บทที่ 195: ซื่อเชอ ไม่เจอกันนานเลยนะ
แสงอรุณยามเช้าสาดส่องเข้ามาในห้องหอ เมิ่งเชียนเชียนหลับใหลอย่างเป็นสุขจนรุ่งสาง เมื่อนางลืมตาตื่นขึ้น ที่นอนข้างกายก็ว่างเปล่าไร้เงาของลู่หยวนเสียแล้ว
วันนี้น่าจะมีประชุมเช้าในราชสำนัก เขาคงออกไปว่าราชการตามหน้าที่
หญิงสาวบิดขี้เกียจขับไล่ความเมื่อยล้า พลางยกมือขึ้นนวดต้นคอ สายตาทอดมองผ้าแพรโปร่งลายเมฆาที่คลุมทับอยู่บนหน้าท้อง ก่อนจะพึมพำกับตนเองอย่างงุนงง “ข้าเผลอหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่กันนี่? หลับสนิทเสียจนไม่ได้ฝันถึงสิ่งใดเลยเชียวหรือ?”
“เมื่อคืน... ข้าคงไม่ได้ทำรุ่มร่ามอะไรกับเขาหรอกกระมัง? ถึงอย่างไรปกติข้าก็นอนเรียบร้อยจะตายไป”
“พี่สาว!”
เสียงเรียกสดใสของถานเอ๋อร์ดังขึ้นพร้อมกับร่างเล็กที่ก้าวฉับๆ เข้ามาในห้อง
เมิ่งเชียนเชียนดึงผ้าคลุมออก เลิกม่านเตียงขึ้นพลางเอ่ยถาม “ถานเอ๋อร์ ท่านอนของข้าเรียบร้อยดีหรือไม่”
ถานเอ๋อร์ตอบกลับอย่างฉะฉานโดยไม่ต้องเสียเวลาไตร่ตรอง “เรียบร้อยสิ! ก็เอ๋อไม่เห็นตื่นเพราะเสียงดังเลยนี่นา”
เมิ่งเชียนเชียนได้ยินคำตอบก็ลอบคิดในใจ... ต่อให้ฟ้าผ่าเปรี้ยงลงมา เจ้าก็คงไม่ตื่นหรอก
ปกติแล้วหลิ่วชิงอวิ๋นไม่ชอบให้มีใครติดตามเวลาออกไปข้างนอก ดังนั้นเมื่อวานที่นางไปเยือนจวนองค์หญิงวั่นผิง จึงไม่ได้พาปั้นเซี่ยกับถานเอ๋อร์ติดสอยห้อยตามไปด้วย
ถานเอ๋อร์ที่ต้องอุดอู้เฝ้าจวนมาทั้งวันย่อมเกิดอาการเบื่อหน่ายเป็นธรรมดา เด็กสาวนั่งแกว่งขาเล็กๆ อยู่บนตั่ง พลางบ่นพึมพำทำปากยื่นปากยาว “พี่สาว เอ๋ออยากออกไปเที่ยว”
“ได้สิ”
ประจวบเหมาะกับที่เมิ่งเชียนเชียนเองก็มีธุระอยากจะกลับไปที่ตรอกเฟิงสุ่ยดูสักครา นางใคร่รู้นักว่าจีหลีเดินทางกลับมาถึงเมืองหลวงแล้วหรือยัง
แต่ก่อนจะไปจัดการธุระส่วนตัว ในฐานะสะใภ้ที่ดี นางจำต้องไปทำหน้าที่คารวะแม่สามีเสียก่อน
ทว่าหลิ่วชิงอวิ๋นยังคงหลับใหล
เมิ่งเชียนเชียนพึมพำด้วยความประหลาดใจระคนสงสัย “เมื่อคืนไม่ได้นอนทั้งคืนเลยหรืออย่างไร”
หลังจากแวะไปที่เรือนทิงหลานเพื่อร่วมรับประทานมื้อเช้าเป็นเพื่อนเหล่าไท่จวินและเป่าซูเรียบร้อยแล้ว สองพี่น้องต่างสายเลือดก็พากันเดินออกจากจวน
“พี่สาว ทำไมไม่พาเป่าจูจูไปด้วยล่ะ?” ถานเอ๋อร์เอียงคอถามด้วยความข้องใจ
เมิ่งเชียนเชียนจึงไขข้อข้องใจให้นางฟัง “เกิดแม่สามีของข้าตื่นขึ้นมา แล้วพบว่าลูกสะใภ้อย่างข้าไม่อยู่จวน ใครจะทำหน้าที่อยู่ปลอบนางกันเล่า”
“อ๋อ...” ถานเอ๋อร์พยักหน้าหงึกหงักทำท่าทางเหมือนจะเข้าใจแจ่มแจ้ง
ทว่าสิ่งที่เมิ่งเชียนเชียนละไว้ไม่ได้เอ่ยปากบอกก็คือ หากจีหลีกลับมาแล้ว การจะเกลี้ยกล่อมคนอย่างเขาอาจจำต้องใช้งัดเล่ห์เหลี่ยมบางอย่างออกมาใช้ หากพาเป่าซูไปด้วยเกรงว่าจะไม่สะดวกเท่าไรนัก
“ถังหูลู่... ถังหูลู่หวานๆ กรอบๆ มาแล้วจ้า...”
เสียงร้องเรียกลูกค้าของพ่อค้าหาบเร่ดังแว่วมา เมิ่งเชียนเชียนเดินตรงเข้าไปเลือกซื้อถังหูลู่เคลือบน้ำตาลสีแดงสดใสแวววาวส่งให้ถานเอ๋อร์สองไม้
ถานเอ๋อร์ยิ้มร่าจนตาหยี มือน้อยกำไม้ถังหูลู่แน่นพลางกระโดดโลดเต้นไปข้างหน้าอย่างเบิกบานใจ
ทันใดนั้นเอง เสียงเกือกม้ากระทบพื้นดินดังสนั่นหวั่นไหว กององครักษ์เสื้อแพรกลุ่มหนึ่งควบทะยานสวนทางมากลางถนนใหญ่ด้วยความเร็วสูง
สายตาของถานเอ๋อร์ไวว่อง นางจำได้แม่นยำว่าผู้บัญชาการที่ควบม้านำขบวนมาคือซ่างกวนหลิง คู่ปรับที่ไม่ได้พบหน้ากันเสียหลายวัน
“ไอ้คนเล่นดาบนี่!”
ใบหน้าจิ้มลิ้มของถานเอ๋อร์แปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมจริงจัง “ไอ้คนทรยศ! วันนี้แหละ เอ๋อจะสั่งสอนหนี่ให้หลาบจำ!”
สิ้นเสียงประกาศกร้าว ร่างเล็กก็เกร็งกำลังช่วงเอว ถีบตัวพุ่งทยานขึ้นจากพื้น ประหนึ่งลูกธนูหลุดจากคันศร ง้างเข่าลอยหมายจะกระแทกเข้าใส่ศีรษะของซ่างกวนหลิงอย่างดุดัน
ซ่างกวนหลิงที่นั่งอยู่บนหลังม้าตกอยู่ในสถานการณ์คับขัน ไม่อาจเบี่ยงตัวหลบซ้ายขวาได้ทันท่วงที แต่เขาก็แสดงไหวพริบด้วยการเกี่ยวเท้ากับโกลนแน่น ทิ้งตัววูบลงไปแนบชิดใต้ท้องอาชาศึก หลบหลีกการจู่โจมได้อย่างเฉียดฉิว ก่อนจะดีดตัวกลับขึ้นมานั่งบนอานม้าอย่างคล่องแคล่ว
ถานเอ๋อร์ที่พุ่งเข้าใส่สุดแรงจึงคว้าได้เพียงอากาศธาตุ ปลายเท้าแตะลงพื้นอย่างแผ่วเบา
ครั้นหมุนตัวกลับมามองด้วยความไม่อยากเชื่อสายตา ก็พบว่าซ่างกวนหลิงควบม้าหนีไปไกลลิบเสียแล้ว
เด็กสาวโกรธจนตัวสั่น กัดฟันกรอดด้วยความเจ็บใจ ก่อนจะขว้างถังหูลู่ในมือพุ่งแหวกอากาศใส่หลังศีรษะของเป้าหมายอย่างสุดแรง!
ผัวะ! คราวนี้แม่นยำราวจับวาง ถังหูลู่กระแทกเข้ากลางกบาลเต็มรัก
องครักษ์เสื้อแพรผู้ติดตามเห็นเจ้านายถูกลอบทำร้าย จึงซัดอาวุธลับใส่ถานเอ๋อร์หมายสังหาร
เมิ่งเชียนเชียนขยับข้อมือเพียงเล็กน้อย ปลายนิ้วดีดเข็มเงินพุ่งออกไปปะทะอาวุธลับกลางอากาศจนร่วงหล่นลงพื้น
ถานเอ๋อร์กระทืบเท้าเร่าๆ ระบายอารมณ์ “เอ๋อโกรธจะตายอยู่แล้ว! เอ๋อโกรธจะตายอยู่แล้ว! คอยดูเถอะ ไว้เอ๋อจับไอ้คนเล่นดาบนั่นได้เมื่อไหร่ เอ๋อจะตัดหัวมันลงมาเตะเล่น!”
เมิ่งเชียนเชียนทอดสายตามองกลุ่มคนที่ควบม้าจากไปพลางครุ่นคิดวิเคราะห์ “ซ่างกวนหลิงมีป้ายคำสั่งออกนอกเมือง ดูจากทิศทางที่มุ่งหน้าไปคือประตูเมืองทิศใต้ พวกเขาจะรีบร้อนไปทำอะไรที่นั่นกันนะ”
เมื่อขบวนม้าทิ้งระยะห่างออกไปพอสมควร องครักษ์เสื้อแพรนายหนึ่งจึงเอ่ยถามผู้เป็นนาย “ใต้เท้าซ่างกวน เมื่อครู่นางเด็กนั่นบังอาจลอบสังหารท่าน เหตุใดจึงปล่อยนางไป ไม่จัดการสังหารเสียเล่าขอรับ”
ซ่างกวนหลิงตอบกลับเสียงเรียบ “การไปพบราชาเหมียวสำคัญกว่า
ณ ตรอกเฟิงสุ่ย
จีหลีและซื่อเชอเดินทางกลับมาถึงจุดหมายด้วยสภาพอิดโรย เต็มไปด้วยฝุ่นดินจากการเดินทางอันยาวนาน
สาเหตุก็เพราะจานเจียนเทียนของจีหลีเกิดพังเสียหายกลางทางอีกคำรบ โชคร้ายจึงถาโถมเข้าใส่ไม่หยุดหย่อน ประเดี๋ยวก็เดินตกบ่อน้ำแห้ง ประเดี๋ยวก็เหยียบกับดักสัตว์ มิหนำซ้ำยังพาซื่อเชอหลงเข้าไปโผล่กลางสระอาบน้ำของหออี้หง จนถูกเหล่าคณิกาไล่ทุบตีจนต้องหนีหัวซุกหัวซุน
การที่ซื่อเชอยังไม่ลงมือฆ่าเขาทิ้งกลางทาง นับว่าเป็นงูที่มีคุณธรรมและมีความอดทนสูงส่งยิ่งนัก
จีหลีสะบัดพัดจีบคู่กายกางออก โบกพัดเบาๆ ด้วยท่วงท่าสง่างามพลางเอ่ยอย่างมั่นใจ “ข้าเสี่ยงทายดูดวงชะตาให้ตัวเองแล้ว กลับเมืองหลวงครานี้ ข้าจะต้องดวงดีมีโชคใหญ่เป็นแน่!”
ดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลอันเย็นเยียบของซื่อเชอปรายตามองอีกฝ่าย “ข้าไม่ได้ติดตามเจ้าเข้าเมืองหลวงเพื่อมาดูเจ้าดวงดี”
จีหลีรีบพยักหน้า “รู้แล้วน่า รู้แล้ว เจ้าจะมาตามหาเฉินหลง ข้าคำนวณดูแล้ว เขายังไม่ตาย และไม่ได้หายสาบสูญไปไหน คนอยู่ที่เมืองหลวงนี่แหละ”
ซื่อเชอกล่าวเสียงเรียบ “ขอให้คำทำนายของเจ้าแม่นยำจริงๆ เถอะ”
จีหลียักคิ้วอย่างยียวน ยกมือขึ้นปัดปอยผมสีเงินที่ตกลงมาเคลียไหล่ด้วยท่าทางหลงตัวเอง “คำทำนายของเปิ่นซื่อเว่ยก็เฉกเช่นเดียวกับรูปโฉมของเปิ่นซื่อเว่ย นั่นคือไร้คู่เปรียบในใต้หล้า!”
ซื่อเชอถามแทรกขึ้น “เจ้าแต่งงานแล้วหรือ”
“เปิ่นซื่อเว่ยจะแต่งงานได้เยี่ยงไร เอ๊ะ?”
จีหลีที่กำลังคุยโวโอ้อวดพลันสะดุ้งโหยง เมื่อสายตาปะทะเข้ากับกระดาษตัดตัวอักษร 'มงคล' สีแดงสดขนาดใหญ่ที่แปะหราอยู่บนประตูบ้าน “ใคร? ใครมันบังอาจมาแต่งงานกับเปิ่นซื่อเว่ย? นังคนบ้ากามหน้าไหนมาเสนอหน้ายัดเยียดความเป็นภรรยาให้ข้าอีก? เปิ่นซื่อเว่ยไม่มีทางยอมรับการแต่งงานครั้งนี้หรอกนะ!”
ซื่อเชอชะงักไปครู่หนึ่งก่อนเอ่ยชื่อออกมา “โหย่วจี”
จีหลีขนลุกซู่ไปทั้งตัว “เรียกข้าว่าจีหลี!”
“จีหลี!”
เสียงเรียกที่ดังมาจากด้านหลังทำเอาร่างของจีหลีสั่นสะท้าน เขาค่อยๆ หันกลับไปมองเจ้าของเสียงด้วยแววตาไม่อยากจะเชื่อ เมื่อเห็นเมิ่งเชียนเชียนยืนกอดอกมองอยู่ “ทำไมเป็นเจ้า? แล้วก็นั่นเจ้าด้วย?”
ถานเอ๋อร์ฉีกยิ้มกว้างจนตาหยี “จีกงจื่อ? ไม่เจอกันนานเลยนะ!”
ซื่อเชอชี้นิ้วไปยังโคมไฟมงคลสีแดงที่แขวนอยู่ใต้ชายคาบ้านของเมิ่งเชียนเชียน “ข้าแค่จะเตือนสติเจ้า ดูเหมือนบ้านข้างๆ จะมีงานมงคล ข้าก็เลยถือโอกาสแปะตัวอักษรมงคลให้บ้านเจ้าดูเข้าพวกกันก็เท่านั้น”
คำอธิบายนั้นไม่ได้ทำให้จีหลีรู้สึกดีขึ้นแม้แต่น้อย “เจ้าแต่งงานอีกแล้วเรอะ? คราวนี้แต่งกับใครอีกล่ะ”
เมิ่งเชียนเชียนเลิกคิ้วมองเขา “เจ้ารู้อยู่แล้วไม่ใช่หรือไง ยังจะมาแกล้งไขสือถามอีก”
“ข้าไม่รู้สักหน่อย!”
จีหลีแทบจะยกมือกุมขมับ สติสตังกระเจิดกระเจิง เพิ่งจะออกจากเมืองหลวงไปได้ไม่นาน อินหู่น้อยก็โดนหมูที่ไหนคาบไปกินอีกแล้วหรือนี่!
เมิ่งเชียนเชียนยืนกอดอก มองหน้าเพื่อนบ้านจอมโวยวาย “เจ้าอยู่ข้างบ้านข้ามาตั้งนาน ไม่สนใจไยดีเรื่องงานมงคลของข้าขนาดนี้เชียวหรือ”
จีหลีตะโกนลั่น “ข้าจะไปตรัสรู้ได้ยังไงว่าคราวนี้เจ้าเอาจริง? อีกอย่างข้าจะไปสนงานแต่งของเจ้าทำเพื่ออะไร? ข้าสนแค่ว่าจะช่วงชิงชีวิตน้อยๆ ของเจ้าได้เมื่อไหร่ต่างหาก!”
เมิ่งเชียนเชียนยิ้มมุมปาก ค่อยๆ ยกนิ้วมือขึ้นมานับช้าๆ ทีละนิ้ว “พระ... จันทร์... ก้น... ขาว...”
เพียงเท่านั้น จีหลีก็รีบประสานมือคารวะนอบน้อมทันควัน “ใต้เท้าอินหู่ ผู้น้อยเสียมารยาทแล้ว!”
ซื่อเชอมองเมิ่งเชียนเชียนด้วยแววตาสงสัย “เจ้าก็คืออินหู่คนใหม่หรือ”
เมิ่งเชียนเชียนแสร้งทำเป็นไม่รู้จักอีกฝ่าย เอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ “ท่านคือ...”
ชายหนุ่มถอดหมวกสานที่สวมอยู่ออก เผยให้เห็นใบหน้าชัดเจน “ซื่อเชอ”
แววตาของเมิ่งเชียนเชียนไหววูบเล็กน้อย
ซื่อเชอ... ไม่เจอกันนานเลยนะ
......
“เจ้าว่าอะไรนะ? เจ้ากับเฉินหลงพนันขันต่อกันว่าใครจะรวบรวมสิบสองเว่ยได้มากกว่ากันงั้นรึ?”
ภายในห้องโถงโล่งกว้างที่มีเพียงผนังเปล่าเปลือย จีหลีสติแตกเป็นรอบที่ร้อยของวัน
เมิ่งเชียนเชียนนั่งลงมองซื่อเชอที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามอย่างสงบนิ่ง “พูดให้ถูกก็คือ พนันกับองค์หญิงวั่นผิงต่างหาก ตอนนี้เฉินหลงมีสถานะเป็นบุตรบุญธรรมของซวินเซี่ยงกั๋ว และยังดำรงตำแหน่งองครักษ์ของจวนองค์หญิงวั่นผิงอีกด้วย”
จีหลีที่นั่งอยู่ทางซ้ายมือของเมิ่งเชียนเชียนเริ่มรู้สึกขัดอกขัดใจ ใช้ด้ามพัดเคาะข้อมือหญิงสาวเบาๆ “นี่ เจ้าจะมองแต่เขาคุยกับเขาทำไม”
ในบ้านหลังนี้ ข้าจีหลียังมีตัวตนอยู่หรือไม่?
เมิ่งเชียนเชียนเมินเฉยต่อคนขี้ใจน้อย จ้องมองซื่อเชอเขม็ง “ข้าสามารถพาเจ้าไปหาเฉินหลงได้ ขอเพียงเจ้ายอมรับปากว่าจะไปตามนัดพร้อมกับข้า”
ซื่อเชอตอบกลับเสียงเรียบ “ข้าไปหาเขาเองก็ได้ ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาเจ้า”
เมิ่งเชียนเชียนยิ้มจางๆ แววตาลึกล้ำ “งั้นหรือ เจ้าแน่ใจนะว่าหากไปเจอเขาแล้วจะกลับออกมาได้อย่างปลอดภัยครบสามสิบสอง? ข้าบอกความจริงกับเจ้าก็ได้ ในบรรดาสิบสองเว่ยมีหนอนบ่อนไส้แฝงตัวอยู่ เจ้าเคยคิดบ้างหรือไม่ว่าหากคนทรยศคนนั้นคือเฉินหลง ด้วยวรยุทธ์ของเจ้าในยามนี้ จะมีโอกาสรอดชีวิตในมือเขากี่ส่วน”
จีหลีพยายามเรียกร้องความสนใจอีกครั้ง “อินหู่น้อย ทำไมเจ้าไม่คิดว่าข้าเป็นคนทรยศบ้างล่ะ”
ซื่อเชอนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งคล้ายกำลังใช้ความคิด “คนทรยศ... จริงด้วยสินะ”
จีหลีทำหน้างุนงงหนักกว่าเก่า “จริงด้วยอะไร? ซื่อเชอ เจ้านึกอะไรออกอีกแล้ว”
ซื่อเชอเงยหน้าขึ้นสบตาเมิ่งเชียนเชียน “ตกลง ข้ารับปากข้อเสนอของเจ้า”
จีหลีได้แต่อ้าปากค้าง อยากจะกรีดร้องออกมาดังๆ : อ๊ากกก! ตกลงมีใครฟังเปิ่นซื่อเว่ยพูดบ้างไหมเนี่ย!!!
(จบตอน)