บทที่ 99: เป่าซูคือตัวผลาญเงิน
“ถานเอ๋อร์... เจ้ารู้วิธีพวกนี้ได้อย่างไร”
เมิ่งเชียนเชียนเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ
ถานเอ๋อร์เบะปากทำแก้มป่องก่อนจะเอ่ยตอบเสียงเจื้อยแจ้ว “ก็ข้าเคยประมือกับเจ้าพวกนั้นมาก่อน ก็เพราะโดนพวกมันซ้อมจนน่วม ข้าถึงได้หนีไปพึ่งใบบุญแม่สื่อชุน พอพวกมันตามมาที่สำนักงานนายหน้า ข้าเห็นหน้าพวกมันปุ๊บ ข้าก็เลยแกล้งบอกให้แม่สื่อชุนช่วยอบรมข้าให้เป็นงาน แล้วค่อยขายข้ากลับไปให้พวกมันเจ้าค่ะ!”
เมิ่งเชียนเชียนเข้าใจมาตลอดว่าแม่สื่อชุนเป็นคนเก็บถานเอ๋อร์มาเลี้ยงดู ที่ไหนได้ กลายเป็นถานเอ๋อร์ต่างหากที่ “เสนอตัว” เข้าไปหาแม่สื่อชุน ฝ่ายแม่สื่อชุนอุตส่าห์รักษาบาดแผลให้ถานเอ๋อร์ หวังจะขุนให้อ้วนพีแล้วขายฟันกำไรชดเชยค่าข้าวสุก แต่หารู้ไม่ว่าความเสียหายวินาศสันตะโรที่ถานเอ๋อร์ก่อไว้นั้น ทำให้แม่สื่อเฒ่าขาดทุนย่อยยับจนแทบสิ้นเนื้อประดาตัว
พอลองคิดดูแล้ว เมิ่งเชียนเชียนก็อดรู้สึกเวทนาแม่สื่อชุนขึ้นมาตงิดๆ ไม่ได้
ถานเอ๋อร์เล่าต่อ “แม่สื่อชุนบอกข้าเองว่า คนพวกนั้นเป็นคนสนิทของหอว่านฮวา อย่าได้ไปมีเรื่องกับพวกมันเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นหัวจะหลุดจากบ่าเอาง่ายๆ!”
เมิ่งเชียนเชียนถึงบางอ้อ “มิน่าเล่า เจ้าถึงยอมถูกขังอยู่ในกรงแต่โดยดี”
“ก็ไม่ทั้งหมดหรอกเจ้าค่ะ” ถานเอ๋อร์ทำหน้ามุ่ย แววตาฉายความน้อยเนื้อต่ำใจ “แม่สื่อชุนแอบวางยาสลบข้า ทำให้ข้าแขนขาอ่อนเปลี้ยไม่มีแรงต่างหาก!”
คนปกติโดนยาสลบต้องหลับเป็นตาย แต่ถานเอ๋อร์กลับแค่รู้สึกหมดแรง เมิ่งเชียนเชียนได้ฟังแล้วก็ทั้งขำทั้งสงสาร
นางเอื้อมมือไปลูบศีรษะเล็กๆ ของถานเอ๋อร์อย่างเอ็นดู “ถานเอ๋อร์ลำบากแย่เลย”
ถานเอ๋อร์พยักหน้าหงึกหงัก ดวงตากลมโตฉายแววเว้าวอน “ถ้าได้หมูน้ำแดงสักมื้อ ก็คงหายลำบากแล้วเจ้าค่ะ!”
เมิ่งเชียนเชียนกลั้นหัวเราะจนไหล่สั่น “ได้สิ พรุ่งนี้ข้าจะให้แม่ครัวทำให้เจ้ากินจนพุงกางเลย”
ถานเอ๋อร์ดีใจจนเนื้อเต้น กางแขนกางขาซอยเท้าวิ่งถลาออกไปที่ลานบ้าน พร้อมส่งเสียงร้องอย่างเริงร่า “เย้! มีหมูน้ำแดงกินแล้ว...”
เมิ่งเชียนเชียนมองแผ่นหลังเล็กที่วิ่งหายไป แล้วก้มลงมองป้ายคำสั่งของหอว่านฮวาในมือ สีหน้าพลันเคร่งขรึมลง
...
ยามวิกาลที่ล่วงเลยเข้าสู่ครึ่งหลัง เมืองหลวงที่เคยจอแจบัดนี้เงียบสงัดลง ราวกับสัตว์ยักษ์ที่กำลังจำศีล หลับใหลนิ่งสนิทอยู่บนชีพจรมังกรแห่งต้าโจว
ท่ามกลางความมืดมิด บุรุษผมขาวในอาภรณ์สีดำสนิทผู้หนึ่งเดินทอดน่องมาถึงถนนจูเชวี่ย เขาเขย่าหลัวผานในมือไปมา ก่อนจะส่ายหน้าแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่ “ไอ้เจ้ากรรม... จะมาพังอะไรตอนนี้ ไม่พังตอนเช้า ไม่พังตอนสาย ดันมาพังเอาตอนสำคัญ”
“ตามคำนวณ น่าจะอยู่แถวนี้แหละ”
“ทำไมบ้านช่องในเมืองหลวงถึงได้ผุดขึ้นมาราวกับดอกเห็ดเช่นนี้ แล้วอินหู่น้อยไปมุดหัวอยู่ที่หลังไหนกันแน่เล่า”
บุรุษผมขาวชุดดำเก็บหลัวผานเข้าอกเสื้ออย่างไม่สบอารมณ์ “ช่างเถอะ หาที่ซุกหัวนอนก่อน รอซ่อมหลัวผานเสร็จค่อยว่ากัน”
เขาเดินเตร็ดเตร่วนไปรอบถนนจูเชวี่ยอยู่พักใหญ่ สุดท้ายก็เลี้ยวเข้าไปในตรอกเฟิงสุ่ย
ฝีเท้าของเขาหยุดลงที่หน้าเรือนหลังหนึ่งซึ่งทาสีใหม่เอี่ยม “โอ้... มีคนอยู่เสียด้วย? ใครกันช่างตาถึงเพียงนี้ กล้ามาซื้อบ้านผีสิงที่สำนักเชียนจีเคยฆ่าล้างบางจนเลือดนอง ในเมื่อที่นี่มีเจ้าที่แรง... เอ้ย มีเจ้าของแล้ว งั้นข้าก็ต้อง... ไปนอนบ้านข้างๆ ก็แล้วกัน”
เขาดีดตัวข้ามกำแพงไปยังบ้านข้างเคียงอย่างคล่องแคล่ว ผลักประตูห้องเข้าไปอย่างถือวิสาสะ ทันใดนั้นสายตาก็ปะทะเข้ากับหญิงชราผมขาวโพลนที่กำลังแช่น้ำอยู่ในถังไม้
พอเห็นบุรุษรูปงามบุกรุกเข้ามาถึงในห้อง ยายเฒ่าก็ยกมือขึ้นกอดอกด้วยความตกใจ ร้องตะโกนลั่นบ้าน “ว้าย! ไอ้โจรบ้ากาม...”
“เอ่อ... ขออภัยแม่เฒ่า”
บุรุษชุดดำรีบงับประตูห้องปิดดังปัง พริบตาเดียวก็เผ่นแน่บออกมานอกตัวบ้าน ยืนหอบหายใจพลางบ่นอุบ “หลัวผานพังนี่มันชีวิตบัดซบจริงๆ”
กึก!
เสียงอิฐบนกำแพงที่เขาเพิ่งเหยียบส่งเสียงลั่นเปรี๊ยะ ก่อนจะหักและร่วงกราวลงมาหมายจะกระแทกศีรษะเขา
ไวเท่าความคิด เขากางร่มไม้ท้อที่ห้อยอยู่ข้างเอวออกพรึ่บ รับแรงกระแทกจากก้อนอิฐไว้ได้ทันท่วงที
“เฮ้อ... ถึงแม้วันนี้จะไม่มีหลัวผานคอยทำนายโชคลาง แต่ด้วยมันสมองอันชาญฉลาดและวรยุทธที่ล้ำเลิศของข้า ก็ยังเปลี่ยนร้ายกลายเป็นดีได้เสมอ!”
เขายืดอกกางร่มเดินไปข้างหน้าด้วยท่วงท่าสง่างามดุจเซียนเหยียบเมฆ ทว่าเดินไปได้เพียงไม่กี่ก้าว เท้าเจ้ากรรมก็เหยียบลงบนความว่างเปล่า
“อ๊าก... ไอ้บ้าที่ไหนมาขุดบ่อน้ำตรงนี้ฟะ...”
ร่างของบุรุษชุดดำร่วงละลิ่วลงไป เหลือเพียงร่มไม้ท้อคันหนึ่งที่ร่วงลงมาปิดปากบ่อเอาไว้อย่างโคลงเคลง
...
เมิ่งเชียนเชียนนอนลืมตาโพลงอยู่บนเตียง รัตติกาลมืดมิดจนมองไม่เห็นสิ่งใด แต่ห้วงความคิดกลับแจ่มชัดยิ่งนัก
คนผู้นั้นเป็นสมุนของเยี่ยนเหนียงจื่อ เป็นไปได้หรือไม่ว่าในวันงานเลี้ยงฉลอง เยี่ยนเหนียงจื่อกำลังลักลอบส่งข่าวบางอย่างให้แก่ลี่กุ้ยเฟย
และการปรากฏตัวของลู่หยวนในที่แห่งนั้น เป็นเพียงเรื่องบังเอิญ หรือเขาตั้งใจจะไปที่นั่นแต่แรกกันแน่
วันรุ่งขึ้น แสงทองเพิ่งจับขอบฟ้า เมิ่งเชียนเชียนก็ตื่นขึ้นมาล้างหน้าล้างตาแล้ว
“ทำไมตื่นเช้านักเล่าเจ้าคะ”
แม่นมหลี่เอ่ยทักด้วยน้ำเสียงปวดใจ “นอนต่ออีกหน่อยเถอะเจ้าค่ะ อุตส่าห์ย้ายออกมาจากจวนตระกูลลู่แล้ว ไม่มีใครมาคอยตั้งกฎเกณฑ์กวนใจ”
เมิ่งเชียนเชียนยิ้มบาง “ตอนอยู่ค่ายทหารตื่นเวลานี้จนชินแล้ว”
แม่นมหลี่หน้าตึงขึ้นมาทันที ลู่หยวนคนชั่วช้า สมควรตายนัก!
เมิ่งเชียนเชียนได้แต่ยิ้มรับ
หลังกินมื้อเช้าเรียบร้อย เมิ่งเชียนเชียนก็เดินทางไปที่จวนตูตู
พ่อบ้านเซินรีบกุลีกุจอออกมาต้อนรับ ใบหน้าเปื้อนยิ้มจนตาหยี “แม่นางเมิ่งมาแล้ว เชิญด้านในขอรับ เชิญด้านใน”
“ข้ายังไม่เข้าไปดีกว่า” เมิ่งเชียนเชียนพูดอย่างเกรงใจ “ท่านตูกูอยู่หรือไม่”
พ่อบ้านเซินดวงตาเป็นประกายวาววับ รีบพูดด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “ท่านตูกูไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้ ท่านไปรอในห้องเถอะขอรับ คุณหนูเป่าซูก็ใกล้จะตื่นแล้ว ถ้าตื่นมาเห็นท่านต้องดีใจมากแน่ๆ”
ความกระตือรือร้นเกินเหตุของพ่อบ้านเซินทำให้เมิ่งเชียนเชียนรับมือแทบไม่ไหว “ไม่ต้องลำบากหรอก ข้าไปจัดหอเก็บคัมภีร์ก่อน รอท่านตูกูเลิกประชุมขุนนางข้าค่อยมาใหม่ เดี๋ยวพอเป่าซูตื่นก็ให้คนพาไปหาข้าที่หอเก็บคัมภีร์ได้”
หลังจากลู่หยวนกลับไปว่าราชการ บรรยากาศอึมครึมในราชสำนักก็ดูจะสงบลงไปมาก
“วันนี้ไม่มีใครยื่นถวายฎีกาฟ้องร้องเปิ่นตูแล้วหรือ ตอนเปิ่นตูไม่อยู่เมืองหลวง เห็นพวกท่านฟ้องร้องข้ากันสนุกปากเลยมิใช่หรือ หยางเก๋อเหลา... ได้ยินข่าวลือว่าถ้าฝ่าบาทไม่ปลดเปิ่นตูออกจากตำแหน่ง ท่านจะยอมเอาหัวชนเสาตายกลางท้องพระโรง”
หยางเก๋อเหลาสำลักน้ำลายหน้าดำหน้าแดง
ลู่หยวนนั่งเอกเขนกอยู่หลังม่านไข่มุก ยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นยะเยือก “ดูท่าทางจะไม่อยากชนแล้วสินะ มีเรื่องรีบกราบทูล ไม่มีเรื่องก็เลิกประชุม”
จงเจิ้งซีนั่งตัวตรงแหนวอยู่บนบัลลังก์
เหล่าขุนนางทั้งฝ่ายบุ๋นและบู๊ต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ไม่มีใครกล้าปริปากส่งเสียงแม้แต่คนเดียว
ลู่หยวนกระดิกนิ้วเบาๆ
หัวหน้าขันทีจางที่ยืนก้มหน้าอยู่ข้างกายจงเจิ้งซีจึงรีบขานเสียงยาว “เลิก... ประชุม...”
ลู่หยวนนั่งรถม้ากลับมาถึงจวนตูตู ทันทีที่ปลายเท้าแตะพื้น พ่อบ้านเซินก็ถลันเข้ามาต้อนรับ “ท่านตูกู แม่นางเมิ่งอยู่ที่หอเก็บคัมภีร์ เชิญท่านไปหาหน่อยขอรับ”
ลู่หยวนหรี่ตาลง ถามด้วยน้ำเสียงเจือแววอันตราย “นางกล้าสั่งเปิ่นตูหรือ”
“มิได้ๆ ขอรับ!” พ่อบ้านเซินลอบปาดเหงื่อเย็นที่ซึมออกมาตามไรผม ยิ้มเจื่อนพลางแก้ต่าง “แม่นางเมิ่งเพียงแต่อยากเชิญท่านไปดูผลงาน หอเก็บคัมภีร์ที่นางจัดระเบียบ ท่านพอใจหรือไม่ ไปตรวจงาน... ไปตรวจงานขอรับ”
เกือบจะช่วยจนกลายเป็นหาเรื่องใส่ตัวเสียแล้ว
ลู่หยวนแค่นเสียงเย็นในลำคอ สะบัดแขนเสื้อเดินตรงดิ่งไปที่หอเก็บคัมภีร์
ชั้นหนึ่งถูกจัดระเบียบเสร็จไปเกือบหมดแล้ว เหลือเพียงตู้หนังสือใหญ่สองตู้สุดท้าย เมิ่งเชียนเชียนถลกแขนเสื้อขึ้นอย่างทะมัดทะแมง ก้มหน้าก้มตาจัดหนังสือที่กระจัดกระจายอยู่บนพื้นอย่างตั้งอกตั้งใจ
เป่าซูคลานต้วมเตี้ยมไปมาอย่างมีความสุขอยู่ข้างหลังนาง แมวป่าตัวน้อยที่ชิงซวงเก็บมาเลี้ยงกำลังวิ่งไล่ตะปบแสงแดดที่สาดส่องผ่านหน้าต่างเข้ามาเป็นวงๆ
หอตำราที่เคยเก่าคร่ำครึและเงียบงัน กลับดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาด้วยความอ่อนโยนของสตรีตรงหน้า และความซุกซนของเจ้าตัวเล็กทั้งหลาย
ภาพตรงหน้าช่างทำให้ผู้คนรู้สึกว่าวันเวลาช่างงดงามและเงียบสงบ
“เมี๊ยว...”
เจ้าแมวลายสลิดตัวน้อยเห็นลู่หยวนเดินเข้ามา ก็วิ่งเหยาะๆ เข้ามาคลอเคลีย
เป่าซูกระดกตูดน้อยๆ หันขวับกลับไปมองพ่อบุญธรรม
ลู่หยวนมุมปากกระตุกยิกๆ
เจ้าเด็กนี่หาเรื่องเล่นใหม่ได้ทุกวัน ไม่รู้ไปจำมาจากใคร
เมิ่งเชียนเชียนวางหนังสือในมือลง ปัดฝุ่นตามเสื้อผ้าเล็กน้อยก่อนเดินเข้าไปย่อกายคารวะ “ท่านตูกู”
“มาหาเปิ่นตูมีธุระอะไร”
ลู่หยวนไม่ได้โง่ ต้องเป็นนางที่มาหาเขา พ่อบ้านเซินถึงได้พูดจาอ้อมค้อมชักแม่น้ำทั้งห้าเช่นนั้น
เมิ่งเชียนเชียนลังเลครู่หนึ่ง ล้วงหยิบปึกตั๋วเงินออกมาจากถุงผ้า “เงินต้นที่ติดค้างท่านตูกู ข้าน้อยขอนำมาคืน ส่วนดอกเบี้ย รอจัดหอเก็บคัมภีร์เสร็จ ก็ถือว่าหักลบกลบหนี้กันไป”
ลู่หยวนมองนางด้วยสายตาลึกซึ้ง
เมิ่งเชียนเชียนรู้งานดีว่ามืออันสูงส่งดุจหยกเนื้อดีของเขาจะไม่ยอมแปดเปื้อนหยิบตั๋วเงินด้วยตัวเอง นางจึงวางตั๋วเงินไว้บนโต๊ะ
ลู่หยวนเลิกคิ้ว “แค่นี้หรือ”
เมิ่งเชียนเชียนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จึงตัดสินใจพูดว่า “เสี่ยวจิ่วมีคำถามคาใจอยากเรียนถามท่านตูกู”
ลู่หยวน “ว่ามา”
เมิ่งเชียนเชียน “วันงานเลี้ยงฉลอง ท่านตูกูปรากฏตัวแถวสถานที่ที่ลี่กุ้ยเฟยลักลอบติดต่อกับคนอื่น เป็นเรื่องบังเอิญหรือเจ้าคะ”
ลู่หยวนมองเมิ่งเชียนเชียนด้วยสายตาแปลกประหลาด
เมิ่งเชียนเชียนหยิบป้ายคำสั่งที่ขโมยมาจากชายชุดดำ ยื่นส่งให้ลู่หยวน
คราวนี้ลู่หยวนยื่นมือมารับไปพิจารณา เขาดูเสร็จก็โยนคืนให้อย่างไม่ใส่ใจ “คนของหอว่านฮวา... ที่แท้เจ้าคิดว่าเรื่องวุ่นวายวันนั้นเกี่ยวกับเปิ่นตู เปิ่นตูไม่รู้หรอกว่ามีใครแอบนัดพบกับลี่กุ้ยเฟย เป็นเป่าซูต่างหากที่ร้องจะไปหาเจ้า”
เมิ่งเชียนเชียนลอบถอนหายใจโล่งอก “ท่านตูกูไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ก็ดีแล้วเจ้าค่ะ แต่ดูจากสีหน้าของท่าน ดูเหมือนจะไม่แปลกใจเลยสักนิด”
ลู่หยวนพูดเสียงเรียบ “มีอะไรน่าแปลกใจ เปิ่นตูเดาไว้นานแล้วว่าเป็นคนของหอว่านฮวา”
เมิ่งเชียนเชียนไตร่ตรองครู่หนึ่งแล้วก็เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนให้เขาฟัง
ลู่หยวนกล่าววิเคราะห์ “น่าจะไม่ใช่เยี่ยนเหนียงจื่อที่อยากฆ่าเจ้า แต่เจ้าฆ่าคนของเยี่ยนเหนียงจื่อไปจริงๆ ป้ายคำสั่งนี้เปิ่นตูจะเก็บไว้ให้เจ้า วันหลังค่อยเอาไปคืนเยี่ยนเหนียงจื่อ นางควรรู้ว่าบ่าวไพร่ของนางแอบทำอะไรลับหลังนางบ้าง”
ชายชุดดำมาฆ่าปิดปากนาง ไม่ใช่คำสั่งของเยี่ยนเหนียงจื่อ แล้วคดีฆ่าล้างตระกูลเมื่อปีนั้นเล่า...
ลู่หยวนพูดเสียงเรียบราวกับอ่านใจได้ “อยากพูดอะไรก็พูด”
เมิ่งเชียนเชียนหลุบตาลงต่ำ เอ่ยถามเสียงเบา “เยี่ยนเหนียงจื่อเป็นคนดี... หรือคนเลวเจ้าคะ”
ลู่หยวนย้อนถาม “แล้วในใจเจ้า เปิ่นตูเป็นคนดีหรือคนเลว”
เมิ่งเชียนเชียนส่ายหน้าช้าๆ “เสี่ยวจิ่วไม่ทราบ”
นี่คือความสัตย์จริง นางมองลู่หยวนไม่ออกมาโดยตลอด เขาฆ่าคนนับไม่ถ้วน ส้องสุมพรรคพวก ขุนนางตงฉินเขาเคยใส่ร้ายป้ายสี ราชสำนักเขาเคยก่อกวนจนปั่นป่วน แต่ที่ชายแดน เขากลับเป็นผู้ช่วยชีวิตราษฎรนับหมื่นให้พ้นจากความทุกข์ยากของสงคราม
จะบอกว่าเขาทำเพื่ออำนาจทางทหาร แต่โลกนี้ล้วนวุ่นวายเพื่อผลประโยชน์ แม้แต่พระโพธิสัตว์ผู้ทรงเมตตา มิใช่ยังต้องรับเครื่องเซ่นไหว้จากมนุษย์หรือ
คำตอบของนาง ลู่หยวนก็ไม่ได้แปลกใจนัก
ลู่หยวนพูดอย่างไม่ยี่หระ “เปิ่นตูก็ไม่รู้ว่า เยี่ยนเหนียงจื่อจะนับเป็นคนดีได้หรือไม่”
เมิ่งเชียนเชียนชะงัก “ถ้าข้าจะไปแก้แค้นนาง...”
ลู่หยวนพูดเสียงเย็นชา “นั่นเป็นเรื่องระหว่างพวกเจ้า ไม่เกี่ยวกับเปิ่นตู”
เมิ่งเชียนเชียนคาดไม่ถึงว่าเขาจะพูดตัดบทเช่นนี้ เดิมทีนึกว่าเขาฝากฝังเป่าซูไว้กับเยี่ยนเหนียงจื่อ ความสัมพันธ์กับเยี่ยนเหนียงจื่อต้องลึกซึ้งไม่ธรรมดาแน่
“ท่านตูกูไม่ถามหรือว่าข้ากับนางมีความแค้นอะไรกัน”
ลู่หยวนไพล่มือไว้ด้านหลัง เชิดหน้าพูดอย่างถือดี “เจ้าอยากพูด ย่อมพูดออกมาเอง ไยเปิ่นตูต้องเอ่ยปากถาม แต่เปิ่นตูขอเตือนเจ้าไว้หน่อย เยี่ยนเหนียงจื่อไม่ใช่คนที่จะฆ่าได้ง่ายๆ แล้วเจ้าก็อย่าคิดเข้าข้างตัวเองว่านางจะเห็นแก่หน้าเปิ่นตูแล้วยอมออมมือให้เจ้า เปิ่นตูกับนางมีแต่การค้าขายแลกเปลี่ยน ไม่มีความสัมพันธ์ฉันมิตรต่อกัน”
เป็นเช่นนี้นี่เอง... เมิ่งเชียนเชียนพยักหน้า “ขอบคุณท่านตูกูที่เตือนสติ”
ขณะที่ผู้ใหญ่ทั้งสองกำลังยืนคุยกันอย่างเคร่งเครียด เป่าซูก็คลานทำตัวลับๆ ล่อๆ มุดไปที่ใต้โต๊ะ สั่งการลูกน้องตัวใหม่ เจ้าแมวลายสลิด ให้กระโดดขึ้นไปบนโต๊ะที่นางเอื้อมไม่ถึง แล้วใช้เท้าเขี่ยปึกตั๋วเงินตกลงมา
นางยื่นมืออวบอ้วนป้อมๆ ออกไปตะปบ แล้วยัดตั๋วเงินใส่กระเป๋าหน้าท้องอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ!
ผู้ใหญ่สองคนเห็นเหตุการณ์เข้าพอดีถึงกับพูดไม่ออก
เมิ่งเชียนเชียนกระแอมไอแก้เก้อ
ลู่หยวนเปลี่ยนเรื่อง “ฟังซ่างกวนหลิงบอกว่า เจ้าให้ถานเอ๋อร์ไปสืบความสัมพันธ์ของเปิ่นตูกับลี่กุ้ยเฟยหรือ”
“หืม?”
มีด้วยหรือ... ทำไมนางไม่เห็นรู้เรื่อง
เมิ่งเชียนเชียนมองเขาตาแป๋ว
ดวงตาหงส์ที่งดงามของลู่หยวนฉายแววสังหารวูบหนึ่ง ราวกับว่าถ้านางกล้าปฏิเสธ เขาจะบีบคอนางให้ตายคามือ
เมิ่งเชียนเชียนก้มหน้ายอมรับผิดแทนลูกน้องแต่โดยดี
ลู่หยวนพูดเสียงเย็น “เจ้าเป็นองครักษ์ของเปิ่นตู ระลึกถึงสถานะของตนเองไว้ อย่าได้คิดทำอะไรล่วงเกิน”
เมิ่งเชียนเชียนรีบรับคำอย่างประจบประแจง “เจ้าค่ะ! เสี่ยวจิ่วจะไม่กล้าสืบเรื่องส่วนตัวของท่านตูกูอีกแล้วเจ้าค่ะ”
“นางเป็นน้องสาวของแม่เปิ่นตู”
ลู่หยวนพูดโพล่งขึ้นมา
เมิ่งเชียนเชียนชะงักอีกครั้ง “หืม?”
ข้าไม่ได้สืบแล้วไม่ใช่หรือ...
เดี๋ยวนะ... ลี่กุ้ยเฟยเป็นน้าหญิงของลู่หยวนงั้นรึ!(จบตอน)