ้น แถมเจ้าตัวยังอุตส่าห์ปรุงยาถอนพิษออกมาแก้ทางได้ทีละอย่าง ซื่อเชอโกรธจนแทบคลั่ง คาดว่าคงจะจดบัญชีแค้นหนี้นี้มาลงที่หัวของข้าแทน”
ลู่หยวนเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “สิบสองเว่ยของพวกเจ้านี่ช่างน่าสนใจจริงๆ”
เมิ่งเชียนเชียนช้อนตามองเขาแฝงแววเย้าแหย่ “ท่านผู้บัญชาการ ท่านกลัวไหมเจ้าคะ วรยุทธ์ของซื่อเชอสูงส่งล้ำลึกมาก ข้าในตอนนี้ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขา ท่านเป็นสามีของข้า ไม่แน่ว่าพอเขาซ้อมข้าจนหนำใจแล้ว ก็อาจจะหันมาซ้อมท่านต่อก็ได้นะเจ้าคะ”
ลู่หยวนแค่นเสียงเย็นในลำคอ “เขากล้าหรือ”
ระหว่างที่สนทนากัน ทั้งสามคนก็เดินลึกเข้ามาในตรอกเฟิงสุ่ย
บรรยากาศภายในตรอกเงียบสงัด แผ่กลิ่นอายวังเวงยะเยือกชวนขนลุกออกมา ราวกับเป็นเส้นทางมุ่งสู่ปรโลกก็มิปาน
“กลับมาเป็นสภาพเดิมอีกแล้วสินะ”
เมิ่งเชียนเชียนกวาดตามองรอบกายแล้วพึมพำออกมา
เป็นเช่นนี้ก็ดีเหมือนกัน คนเก่าแก่ที่อาศัยอยู่ในตรอกนี้ล้วนรักความสงบ ไม่ต้องการให้ผู้ใดมารบกวน
“เคยมีผีอาละวาด” ลู่หยวนเปรยขึ้น
“หือ” เมิ่งเชียนเชียนชะงักฝีเท้า
ลู่หยวนอธิบายด้วยสีหน้าเรียบเฉย “หลังจากงานมงคลสมรสของเรา ในตรอกก็มีชาวบ้านแห่กันเข้ามามุงดูเรื่องสนุกไม่น้อย ถึงขั้นมีพ่อค้าแม่ขายมาตั้งแผงขายของที่หน้าประตู ต่อมาจู่ๆ ก็มีข่าวลือเรื่องผีออกอาละวาดอยู่ไม่กี่ครั้ง จากนั้นก็ไม่มีใครกล้าย่างกรายเข้ามาอีกเลย”
ดูท่าจะเป็นฝีมือการสร้างสถานการณ์ของพวกเพื่อนบ้าน เมิ่งเชียนเชียนหลุดขำออกมาเบาๆ
ลู่หยวนเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะอดถามไม่ได้ว่า “ตอนที่เจ้าเพิ่งย้ายมาอยู่ที่นี่ ไม่เจอผีหลอกหรือ”
เมิ่งเชียนเชียนยืดอกตอบอย่างเปิดเผย “เจอนะเจ้าคะ แต่ข้าไม่กลัวนี่นา”
ลู่หยวนจินตนาการถึงภาพเหตุการณ์ในตอนนั้น เกรงว่าหากภูตผีตนใดมาเจอนางเข้า คงจะเป็นฝ่ายยืนงงทำตัวไม่ถูกเสียเอง
“ถึงแล้วเจ้าค่ะ”
เมิ่งเชียนเชียนหยุดฝีเท้าลงที่หน้าเรือนพักของจีหลี ตัวอักษรมงคลสีแดงชาดขนาดใหญ่ที่ติดอยู่บนประตูยังคงสีสดชัดเจน มองปราดเดียวก็รู้ว่าจีหลียังไม่ได้กลับมาที่นี่
นางผลักประตูเข้าไป หยิบจดหมายฉบับหนึ่งออกมาจากอกเสื้อแล้ววางไว้บนโต๊ะในห้องโถงอย่างบรรจง “เรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ”
สายตาคมกริบของลู่หยวนตกกระทบลงบนซองจดหมายฉบับนั้นพลางถามอย่างสงสัย “เจ้ารู้อยู่แล้วหรือว่าเขาไม่อยู่”
เมิ่งเชียนเชียนไม่ปฏิเสธ นางยกมุมปากขึ้นยิ้มหวาน “ได้ออกมาเดินเล่นผ่อนคลายอารมณ์ อารมณ์ดีขึ้นมากเลยใช่ไหมเจ้าคะ”
ลู่หยวนเบือนหน้าหนีพร้อมแค่นเสียงเย็นชาแก้เก้อ “หึ”
ในเวลานั้นเอง เรือนพักเก่าของเมิ่งเชียนเชียนที่อยู่ติดกัน ก็พลันมีเสียงความเคลื่อนไหวแผ่วเบาดังลอดออกมา ทั้งสองคนหันขวับไปมองที่กำแพงเรือนพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย
เมิ่งเชียนเชียนรีบยัดเป่าซูใส่อ้อมอกของลู่หยวนทันที “ท่านรอข้าอยู่ที่นี่ เดี๋ยวข้ามาเจ้าค่ะ”
หนึ่งพ่อหนึ่งลูกจ้องตากันปริบๆ ก่อนจะสะบัดหน้าหนีไปคนละทางอย่างรังเกียจพร้อมเพรียงกัน
เมิ่งเชียนเชียนทะยานร่างกระโดดข้ามกำแพงเข้าไปในเรือนพักหลังเก่าของตนเองอย่างเงียบเชียบ
ภาพที่ปรากฏแก่สายตาคือบุรุษสวมหมวกสานผู้หนึ่งกำลังยืนสงบนิ่งอยู่ใต้ระเบียงทางเดิน เขาเงยหน้าขึ้นมองโคมไฟแปดเหลี่ยมอันเก่าคร่ำครึดวงนั้นด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก
ก่อนงานมงคลสมรส แม่นมหลี่เคยถอดมันออกมาล้างทำความสะอาดจนหมดจด สะอาดก็ส่วนสะอาด แต่มันก็ยังดูเก่าทรุดโทรม ไม่เข้ากับบรรยากาศความปีติยินดีและสิ่งของใหม่เอี่ยมที่ประดับอยู่ทั่วเรือน
“เจ้าเป็นใคร”
เมิ่งเชียนเชียนเอ่ยถามเสียงเข้มอย่างระแวดระวัง
คนผู้นั้นไม่เอื้อนเอ่ยวาจา เพียงกดปีกหมวกสานลงต่ำเพื่อปิดบังใบหน้า แล้วใช้วิชาตัวเบาเหาะเหินขึ้นไปบนหลังคาอย่างรวดเร็ว
บนแผ่นหลังของเขาสะพายดาบหนักเล่มมหึมา ทว่ากลับมีท่วงท่าที่พลิ้วไหวประดุจนกนางแอ่น เพียงแค่ชั่วพริบตาเดียว เงาร่างนั้นก็หายลับไปในความมืด
“วิชาตัวเบารวดเร็วยิ่งนัก!”
เมิ่งเชียนเชียนลอบอุทานในใจ คิ้วเรียวงามขมวดมุ่น ก่อนจะตัดสินใจลัดเลาะไปตามทางลัดด้านข้างเพื่อดักหน้า
คนแปลกหน้าบุกรุกเข้ามาในเรือนของนาง คิดจะทำอะไรกันแน่
โดยทั่วไปแล้ว สาเหตุของการบุกรุกไม่พ้นสามประการ ฆ่าคน ขโมยของ หรือสืบข่าว
นางไม่ได้อาศัยอยู่ที่นี่นานแล้ว หากคิดจะฆ่านาง เป้าหมายย่อมต้องเป็นจวนตระกูลลู่ เรื่องสืบข่าวก็เช่นเดียวกัน
คงไม่ใช่ว่าอีกฝ่ายคำนวณแม่นยำดุจเทพพยากรณ์ว่านางจะกลับมาที่เรือนเก่าในคืนนี้ ต้องรู้ไว้ว่าการมาของนางเป็นเพียงการตัดสินใจปุบปับเพื่อจะเอาใจลู่หยวนให้มีความสุขเท่านั้น หากไม่ใช่เพราะเหตุนี้ จดหมายฉบับนั้นนางคงวานให้ถานเอ๋อร์หาเวลานำไปวางไว้ในเรือนของจีหลีแทนแล้ว
ส่วนเรื่องขโมยของยิ่งฟังดูเหลวไหล
มีโจรที่ไหนมายืนเหม่อมองโคมไฟอยู่ข้างนอก แทนที่จะเข้าไปรื้อค้นทรัพย์สินในห้อง
อีกทั้งดูจากการแต่งกายที่ทะมัดทะแมงและวิชาตัวเบาอันล้ำเลิศของเขา ก็ไม่เหมือนโจรกระจอกทั่วไปแม้แต่น้อย
“เจอแล้ว!”
เมิ่งเชียนเชียนหยุดฝีเท้าที่ปากตรอกแห่งหนึ่ง ก่อนจะพุ่งตัวเข้าไปในตรอกอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ ปะทะเข้ากับบุรุษลึกลับที่กระโดดลงมาจากหลังคาพอดี
นางทิ้งตัวลงสไลด์กับพื้น เตะกวาดไปที่ช่วงล่างของอีกฝ่ายอย่างแม่นยำ
อีกฝ่ายตั้งตัวไม่ทัน หลบเลี่ยงไม่พ้น จำต้องรับลูกเตะของเมิ่งเชียนเชียนไปหนึ่งทีเต็มๆ ก่อนจะอาศัยแรงเหวี่ยงตีลังกาม้วนตัวไปบนพื้น ชันเข่าข้างหนึ่งลงเพื่อทรงตัวอย่างมั่นคง
ดูเหมือนอีกฝ่ายไม่คิดจะต่อสู้ยืดเยื้อ เขาหันหลังเตรียมจะจากไปทันที
เมิ่งเชียนเชียนไหนเลยจะยอมปล่อยเขาไปง่ายๆ นางเอื้อมมือคว้าไปที่แผ่นหลังของเขา ฉวยโอกาสดึงดาบหนักเล่มนั้นออกมา
ในชั่วพริบตาที่น้ำหนักอันมหาศาลของดาบตกกระทบลงบนฝ่ามือ ความรู้สึกคุ้นเคยอย่างน่าประหลาดสายหนึ่งก็พวยพุ่งขึ้นมาจับขั้วหัวใจของนาง
นางเพ่งมองฝ่าความมืด บนตัวดาบอันเย็นเยียบสลักตัวอักษรคำหนึ่งไว้อย่างชัดเจน
นี่คือ...
เจริ๊ง!
ปลายนิ้วของผู้มาเยือนดีดลงบนคมดาบเบาๆ ก่อให้เกิดคลื่นเสียงสั่นสะเทือนกังวานดุจเสียงมังกรคำรามก้อง
แขนของเมิ่งเชียนเชียนชาหนึบจนไร้ความรู้สึก ด้ามดาบหลุดร่วงออกจากมือ
ในจังหวะที่ดาบกำลังจะตกถึงพื้น ฝ่ายตรงข้ามก็คว้าด้ามดาบไว้อย่างแม่นยำมั่นคง หมุนตัวเก็บดาบเสียบกลับคืนสู่ฝักดาบที่กลางหลังได้อย่างหมดจดงดงาม!
เมิ่งเชียนเชียนเบิกตากว้างมองไปที่อีกฝ่ายอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา
บุรุษผู้นั้นสวมหมวกสานปิดบังใบหน้า ร่างกายสูงใหญ่กำยำยืนตระหง่านอยู่ภายใต้ความมืดมิดยามราตรี แสงจันทร์สลัวเผยให้เห็นเพียงปลายคางได้รูปที่มีตอหนวดสีเขียวครึ้ม
ภาพความทรงจำในอดีตซ้อนทับขึ้นมาอย่างฉับพลัน
“สามศอกคมกล้าสะท้านมังกรคำราม ทะยานสู่เก้าชั้นฟ้าหงซาขับขาน เสี่ยวจิ่ว ดาบเล่มนี้ของพี่ชายมีชื่อว่ากระบี่มังกรเขียว!”
“น่าเกรงขามจังเลยเจ้าค่ะ! ข้าจะสลักชื่อของเสี่ยวจิ่วไว้บนดาบของพี่ชาย! แบบนี้ ไม่ว่าในอนาคตพี่ชายจะเดินทางไปที่แห่งหนใด เสี่ยวจิ่วก็จะได้อยู่เคียงข้างพี่ชายตลอดไป!”
ฝ่ามือใหญ่อันอบอุ่นลูบศีรษะของนางอย่างรักใคร่เอ็นดู พร้อมกับชี้ให้ดูคำว่า ‘จิ่ว’ ที่สลักอยู่บนคมดาบ “พี่สลักไว้นานแล้ว ดูสิ!”
ขอบตาของเมิ่งเชียนเชียนร้อนผ่าวและแดงก่ำขึ้นมาทีละน้อย
ห้วงจิตวิญญาณของนางกำลังสั่นคลอนอย่างรุนแรง ความทรงจำที่เคยเลือนหายกำลังพลิกฟื้นกลับคืนมา ราวกับเกลียวคลื่นมหาศาลที่ซัดสาดอย่างบ้าคลั่งภายใต้แสงตะวันรอน กระแทกกระทั้นจนนางโซเซแทบจะทรงตัวไม่อยู่
นางก้าวเท้าเดินเข้าไปหาอีกฝ่ายทีละก้าวอย่างเชื่องช้า
บุรุษผู้นั้นเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชาและห่างเหิน “คืนนี้ข้าไม่อยากฆ่าคน ถ้ารู้ความ ก็อย่าตามข้ามาอีก”
ความน้อยใจสายหนึ่งพุ่งเข้าจู่โจมหัวใจของเมิ่งเชียนเชียนจนปวดร้าว จมูกของนางแสบร้อน น้ำตาเอ่อคลอ
นางไม่ได้ยินเสียงนี้มานานแค่ไหนแล้ว... นางเคยเข้าใจว่าทุกคนตายกันไปหมดแล้ว รวมถึงตัวนางเองก็ตายไปแล้ว ไม่เหลือคนในครอบครัวให้พึ่งพิงอีกแม้แต่คนเดียว
“พี่ชาย!”
(จบตอน)