คำพูดนั้นของมหาตูตูลู่ทำเอาลู่หลิงเซียวได้ฟังถึงกับชะงักค้าง ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกสาป
คนเป็นบิดาอย่างลู่สิงโจวที่ยืนอยู่ข้างกายบุตรชาย แทบจะยกมือกุมขมับด้วยความปวดเศียรเวียนเกล้า
เจ้าลูกตัวดี ทำเรื่องอะไรไม่ทำ ดันหาเรื่องใส่ตัวด้วยการพาผู้หญิงคนนี้มาร่วมงานเลี้ยงอันทรงเกียรติที่จวนตูตู
สถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออกเช่นนี้ จะยอมรับก็เหมือนเอามีดมาจ่อคอ จะปฏิเสธก็เหมือนเดินลงเหว
หากไม่ยอมรับ แล้วบุตรชายพาอนุภรรยาออกหน้าออกตามาร่วมงานเลี้ยงขุนนางใหญ่เช่นนี้ จะเหลือความเหมาะสมอันใดให้ผู้คนนับถือ
แต่หากจะยอมรับว่านางเป็น...
ยังไม่ทันที่ลู่สิงโจวจะคิดหาทางออกที่สมบูรณ์แบบได้ ลู่หยวนผู้มีดวงตาแหลมคมดั่งเหยี่ยวก็เปลี่ยนหัวข้อสนทนาอย่างฉับพลัน ใบหน้าหล่อเหลาปรากฏรอยยิ้มจางๆ ที่ดูไม่ออกว่าจริงใจหรือเสแสร้ง "ว่าไปแล้ว เป่ยเหลียงเปรียบเสมือนหนามยอกอกของแคว้นต้าโจวเรามาช้านาน ชัยชนะเหนือเป่ยเหลียงในครานี้ แม่ทัพลู่มีความดีความชอบใหญ่หลวงยิ่งนัก เปิ่นตูกูรู้สึกชื่นชมแม่ทัพลู่จากใจจริง"
“มหาตูตูลู่ยกยอเกินไปแล้วขอรับ” ลู่สิงโจวผ่อนลมหายใจออกอย่างโล่งอก สีหน้าผ่อนคลายลงเล็กน้อยพลางส่งสายตาปรามบุตรชายเป็นเชิงนัย
ลู่หลิงเซียวรีบประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม แม้ในใจจะยังสับสนแต่ปากก็เอ่ยตอบอย่างถ่อมตน “ศึกครั้งนี้เป็นความชอบของเหล่าทหารกล้าที่ชายแดนทุกนาย หลิงเซียวเพียงแค่ปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างสุดความสามารถ มิกล้ารับความดีความชอบไว้เพียงผู้เดียวขอรับ”
ลู่หยวนเหยียดยิ้มที่มุมปาก แววตาลึกล้ำยากหยั่งถึง “ใต้เท้าลู่ ท่านช่างมีบุตรชายที่ประเสริฐแท้ๆ”
เมื่อแผ่นหลังสง่างามของลู่หยวนลับสายตาไป ลู่สิงโจวก็หันขวับมาทางบุตรชาย น้ำเสียงกดต่ำเต็มไปด้วยโทสะ “เจ้าตามข้าออกมาเดี๋ยวนี้”
สองพ่อลูกปลีกตัวออกมายังลานเรือนอันเงียบสงบ เวลานี้แขกเหรื่อล้วนกำลังเพลิดเพลินกับอาหารเลิศรสในงานเลี้ยง จึงไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นความผิดปกติทางด้านนี้
ลู่สิงโจวระเบิดอารมณ์ถามเสียงเข้ม “ตกลงมันเรื่องบ้าอะไรกันแน่ ข้าถามเจ้าว่าเชียนเชียนอยู่ที่ไหน!”
ลู่หลิงเซียวตอบด้วยน้ำเสียงเจือความหงุดหงิด “ใครจะไปรู้ว่านางหายไปไหน ข้าให้นางรออยู่ในรถม้าเพียงครู่เดียว พอหันกลับมานางก็หายตัวไปไร้ร่องรอย ข้าตามหานางอยู่นานสองนาน นึกว่านางคงโกรธข้าแล้วถือวิสาสะมาร่วมงานเลี้ยงเองก่อน ส่วนหว่านเอ๋อร์... นางเพียงแค่แวะซื้อผ้าตัดชุดใหม่ ใครจะไปคาดคิดว่าจู่ๆ ฝนจะเทลงมาหนักขนาดนี้ ข้าจะทิ้งนางไว้กลางฝนนอกเมืองคนเดียวได้อย่างไร ข้าวางใจไม่ลง”
ลู่สิงโจวจ้องมองบุตรชายด้วยความโมโหจนแทบอยากจะกระอักเลือด “ทิ้งภรรยาเอกของตนเองไว้ข้างนอกเจ้าวางใจลง แต่กับผู้หญิงคนอื่นเจ้ากลับห่วงใยนักหรือ หากเชียนเชียนเกิดเป็นอะไรขึ้นมา ใครๆ ในเมืองหลวงก็จะรู้กันทั่วว่าวันนี้เจ้ากล้าพาเมียน้อยมาร่วมงานเลี้ยงของมหาตูตูลู่เพื่อหยามหน้าภรรยาเอก!”
ลู่หลิงเซียวสวนกลับด้วยสีหน้าจริงจัง แววตามุ่งมั่น “ท่านพ่อ หว่านเอ๋อร์ไม่ใช่อนุภรรยา”
“เจ้าหุบปากซะ!” ลู่สิงโจวตวาดเสียงเย็นเฉียบ
ลู่หลิงเซียวจำต้องกลืนคำแก้ตัวลงคอไปอย่างขมขื่น ก่อนจะเอ่ยเสียงอ่อนลง “บางที... นางอาจจะกำลังเดินทางมาถึงแล้ว นางเป็นถึงนายหญิงน้อยใหญ่ตระกูลลู่ ในเมืองหลวงแห่งนี้ไม่มีใครกล้าแตะต้องนางหรอกขอรับ”
“เป็นเช่นนั้นได้ก็ดีที่สุด!”
ลู่สิงโจวสะบัดแขนเสื้ออย่างหัวเสีย ก่อนจะเรียกอู่ชี บ่าวคนสนิทเข้ามาสั่งกำชับให้รีบออกไปตามหาเมิ่งเชียนเชียนทันที
“เจ้าก็ต้องไปด้วย”
ลู่สิงโจวหันมาสั่งบุตรชายเสียงเด็ดขาด “ข้าจะไปเรียนมหาตูตูลู่ว่า เจ้าจำเป็นต้องรีบกลับไปดูแลมารดาที่ป่วยกะทันหัน”
ลู่หลิงเซียวก้มหน้ารับคำอย่างจำนน รู้ดีว่าเป็นความผิดของตน
เมื่อสองพ่อลูกกลับเข้ามาที่โต๊ะอาหาร สถานการณ์กลับย่ำแย่ลงไปอีก
เพียงชั่วเวลาที่พวกเขาปลีกตัวออกไป หลินหว่านเอ๋อร์ก็ถูกรายล้อมด้วยกลุ่มฮูหยินขุนนางที่เข้ามาชื่นชมและเรียกขานนางว่า ‘ฮูหยินลู่’ คำแล้วคำเล่าอย่างสนิทสนม
มิหนำซ้ำ ลวี่หลัว สาวใช้ตัวดีก็เปลี่ยนสรรพนามเรียกเจ้านายจาก ‘คุณหนู’ เป็น ‘ฮูหยินของข้า’ อย่างคล่องปาก
ฮูหยินท่านหนึ่งจับมือบอบบางของหลินหว่านเอ๋อร์ขึ้นมาลูบไล้อย่างเอ็นดู พลันสายตาก็สะดุดเข้ากับรอยแผลเป็นที่ง่ามนิ้วโป้งซ้าย นางจึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย “ฮูหยินลู่ มือของท่านไปโดนสิ่งใดมาหรือเจ้าคะ”
ลวี่หลัวรีบสอดปากตอบแทนทันควันด้วยน้ำเสียงภูมิใจ “ฮูหยินของข้าได้รับบาดเจ็บเพราะเอาตัวเข้าปกป้องนายน้อยใหญ่จากลูกธนูหลงทิศเจ้าค่ะ ท่านไม่รู้หรอกว่าสถานการณ์ตอนนั้นวิกฤตเพียงใด หากลูกธนูเบี่ยงไปอีกเพียงครึ่งนิ้ว มือของฮูหยินข้าคงพิการไปแล้ว”
“ตายจริง! พวกท่านเจอพวกมือสังหารหรือ” เหล่าฮูหยินต่างอุทานด้วยความตกใจ
“ในเมืองหลวงอันสงบสุขเช่นนี้ จะมีมือสังหารที่ไหนใช้ธนูหลงทิศกันเจ้าคะ นั่นเป็นอาวุธที่ใช้ในการรบที่ชายแดนต่างหาก”
หลินหว่านเอ๋อร์หน้าถอดสี รีบชักมือกลับมาซุกไว้ในแขนเสื้อ
ลวี่หลัวเองก็เพิ่งรู้ตัวว่าพลั้งปากพูดมากเกินไป รีบยกมือขึ้นปิดปากตนเองตาโต
ลู่หลิงเซียวเห็นท่าไม่ดีรีบสาวเท้าเข้ามาแทรกกลางวงสนทนา “ฮูหยินทุกท่าน ต้องขออภัยด้วย ท่านแม่ของข้าอาการกำเริบ พวกเราคงต้องขอตัวกลับก่อน”
กล่าวจบ เขาก็ไม่รอช้า รีบประคองหลินหว่านเอ๋อร์และส่งสายตาให้ลวี่หลัวรีบลุกขึ้นเดินจากไป
ทว่าเคราะห์ซ้ำกรรมซัด เพิ่งจะเดินพ้นประตูมาได้ไม่กี่ก้าว ก็ชนเข้ากับทหารนายหนึ่งที่เพิ่งเดินทางกลับมาจากชายแดนอย่างจัง
“แม่ทัพลู่! อ้าว ลวี่หลัว? เจ้าก็มาด้วยหรือนี่” ทหารหนุ่มทักทายอย่างเป็นกันเอง
“ข้า...” ลวี่หลัวอึกอัก
ทหารนายนั้นมองเลยไปที่สตรีข้างกายแม่ทัพลู่ “นี่แม่นางหลินใช่หรือไม่ สวมผ้าปิดหน้ามิดชิดเสียจนข้าเกือบจำไม่ได้... โอ๊ย! ตีข้าทำไมเนี่ย”
เสียงร้องโอดโอยของทหารหนุ่มดึงดูดความสนใจของเหล่าฮูหยินที่ยังคงจับกลุ่มคุยกันอยู่ ให้หูผึ่งขึ้นมาทันที
แม่นางหลิน?
นายหญิงน้อยตระกูลลู่... แซ่เมิ่งมิใช่หรือ?
บรรยากาศภายในรถม้าขากลับเต็มไปด้วยความอึดอัดหนักอึ้ง
ลู่หลิงเซียวมีสีหน้าเคร่งเครียด คิ้วขมวดเป็นปม
หลินหว่านเอ๋อร์ค่อยๆ เอื้อมมือไปกระตุกชายแขนเสื้อของเขาเบาๆ ก่อนจะขยับมือทำภาษามืออย่างนุ่มนวลสื่อความหมายว่า : ขอโทษ เป็นความผิดของข้าเอง ข้าสร้างปัญหาให้ท่านอีกแล้วใช่หรือไม่
ลู่หลิงเซียวกุมมือเล็กๆ นั้นไว้ บีบเบาๆ เพื่อปลอบประโลม น้ำเสียงอ่อนโยนลงหลายส่วน “หว่านเอ๋อร์ไม่ต้องกังวล เรื่องนี้ข้าจะจัดการเอง”
หลินหว่านเอ๋อร์ก้มหน้านิ่งอย่างรู้สึกผิด
ลู่หลิงเซียวเห็นดังนั้นจึงเอ่ยถาม “หว่านเอ๋อร์รู้สึกน้อยใจหรือ”
หญิงสาวส่ายหน้าช้าๆ ขยับมือสื่อสารอีกครั้ง : ข้าเป็นห่วงนายหญิงน้อยใหญ่ นางจะเป็นอะไรหรือไม่
ลวี่หลัวที่นั่งอยู่ด้านข้างแค่นเสียงขึ้นจมูกอย่างหมั่นไส้ “คุณหนูเจ้าคะ นายหญิงน้อยใหญ่หนังเหนียวจะตาย ไม่เป็นอะไรไปง่ายๆ หรอกเจ้าค่ะ ไม่แน่ว่าป่านนี้นางคงกลับไปนอนสบายที่ตระกูลลู่ตั้งนานแล้ว ปล่อยให้พวกเราร้อนใจเปล่าๆ”
หลินหว่านเอ๋อร์ใช้ศอกสะกิดลู่หลิงเซียว เป็นเชิงเร่งเร้า
ลู่หลิงเซียวถอนหายใจ “ได้ๆ ข้าจะไปตามหานาง แต่ข้าต้องไปส่งเจ้าที่ตระกูลลู่ให้เรียบร้อยเสียก่อน”
ลึกๆ แล้ว ลู่หลิงเซียวก็อดคิดไม่ได้ว่าคำพูดของลวี่หลัวมีเหตุผล บางทีเมิ่งเชียนเชียนอาจจะกลับไปแล้วจริงๆ
ไม่อย่างนั้นคนอย่างนางจะไปซุกหัวนอนที่ไหนได้
รถม้าหยุดลงที่หน้าประตูจวนตระกูลลู่ ลู่หลิงเซียวประคองหลินหว่านเอ๋อร์เดินขึ้นบันไดหิน ยังไม่ทันจะได้เคาะห่วงประตู บานประตูไม้สักหนักอึ้งก็ถูกเปิดออกอย่างแรง
ปั้นเซี่ยยืนตะลึงงันอยู่หลังประตู ดวงตาเบิกกว้างเมื่อเห็นนายเขยโอบกอดหญิงแพศยาผู้นั้นไว้แนบอก ความโกรธแล่นพล่านขึ้นหน้าจนลืมความกลัว “นายเขย!”
“คุณหนูของเจ้าล่ะ?”
“คุณหนูของเจ้าล่ะ?”
ทั้งสองฝ่ายเอ่ยถามขึ้นพร้อมกันด้วยความประหลาดใจ
ปั้นเซี่ยกระทืบเท้าด้วยความโมโห “ข้ายังอยากจะถามนายเขยเลยเจ้าค่ะ! คุณหนูของข้าไปอยู่ที่ไหน!”
สาวใช้ผู้ซื่อสัตย์เล่าด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า นางหาลู่หลิงเซียวไม่พบ จึงรีบกลับไปที่ร้านผ้ากับอู๋เกอเอ๋อร์ แต่เถ้าแก่ร้านกลับบอกว่าคุณหนูยืมร่มคันเก่าๆ แล้วเดินฝ่าฝนออกไปเพียงลำพัง
ที่นั่นอยู่ห่างจากจวนตูตูตั้งไกลโข คุณหนูไม่มีรถม้า ฝนก็ตกหนักปานฟ้ารั่ว นางคงไม่บ้าพอที่จะเดินไปร่วมงานเลี้ยงคนเดียวแน่
พวกบ่าวไพร่จึงรีบกลับมาดูที่จวนตระกูลลู่ด้วยความหวังว่าคุณหนูจะกลับมาแล้ว หากยังไม่กลับ จะได้เกณฑ์คนออกไปตามหาให้ทั่วเมือง
“คุณหนูของเจ้า... ไม่ได้อยู่กับเจ้าหรือ”
คราวนี้ลู่หลิงเซียวเริ่มรู้สึกใจคอไม่ดีขึ้นมาจริงๆ เสียแล้ว
แม้เขาจะไม่ได้มีใจรักใคร่เมิ่งเชียนเชียน แต่อีกฝ่ายก็ขึ้นชื่อว่าเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามประเพณี และเป็นชีวิตคนบริสุทธิ์คนหนึ่ง เขาไม่ได้ใจดำพอที่จะอยากเห็นนางเกิดเรื่องร้าย
ทันใดนั้นเอง ท่ามกลางสายฝนที่ตกลงมาอย่างบ้าคลั่ง ร่างผอมบางร่างหนึ่งก็ปรากฏขึ้น นางถือร่มกระดาษน้ำมันที่ก้านหักพังยับเยิน เดินโซซัดโซเซฝ่าม่านฝนเข้ามาใกล้
เม็ดฝนเย็นเฉียบกระหน่ำตีลงบนไหล่เล็กบางที่สั่นเทา เสื้อผ้าเปียกโชกแนบไปกับลำตัว นางดูเปราะบางราวกับจะแตกสลายได้ทุกเมื่อ ความหนาวเหน็บดูเหมือนจะซึมลึกเข้าไปกัดกินถึงกระดูกดำ
อู๋เกอเอ๋อร์ตระโกนลั่นด้วยความดีใจระคนตกใจ “นายหญิงน้อยใหญ่!”
ปั้นเซี่ยหน้าซีดเผือด วิ่งถลันออกไป “คุณหนู!”
ลู่หลิงเซียวตีหน้าขรึม กางร่มเดินตรงเข้าไปหาเมิ่งเชียนเชียนที่ยืนตัวสั่นเทาอยู่กลางฝน แทนที่จะถามไถ่ด้วยความห่วงใย เขากลับตวาดถามเสียงดุ “ข้าบอกให้เจ้ารออยู่ในรถม้าไม่ใช่หรือ! กลับมาก็ไม่เห็นแม้แต่เงาหัว เจ้าหายหัวไปไหนมา!”
เมิ่งเชียนเชียนหนาวจนร่างกายแข็งทื่อไปหมด แม้แต่แก้มและลิ้นก็ชาจนแทบขยับไม่ได้
นางได้แต่เงยหน้ามองสามีด้วยสายตาว่างเปล่าและเย็นชา
ลู่หลิงเซียวสังเกตเห็นว่าชุดที่นางสวมใส่อยู่ไม่ใช่ชุดเดิมตอนที่ออกจากบ้าน พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นห่อผ้าที่หลุดมือตกลงบนพื้นเปียกแฉะ ความคิดแง่ลบก็พุดขึ้นในหัว สีหน้าของเขายิ่งเย็นชาและดูแคลนมากขึ้นไปอีก
“นี่เจ้าแอบหนีไปซื้อเสื้อผ้ามาอย่างนั้นหรือ? พอเห็นหว่านเอ๋อร์ซื้อ เจ้าก็ดิ้นรนจะซื้อตาม... เจ้าจะต้องคอยแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกับหว่านเอ๋อร์ไปทุกเรื่องเลยหรือไร ปกติเจ้าจะไม่รู้ความก็แล้วไปเถอะ แต่นี่เจ้าถึงกับกล้าทำตัวเอาแต่ใจในโอกาสสำคัญเช่นนี้เชียวหรือ!”
(จบตอน)