บทที่ 20: ความรักที่ถูกขโมย
แม่ผู้ให้กำเนิดอย่างไป๋เจินลืมเลือนลูกสาวคนนี้ไปจนหมดสิ้น แต่ลุงแท้ๆ กลับจดจำและเพียรพยายามตามหาเธออยู่เสมอ
ทันทีที่พอจะมีเงินเก็บ ลุงก็ลงประกาศคนหายในหน้าหนังสือพิมพ์และนิตยสาร ซ้ำยังย้ำเตือนกับลูกหลานทุกคนว่า ต่อให้วันหนึ่งเขาตายจากไป ก็ต้องตามหากู้ชิงสือให้เจอ มิเช่นนั้นเขาคงไม่มีหน้าไปพบพ่อของเธอในปรโลกได้
เพราะลุงไม่เคยละความพยายามในการตามหาเธอ จึงไปกระตุ้นต่อมความกลัวของต้วนหลิงหลิงที่สวมรอยเป็นเธอเข้าอย่างจัง เพราะกลัวความลับจะแตก ต้วนหลิงหลิงจึงวางแผนทำร้ายจนกู้ชิงสือต้องหนีตายระหกระเหินออกจากบ้านเกิดไปไกล
ในชีวิตชาติที่แล้ว ลุงคือความอบอุ่นเพียงหนึ่งเดียวที่กู้ชิงสือได้รับ เป็นญาติสนิทที่รักและหวังดีกับเธอที่สุด
กู้ชิงสือเล่าเรื่องราวคร่าวๆ ให้ไป๋จงฟัง พอได้ยินเรื่องราวทั้งหมด ไป๋จงก็โกรธจนหน้าเขียวคล้ำ
"แม่ของหลานนี่นับวันยิ่งเลอะเลือน ยิ่งทำอะไรไม่ใช้สมอง นั่นมันการแต่งงานที่พ่อของหลานเป็นคนกำหนดไว้ เป็นเรื่องของตระกูลกู้แท้ๆ หล่อนมีสิทธิ์อะไรถือวิสาสะมาเปลี่ยนตัวคน แถมยังไล่หลานออกจากบ้านอีก... ไม่ได้การล่ะ เดี๋ยวลุงจะบุกไปที่บ้านนั้น คุยกับพวกเขาให้รู้เรื่องกันไปเลย"
"ลุงคะ ใจเย็นๆ อย่าโกรธเลยค่ะ ที่หนูบอกความจริงกับลุงเพราะไม่อยากมีความลับ อยากให้ลุงรู้สถานการณ์จริงๆ ของหนู แต่คนพวกนั้นไม่ค่าพอให้ลุงต้องไปโกรธหรอกค่ะ"
กู้ชิงสือรีบพูดปลอบประโลมลุงด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "ตอนนี้หนูอยู่สุขสบายดี อนาคตข้างหน้าหนูก็วางแผนไว้หมดแล้ว ที่ไปช่วยงานที่ร้านอาหารนั่นก็แค่แก้ขัดชั่วคราว ตอนนี้หนูไม่ได้ทำแล้วค่ะ พอดีเลยที่หนูจะออกมาทำธุรกิจเป็นของตัวเอง"
กู้ชิงสือพยายามเบี่ยงเบนความสนใจของลุงไม่ให้เครียดแค้น "ลุงคะ เดี๋ยวนี้ชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนดีขึ้นเรื่อยๆ ใครๆ ก็หันมาทำธุรกิจค้าขายกัน หนูก็อยากจะคว้าโอกาสทองนี้ไว้ วันหน้าจะเปิดร้านทำธุรกิจหาเงินเป็นกอบเป็นกำ แต่ตอนนี้หนูวางแผนว่าจะเริ่มจากตั้งแผงลอยขายของไปก่อนค่ะ"
ในยุคสมัยแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้ คนที่กล้าเป็นกลุ่มแรกๆ ที่กระโดดลงสู่สังเวียนการค้า คนที่กล้าทำตัว "ไม่รักดี" ทิ้งงานประจำออกไปตั้งแผงลอยขายของข้างถนน น้อยคนนักที่จะไม่ประสบความสำเร็จ ร่ำรวยเป็นเศรษฐีกันถ้วนหน้า
กู้ชิงสือเองก็ต้องการคว้าโอกาสทองนี้เพื่อสร้างฐานะ ต่อให้ไม่มีมิติวิเศษเธอก็จะสู้ ยิ่งตอนนี้เธอมีของดีอยู่กับตัวยิ่งต้องรีบลงมือทำ
"ตั้งแผงลอย? แล้วหลานคิดไว้หรือยังว่าจะขายอะไร?" ไป๋จงถามด้วยความสนใจ
"หนูว่าจะเริ่มจากขายของกินก่อนค่ะ" ในมิติของเธอสามารถปลูกผักคุณภาพเยี่ยมรสชาติหวานกรอบได้ "คนเราขาดปัจจัยสี่อย่างเสื้อผ้าอาหารที่อยู่อาศัยและการเดินทางไม่ได้ หนูเลยอยากเริ่มจากของกินที่คนต้องกินทุกวันก่อน ลุงคะ หนูทำงานที่ร้านอาหารเก็บเงินและเตรียมของที่จำเป็นได้ครบหมดแล้ว ลุงไม่ต้องห่วงนะคะ"
ใจจริงไป๋จงอยากจะแย้งว่า ถ้ารองานที่ทางการจัดสรรลงมาเร็วๆ นี้ ได้ไปเป็นพยาบาลสวมชุดขาวที่คนเคารพและมีหน้ามีตา มันจะไม่ดีกว่าเหรอ?
แต่พอมองเห็นแววตาที่มุ่งมั่นและเป็นประกายสดใสของกู้ชิงสือ เขาจึงกลืนคำคัดค้านลงคอไป "ได้สิ ถ้าหลานมั่นใจ งั้นก็ลงมือทำเลย ลุงสนับสนุน"
กู้ชิงสือได้ฟังก็รู้สึกอบอุ่นหัวใจ พยักหน้ายิ้มรับและถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ "ขอบคุณค่ะ...ว่าแต่ลุงคะ ช่วงนี้ลุงสบายดีไหม?"
"สบายดี ลุงสบายดี แข็งแรงมาก" ไป๋จงตอบพร้อมตบอเบาๆ
"งั้นก็ดีแล้วค่ะ หนูคิดถึงลุงมากเลยรู้ไหม" กู้ชิงสือพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ดวงตามีน้ำตาคลอหน่วย ในใจเอาแต่ขอบคุณสวรรค์ ที่เมตตาให้เธอย้อนเวลากลับมาก่อนที่โศกนาฏกรรมจะเกิดขึ้น กลับมาในช่วงเวลาที่ลุงผู้แสนดีคนนี้ยังคงมีลมหายใจ
"ลุงก็คิดถึงหลานเหมือนกัน คิดถึงตลอดเลย" ไป๋จงรู้สึกเขินอายเล็กน้อย ชายวัยกลางคนอย่างเขาไม่ชินกับการพูดจาบอกรักบอกคิดถึงตรงๆ แบบนี้ แต่เพราะรักหลานมาก ก็เลยฝืนความเขินอายตอบกลับไป
"หนูคิดไว้ว่าพอจัดการเรื่องที่ร้านอาหารเรียบร้อยแล้วจะหาเวลาไปเยี่ยมลุงที่บ้านพอดีเลยค่ะ"
เธอตั้งใจแน่วแน่ว่าจะเอาผักสดๆ และน้ำพุวิเศษไปให้ลุงกินเพื่อบำรุงร่างกาย ลุงทำงานหนักตรากตรำมาตลอดชีวิต ร่างกายสะสมโรคภัยไข้เจ็บไว้มากมาย ต้องได้รับของดีๆ ไปฟื้นฟู
จะได้ไม่ต้องล้มป่วยและจากไปก่อนวัยอันควรเหมือนในชาติที่แล้ว
"ลุงคะ เดี๋ยวหนูจะเอาผักกับน้ำแร่จากภูเขาที่หนูไปตักมาให้ ลุงต้องกินเยอะๆ นะคะ มันดีต่อสุขภาพมาก"
"โอ๊ย ที่บ้านเราปลูกผักทุกวันมีกินทุกอย่าง จะต้องลำบากเอาของหลานมาให้ลุงทำไม" ไป๋จงโบกมือปฏิเสธ ก่อนจะนึกขึ้นได้และยื่นถุงผ้าใบหนึ่งให้กู้ชิงสือ
"เอ้อนี่ ข้าวโพดรุ่นแรกสุกแล้ว ลุงจำได้ว่าหลานชอบกินข้าวโพดปิ้งที่สุด อาศัยช่วงที่มันยังอ่อนๆ เคี้ยวหนึบๆ เลยรีบหักเอามาให้หลาน กลับไปก็เอาไปปิ้งกินให้อร่อยนะ ลุงแบกมาเยอะ ต่อให้คนบ้านตระกูลต้วนจอมตะกละพวกนั้นจะมาแย่ง หลานก็น่าจะยังเหลือให้กินได้หลายฝักอยู่"
ความรักและความตั้งใจจริงของไป๋จง ทำให้กู้ชิงสือรู้สึกจุกแน่นในอก
รอบๆ อำเภอนี้เต็มไปด้วยพื้นที่เกษตรกรรม ชาวบ้านร้านตลาดโดยเฉพาะแถบชานเมืองอย่างบ้านตระกูลต้วนก็ปลูกข้าวโพดกันแทบทุกบ้าน มันไม่ใช่ของหายากอะไรเลย
กู้ชิงสือไม่ใช่ว่าจะหาข้าวโพดกินไม่ได้ แต่ไป๋จงกลับอุตส่าห์แบกความรักใส่ถุงเดินมาไกลเพื่อเอามาให้เธอถึงมือ
"หนูจะกินให้อร่อยเลยค่ะลุง และจะไม่แบ่งให้พวกเขาเลยสักเม็ดเดียว หนูจะกินคนเดียวให้หมดพุงกางไปเลย"
เธอพูดจากใจจริง แต่ไป๋จงกลับหัวเราะเบาๆ เพราะรู้ว่าในความเป็นจริงคงเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่แบ่งให้คนตระกูลต้วนกิน จึงคิดว่าหลานสาวแค่พูดเอาใจเขา ก็เลยเออออไปตามเรื่อง "ดีๆ ไม่ต้องให้พวกเขากิน เก็บไว้กินเองให้หมดนั่นแหละ"
พอคุยกันถูกคอ บรรยากาศกำลังดี ไป๋จงก็ถามขึ้นมาอย่างเป็นธรรมชาติว่า "จริงสิ กุนเชียงที่ลุงฝากส่งมาให้ก่อนหน้านี้ หลานก็ได้กินแล้วใช่ไหม? แล้วก็พวกหูหมูลิ้นหมูที่หลานชอบ หลานได้กินครบหรือเปล่า?"
รอยยิ้มบนใบหน้าของกู้ชิงสือแข็งค้างไปชั่วขณะ "กุนเชียง...เหรอคะ"
"ใช่สิ หลานชอบกินไม่ใช่เหรอ?" ไป๋จงถูมือไปมา ยิ้มเจื่อนๆ ด้วยความเกรงใจ "ปีนี้ที่บ้านก็ไม่มีของดีอะไรมาก รออากาศหนาวแล้วฆ่าหมูเมื่อไหร่ ลุงจะทำส่งมาให้หลานอีกเยอะๆ นะ"
แววตาของกู้ชิงสือค่อยๆ เปลี่ยนจากความสงสัยเป็นความตกตะลึง เธอพยายามควบคุมสีหน้าไม่ให้ผิดสังเกตและถามรายละเอียดเพิ่มอีกนิดหน่อย จนกระทั่งความจริงปรากฏ
ที่แท้ลุงส่งของมาให้เธอทุกปี...
เพราะรู้ว่าเธอชอบกินกุนเชียง ทุกปีหลังจากเทศกาลฆ่าหมู ลุงจะคัดเนื้อส่วนที่ดีที่สุดมากรอกไส้ทำกุนเชียง คนที่บ้านลุงเองยังไม่กล้ากิน แทบจะห่อส่งมาให้กู้ชิงสือทั้งหมด
นอกจากกุนเชียง ยังมีของดีอย่างหูหมู ลิ้นหมู และไข่ไก่สดๆ
ทุกครั้งที่ไป๋จงมาหาเธอ ไม่เคยมีครั้งไหนที่มามือเปล่า ไข่ไก่นั้นหิ้วมาเยอะที่สุด เพราะที่บ้านเลี้ยงไก่ไว้เอง
พวกเขาเสียดายไม่ยอมเอาไปขายแลกเงิน แต่อยากเอามาบำรุงร่างกายหลานสาวที่ผอมโซลงเรื่อยๆ ส่งเสบียงมาแบบนี้เป็นเวลาสิบกว่าปีแล้ว
แต่เพราะไป๋เจินแม่ของเธอคอยกีดกัน เขาเลยไม่ค่อยมีโอกาสได้เจอกู้ชิงสือแบบตัวต่อตัว พอได้เจอก็มีไป๋เจินคอยยืนคุมเชิงอยู่ด้วย เลยไม่ได้คุยอะไรกันมาก กู้ชิงสือเลยไม่เคยระแคะระคายเรื่องนี้มาก่อน
ส่วนไป๋จงก็มองโลกในแง่ดี คิดว่าไป๋เจินอย่างมากก็คงแบ่งให้คนตระกูลต้วนกินด้วย แต่กู้ชิงสือก็น่าจะได้รับส่วนแบ่งบ้าง เลยไม่ได้พูดทวงถามอะไร
เขาคิดไม่ถึงว่า น้องสาวแท้ๆ ของตัวเองจะทำเรื่องเลือดเย็นได้ขนาดนี้ ของที่พี่ชายและครอบครัวประหยัดกินประหยัดใช้แต่กลับส่งมาให้หลานสาว กู้ชิงสือไม่เคยได้ลิ้มรสเลยแม้แต่คำเดียว!
ถ้าไม่ใช่วันนี้บังเอิญพูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมา เธออาจจะถูกปิดหูปิดตาไปตลอดชีวิต ไม่มีวันรู้ถึงความรักที่ส่งมาไม่ถึงนี้เลย
ความรักความห่วงใยที่เต็มเปี่ยมจากลุง ถูกคนเป็นแม่ขโมยไปจนหมดสิ้น มันช่างน่าขบขันและเจ็บปวดเหมือนชีวิตในชาติที่แล้วของเธอไม่มีผิด
กู้ชิงสือมองหน้าไป๋จงที่ยิ้มแย้มอย่างไม่รู้อิโหน่อิเหน่ เธอต้องกัดริมฝีปากแน่นเพื่อกลั้นก้อนสะอื้น ไม่ให้อารมณ์หลุดลอยและร้องไห้ออกมาต่อหน้าลุง
ไป๋จงไม่รู้อะไรเลย แค่บังเอิญเจอกู้ชิงสือ ได้ยืนคุยกันนานขนาดนี้ เขาก็ดีใจจนแก้มปริแล้ว
พอมองดูกู้ชิงสือที่ผิวพรรณเริ่มขาวผ่องขึ้น สีหน้าก็ดูสดใสขึ้น เขาจ้องมองหลานสาวด้วยความรักใคร่ไม่อยากละสายตา
"...อย่ามัวแต่ประหยัดนักเลย กินให้เยอะๆ หน่อย ตอนนี้หลานดูดีกว่าเมื่อก่อนนิดนึงแล้ว แต่ก็ยังผอมแห้งอยู่ดี ต้องขุนตัวเองให้เยอะๆ นะ"
"ค่ะ หนูจะกินเยอะๆ" กู้ชิงสือเดินไปส่งลุง ขอบตาร้อนผ่าว แต่มือกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ
หลังจากส่งลุงกลับไปจนลับสายตา กู้ชิงสือก็เหวี่ยงถุงข้าวโพดเข้าไปเก็บในมิติ แล้วเดินดุ่มๆ กลับเข้าบ้านตระกูลต้วนด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยรังสีอำมหิต
ในบ้านตระกูลต้วนมีแค่ไป๋เจินนั่งอยู่คนเดียว พอเงยหน้าเห็นกู้ชิงสือก็ทำหน้าแปลกใจ "อ้าว ทำไมวันนี้กลับมาเร็วล่ะ?"
ปกติกู้ชิงสือมักจะออกเช้ากลับมืด ไป๋เจินโมโหที่ลูกสาวไม่เชื่อฟัง ดึงดันจะไปล้างจานให้ได้ ก็เลยตัดหางปล่อยวัดไม่สนใจเธออีก
นี่เป็นครั้งแรกที่เห็นกู้ชิงสือกลับมาตอนกลางวันแสกๆ ไป๋เจินมองหน้าลูกสาวแล้วขมวดคิ้ว "ทำไมหน้าเธอขาวขึ้น..."
"ของที่ลุงเอามาฝากหนูอยู่ไหน?" กู้ชิงสือสวนกลับทันทีโดยไม่รอกล่าวทักทาย
แววตาของไป๋เจินฉายความรู้สึกผิดวูบหนึ่งอย่างเห็นได้ชัด ก่อนจะแสร้งทำเสียงแข็งกลบเกลื่อน "พูดจาเลอะเทอะอะไร ของที่ลุงเอามาให้อะไรกัน..."
"วันนี้หนูเจอลุง เขาเล่าให้หนูฟังหมดแล้ว เขาบอกว่าส่งกุนเชียง ส่งเนื้อหมู ส่งไข่ไก่มาให้หนูตลอด ส่งมาต่อเนื่องเป็นสิบปีแล้ว แต่หนูไม่เคยเห็นแม้แต่เงา ไม่เคยได้กินเลยสักคำ!"
สีหน้าของไป๋เจินเปลี่ยนเป็นซีดเผือดทันที เธอก้าวถอยหลังหนีไปหลายก้าวด้วยความตกใจ แต่กู้ชิงสือก็ก้าวสามขุมตามไปติดๆ ด้วยแรงอารมณ์ "หนูถามว่า กุนเชียงที่ลุงตั้งใจส่งมาให้หนู มันไปอยู่ที่ไหน!"
ไป๋เจินจนมุมจึงกัดฟันพูดอย่างไม่สะทกสะท้าน "จะอยู่ที่ไหนได้ล่ะ ก็กินลงท้องไปหมดแล้วน่ะสิ เขาไม่ได้ส่งมาเยอะแยะอะไรสักหน่อย ทำเป็นเรื่องใหญ่โตไปได้"
"ไม่ได้ส่งมาเยอะ? แม่กล้าพูดออกมาได้ยังไงว่าไม่ได้ส่งมาเยอะ? ต้องแค่ไหนถึงจะเรียกว่าเยอะสำหรับแม่? ต้องแบกมาให้ทั้งตัวหมูเลยหรือไงถึงจะพอใจ?"
ดวงตาของกู้ชิงสือแดงก่ำด้วยความโกรธแค้นและน้อยใจ "ฐานะทางบ้านลุงเป็นยังไงแม่ก็รู้ดีแก่ใจไม่ใช่เหรอ? บ้านเราไม่เคยส่งของกลับไปช่วยเหลือทางบ้านลุงเลยสักนิด แล้วแม่ยังมีหน้ามาบ่นว่าเขาส่งมาให้น้อยอีกเหรอ?"
[จบบท]