บทที่ 67: บุรุษเหม็นโฉ่ตายไปเสียก็ดี
เสียงอึกทึกครึกโครมจากการพังทวารบาลบุกเข้ามา สร้างความแตกตื่นให้แก่เหล่าบ่าวไพร่ในเรือนเฟิงจนต้องกุลีกุจอออกมาดูเหตุการณ์ แต่ทว่าเมื่อสายตาของพวกมันปะทะเข้ากับร่างของถานเอ๋อร์ที่ยืนทะมึนอยู่ที่หน้าประตู ความอยากรู้อยากเห็นก็มลายหายไปสิ้น ต่างพากันหดหัวล่าถอยออกไปอย่างเงียบเชียบไร้สุ้มเสียงราวกับหนูที่เจอแมว
หลินหว่านเอ๋อร์จ้องมองเมิ่งเชียนเชียนด้วยดวงตาที่ลุกโชนไปด้วยโทสะ สองมือขยับภาษามือด้วยท่วงท่าที่เต็มไปด้วยความถือดี
เจ้าไม่ใช่สะใภ้ใหญ่ตระกูลลู่อีกต่อไปแล้ว ไยจึงกล้าบุกรุกเรือนข้า และไม่มีสิทธิ์มาวางก้ามโอ้อวดบารมีต่อหน้าข้า!
เมิ่งเชียนเชียนมิได้ใส่ใจท่าทีนั้น นางพุ่งเข้าประชิดตัว มือเรียวบางแต่แข็งแกร่งดุจคีมเหล็กบีบเข้าที่ลำคอระหงของอีกฝ่าย แววตาอำมหิตฉายชัด เอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือกเสียดแทงกระดูก “ข้าไม่มีเวลามาเสวนากับเจ้า ข้าจะถามเป็นครั้งสุดท้าย... เจ้ามอบสิ่งใดให้ลู่หลิงเซียวไป”
หลินหว่านเอ๋อร์ไม่เคยพานพบเมิ่งเชียนเชียนในด้านที่น่าสะพรึงกลัวเพียงนี้มาก่อน แม้จะไร้ซึ่งเสียงตะโกนโวยวาย แต่รังสีอำมหิตที่แผ่ซ่านออกมาจากทุกอณูขุมขนนั้น เปรียบประดุจคมมีดที่มองไม่เห็นจ่อประชิดอยู่ที่หว่างคิ้ว พร้อมที่จะปลิดวิญญาณออกจากร่างได้ในชั่วพริบตา
ฉับพลันนั้น เมิ่งเชียนเชียนดึงปิ่นปักผมบนศีรษะของหลินหว่านเอ๋อร์ออกมา แล้วปักลงมาที่ดวงตาคู่สวยนั้นอย่างโหดเหี้ยม!
‘ข้าบอกแล้ว!’
หลินหว่านเอ๋อร์รีบยกมือทำภาษามืออย่างลนลานด้วยความหวาดผวา
ปลายแหลมคมของปิ่นหยุดชะงัก ห่างจากดวงตาเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด
แพขนตายาวของนางกระพริบถี่ ปลายขนตาสัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบของปลายโลหะ
ใบหน้างามซีดเผือดไร้สีเลือด แผ่นหลังชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อกาฬที่ผุดพรายขึ้นมาด้วยความกลัว หน้าอกกระเพื่อมไหวอย่างรุนแรง ทั้งตื่นตระหนกและรู้สึกอัปยศอดสูระคนกัน
“มันคือสิ่งใด”
เมิ่งเชียนเชียนเค้นเสียงถาม
หลินหว่านเอ๋อร์ขอบตาแดงก่ำ มือไม้สั่นเทาขณะทำภาษามือตอบกลับไปว่า มันคือพลุสัญญาณและป้ายคำสั่งขอความช่วยเหลือของกองพลเกราะดำ
เมิ่งเชียนเชียนผลักร่างของหญิงตั้งครรภ์กระแทกลงกับเก้าอี้อย่างไม่ไยดี “วาดออกมาเดี๋ยวนี้!”
นับตั้งแต่หลินหว่านเอ๋อร์ตั้งครรภ์ ผู้คนในจวนต่างประคบประหงมนางราวกับไข่ในหิน น่าแค้นใจนักที่สตรีแซ่เมิ่งผู้นี้กลับหยาบช้าป่าเถื่อน ไม่คำนึงถึงทารกในครรภ์ของนางแม้แต่น้อย
คำพูดของเหล่าฟูเหรินมิผิดเพี้ยน นางคือนางมารร้ายโดยแท้
หลินหว่านเอ๋อร์ส่งสายตาขอความช่วยเหลือไปยังลวี่หลัว
สาวใช้คนสนิทรีบกุลีกุจอนำพู่กันและกระดาษมาวางตรงหน้าด้วยมือที่สั่นเทา
ถานเอ๋อร์ยื่นหน้าเข้ามา แสยะยิ้มข่มขู่ด้วยน้ำเสียงยียวนแต่แฝงแววอำมหิต “เจ้าอย่าได้คิดตุกติกเชียวนะ วาดผิดแม้แต่เส้นเดียว ระวังจะรักษาชีวิตน้อยๆ ของเจ้าเอาไว้ไม่ได้นะเจ้าคะ!”
หลินหว่านเอ๋อร์จำต้องยอมรับความจริงว่า ในยามนี้ตนเองถูกคนวิปลาสสองคนนี้ข่มขวัญจนขวัญหนีดีฝ่อ โดยเฉพาะสายตาของเมิ่งเชียนเชียนที่จ้องมองมา
หลายคราที่นางคิดจะวาดผิดเพี้ยนไปบ้าง ก็รู้สึกราวกับเมิ่งเชียนเชียนอ่านความคิดนางออก รังสีฆ่าฟันยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นจนน่าขนลุก
ในที่สุดภาพวาดก็เสร็จสิ้น นางยื่นกระดาษให้ด้วยมือที่ยังไม่หายสั่น เมื่อเห็นคิ้วเรียวของเมิ่งเชียนเชียนขมวดเข้าหากัน นางก็นึกกระหยิ่มใจว่าอีกฝ่ายคงไม่รู้จักของวิเศษเหล่านี้ จึงอดไม่ได้ที่จะทำภาษามืออวดอ้างสรรพคุณ
เจ้าเป็นเพียงบุตรีวานิช ย่อมไม่เคยพานพบของสูงค่าเช่นนี้ สิ่งที่ข้ามอบให้ท่านแม่ทัพมิใช่พลุไม้ไผ่ดาษดื่น แต่เป็นอาญาสิทธิ์เรียกกองหนุน กองพลเกราะดำในรัศมีร้อยลี้จะรุดมาอารักขาโดยไม่สนอุปสรรคใดๆ ใช้ได้เพียงคราเดียว ป้ายคำสั่งก็เช่นกัน ใช้แล้วต้องทำลายทิ้ง เห็นป้ายดุจเห็นท่านแม่ทัพใหญ่ฉู่ หากท่านแม่ทัพตกอยู่ในภยันตราย ก็ใช้ป้องกันตัว หรือจะใช้ซ้อนกลล่อศัตรู ล่อให้กองพลเกราะดำออกมาลอบสังหารแม่ทัพเป่ยเหลียงก็ย่อมได้! เมื่อท่านแม่ทัพมีของวิเศษคู่กาย การเดินทางครานี้ย่อมสร้างเกียรติภูมิใหญ่หลวง!
“นังคนโง่!”
เมิ่งเชียนเชียนตวาดลั่น พร้อมสะบัดฝ่ามือตบหน้าหลินหว่านเอ๋อร์ฉาดใหญ่จนมุมปากแตก เลือดสีสดไหลซึมออกมา
ลวี่หลัวหวีดร้อง พุ่งตัวเข้าไปโอบกอดเจ้านาย “ของที่ท่านอยากได้ คุณหนูของข้าก็ให้ไปหมดแล้ว เหตุใดท่านยังลงไม้ลงมืออีกเจ้าคะ!”
เมิ่งเชียนเชียนปรายตามองหลินหว่านเอ๋อร์ด้วยสายตาที่เย็นชาดุจน้ำแข็ง “หากมิใช่เพราะเห็นแก่เด็กในท้อง วันนี้ข้าจะส่งเจ้าไปลงนรกเสีย!”
ถานเอ๋อร์ยกมืออาสา “พี่หญิง ให้ข้าจัดการเอง!”
เมิ่งเชียนเชียนหันไปสั่งเสียงเรียบ “ไปกันเถอะ”
เมื่อก้าวพ้นประตูเรือนเฟิง ถานเอ๋อร์ก็แค่นเสียงหยัน “โง่เง่าเต่าตุ่นจริงๆ! ได้ยินเขาพูดกันให้ทั่วว่ากองพลเกราะดำถอนกำลังไปจากชายแดนนานโขแล้ว นางเอาความมั่นใจมาจากไหนว่าในรัศมีร้อยลี้จะมีกองพลเกราะดำคอยรับใช้ลู่หลิงเซียว”
แววตาของเมิ่งเชียนเชียนดำมืดลงเรื่อยๆ “ไม่มีน่ะดีที่สุด หากมีละก็...”
ถานเอ๋อร์เอียงคอทำตาโต “หืม? จะเกิดอันใดขึ้นหรือ”
เมิ่งเชียนเชียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียดหนักหน่วง “สิ่งที่หลินหว่านเอ๋อร์มอบให้ลู่หลิงเซียวไม่ใช่ป้ายอารักขา แต่เป็นป้ายสั่งตายระดับสูงสุดของกองพลเกราะดำต่างหาก หากจุดพลุสัญญาณขึ้นเมื่อใด กองพลเกราะดำในรัศมีร้อยลี้จะไล่ล่าสังหารผู้ถือป้ายและพรรคพวกจนกว่าจะตายตกไปตามกัน!”
ถานเอ๋อร์สูดลมหายใจเข้าเฮือกใหญ่ “คอขาดบาดตายเพียงนี้เชียวรึ? เช่นนั้นท่านผู้บัญชาการกับเป่าจูจู มิใช่ว่าจะพลอยฟ้าพลอยฝนติดร่างแหไปด้วยหรือ? นังหญิงชั่วผู้นี้ ก่อเรื่องราวใหญ่โตเสียแล้ว! ตกลงนางรักลู่หลิงเซียวหรืออยากจะส่งเขาไปลงนรกกันแน่? ไอ้บุรุษเหม็นโฉ่นั่นตายไปเสียก็ดีหรอก แต่เป่าจูจูของข้านี่สิ...”
ถานเอ๋อร์ยกมือขึ้นปิดหน้า แสร้งส่งเสียงร้องไห้โฮอย่างเกินจริง ทั้งที่ไม่มีน้ำตาไหลออกมาสักหยด
เมิ่งเชียนเชียนตัดบทด้วยสีหน้าจริงจัง “ข้าต้องออกไปข้างนอกสักพัก เจ้าเฝ้าอยู่ที่นี่ จับตาดูนางไว้ให้ดี อย่าให้คลาดสายตา”
ถานเอ๋อร์กำหมัดทุบลงบนฝ่ามือ “รับทราบเจ้าค่ะ!”
เมิ่งเชียนเชียนควบม้าฝ่าลมหนาวมาถึงหน้าประตูจวนตูตู นางเคาะห่วงประตูเหล็กเสียงดังสนั่น
“ใครกัน? ดึกดื่นป่านนี้แล้ว”
บ่าวรับใช้เปิดประตูพลางหาวหวอดด้วยความง่วงงุน แต่เมื่อเห็นใบหน้าของผู้มาเยือนก็ชะงักกึก “แม่นางเมิ่ง?”
เมิ่งเชียนเชียนถามด้วยลมหายใจที่ยังไม่ทันหายหอบ “ท่านซ่างกวนอยู่หรือไม่”
บ่าวรับใช้ตอบเสียงอ่อย “ใต้เท้าซ่างกวนออกจากเมืองไปแล้วขอรับ”
แม้ซ่างกวนหลิงจะเคยเปรยไว้ว่าจะต้องเดินทางไกล อีกหลายวันกว่าจะกลับ แต่ไม่คาดคิดว่าจะเร่งรีบออกเดินทางไปเร็วเพียงนี้
เมิ่งเชียนเชียนนิ่งคิดครู่หนึ่ง “ข้าต้องการพบพ่อบ้านเซิน”
ภายในห้องโถงรับแขกที่เงียบสงัด เมิ่งเชียนเชียนเผชิญหน้ากับพ่อบ้านชรา นางไม่อ้อมค้อมให้เสียเวลา “พ่อบ้านเซิน ท่านมีหนทางติดต่อท่านซ่างกวนหรือไม่”
พ่อบ้านเซินมีสีหน้าลำบากใจ “เรื่องนี้... โดยปกติแล้วยามที่ใต้เท้าซ่างกวนออกไปปฏิบัติภารกิจลับ พวกเราทางนี้ก็สุดปัญญาจะติดต่อท่านได้ขอรับ”
เมิ่งเชียนเชียนลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แววตามุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว “พ่อบ้านเซิน ข้าต้องการป้ายผ่านทางหนึ่งอัน และม้าที่ฝีเท้าจัดที่สุดหนึ่งตัว! หากไม่เป็นการรบกวนจนเกินไป ขอยืมชุดเดินทางบุรุษให้ข้าสักชุดเถิด!”
เพียงชั่วก้านธูปไหม้ เมิ่งเชียนเชียนในอาภรณ์ชุดไหมสีดำสนิท สวมหมวกสานปีกกว้างปิดบังใบหน้า พลิกตัวขึ้นหลังม้าศึกอย่างคล่องแคล่ว ควบทะยานฝ่าความมืดมิดแห่งราตรียาวนานออกไป
เมื่อเข้าใกล้ประตูเมือง นางมิได้รั้งบังเหียนลดความเร็วลงแม้แต่น้อย
ทหารยามบนกำแพงเมืองตะโกนก้อง “ผู้ใดบังอาจควบม้าในยามวิกาล? ไม่รู้กฎเคอร์ฟิวหรือไร? หยุดเดี๋ยวนี้!”
เมิ่งเชียนเชียนชูป้ายคำสั่งของจวนตูตูขึ้นเหนือศีรษะ “เปิดประตูเมือง!”
กองทัพหลวงเคลื่อนขบวนล่วงหน้าไปห้าวันแล้ว สถานการณ์ชายแดนวิกฤตดั่งไฟลามทุ่ง กองทัพพยัคฆ์แห่งราชสำนักอย่างน้อยต้องเร่งเดินทัพวันละร้อยลี้ ทหารม้ายิ่งรวดเร็วกว่านั้นทวีคูณ
ท่ามกลางสภาพอากาศวิปริตแปรปรวนเช่นนี้ การฝืนเดินทัพเร่งด่วนย่อมบั่นทอนพละกำลังไพร่พล แท้จริงแล้วหาใช่ผลดีต่อการทำศึก
ทว่าจากเบาะแสที่ซ่างกวนหลิงทิ้งไว้ ราชสำนักประสงค์จะเจรจาสงบศึกกับเป่ยเหลียง การส่งทัพใหญ่ไปเป็นเพียงการข่มขวัญ เป้าหมายที่แท้จริงคือการสืบคดี เพื่อมิให้เป่ยเหลียงใช้เป็นข้ออ้างในการเปิดฉากสงครามกับต้าโจว
“คนหนึ่งพันคน กับทองคำหนึ่งแสนตำลึง... จะอันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอยได้อย่างไร? ทางการแทบจะพลิกแผ่นดินอำเภอเฟิงหาก็ยังไม่พบร่องรอย”
เมิ่งเชียนเชียนขบคิดเงื่อนงำของคดีพลางเร่งม้าฝ่าลมหนาว
สายลมกรรโชกแรงราวกับคมมีดกรีดผิวเนื้อ ความหนาวเหน็บแทรกซึมลึกถึงกระดูกดำ
ยามเหนื่อยล้าและหิวโหย นางเพียงอาศัยโคนต้นไม้ใหญ่กำบังลม ล้วงเอาแผ่นแป้งแห้งแข็งที่บาดคอยามกลืนออกมาจากห่อผ้า กัดกินประทังชีวิต ยามกระหายก็กอบโกยหิมะขาวโพลนบนพื้นขึ้นมากินแก้กระหาย
ยามง่วงงุนจนลืมตาไม่ขึ้น ก็ก่อกองไฟเล็กๆ กอดดาบซิ่วชุนคู่กาย งีบหลับในถ้ำร้างหรือใต้โคนไม้สักงีบ
ตลอดเจ็ดราตรีที่ผ่านมา นางได้เอนกายพักในโรงเตี๊ยมเพียงคืนเดียวเท่านั้น
นางควบม้าไล่ตามจนทันขบวนกองเสบียงและยุทโธปกรณ์ จากนั้นก็ไล่กวดจนทันกองทหารราบของทัพพยัคฆ์ แต่ทว่าเงาของลู่หยวนและเจ้าหนูเป่าซูกลับไร้วี่แววในขบวนทั้งสอง
“ไปกับกองทหารม้าจริงๆ หรือนี่?”
ฝีเท้าทหารม้านั้นรวดเร็วปานลมพัด ยิ่งออกเดินทางก่อนหน้านางถึงห้าวัน ป่านนี้คงใกล้ถึงด่านอวี้เหมินเต็มที
ต่อให้นางควบม้าไม่หยุดพักทั้งวันทั้งคืนก็ยากจะไล่กวดได้ทัน การจะดักหน้าพวกเขาได้ มีเพียงหนทางเดียว... ต้องใช้ทางลัด!
เมิ่งเชียนเชียนกระชากบังเหียนอย่างแรง ม้าศึกคู่ใจหยุดกะทันหัน ยกสองขาหน้าขึ้นตะกุยอากาศ ส่งเสียงร้องกึกก้องกังวาน!
หญิงสาวขยับหน้ากากอำพรางใบหน้าให้กระชับ บังคับม้าเลี้ยวกลับ ควบตะบึงย้อนกลับไปในทิศทางที่เพิ่งจากมา
หิมะเริ่มโปรยปรายลงมาอย่างหนักอีกครา พายุลมแรงพัดพาลูกเห็บตกลงมากระทบหมวกสานและหน้ากากดังเคร้งคร้าง ร่างกายที่ผ่ายผอมของนางสั่นสะท้านด้วยความหนาวเหน็บ ทว่ากระดูกสันหลังของนางกลับตั้งตรงไม่ยอมคดงอให้กับอุปสรรคใดๆ
รถม้าคันหนึ่งแล่นสวนทางมาท่ามกลางพายุหิมะ
เมิ่งเชียนเชียนดึงบังเหียนเบี่ยงม้าหลบ สวนทางผ่านรถม้าคันนั้นไปอย่างรวดเร็ว
สายลมหนาวพัดเอาม่านหน้าต่างรถม้าเปิดเผยอขึ้นเล็กน้อย เผยให้เห็นเงาร่างของบุรุษในชุดคลุมสีม่วงเข้ม นั่งพิงผนังรถม้าอย่างสงบนิ่ง เปลือกตาปิดสนิทคล้ายกำลังพักผ่อน
ทันใดนั้น... ดวงตาคู่นั้นก็ลืมโพลงขึ้น
[จบบท]