บทที่ 98: นางโหดเหี้ยมจนคนตระกูลลู่ตัวสั่น
ในความมืดมิดแห่งราตรีกาล บุรุษชุดดำจ้องมองเมิ่งเชียนเชียนด้วยแววตาเย็นเยียบอำมหิต เพียงแค่กระพุ้งแก้มของมันขยับไหว เมิ่งเชียนเชียนก็ตวัดเท้าเตะสวนออกไปทันควัน ปลายเท้าปะทะเข้ากับขากรรไกรอย่างแม่นยำและรวดเร็วจนเกิดเสียงกระดูกลั่นหลุดจากเบ้า
"คิดจะกัดลิ้นฆ่าตัวตายหรือ" น้ำเสียงของนางเรียบนิ่งแต่แฝงความอำมหิต "หากเจ้าไม่ยอมคายความลับ ข้าจะตัดเส้นเอ็นมือเท้าของเจ้า ให้เจ้าลิ้มรสชาติของการที่อยู่มิสู้ตาย"
สิ้นคำประกาศิต พลันบังเกิดเสียงแหวกอากาศหวีดหวิวมาจากเงามืด ลูกธนูเย็นเยียบสามดอกพุ่งตรงเข้าหาจุดตายของเมิ่งเชียนเชียน นางสะบัดข้อมือวาดกระบี่เป็นวงบุปผา ปัดป้องลูกธนูจนหักสะบั้นร่วงหล่นลงพื้น ในขณะเดียวกัน ปลายเท้าก็แตะพื้นดีดตัวถอยหลัง โอบประคองร่างของเหล่าไท่จวินหลบเข้าหลังต้นไม้ใหญ่ได้อย่างทันท่วงที
เหล่าไท่จวินรีบหดตัวซ่อนอย่างว่าง่ายตามสัญชาตญาณ
ลูกธนูอีกระลอกใหญ่ระดมยิงเข้ามาดุจห่าฝน นายหญิงรองและบรรดาสาวใช้ต่างกรีดร้องตื่นตระหนกจนทำอะไรไม่ถูก
"พี่ใหญ่ระวัง!"
นายท่านรองลู่พยายามกางแขนปกป้องภรรยา พร้อมกับถลันตัวหมายจะเข้าไปฉุดลู่สิงโจวให้หลบเข้าที่กำบัง ทว่าลูกธนูดอกหนึ่งพุ่งเฉียดเข้ามายิงทะลุชายแขนเสื้อ บีบให้เขาต้องชะงักเท้าถอยกลับไป
ในวินาทีแห่งความเป็นความตาย องครักษ์ผู้หนึ่งกระโจนเข้าขวางหน้าลู่สิงโจว สะบัดกระบี่ปัดลูกธนูดอกนั้นออกไปได้อย่างเฉียดฉิว
อาศัยจังหวะชุลมุนที่มีลูกธนูเป็นฉากบังตา คนชุดดำสวมหน้ากากอีกผู้หนึ่งใช้วิชาตัวเบาโฉบลงมาดุจเหยี่ยวราตรี คว้าตัวนักฆ่าที่บาดเจ็บอยู่บนพื้นแล้วเหินกายหนีไป
"คิดจะหนีหรือ!"
ถานเอ๋อร์ผู้ตามมาสมทบกระโดดลอยตัวจากหลังคาเรือน ซัดลูกเตะเข้าใส่แขนของคนสวมหน้ากากผู้นั้นจนเสียงกระดูกหลุดดังลั่น ทว่าคนผู้นั้นกลับไม่แม้แต่จะส่งเสียงร้องหรือกะพริบตา มันกระชากแขนตนเองกลับเข้าที่อย่างดิบเถื่อน แล้วพาร่างพวกพ้องหายวับไปในความมืด
ถานเอ๋อร์หมุนกายเตรียมจะไล่กวด
"ถานเอ๋อร์ อย่าตาม" เสียงของเมิ่งเชียนเชียนดังขึ้นหยุดยั้งนาง
สาวน้อยเบ้ปากอย่างขัดใจ "ทำไมไม่ให้ตามเจ้าคะ"
"สู้ไม่ไหว" เมิ่งเชียนเชียนกล่าวตอบสั้นๆ ด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"แต่ว่าคนผู้นั้น..."
"มันไม่รอดหรอก" เมิ่งเชียนเชียนกล่าวเสริม "หากมันอยู่นิ่งๆ ก็พอทำเนา แต่หากขยับกายใช้กำลังภายใน ซี่โครงที่หักสะบั้นจะทิ่มแทงเข้าอวัยวะภายในจนถึงแก่ชีวิต"
นางกล่าวจบพลางก้มลงมองป้ายคำสั่งที่ฉกฉวยมาจากเอวของนักฆ่าผู้นั้น ก่อนจะซุกซ่อนมันไว้ในอกเสื้ออย่างแนบเนียน
"เชียนเชียน ย่าออกมาได้หรือยัง" เสียงของเหล่าไท่จวินดังอู้อี้มาจากหลังต้นไม้
เมิ่งเชียนเชียนพยักหน้า "ออกมาได้แล้วเจ้าค่ะ"
เหล่าไท่จวินเดินออกมายืนหอบหายใจ ทว่าแข้งขายังคงดูแข็งแรงคล่องแคล่วผิดวัย
บรรยากาศในลานเรือนยามนี้เงียบกริบ เจ้านายและบ่าวไพร่ตระกูลลู่ต่างยืนตะลึงงันดั่งต้องมนต์สะกด มิใช่เพราะตกใจที่เห็นเหล่าไท่จวินปลอดภัย หรือท่าไม้ตาย 'คว้าจับ' อันน่าตื่นตะลึงเมื่อครู่
แต่สิ่งที่ทำให้พวกเขาขนลุกชัน คือตัวตนที่แท้จริงของเมิ่งเชียนเชียนที่เผยออกมาในค่ำคืนนี้
ตลอดห้าปีที่ผ่านมา ภาพจำของเมิ่งเชียนเชียนในสายตาคนตระกูลลู่คือสตรีที่อ่อนแอ หัวอ่อน ว่านอนสอนง่าย ถูกเหล่าฟูเหรินโขกสับก็ก้มหน้าอดทน ถูกบ่าวไพร่ค่อนขอดก็ทำหูทวนลม แม้กระทั่งสามีพาหญิงอื่นกลับมาหยามหน้าถึงเรือน นางก็ยังสงบปากสงบคำ
สะใภ้ใหญ่ผู้เป็นดั่งลูกไก่ในกำมือ บัดนี้กลับกลายเป็นพยัคฆ์ซ่อนเล็บ รังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากร่างของนางเมื่อครู่รุนแรงเสียยิ่งกว่านักฆ่าเสียอีก
แววตาคู่นั้น ช่างน่าสะพรึงกลัวจนจับขั้วหัวใจ
ลู่สิงโจวยืนไพล่มืออยู่ด้านหลัง กำปั้นในมือบีบแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน
นายท่านรองลู่นอกจากจะตกตะลึงแล้ว ภายในแววตายังเต็มไปด้วยความรู้สึกซับซ้อนยากจะอธิบาย
นายหญิงรองตัวสั่นงันงก รีบมุดหน้าซ่อนหลังแผ่นหลังสามี ปากก็พึมพำด้วยความหวาดผวา "วันที่นายทหารคนนั้นมาบอกว่านางมีความดีความชอบ... เป็นเรื่องจริงหรอกหรือ... นาง... นางเคยฆ่าคนในสนามรบจริงๆ หรือนี่"
เมิ่งเชียนเชียนก้มมองกระบี่เปื้อนเลือดในมือ เอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงเย็นชาเหมือนคุยเรื่องดินฟ้าอากาศ "ใช่เจ้าค่ะ อาสะใภ้รอง และคนที่ตายด้วยมือข้า ก็มิได้มีเพียงแค่คนเดียว"
นายหญิงรองยืนตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาป
คำว่า 'อาสะใภ้รอง' ที่นางเคยอยากได้ยิน บัดนี้กลับฟังดูเหมือนคำประกาศมรณะ นังเด็กนี่... คงไม่คิดจะชำระบัญชีแค้น แล้วลงมือเชือดนางทิ้งเสียตรงนี้หรอกกระมัง
นางกระตุกแขนเสื้อสามียิกๆ
นายท่านรองลู่กระซิบเสียงรอดไรฟัน "ข้าบอกเจ้าแล้วว่าอย่าไปรังแกคนเขา!"
แม้จะโมโหภรรยา แต่เขาก็ไม่อาจปล่อยให้นางถูกเมิ่งเชียนเชียนซ้อมตายคาเท้าได้ ด้วยฝีมือระดับนี้ เกรงว่าแค่หมัดเดียว นายหญิงรองคงได้ไปเฝ้ายมบาล
"พี่ใหญ่"
เขาหันไปส่งสายตาขอความช่วยเหลือจากลู่สิงโจว
คนอย่างเขาที่เป็นคุณชายเจ้าสำราญมาทั้งชีวิต มีหรือจะกล้าออกหน้า เรื่องพรรค์นี้ต้องโยนให้พี่ใหญ่จัดการ
ดวงตาของลู่สิงโจวลึกล้ำดุจห้วงมหรรณพ
ในบรรดาคนตระกูลลู่ เขาเป็นเพียงคนเดียวที่สืบข่าวเรื่องราวของเมิ่งเชียนเชียนที่ชายแดนมาอย่างละเอียด เขาย่อมรู้ดีว่านางมีฝีมือ แต่ภาพที่เห็นกับตาวันนี้ก็ยังทำให้เขาตื่นตะลึงอยู่ดี
เพลงกระบี่และวรยุทธ์ของอดีตลูกสะใภ้ผู้นี้ มิได้ด้อยไปกว่าแม่ทัพลู่บุตรชายของเขาเลยแม้แต่น้อย
เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ "อยู่ที่ตระกูลลู่มาห้าปี เหตุใดเจ้าจึงซ่อนคมงำประกายมิดชิดเช่นนี้ เจ้ามีจุดประสงค์อันใดแอบแฝงกันแน่"
เมิ่งเชียนเชียนกระตุกยิ้มเย็นที่มุมปาก "ท่านลู่กำลังจะบอกว่าข้าเข้ามาเพื่อหวังผลประโยชน์จากตระกูลลู่กระนั้นหรือ ท่านไม่ลองตรองดูบ้างเล่าว่า ตระกูลลู่ของท่านในยามนั้นมีสิ่งใดให้ข้าปรารถนา จะให้ข้าหวังหนี้สินที่ท่วมหัว หวังความตกอับที่ต้องระหกระเหิน หรือหวังบุตรชายโลเลหลายใจของท่าน หวังมารดาของท่านที่คอยแต่จะหาเรื่องตั้งกฎเกณฑ์บีบคั้นข้าทุกเช้าค่ำ หากมิใช่เพราะท่านปู่เมิ่งของข้าหลงกลบิดาของท่านในปีนั้น มีหรือข้าจะยอมแต่งเข้าตระกูลลู่ ให้พวกท่านโขกสับเล่นถึงห้าปีเต็ม"
เหล่าไท่จวินรีบผสมโรงอย่างชอบใจ "ถูกต้องที่สุด!"
นายหญิงรองอ้าปากค้าง "ท่านย่า ท่านอยู่ฝั่งไหนกันแน่เจ้าคะเนี่ย!"
ใบหน้าของลู่สิงโจวเคร่งขรึมลงจนดำคล้ำ เขาย่อมรู้อยู่แก่ใจว่าสิ่งที่เมิ่งเชียนเชียนพูดมาล้วนเป็นความจริง ในยามนั้นตระกูลลู่ตกต่ำจนแทบไม่มีที่ซุกหัวนอน
เขาเพียงแค่ไม่เข้าใจเจตนาที่นางปิดบังวรยุทธ์
เขาพยายามปรับสีหน้าให้ดูจริงจัง "หากเจ้ายอมเปิดเผยความจริงใจแต่แรก ตระกูลลู่จะไม่ยืนอยู่ข้างเจ้าได้อย่างไร"
"หากท่านลู่จะคิดเข้าข้างตนเองเช่นนี้ ข้าก็จนปัญญาจะอธิบาย"
เมิ่งเชียนเชียนคร้านจะต่อปากต่อคำ นางไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ตัวเองให้คนเหล่านี้ยอมรับ ในเมื่อคนที่เจ็บใจคือพวกเขา มิใช่นาง
ลู่สิงโจวยังคงรักษามาดขรึมไว้ แต่มีเพียงน้องชายอย่างนายท่านรองลู่ที่มองออกว่า พี่ใหญ่กำลังโกรธจนแทบกระอักเลือด
เหล่าไท่จวินยื่นมือข้างที่ก่อวีรกรรมออกมา ทำหน้าแหย "เชียนเชียน มือย่าเปื้อนหมดแล้ว"
เมิ่งเชียนเชียนส่งกระบี่คืนให้ถานเอ๋อร์ ก่อนจะเข้าไปประคองแขนหญิงชราอย่างนุ่มนวล "ข้าจะพาคุณทวดกลับเรือนไปล้างมือนะเจ้าคะ"
"ไปกันเถอะ!"
ถานเอ๋อร์กระโดดโลดเต้นตามหลังทั้งสองไปอย่างร่าเริง ทว่าเมื่อเดินผ่านลู่สิงโจว นางก็ชะงักเท้าแล้วเอ่ยขึ้นลอยๆ "คุณหนูเคยบอกว่า พ่อสามีเก่าที่มีคุณภาพ คือพ่อสามีที่ทำตัวเหมือนตายไปแล้วเจ้าค่ะ"
นางสะบัดหน้าเดินจากไป ทิ้งถ้อยคำแสบสันไว้ในสายลม "วันหน้าวันหลังอย่ามารบกวนพี่สาวข้าอีก ถามอยู่นั่นแหละ คนตระกูลลู่ของพวกท่านนี่... น่ารำคาญเสียจริง!"
อกของลู่สิงโจวกระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรงด้วยโทสะที่อัดแน่น
เมื่อแผ่นหลังของทั้งสามลับสายตา นายหญิงรองจึงกล้าเปิดปาก "พี่ใหญ่ ดูนางสิเจ้าคะ มันน่า..."
นายท่านรองลู่กระชากแขนภรรยา ส่งสายตาปรามให้นางหุบปากเสีย
ลู่สิงโจวสะบัดแขนเสื้อเดินหนีไปพร้อมรังสีอำมหิต
นายหญิงรองหยิกแขนสามีด้วยความขัดใจ "ท่านทำไมไม่ให้ข้าพูด!"
"พี่ใหญ่อารมณ์ไม่ดี เจ้าหัดดูตาม้าตาเรือบ้างสิ!" นายท่านรองลู่เอ็ดเสียงเขียว
"ข้าไม่ได้เป็นคนยั่วโมโหเขาสักหน่อย! เก่งจริงก็ไปลงที่นังเด็กนั่นสิ!" นางกระแทกเสียงใส่ "ว่าแต่... นังเด็กนั่นไปกินดีหมีหัวใจเสือมาจากไหน ทำไมถึงกลายเป็นยอดฝีมือไปได้นะ"
เมื่อกลับมาถึงเรือนพัก เมิ่งเชียนเชียนตักน้ำล้างมือให้เหล่าไท่จวินอย่างบรรจง พลางเอ่ยถาม "คุณทวด ท่าไม้ตายเมื่อครู่นั่น ท่านไปร่ำเรียนมาจากสำนักใดเจ้าคะ"
เหล่าไท่จวินตอบเสียงอ่อย "จำมาจากในฮว่าเปิ่นน่ะ"
เมิ่งเชียนเชียนถึงกับพูดไม่ออก
ช่วงสองเดือนที่นางไม่อยู่เมืองหลวง หญิงชราคงว่างจนเบื่อหน่าย จึงใช้ให้ซี่เชวี่ยไปหาซื้อหนังสือนิทานประโลมโลกมาอ่านให้ฟัง
ครั้นซี่เชวี่ยซื้อมาแล้วไม่ถูกใจ ไม่ตื่นเต้นสมจริง ก็คงใช้ให้เจ้าจ้าวสี่ไปหาซื้อมาให้อีกเป็นแน่
เมิ่งเชียนเชียนได้แต่กุมขมับด้วยความอ่อนใจ
นางอยู่เป็นเพื่อนจนกระทั่งเหล่าไท่จวินหลับสนิท ลมหายใจสม่ำเสมอของหญิงชราบ่งบอกว่าเหตุการณ์ระทึกขวัญเมื่อครู่ไม่ได้สร้างความหวาดกลัวอันใดให้นางเลย เมิ่งเชียนเชียนจึงค่อยวางใจ
ถานเอ๋อร์ชี้ไปที่ถุงเงินข้างเอวของเมิ่งเชียนเชียน "พี่สาว ป้ายนั่น..."
เมิ่งเชียนเชียนยกนิ้วชี้แตะริมฝีปากเป็นเชิงห้ามปราม แล้วชี้ขึ้นไปบนหลังคา
ถานเอ๋อร์เงยหน้ามองขวับ เตรียมจะพุ่งขึ้นไปจัดการคนแอบฟัง แต่ถูกสายตาดุๆ ของเมิ่งเชียนเชียนปรามไว้ นางไม่อยากให้เกิดเสียงดังรบกวนการนอนของเหล่าไท่จวิน
สาวใช้ตัวน้อยเท้าคางทำแก้มป่อง "ก็ได้เจ้าค่ะ"
ทั้งสองรอจนครบครึ่งชั่วยามจึงค่อยลอบออกจากเรือนของเหล่าไท่จวิน
เมื่อพวกนางคล้อยหลังไป เงาร่างหนึ่งบนหลังคาก็พลิ้วกายลงมา แล้วเร้นกายเข้าไปในห้องหนังสือของลู่สิงโจว
"นายท่านใหญ่ พวกนางไม่ได้พูดความลับอันใดขอรับ สนทนากันแต่เรื่องสัพเพเหระ"
แววตาของลู่สิงโจวมืดมนดุจรัตติกาล "รู้แล้ว ออกไปได้"
เมื่อกลับมาถึงเรือนพักในตรอกเฟิงสุ่ย เมิ่งเชียนเชียนหยิบป้ายคำสั่งปริศนาออกมาวางบนโต๊ะ "ถานเอ๋อร์ เจ้ารู้จักสิ่งนี้หรือไม่"
"อื้อ!" ถานเอ๋อร์พยักหน้าหงึกหงัก "นี่คือป้ายคำสั่งพยัคฆ์ของหอว่านฮวา คนทั่วไปไม่มีทางได้ครอบครองเจ้าค่ะ ต้องเป็นยอดฝีมือระดับคนสนิทของแม่เล้าเยี่ยนเหนียงจื่อเท่านั้นถึงจะมีสิทธิ์พกพา"
"เขาเป็นคนของเยี่ยนเหนียงจื่อหรือนี่" เมิ่งเชียนเชียนกำป้ายในมือแน่น แววตาทอประกายเย็นเยียบ "มิน่าเล่าเขาถึงหนีไปซ่อนตัวที่หอว่านฮวา ข้าก็นึกว่าเขาแค่ต้องการใช้สถานที่อโคจรบังหน้าเสียอีก"
ถานเอ๋อร์เอียงคอถามด้วยความสงสัย "พี่สาว แล้วทำไมเขาต้องตามฆ่าท่านด้วยล่ะเจ้าคะ"
เมิ่งเชียนเชียนนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "เพราะข้าบังเอิญไปล่วงรู้ความลับเรื่องที่เขาติดต่อไปมาหาสู่กับลี่กุ้ยเฟย เขาจึงคิดฆ่าปิดปาก แต่พลาดท่าโดนเข็มพิษของข้าเข้า ที่เขาบุกมาวันนี้ ก็เพื่อจะมาขอยาถอนพิษจากข้า"
คิดไม่ถึงเลยว่า ศัตรูของนางจะมีความเกี่ยวพันกับเยี่ยนเหนียงจื่อแห่งหอว่านฮวา
(จบตอน)