บทที่ 3: ตัวจริงปรากฏกาย
น้ำเสียงของไป๋เจินเหมือนเข็มแหลมที่ทิ่มแทงเข้าไปในความทรงจำ กระตุ้นบาดแผลเก่าที่กู้ชิงสือพยายามลืมให้เปิดกว้างขึ้นอีกครั้ง ความทรงจำอันเลวร้ายในอดีตผสมปนเปกับความโกรธแค้นในปัจจุบัน กลายเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีที่โหมกระพือให้ไฟแค้นในใจลุกโชนจนยากจะดับ
กู้ชิงสือไม่ลังเลที่จะตอบโต้ เธอรวบรวมแรงทั้งหมดที่มีส่งผ่านเรียวขา เตะอัดเข้าไปเต็มแรงที่จุดกึ่งกลางลำตัวใต้สะดือของต้วนรินเจี๋ยอย่างแม่นยำ
“อ๊าก...”
เสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดทรมานดังลั่นออกมาจากปากของต้วนรินเจี๋ย ร่างของเขาทรุดฮวบลงไปนอนคุดคู้ตัวงออยู่บนพื้น สภาพไม่ต่างจากกุ้งที่ถูกโยนลงในหม้อน้ำเดือด
ไป๋เจินสะดุ้งสุดตัวด้วยความตกใจ ร่างกายสั่นเทา ก่อนจะรีบถลันเข้ามาเอาตัวขวางต้วนรินเจี๋ยไว้ราวกับแม่ไก่ปกป้องลูก
“กู้ชิงสือ! แกเป็นบ้าไปแล้วหรือไง!”
“ฉันไม่ได้บ้า และชีวิตนี้ฉันก็ไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองมีสติสัมปชัญญะครบถ้วนเท่าวันนี้มาก่อนเลย”
ภาพในอดีตไหลย้อนกลับเข้ามาในหัว ราวกับฉายภาพยนตร์ซ้ำ หลายปีก่อนตอนที่ร่างกายของเธอเริ่มเจริญเติบโตเป็นสาวสะพรั่ง ต้วนรินเจี๋ยก็เริ่มใช้สายตาโลมเลียจ้องมองเธออย่างไม่เกรงใจ มันฉวยโอกาสลวนลามจับนิดจับหน่อย พร้อมกับพ่นคำพูดน่ารังเกียจออกมาว่า ‘ก็ไม่ใช่พี่น้องกันจริงๆ สักหน่อย จับนิดจับหน่อยจะเป็นไรไป’
ในตอนนั้น เด็กสาวผู้ไร้เดียงสารวบรวมความกล้าไปฟ้องแม่ หวังเพียงอ้อมกอดปกป้องและความยุติธรรม แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือคำด่าทอที่กรีดแทงหัวใจ ไป๋เจินชี้หน้าด่าเธอว่าอายุแค่นี้ก็ริอ่านทำตัวไม่รักดี ไปยั่วยวนพี่ชายเอง
แม่แท้ๆ ของเธอทั้งตบทั้งตี บังคับขู่เข็ญให้เธอต้องก้มหัวขอโทษไอ้คนชั่วคนนั้น เพื่อให้เรื่องมันจบๆ ไปอย่างที่ต้องการ
ไป๋เจิน... ผู้หญิงที่ได้ชื่อว่าเป็นแม่ เป็นคนลงมือหักกระดูกสันหลังแห่งความภาคภูมิใจของลูกสาวตัวเอง ทำให้เธอกลายเป็นคนหลังค่อมทางวิญญาณ ไม่กล้าสู้หน้าใคร และยอมใช้ชีวิตอย่างเจียมเนื้อเจียมตัวราวกับฝุ่นผงใต้ฝ่าเท้าของคนในบ้าน
แต่วันนี้... กู้ชิงสือคนใหม่ได้ยืนหยัดขึ้นมาแล้ว เธอจะดัดกระดูกสันหลังของตัวเองให้ตรง และทวงคืนความยุติธรรมด้วยสองมือของเธอเอง
ต้วนรินเจี๋ยเจ็บปวดจนหน้าเขียวหน้าเหลือง ใบหน้าบิดเบี้ยวเหยเก เมื่อเงยหน้าขึ้นมาสบตากับแววตาอำมหิตที่พร้อมจะฆ่าคนได้ของกู้ชิงสือ เขาก็รีบโผเข้ากอดขาไป๋เจินแน่นด้วยความหวาดกลัว
“แม่... แม่ครับ ผมเจ็บเหลือเกิน”
“ไม่เป็นไรนะลูก ไม่เป็นไร แม่กอดลูกอยู่นี่แล้ว” ไป๋เจินได้ยินคำว่า ‘แม่’ หลุดออกมาจากปากลูกเลี้ยง แถมยังแสดงท่าทางพึ่งพิงเธอขนาดนี้ แววตาของเธอก็ทอประกายแห่งความปลื้มปิติออกมาอย่างปิดไม่มิด
ความพยายามตลอดหลายปีที่ผ่านมา ในที่สุดวันนี้เธอก็ได้รับการยอมรับจากพวกเขาจนยอมเปลี่ยนคำเรียกขานเสียที
“แม่ครับ! แม่ต้องแก้แค้นให้ผมนะ!”
“ได้สิ ได้เลยลูกรัก” ไป๋เจินรับคำอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหันขวับมาจ้องหน้าลูกสาวแท้ๆ ด้วยสายตาแข็งกร้าว “ชิงสือ! รีบมาขอโทษพี่ชายเดี๋ยวนี้ แกกล้าดียังไงถึงทำร้ายพี่ชายแบบนี้”
“คนอย่างมันโดนแค่นี้ยังน้อยไป ต่อไปถ้ามันกล้ามาวุ่นวายกับฉันอีก ฉันเห็นหน้ามันเมื่อไหร่ฉันจะซัดมันเมื่อนั้น”
กู้ชิงสือมองภาพแม่ลูกจอมปลอมที่กอดกันกลมเกลียวด้วยแววตาสมเพช
“ลูกเลี้ยงยอมรับคุณเป็นแม่แล้วนี่ คงจะซาบซึ้งใจจนน้ำตาไหลเลยสินะ? ถ้าอย่างนั้นคุณก็รีบตักตวงความสุขจอมปลอมนี้ไว้ให้มากๆ เถอะ เพราะอีกไม่เกินหนึ่งชั่วโมง ความสุขของคุณมันจะพังทลายลง”
สีหน้าของไป๋เจินและต้วนรินเจี๋ยซีดเผือดลงทันตา
“แก... แกคิดจะทำอะไร?”
“ฉันไม่ให้แกไปไหนทั้งนั้น!” ไป๋เจินตวาดลั่นด้วยคำขู่เดิมๆ “กู้ชิงสือ ถ้าแกยังเห็นฉันเป็นแม่อยู่ แกห้ามก้าวขาออกไปเด็ดขาด...”
กู้ชิงสือกระชากประตูเปิดออก แสงแดดจ้าสาดส่องเข้ามาจนใบหน้าของเธอดูเลือนลาง แต่ประโยคถัดมากลับดังก้องกังวานและชัดเจน บาดลึกเข้าไปในหัวใจคนฟัง
“ถ้าเลือกได้ ฉันยอมไม่มีแม่แท้ๆ แบบคุณเสียดีกว่า”
ฉันหวังเหลือเกิน... ว่าคุณจะไม่ใช่แม่ที่คลอดฉันออกมา
ปัง!
ประตูถูกกระแทกปิดลงอย่างแรง ไป๋เจินยืนตัวแข็งทื่อ จ้องมองบานประตูนั้นด้วยความรู้สึกจุกจนพูดไม่ออก คำพูดสุดท้ายของลูกสาวเหมือนตบหน้าเธอฉาดใหญ่
กู้ชิงสือเดินออกมาไกลพอสมควรแล้ว แต่เสียงก่นด่าสาปแช่งของต้วนรินเจี๋ยยังคงลอยตามลมมาให้ได้ยิน
เธอสะบัดหน้าทิ้งเสียงนกเสียงกาเหล่านั้นไว้เบื้องหลัง ก้าวเท้าเดินไปตามเส้นทางที่คุ้นเคย มุ่งหน้าสู่เป้าหมายสำคัญ... บ้านตระกูลฉิน
ครอบครัวต้วนอาศัยอยู่ในย่านชานเมืองที่แออัด แต่บ้านตระกูลฉินตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางเมือง เป็นตระกูลแพทย์เก่าแก่ที่มีชื่อเสียงขจรขจาย บรรพบุรุษเคยรับราชการเป็นแพทย์หลวงในราชสำนัก ส่วนปู่ฉินก็ได้รับฉายาว่าเป็นแพทย์มือเทวดา
จุดเริ่มต้นของวาสนานี้เกิดขึ้นเมื่อปู่ฉินได้รับบาดเจ็บสาหัสระหว่างไปเก็บสมุนไพร และได้กู้เฟิง พ่อแท้ๆ ของเธอช่วยชีวิตเอาไว้
กู้เฟิงแต่งงานกับไป๋เจินตอนที่ถูกส่งไปทำงานในชนบท แต่โชคร้ายที่ร่างกายอ่อนแอจึงด่วนจากไปก่อนเวลาอันควร ทิ้งไว้เพียงกำไลหยกประจำตระกูลที่มอบให้ลูกสาว และคำสั่งเสียสุดท้ายว่าหากวันใดตกอับให้ไปหาตระกูลฉิน กำไลนี้คือเครื่องยืนยันตัวตน
ไป๋เจินเคยพากู้ชิงสือไปตามหาตระกูลฉิน แต่คลาดกันเพราะตระกูลฉินย้ายเข้าเมืองหลวง ไป๋เจินจึงถอดใจ คิดว่าวาสนาขาดกันแล้ว เมื่อพบรักใหม่กับต้วนกัง เธอจึงทิ้งเรื่องราวในอดีตไว้เบื้องหลัง
มีเพียงกู้ชิงสือที่ยังคงยึดมั่นในสัญญาใจนั้น เธอเฝ้าฝันถึงวันที่ได้แต่งงานและหลุดพ้นจากนรกขุมนี้ ไปสร้างครอบครัวที่อบอุ่นของตัวเอง เธอแอบไปด้อมๆ มองๆ บ้านตระกูลฉินอยู่เสมอ จนกระทั่งสวรรค์เป็นใจ พวกเขาย้ายกลับมาจริงๆ
ปู่ฉินและย่าฝานวางมือจากวงการแพทย์แล้ว โดยมีฉินเจ๋อหมิง หลานชายคนโตกลับมาดูแลและทำงานเป็นหมอที่โรงพยาบาลประจำอำเภอ
กู้ชิงสือจำได้ดีว่าเธอเคยแอบไปดูฉินเจ๋อหมิงที่โรงพยาบาลบ่อยแค่ไหน เธอเฝ้ามองเขาด้วยความชื่นชมและมอบหัวใจให้เขาไปอย่างเงียบๆ แต่ความเจียมตัวทำให้เธอไม่กล้าปรากฏกาย
เธอรู้สึกว่าตัวเองต่ำต้อยเกินกว่าจะคู่ควรกับเขา จึงได้แต่บอกตัวเองให้พยายามทำตัวให้ดีขึ้น
แต่ใครจะคาดคิดว่าสุดท้ายแล้ว ความฝันของเธอกลับถูกต้วนหลิงหลิงขโมยไป ทั้งกำไลหยก ทั้งตัวตน และว่าที่สามี
กู้ชิงสือยืนนิ่งอยู่หน้าประตูบ้านตระกูลฉิน สูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ เพื่อเรียกความมั่นใจ ก่อนจะยกมือขึ้นเคาะประตู
ก๊อกๆๆ
“มาแล้วค่ะ”
ประตูเปิดออกแทบจะทันที เผยให้เห็นหญิงวัยกลางคนท่าทางใจดี
“คุณมาหาใครคะ?”
ป้าแม่บ้านคนนี้คอยดูแลบ้านตระกูลฉินมาตลอด เมื่อเจ้านายย้ายกลับมาเธอก็กลับมาทำหน้าที่เดิม กู้ชิงสือจำเธอได้ดี
“สวัสดีค่ะ หนูชื่อกู้ชิงสือ เป็นลูกสาวแท้ๆ ของกู้เฟิง หนูมาขอพบปู่ฉินกับย่าฝานค่ะ หนูมีเรื่องสำคัญเกี่ยวกับพี่สาวต่างพ่อที่สวมรอยแอบอ้างการหมั้นมาเรียนให้ท่านทราบ”
ป้าแม่บ้านมีสีหน้าตกใจอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ
“...รอสักครู่นะคะ ป้าจะรีบไปเรียนให้ท่านทราบ”
แม้จะไม่ได้เชิญแขกแปลกหน้าเข้าบ้านทันทีตามมารยาทความปลอดภัย แต่ป้าก็ไม่ได้ปิดประตูใส่ กู้ชิงสือจึงยืนรออย่างสงบเสงี่ยมอยู่ที่หน้าประตู
“กู้ชิงสือ! แกมาเสนอหน้าทำอะไรที่นี่?”
เสียงแหลมปรี๊ดดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของต้วนหลิงหลิงที่หิ้วกระเช้าผลไม้ราคาแพงมาด้วย ทันทีที่เห็นกู้ชิงสือ ดวงตาของหล่อนก็เบิกโพลงด้วยความตื่นตระหนกและโกรธเกรี้ยว
มันควรจะถูกส่งตัวไปปรนเปรอสามพี่น้องนรกนั่นแล้วไม่ใช่หรือ?
ป่านนี้มันต้องนอนซมลุกจากเตียงไม่ไหว แล้วถูกลากกลับไปขังเป็นแม่พันธุ์ผลิตลูกอยู่ที่หมู่บ้านกันดารนั่นจนวันตายสิ
ทำไมมันถึงมายืนหัวโด่อยู่ที่นี่ได้?
กู้ชิงสือปรายตามองพี่สาวต่างพ่อ ต้วนหลิงหลิงถอดแบบมาจากพ่อของหล่อนเปี๊ยบ ผิวพรรณคล้ำเหลือง เครื่องหน้าจืดชืดธรรมดา ดีหน่อยตรงที่มีส่วนสูงที่พอใช้ได้
เมื่อก่อนยัยนี่ชอบใส่เสื้อผ้าสีสันแสบตา ซึ่งยิ่งขับให้ผิวดูหมองคล้ำเข้าไปใหญ่
แต่วันนี้ดูเหมือนจะรู้จักปรับปรุงตัวเองแล้ว หล่อนเลือกใส่ชุดเดรสเรียบหรูที่ช่วยขับผิวและเสริมบุคลิก ดูดีขึ้นจนผิดหูผิดตา
เมื่อเห็นสายตาอาฆาตมาดร้ายของต้วนหลิงหลิง กู้ชิงสือก็แค่นหัวเราะในลำคอ
“ที่นี่บ้านคู่หมั้นฉัน ฉันไม่มาที่นี่แล้วจะให้ไปอยู่ที่ไหน?”
“หุบปากเดี๋ยวนี้! แกพูดจาเพ้อเจ้ออะไร!”
ต้วนหลิงหลิงแผดเสียงลั่นพร้อมกับเงื้อมือขึ้นหมายจะตบหน้าสั่งสอน
กู้ชิงสือปัดมือนั้นออกอย่างง่ายดาย ก่อนจะสวนกลับด้วยฝ่ามือที่รวดเร็วกว่า
เพียะ!
ใบหน้าของต้วนหลิงหลิงหันไปตามแรงตบ และในขณะที่หล่อนกำลังมึนงง กู้ชิงสือก็ตบซ้ำเข้าไปอีกฉาดใหญ่
เพียะ!
ไม่รอให้ตั้งตัว กู้ชิงสือกระชากผมของอีกฝ่ายอย่างแรงจนหน้าหงาย
“คนที่ต้องตื่นจากฝันคือแกต่างหาก คิดเหรอว่าแค่ขโมยของของฉันไปถือไว้ แล้วแกจะกลายเป็นตัวจริงได้ แกมันก็แค่ของก็อปเกรดต่ำ!”
กู้ชิงสือตบหน้าสั่งสอนอีกครั้ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก
“ตาสว่างหรือยัง?”
“นังบ้ากู้ชิงสือ! แกอยากตายนักใช่ไหม!”
ต้วนหลิงหลิงโกรธจนสติขาดผึง หล่อนกำลังจะกระโจนเข้าใส่ แต่หางตากลับเหลือบไปเห็นบุคคลสามคนที่ยืนตะลึงอยู่ที่หน้าประตูบ้าน
ปู่ฉิน ย่าฝาน และ... ผู้ชายคนนั้น
ฉินเจ๋อหมิง
“เจ๋อหมิงคะ...”
ต้วนหลิงหลิงรีบยกมือกุมแก้มที่แดงช้ำ น้ำตาเม็ดโตไหลเผาะลงมาอาบแก้มราวกับเปิดก๊อก
กู้ชิงสือมองตามสายตานั้นไป ก็ได้สบตากับดวงตาคู่คมที่ลึกล้ำราวกับบ่อน้ำเย็นเยียบ ผู้ชายคนนั้นแผ่รังสีความเย็นชาและเข้าถึงยากออกมาอย่างชัดเจน
ฉินเจ๋อหมิง...
ชื่อของเขามาจากคำว่า 'หมิง' ในบทกวีจารึก
กู้ชิงสือหลงรักชื่อนี้มาเนิ่นนาน มันช่างไพเราะและคล้องจองกับชื่อของเธออย่างน่าประหลาด
เธอเกิดในฤดูที่ลูกพลัมยังเป็นสีเขียวสด พ่อจึงตั้งชื่อเธอว่า 'ชิงสือ'
ในยามว่าง เธอเคยแอบคัดลายมือชื่อของเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า แอบเขียนชื่อของตัวเองเคียงคู่กับชื่อของเขาในสมุดบันทึกเล่มเล็ก จินตนาการไปเองว่าการทำแบบนี้จะช่วยสานฝันให้เธอได้ครองคู่กับเขา
แต่ในความเป็นจริง... ฉินเจ๋อหมิงกลับกำลังมองต้วนหลิงหลิงด้วยสายตาเป็นห่วงเป็นใย ก่อนจะตวัดสายตาคมกริบมามองเธอ คิ้วเข้มขมวดมุ่นด้วยความไม่พอใจ
“นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน?”
กู้ชิงสือเหยียดยิ้มมุมปาก
“ไม่ได้ยินที่ป้าแม่บ้านเข้าไปเรียนให้ทราบเหรอคะ? ฉันชื่อกู้ชิงสือ และฉันต่างหากที่เป็นลูกสาวแท้ๆ ของกู้เฟิง”
เธอชี้นิ้วไปที่ต้วนหลิงหลิงที่กำลังบีบน้ำตา
“ผู้หญิงคนนี้เป็นแค่ลูกติดพ่อเลี้ยงของฉัน หล่อนขโมยกำไลหยกประจำตระกูลของฉัน ขโมยตัวตนของฉัน และหน้าด้านเอาของของคนอื่นมาแอบอ้างสิทธิ์คู่หมั้น”
“การหมั้นหมายนี้เดิมทีก็เป็นแค่สัญญาปากเปล่า ไม่มีใครคิดจริงจัง และตอนที่พ่อฉันช่วยชีวิตคุณปู่ไว้ ท่านก็ทำด้วยใจบริสุทธิ์ไม่เคยหวังสิ่งตอบแทน ดังนั้นฉันไม่มีวันยอมให้ผู้หญิงคนนี้มาทำลายเกียรติยศและชื่อเสียงของพ่อฉันเด็ดขาด”
[จบบท]