ยามค่ำคืนที่ดวงดาราถูกกลืนกินด้วยหิมะพร่างพราย เสียงประกาศพระราชโองการทำให้บรรดาแขกเหรื่อในงานศพต่างตื่นตะลึง พลางแลกเปลี่ยนสายตากันอย่างตกใจ ไม่ว่าใครก็ไม่คาดคิดว่าจะมีราชโองการมาถึงกลางดึกเช่นนี้ จะว่ามาไว้อาลัยท่านผู้เฒ่าแซ่หลิวก็กระไรอยู่ เพราะท่านหลิวหาได้แจ้งข่าวการถึงแก่กรรมไปถึงวังหลวงไม่
ความเคลือบแคลงสงสัยไม่อาจยับยั้งให้พวกเขาปฏิเสธการคุกเข่ารับพระราชโองการได้ มีเพียงลู่หยวนเท่านั้นที่ยังคงยืนตระหง่านไม่ไหวติง เมื่อขันทีผู้ถือพระราชโองการก้าวเข้ามาใกล้ เหล่าขุนนางจึงได้เห็นอย่างชัดเจนว่ามิใช่ขันทีผู้ใกล้ชิดฮ่องเต้ หากแต่เป็นฝูกงกง ขันทีคนสนิทของไท่ซ่างหวง ซึ่งบัดนี้แต่งกายในชุดขันทีสมบูรณ์แล้วกำลังถือม้วนพระราชโองการเดินตรงมาหยุดอยู่เบื้องหน้าเมิ่งเชียนเชียน
“เมิ่ง รับพระราชโองการ!”
สายตาทุกคู่หันจับจ้องไปยังเมิ่งเชียนเชียนเป็นหนึ่งเดียว นางทรุดตัวลงคุกเข่าอย่างสง่างาม ไม่เสียกิริยา ฝูกงกงคลี่ม้วนพระราชโองการออก แล้วเริ่มอ่านถ้อยคำศักดิ์สิทธิ์เสียงดังกังวานว่า “ไท่ซ่างหวงมีพระราชโองการ ตรัสถึงเมิ่งจากโยวโจว ผู้มีความอ่อนโยนและสง่างาม เพียบพร้อมด้วยปัญญาและความสามารถ เหมาะสมอย่างยิ่งแก่การเป็นภรรยาอันประเสริฐ ทว่านับแต่นางแต่งเข้าสกุลลู่เมื่อเยาว์วัย แม้จะมีความกตัญญูสูงสุดก็ยังมิได้รับความคุ้มครองดูแลที่ดีพอ ต้องทนทุกข์อย่างแสนสาหัส ด้วยเหตุนี้เราจึงตัดสินใจจะยุติความสัมพันธ์ระหว่างสองตระกูล เมิ่งกับสามี— ”
ฝูกงกงเว้นจังหวะหนึ่งอึดใจ บรรดาแขกที่ฟังอยู่ต่างกลั้นหายใจด้วยความลุ้นระทึก ทว่าเสียงประกาศในประโยคสุดท้ายก็ดังชัดเจนยิ่งนักว่า “—ตัดขาดความเป็นสามีภรรยา!”
พระราชโองการนี้สร้างความตกตะลึงยิ่งกว่าข่าวการตั้งครรภ์ของเหล่าฟูเหรินเสียอีก ทุกคนต่างงุนงง ไม่เข้าใจว่าเหตุใดไท่ซ่างหวงจึงทรงมีพระราชโองการให้แม่นางเมิ่งผู้นี้หย่าขาดจากสามีด้วยพระองค์เอง
“ลองหยิกข้าสักที”
“ให้ตายเถอะ! ข้าบอกให้หยิกไม่ใช่ให้ต่อย!”
ขุนพลทหารผู้ที่พลั้งปากร้องขอ ถูกเพื่อนร่วมงานต่อยเข้าที่ท้องจนเจ็บแปลบ เขาจึงแน่ใจแล้วว่าเหตุการณ์ตรงหน้าเป็นเรื่องจริง ไม่ใช่ความฝัน ทุกคนในที่นั้นต่างตกตะลึงจนไร้ถ้อยคำจะเอ่ย จนกระทั่งเสียงอันสงบของเมิ่งเชียนเชียนดังขึ้นท่ามกลางหิมะที่โปรยปรายอย่างชัดเจน
“หม่อมฉันรับพระราชโองการ”
นางยกมือขึ้นเหนือเศียรเกล้า รับพระราชโองการมาถือไว้อย่างมั่นคง ฝูกงกงหันไปกำชับเสนาบดีกรมอาญาว่า “เรื่องหนังสือตัดขาดสามีภรรยานั้นต้องรบกวนท่านเสนาบดีแล้ว”
หนังสือตัดขาดสามีภรรยานั้นแตกต่างจากใบหย่าหรือใบเลิกที่เขียนกันเองได้ เพราะต้องให้ทางราชการเป็นผู้เขียนและประทับตราจากสำนักงาน เสนาบดีกรมอาญายกมือคำนับแล้วรับปาก “กระหม่อมจะปฏิบัติตามพระราชโองการของไท่ซ่างหวง”
ลู่สิงโจวรีบเดินตรงเข้ามาหาลู่หยวน เขายกมือคำนับอย่างศรัทธาพร้อมกล่าวเสียงแผ่วว่า “สกุลลู่ยินดีติดตามท่านผู้บัญชาการใหญ่จนตัวตาย ขอเพียงท่านผู้บัญชาการใหญ่เมตตาเข้ามาเป็นประธานในการตัดสินใจครั้งนี้ให้สกุลลู่ด้วยเถิด”
ลู่หยวนหัวเราะอย่างเย็นชา “ลู่สิงโจว เจ้าต้องการให้ข้าต่อต้านพระราชโองการอย่างเปิดเผยงั้นหรือ”
ความตั้งใจของลู่สิงโจวที่พยายามปกปิดไว้กลับถูกลู่หยวนเปิดเผยออกมาอย่างไม่เกรงใจ จนทุกคนที่ได้ยินต่างพากันมองลู่สิงโจวด้วยสายตาตำหนิติเตียน ลู่หยวนซ่อนมือไว้ในถุงอุ่นมืออย่างเกียจคร้านแล้วเลิกคิ้วขึ้นว่า “เรื่องน่าสนุกจบแล้ว ไปกันเถอะ”
ซ่างกวนหลิงเดินตามเขาไป เมื่อเดินผ่านลู่สิงโจวก็ตบไหล่เขาเบาๆ พร้อมรอยยิ้มว่า “ท่านลู่ ขอแสดงความยินดีด้วยที่ท่านได้กำจัดสะใภ้ที่ไม่กตัญญูผู้นี้ไปได้ เสียก็แต่ต้องจำไว้ว่าต้องคืนสินสอดให้นางจนครบถ้วน เพราะการตัดขาดสามีภรรยานั้นเป็นคดีของทางการ ทางการจะสืบสวนเอง”
ลู่สิงโจวรู้สึกโกรธจนเลือดลมปั่นป่วน แม้ตนจะเลือกฝักใฝ่ฮ่องเต้ แต่พระบิดาของฮ่องเต้กลับมอบดาบเล่มใหญ่แทงข้างหลังเช่นนี้ เกียรติยศที่บุตรชายของตนหามาด้วยการต่อสู้ในสนามรบจะถูกกลบด้วยข่าวฉาวจากการถูกภรรยาหย่าขาดในไม่ช้านี้
หรือเขาเลือกคนผิดไปแล้ว หากเขาไม่ลังเลระหว่างฮ่องเต้กับลู่หยวน และตัดสินใจติดตามลู่หยวนตั้งแต่พิธีเสี่ยงทายในวันเกิดครบหนึ่งขวบแล้ว พระราชโองการที่ทำให้สกุลลู่อับอายขายหน้าในคืนนี้คงจะไม่เกิดขึ้นกระมัง
สิ่งที่ทำให้ลู่สิงโจวสงสัยที่สุดคือ เหตุใดไท่ซ่างหวงจึงทรงเข้ามาแทรกแซงเรื่องภายในสกุลลู่ ไม่ต้องพูดถึงเขาเลย คนอื่นๆ ก็ยังคงสับสน รวมไปถึงเมิ่งเชียนเชียนเองที่ได้รับพระราชโองการ
ตามความเข้าใจของนาง ไท่ซ่างหวงประชวรหนัก ประทับอยู่ในตำหนักพักฟื้นมานานแล้ว และไม่เคยสนใจเรื่องราวในเมืองหลวงอีกเลย ยิ่งไปกว่านั้นไท่ซ่างหวงก็ไม่เคยรู้จักนางเลย ไม่ว่าจะมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นก็ไม่น่าจะมาถึงคิวของนางได้เลย
มีผู้ใดไปขอความเมตตาให้แก่นางต่อไท่ซ่างหวงหรือ อาจจะเป็นลู่หยวนหรือไม่ ไม่หรอก นางมีค่าเพียงแค่ใช้ประโยชน์ได้เล็กน้อยเท่านั้น ไม่คุ้มค่าให้เขาไปร้องขอต่อไท่ซ่างหวง
แล้วจะเป็นฮูหยินหวังหรือเปล่า ท่านหวังตกใจยิ่งกว่านางเมื่อได้ยินพระราชโองการ อีกทั้งนางก็ไม่เคยบอกฮูหยินหวังเลยว่าอยากจะออกจากสกุลลู่ ดังนั้นจึงไม่ใช่ฮูหยินหวังเช่นกัน
ตกลงแล้วเป็นใครกันแน่
ขณะที่นางกำลังครุ่นคิด เงาร่างสูงใหญ่ก็เข้ามาใกล้นางอย่างกะทันหัน เมิ่งเชียนเชียนรวบนิ้วมือเข้าหากันเป็นหนึ่งเดียวแล้วตวัดเข็มเงินออกไป
เมื่อเห็นว่าเป็นลู่หลิงเซียว นางจึงเก็บเข็มเงินกลับเข้าไปในแขนเสื้อ หลังจากการพลาดพลั้งทำร้ายลู่หยวนไปครั้งก่อน นางก็ฝึกฝนการควบคุมตนเองมานานแล้ว และในสถานการณ์คับขันเช่นที่วัดหานซาน นางก็ควบคุมได้ดียิ่งขึ้น การฝึกฝนนี้ไม่ได้ทำเพื่อลู่หยวน หากแต่เพื่อความปลอดภัยของนางเอง
“ท่านต้องการจะทำอะไร”
เมิ่งเชียนเชียนชักมือกลับแล้วถามอย่างเรียบเฉย ลู่หลิงเซียวกำหมัดแน่นแล้วมองนางด้วยแววตาแน่วแน่ “ให้ข้าดูพระราชโองการหน่อยเถิด ข้าต้องตรวจสอบว่าพระราชโองการนั้นเป็นของจริงหรือไม่”
เมิ่งเชียนเชียนยื่นพระราชโองการให้เขา ลู่หลิงเซียวคว้าพระราชโองการไว้แน่น ทุกครั้งที่อ่านได้หนึ่งคำ ดวงตาของเขาก็ยิ่งเย็นชามากยิ่งขึ้น
เป็นของจริง!
ไม่น่าเชื่อว่าเป็นของจริง!
เป็นไปได้อย่างไรกัน สายตาของเขาแทบจะพ่นไฟออกมา เขาอยากจะทำลายพระราชโองการที่ทำให้เขาอับอายขายหน้าทิ้งเสีย
เมิ่งเชียนเชียนหันไปถามฝูกงกงว่า “เรียนกงกง หากพระราชโองการเสียหาย พระราชดำรัสของไท่ซ่างหวงยังจะมีผลอยู่หรือไม่”
ฝูกงกงยิ้มแล้วตอบว่า “คงไม่มีใครกล้าทำลายพระราชโองการหรอกนะ นั่นเป็นความผิดถึงตายเชียว”
“เอ๊ะ นี่อะไรน่ะ น่าดูจังเลย!”
ถานเอ๋อร์ก็ปรากฏตัวขึ้นข้างกายลู่หลิงเซียว แล้วฉวยพระราชโองการมาจากเขา นางกางมันออกทั้งสองมือด้วยความแรงจนพระราชโองการขาดเป็นสองส่วน ทุกคนต่างสูดหายใจด้วยความตกใจ ถานเอ๋อร์รู้สึกถึงบรรยากาศที่แปลกไปจึงหันไปทางเมิ่งเชียนเชียน “พี่สาว มันขาดไปเองนะ”
เหล่าขุนนางต่างมองซ้ายมองขวา บ้างก็มองฟ้า บ้างก็เกาหัว
“ตายจริง ได้เวลาไปเฝ้ากลางคืนแล้ว ไปๆๆ”
ทุกคนพากันแยกย้ายไปอย่างรวดเร็ว ฝูกงกงยิ้มเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า “นำไปเย็บต่อกันได้”
ลู่หลิงเซียวอยากจะกล่าวว่า ท่านไม่ได้พูดเช่นนี้เมื่อครู่เลยนี่
แม่นมหลี่กับแม่นมว่านก็รีบเดินมา แม่นมหลี่มอบถุงเงินให้ฝูกงกงหนึ่งถุง ฝูกงกงรับไว้ด้วยรอยยิ้มพร้อมกล่าวกับเมิ่งเชียนเชียนว่า “ขอแสดงความยินดีกับแม่นางเมิ่งที่ได้กลับมาเป็นอิสระแล้ว บ่าวคงต้องกลับไปทูลรายงานไท่ซ่างหวงแล้ว ขอตัวไปก่อน”
เมิ่งเชียนเชียนเดินไปส่งถึงประตูเรือนอย่างนอบน้อม เมื่อครุ่นคิดแล้วจึงเอ่ยถามว่า “เรียนฝูกงกง ขอเรียนถามว่าใครเป็นผู้ทูลขอพระราชโองการนี้”
ฝูกงกงกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “เป็นบุญบารมีที่แม่นางเมิ่งสั่งสมไว้เอง”
เมิ่งเชียนเชียนพึมพำ “บุญบารมีที่ข้าสั่งสมไว้เองหรือ”
“เมิ่งเชียนเชียน!”
ลู่หลิงเซียวหมดความอดทนแล้ว เขาเดินเข้าหาเมิ่งเชียนเชียนด้วยความโกรธเกรี้ยว ถานเอ๋อร์ก็ปรากฏตัวขึ้นมาทันทีเพื่อขวางทางไว้ และใช้เท้าเตะเขาจนถอยไปหลายสิบก้าว
“ถ้าเจ้ายังกล้าทำร้ายพี่สาวของข้าอีก ข้าจะไม่เกรงใจแล้วนะ!”
ลู่หลิงเซียวใช้แขนทั้งสองข้างรับแรงเตะของถานเอ๋อร์ ทำให้แขนทั้งสองข้างรู้สึกชาเล็กน้อย เขาขมวดคิ้วมองถานเอ๋อร์อย่างตกใจและโกรธเคือง เมิ่งเชียนเชียนกล่าวอย่างสงบว่า “ลู่หลิงเซียว เราไม่ได้เป็นสามีภรรยากันแล้ว วันข้างหน้าอย่ามาทำตัววางอำนาจเป็นสามีต่อหน้าข้าอีก”
เหล่าฟูเหรินคลั่งจนอยากจะตรงเข้ามากระชากใบหน้าของเมิ่งเชียนเชียน แต่ถูกท่านอาเล็กใช้กำลังทั้งหมดกอดไว้ “ปล่อยข้านะ! ข้าจะฆ่ายัยเด็กนั่น!”
ถานเอ๋อร์โชว์หมัดเล็กๆ ของตน “เข้ามาเลย! มาดูกันว่ากระดูกของเจ้าแข็งกว่าหรือหมัดของข้าแข็งกว่า”
เหล่าฟูเหรินจ้องมองเมิ่งเชียนเชียนอย่างดุร้ายแล้วด่าทอด้วยความโกรธจัด “ไม่น่าตอบรับให้เจ้าแต่งเข้าบ้านเลย… เจ้าทำพ่อแม่ของเจ้าตายตั้งแต่สามขวบ พอแต่งเข้ามาก็ทำปู่ของเซียวเอ๋อร์ตาย ตอนนี้ยังมาทำร้ายเซียวเอ๋อร์ ทำให้เขาต้องอับอายในเมืองหลวง! เจ้ามันตัวซวย! ใครที่อยู่ใกล้เจ้าก็ไม่มีทางมีจุดจบที่ดี!”
เพี๊ยะ!
เหล่าฟูเหรินถูกพลังภายในฟาดเข้าที่แก้มอย่างแรงจนเกิดเสียงดัง ถานเอ๋อร์เบิกตากว้าง “ว้าว!”
เหล่าฟูเหรินคิดว่าเป็นถานเอ๋อร์ทำร้ายจึงเอามือกุมหน้าแล้วจ้องเขม็งไปยังถานเอ๋อร์ “เจ้ากล้าตีข้าหรือ”
ถานเอ๋อร์กอดอก “ตีเจ้าแล้วจะทำไมล่ะ ถ้าเจ้ายังพูดจาเหลวไหลอีก ข้าจะฆ่าเจ้าเสียด้วยซ้ำไป!”
ลู่หลิงเซียวกัดฟันพูดว่า “ข้าจะไม่ยอมตัดขาดความสัมพันธ์กับเจ้าเป็นอันขาด!”
เมิ่งเชียนเชียนกล่าวอย่างใจเย็น “อยากจะต่อต้านพระราชโองการหรือ ได้สิ ข้าหวังว่าเจ้าจะกล้าพอ!”
เป่าซู เด็กอ้วนตัวน้อยที่ขู่คำราม: อู้วา!
(จบตอน)