ลู่หลิงหลงถือกำเนิดและเติบโตมาดั่งไข่ในหิน แม้แต่ปลายนิ้วเดียวก็ไม่เคยมีใครกล้าแตะต้องให้ระคายผิว นับประสาอะไรกับการถูกตบหน้าฉาดใหญ่กลางวันแสกๆ
ความเจ็บปวดแสบร้อนแล่นพล่านไปทั่วแก้มซ้ายในพริบตา แต่นั่นยังเทียบไม่ได้กับความตกตะลึงที่ถาโถมเข้ามา
“เจ้ากล้าตบข้า?”
นางเงื้อมือขึ้นหมายจะฟาดคืนให้สาสม
เพียะ!
ฝ่ามือของเมิ่งเชียนเชียนสวนกลับมาประทับลงบนแก้มขวาของนางอีกฉาดหนึ่งอย่างแม่นยำ
ครานี้ลู่หลิงหลงถึงกับยืนงงเป็นไก่ตาแตก สติสัมปชัญญะกระเจิดกระเจิงไปจนสิ้น
นี่ใช่พี่สะใภ้คนเดิมที่ขี้ขลาดตาขาว คนที่ต่อให้ถูกนางกลั่นแกล้งรังแกเพียงใดก็ไม่กล้าแม้แต่จะปริปากร้องคนนั้นจริงๆ หรือ
นางไม่ได้ตาฝาดไปใช่หรือไม่
ความเจ็บปวดร้าวระบมที่แผ่ซ่านจากแก้มทั้งสองข้าง ย้ำเตือนลู่หลิงหลงว่าฝันร้ายนี้คือความจริง นางถูกพี่สะใภ้จอมขี้ขลาดคนนี้ตบหน้าเข้าให้แล้วจริงๆ
“เจ้ากล้าตบข้า เมิ่งเชียนเชียน... เจ้าบ้าไปแล้ว!”
“ตบได้ดี! ตบได้เยี่ยม!”
ร่างของเหล่าไท่จวินกระโดดโหยงออกมาจากหลังภูเขาจำลอง นางทำท่าจะพุ่งเข้าไปแถมลูกถีบให้อีกสักสองที แต่ถูกเมิ่งเชียนเชียนรั้งตัวไว้เสียก่อน
ลู่หลิงหลงโกรธจนลมออกหู “ท่านทวด!”
เหล่าไท่จวินแลบลิ้นปลิ้นตาใส่หลานสาว “แบร่ แบร่ แบร่”
เมิ่งเชียนเชียนทอดตามองลู่หลิงหลง เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง “ยังอยากได้อีกไหม”
ลู่หลิงหลงขบกรามแน่นด้วยความเจ็บใจ
จังหวะนั้นเอง ลู่หลิงเซียวก็เดินเข้ามาพอดี
“ท่านทวด”
ชายหนุ่มตรงเข้าไปทำความเคารพเหล่าไท่จวินเป็นอันดับแรก
ลู่หลิงหลงรีบเปลี่ยนสีหน้าเป็นน่าสงสารราวกับพบระฆังช่วยชีวิต ขอบตาแดงก่ำโผเข้ากอดแขนพี่ชายพลางร้องไห้โฮ “พี่ใหญ่! ท่านต้องให้ความเป็นธรรมแก่ข้านะ! พี่สะใภ้นางรังแกข้า! ท่านดูสิว่านางตบหน้าข้าจนบวมช้ำขนาดไหนแล้ว...ฮือ...”
“โอ๊ย...”
เหล่าไท่จวินทิ้งตัวลงนั่งแปะกับพื้น ดีดดิ้นถีบขาไปมา ร้องโวยวายเสียงดังสนั่นกลบเสียงสะอื้นของลู่หลิงหลงจนมิด “อูย... นางตบข้า! นางตบข้า!”
ลู่หลิงเซียวรีบแกะมือลู่หลิงหลงออก ทรุดตัวลงคุกเข่าข้างหนึ่งประคองไหล่หญิงชราแล้วกวาดสายตาสำรวจอย่างร้อนรน “ท่านทวด ใครตีท่าน? บาดเจ็บตรงไหนหรือไม่? เจ็บมากไหมขอรับ?”
เหล่าไท่จวินชี้นิ้วไปที่ลู่หลิงหลง “นาง”
ลู่หลิงหลงยืนแข็งทื่อ “ท่านทวด! ข้าไปตีท่านตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?”
ลู่หลิงเซียวถอนหายใจยาว “ท่านทวด หลิงหลงไม่กล้าตีท่านหรอก”
ลู่หลิงหลงไม่มีทางมีความกล้าเทียมฟ้าขนาดนั้น
ดวงตาฝ้าฟางของเหล่าไท่จวินทอประกายวูบหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยอย่างฉะฉาน “นางตีเชียนเชียน ก็เท่ากับตีข้า!”
ลู่หลิงหลงขนลุกซู่ “ข้าไม่ได้ตีนาง!”
เหล่าไท่จวินปั้นหน้าขึงขังจริงจัง “เจ้าตี เจ้าดึงผมเชียนเชียน เพียงเพราะเชียนเชียนไม่ยอมซื้ออาภรณ์ให้เจ้า”
ลู่หลิงหลงเต้นเร่าๆ “ข้ายังไม่ได้ดึงสักนิด นางก็ตบสวนมาแล้ว!”
เหล่าไท่จวินหันขวับไปฟ้องลู่หลิงเซียว “เจ้าดูสิ”
ลู่หลิงหลงได้แต่ยืนอ้าปากค้าง ทำอะไรไม่ถูก
ทวดเสียสติผู้นี้ ไฉนบทจะความจำดีก็ไม่เลอะเลือนขึ้นมาเสียดื้อๆ เล่า...
“ท่านทวด พื้นเย็น ลุกขึ้นมาก่อนเถิดขอรับ”
ลู่หลิงเซียวประคองเหล่าไท่จวินให้ลุกขึ้นยืน จากนั้นจึงหันไปมองลูกพี่ลูกน้องผู้น้องที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างตามใจจนเสียคนด้วยสายตาคมกริบ
เขาคือแม่ทัพผู้ผ่านสมรภูมิเลือด สายตาดุดันคู่นั้นทำให้ลู่หลิงหลงหวาดกลัวจนตัวสั่นเทา
“พะ... พี่ใหญ่...”
ลู่หลิงเซียวเอ่ยเสียงเข้ม “นางเป็นพี่สะใภ้ของเจ้า ต่อให้ขัดใจอย่างไรเจ้าก็ไม่ควรลบหลู่ผู้เป็นพี่”
ลู่หลิงหลงไม่ยินยอมพร้อมใจ “นางตบข้าแล้วท่านจะว่าอย่างไรเล่า?”
ลู่หลิงเซียวกล่าวเสียงเรียบ “เจ้าไร้มารยาท คนเป็นพี่สะใภ้ย่อมมีสิทธิ์อบรมสั่งสอน”
ลู่หลิงหลงน้อยใจจนน้ำตาไหลพราก “ข้าไม่ชอบพี่ใหญ่แล้ว!”
สิ้นคำนางก็ปาดน้ำตา หันหลังวิ่งหนีหายไปโดยไม่เหลียวกลับมามอง
ลู่หลิงเซียวขมวดคิ้วมุ่น ถอนหายใจเฮือกใหญ่ แล้วหันมากล่าวกับเมิ่งเชียนเชียน “ท่านอาเล็กกับอาสะใภ้รองมีหลิงหลงเป็นบุตรสาวเพียงคนเดียว ย่อมต้องรักใคร่ถนอมมากเป็นธรรมดา เจ้าเป็นพี่สะใภ้ก็หัดใจกว้างสักหน่อย หากนางล่วงเกินเจ้า เจ้าก็แค่ใช้วาจาดุว่าตักเตือนก็พอ อย่าได้ถึงขั้นลงไม้ลงมืออีกเลย”
เมิ่งเชียนเชียนปรายตามองเขาด้วยสายตาเย็นชา ก่อนจะหันไปทางหญิงชรา “ท่านทวด พวกเราไปกันเถอะเจ้าค่ะ ไปเล่นทางโน้นกัน”
เหล่าไท่จวินถลึงตาใส่ลู่หลิงเซียวอย่างดุดันพลางตะคอก “ไปเล่นทางโน้น!”
หนึ่งคนแก่หนึ่งหญิงสาวเดินเชิดหน้าจากไป ทิ้งให้ลู่หลิงเซียวได้แต่ยืนทำหน้าไม่ถูก
เขาอุตส่าห์ตั้งใจมาไกล่เกลี่ย เหตุใดถึงกลายเป็นว่าเข้าหน้าไม่ติดทั้งสองฝ่ายเช่นนี้
ทางด้านนายหญิงรอง เมื่อทราบข่าวว่าบุตรสาวสุดที่รักถูกเมิ่งเชียนเชียนตบหน้าไปถึงสองฉาด ก็โกรธจัดจนแทบจะพุ่งตัวไปทวงคืนรอยฝ่ามือนั้นจากเมิ่งเชียนเชียนให้สาสม
ทว่าพอฉุกคิดได้ว่าเวลานี้เมิ่งเชียนเชียนตัวติดกับเหล่าไท่จวินเป็นตังเม ความกล้าของนางก็หดหายไปจนหมด
นางตบเมิ่งเชียนเชียนได้ แต่ใครจะกล้าตบเหล่าไท่จวินกันเล่า
“ท่านไปสิ!”
นางระบายอารมณ์ด้วยการผลักสามีอย่างหงุดหงิด
นายท่านรองลู่กำลังนอนเอนกายสบายใจอยู่บนเก้าอี้หวาย หยอกล้อนกในกรงเล่น จึงเอ่ยถามอย่างงุนงง “ทำอะไรเล่า?”
นายหญิงรองกระชากเสียง “ไปสั่งสอนนังเด็กนั่น!”
นายท่านรองลู่แค่นเสียงในลำคอ “ข้าไม่ไป”
นายหญิงรองโกรธจนตาแทบถลน “หลิงหลงใช่ลูกในไส้ของท่านหรือไม่?”
นายท่านรองลู่กล่าวอย่างทองไม่รู้ร้อน “นางรังแกนังหนูสกุลเมิ่งมาไม่น้อย ให้ได้รับบทเรียนเสียบ้างก็ดี”
นายหญิงรองทุบเขาอึกใหญ่ “ท่านอยากให้ข้าอกแตกตายหรือไร!”
นายท่านรองลู่ผู้นี้เป็นคนไร้ความทะเยอทะยาน วันๆ เอาแต่ลอยชาย ถ้าไม่ใช่หยอกนกก็ชนไก่ กิจการงานเมืองไม่เคยยุ่งเกี่ยว
นายหญิงรองกัดฟันกรอด “ทำไมข้าถึงต้องมาแต่งงานกับคนไร้น้ำยาอย่างท่านด้วยนะ!”
นายท่านรองลู่สวนกลับ “เอ้อ... หูข้ายังดีอยู่นะ”
นายหญิงรองข่มกลั้นโทสะ ทิ้งตัวลงนั่งข้างกายสามี “ท่านลองคิดหาวิธีหน่อยสิ”
นายท่านรองลู่ขมวดคิ้ว “เด็กสองคนทะเลาะตบตีกัน เจ้าจะเข้าไปวุ่นวายทำไม?”
“ข้าไม่ได้พูดถึงเรื่องหลิงหลง” นายหญิงรองมองซ้ายแลขวา ก่อนจะโบกมือไล่สาวใช้
สาวใช้ล่าถอยออกไปอย่างรู้ความ
นายหญิงรองขยับเข้าไปกระซิบข้างหูสามี “เซียวเกอเอ๋อร์ตายไปห้าปี บ้านสายหลักไร้ทายาทสืบสกุล เดิมทีทรัพย์สมบัติสกุลลู่และสินเดิมของนังเด็กนั่นจะต้องตกเป็นของบ้านเราอย่างไม่ต้องสงสัย ตอนนี้เซียวเกอเอ๋อร์ดันกลับมา เป็ดที่ต้มจนสุกก็บินหนีไปแล้ว”
นายท่านรองลู่อ้าปากหาวหวอด “เจ้าวางใจเถอะ ต่อให้เซียวเกอเอ๋อร์ไม่กลับมา ก็ไม่มีทางถึงรอบเราหรอก”
นายหญิงรองเลิกคิ้วถามอย่างแปลกใจ “หมายความว่าอย่างไร?”
นายท่านรองลู่พลิกตัวหันหลังให้นาง ตัดบทสั้นๆ “ไม่มีอะไร”
รัตติกาลมาเยือน
ลู่สิงโจวเดินทางกลับมายังบ้านสกุลลู่
ด้วยหน้าที่ราชการในกรมโยธาที่รัดตัว อีกทั้งยังต้องคอยควบคุมการก่อสร้างตามวังและจวนต่างๆ ตลอดจนซ่อมแซมถนนหนทาง เขาจึงกลับจวนได้เพียงในวันพักเท่านั้น
ห้วงเวลาผันผ่านไปห้าปี สองพ่อลูกได้กลับมาพบหน้ากันอีกครา
“ท่านพ่อ!”
ภายในห้องหนังสือ ลู่หลิงเซียวคุกเข่าโขกศีรษะคำนับบิดาด้วยความเคารพสูงสุด
“ลุกขึ้น” ลู่สิงโจวตรงเข้าประคองบุตรชาย “กลับมาได้ก็ดีแล้ว”
แตกต่างจากบทสนทนาของเหล่าอิสตรีที่มักถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ เรื่องราวที่สองพ่อลูกหยิบยกมาสนทนากันล้วนเป็นเรื่องราชการงานเมือง
“ลูกแกล้งตายแล้วแฝงตัวเข้าไปในเป่ยเหลียง ซุ่มซ่อนอยู่ในเมืองหลวงนานสี่ปี ภายหลังประสานงานกับแม่ทัพใหญ่หาน สังหารอ๋องหรงอันแห่งเป่ยเหลียง และจับเป็นขุนนางขั้นสามของเป่ยเหลียงได้สิบสองคนขอรับ”
ลู่สิงโจวพยักหน้าอย่างพึงพอใจ “อ๋องหรงอันเป็นถึงเทพสงครามแห่งเป่ยเหลียง เจ้าสังหารเขาได้ ความดีความชอบครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก มิน่าเล่าฝ่าบาทถึงแต่งตั้งเจ้าเป็นแม่ทัพเจิ้นเป่ย เจ้าได้พบกับเชียนเชียนแล้วใช่หรือไม่?”
“พบแล้วขอรับ”
ลู่หลิงเซียวตอบรับ
ลู่สิงโจวกล่าวเตือนสติ “การเป็นขุนนางในราชสำนัก กับการรบราฆ่าฟันที่ชายแดนนั้นต่างกันราวฟ้ากับเหว ทุกคำพูดทุกการกระทำของเจ้า ล้วนมีสายตานับไม่ถ้วนจับจ้องอยู่ พู่กันในมือของขุนนางผู้ตรวจการมิใช่ของประดับ บิดาหวังว่าเจ้าจะไม่กระทำการผิดพลาดให้เป็นที่ครหา”
ลู่หลิงเซียวเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ท่านพ่อ ลูกกับหว่านเอ๋อร์รักใคร่ชอบพอกันด้วยใจจริง ชาตินี้ลูกจะไม่ผิดต่อกันเด็ดขาด”
ลู่สิงโจวเอ่ยเสียงเข้ม “ลูกผู้ชาย ควรให้ความสำคัญกับภรรยาเอกเป็นที่ตั้ง”
ลู่หลิงเซียวเบือนหน้าหนี “ท่านพ่อได้แต่งงานกับคนที่รัก ถึงได้พูดเช่นนี้ได้”
ความรักอันลึกซึ้งของบิดามารดา เรื่องนี้เขาย่อมรู้ดี
ท่านพ่อของเขาทั้งชีวิตไม่เคยมีสาวใช้ห้องข้าง ไม่เคยมีอนุภรรยา มีเพียงท่านแม่เป็นภรรยาเดียว เพราะไม่อยากให้นางต้องทนทุกข์ทรมานจากการคลอดบุตร หลังจากเขาถือกำเนิด ท่านพ่อก็ไม่ยอมให้ท่านแม่ตั้งครรภ์อีกเลย
ลู่สิงโจวตัดบท “ไม่พูดเรื่องนี้แล้ว พ่อกลับมาคราวนี้ ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง พรุ่งนี้จวนตูตูจะจัดงานเลี้ยง เจ้าให้เชียนเชียนเตรียมตัวสักหน่อย พ่อกับแม่ของเจ้า จะพาเจ้ากับเชียนเชียนไปร่วมงานเลี้ยงที่จวนตูตู”
ลู่หลิงเซียวเลิกคิ้วสงสัย “พวกเรากับจวนตูตูไม่มีความสัมพันธ์ไปมาหาสู่กัน เป็นงานเลี้ยงเนื่องในโอกาสอันใดหรือขอรับ?”
ลู่สิงโจว “งานเลี้ยงพิธีจัวโจว”
ลู่หลิงเซียว “ใครทำพิธีจัวโจว?”
ลู่สิงโจว “บุตรสาวของมหาตูตูลู่”
ลู่หลิงเซียวประหลาดใจยิ่งกว่าเดิม “เขามีลูกแล้วหรือ? เขาไม่ใช่ว่ายังไม่ได้แต่งงานหรอกหรือขอรับ?”
มหาตูตูผู้นี้ความจริงถึงวัยที่ควรออกเรือนตั้งนานแล้ว แต่ไม่รู้ด้วยเหตุอันใดถึงไม่ยอมแต่งภรรยาเสียที ได้ยินข่าวลือหนาหูว่าเขาเป็นคนเจ้าชู้เสเพล ทำตัวเหลวไหล จึงไม่มีคุณหนูสกุลดีที่ไหนกล้าเสี่ยงแต่งงานกับเขา
(จบตอน)