บทที่ 33: ความลับของลู่หยวน
เสียงบานประตูปิดกระแทกดังปังสนั่นหวั่นไหว ขอบประตูเฉียดปลายจมูกของต้วนรินเจี๋ยไปเพียงนิดเดียวเท่านั้น
ต้วนรินเจี๋ยที่กำลังยืนตกใจจนตัวแข็งทื่อเพิ่งจะเรียกสติของตัวเองกลับคืนมาได้ “บ้าไปแล้ว กู้ชิงสือเธอต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ” ปากก็สบถด่าออกไปแบบนั้นเพราะเขาไม่อยากยอมรับความจริงว่าตัวเองกำลังหวาดกลัวผู้หญิงคนนี้ ชายหนุ่มรีบสับเท้าวิ่งหนีออกมาจากหน้าประตูห้องราวกับคนเสียสติ
เมื่อวิ่งกลับมาถึงห้องพักของตัวเอง ต้วนรินเจี๋ยก็ทิ้งตัวลงนั่งบนเตียง ยิ่งคิดทบทวนเหตุการณ์เมื่อครู่เขาก็ยิ่งรู้สึกโมโห ผู้หญิงอวดดีคนนี้เขาอุตส่าห์ให้เกียรติแล้วยังไม่รู้จักรับไว้ ยิ่งกู้ชิงสือแสดงท่าทีปฏิเสธและส่งสายตาดูถูกเขามากเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งรู้สึกอยากเอาชนะและไม่อยากปล่อยมือไปจากเธอมากเท่านั้น
ความแค้นสุมอกจนเขาอยากจะจับผู้หญิงที่กล้าดูถูกเขาคนนี้มากดลงไปกองอยู่ใต้ฝ่าเท้า อยากจะบังคับให้เธอต้องคุกเข่าอ้อนวอนอยู่ตรงหน้าเขา และทำได้เพียงหอบหายใจร้องขอความเมตตายอมจำนนอยู่ใต้ร่างของเขาเท่านั้น
ใบหน้าของต้วนรินเจี๋ยบิดเบี้ยวเต็มไปด้วยความมุ่งร้าย แววตาของเขาเผยให้เห็นความหื่นกระหายจ้องมองไปข้างหน้าอย่างน่ารังเกียจ
หลังจากต้องทนปวดหัวกับความกักขฬะของต้วนรินเจี๋ยไปเมื่อวาน ประกอบกับเป็นช่วงที่ประจำเดือนมาพอดี วันต่อมากู้ชิงสือจึงรู้สึกอ่อนเพลียไม่มีเรี่ยวแรงจะขยับตัวไปไหน
ก่อนหน้านี้ชีวิตของเธอค่อนข้างลำบาก กินอาหารก็ไม่ค่อยจะอิ่มท้อง อีกทั้งเธอยังมักจะถูกต้วนหลิงหลิงและต้วนรินเจี๋ยกลั่นแกล้ง บังคับให้ไปซักเสื้อผ้ากองโตด้วยน้ำเย็นจัดในหน้าหนาวเป็นประจำ ความเย็นเยือกจึงแทรกซึมฝังรากลึกเข้าสู่ร่างกายของเธอมาตั้งแต่ตอนนั้น
ซ้ำร้ายต่อมาเธอยังถูกไป๋เจินบังคับให้ดื่มยาที่ไม่ควรดื่ม ยาขนานนั้นส่งผลเสียต่อระบบภายในร่างกายอย่างหนัก ทำให้ประจำเดือนของเธอมาไม่ปกติ มาไม่เคยตรงเวลา ปริมาณเลือดก็มีมากบ้างน้อยบ้างสลับกันไป บริเวณท้องน้อยมักจะเย็นเฉียบและรู้สึกปวดหน่วงอยู่ตลอดเวลา หากวันไหนอาการกำเริบหนักก็จะปวดรุนแรงจนเธอต้องลงไปนอนกลิ้งเกลือกกุมท้องทุรนทุรายอยู่บนพื้น
การที่ระบบสืบพันธุ์และประจำเดือนผิดปกติเช่นนี้ ย่อมส่งผลให้ร่างกายของเธอตั้งครรภ์ได้ยากกว่าผู้หญิงทั่วไปหลายเท่า
เดิมทีเรื่องการมีลูกยากถือเป็นปัญหาใหญ่ถึงขั้นคอขาดบาดตายสำหรับผู้หญิงในยุคนี้ ทว่าในชาติที่แล้วกู้ชิงสือกลับรู้สึกยินดีกับความผิดปกตินี้ เพราะเธอไม่อยากตั้งท้องและให้กำเนิดสายเลือดของสัตว์เดรัจฉานพวกนั้นออกมาดูโลก
แต่ถึงกระนั้น เธอก็ยังต้องทนทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสจากอาการเจ็บป่วยจากปัญหามีบุตรยากนี้เช่นกัน
โชคดีที่ในชาตินี้หลังจากเธอได้ดื่มน้ำพุวิเศษและนำผักจากในพื้นที่มิติมาทำอาหารกินเป็นประจำ สภาพร่างกายของเธอก็ได้รับการฟื้นฟูบำรุงให้ดีขึ้นมาก รอบนี้อาการปวดท้องประจำเดือนจึงลดน้อยลงไปจนพอทนไหว
แม้ไป๋หยางจะไม่ได้ล่วงรู้เรื่องที่เธอมีประจำเดือน แต่เขาก็สังเกตเห็นสีหน้าของเธอซีดเซียวไม่ค่อยสู้ดี ชายหนุ่มจึงรีบบอกให้เธอไปหาที่นั่งพักผ่อนอยู่บริเวณมุมร้าน
กู้ชิงสือไม่ได้ปฏิเสธความหวังดีนี้ เธอเดินไปนั่งพักและรอจนกระทั่งลูกค้าภายในร้านเริ่มเบาบางลง จึงลุกเดินเข้าครัวไปทำไข่ต้มน้ำตาลทรายแดงมากิน เพื่อดูว่าจะช่วยให้ร่างกายอบอุ่นและอาการปวดท้องดีขึ้นบ้างหรือไม่
ระหว่างที่เธอกำลังนั่งกินอยู่นั้น ฟางเหวินก็เดินเข้ามาในร้านพอดี เมื่อเขาเห็นกู้ชิงสือกำลังซดน้ำไข่ต้มน้ำตาลทรายแดง เขาก็เลยตะโกนสั่งเมนูเดียวกันมาลองชิมหนึ่งที่
รอจนกระทั่งไป๋หยางเดินเข้าไปจัดการทำอาหารในครัว ฟางเหวินก็ขยับตัวเข้ามาแอบกระซิบถามกู้ชิงสือเบาๆ “ผู้ชายคนเมื่อกี้เป็นอะไรกับคุณเหรอครับ ครั้งก่อนผมก็อยากจะถามแล้วว่าเขามีความสัมพันธ์ยังไงกับคุณ”
เขาประเมินแล้วว่าไป๋หยางให้ความรู้สึกที่เป็นผู้ชายสะอาดสะอ้าน อบอุ่น แตกต่างจากผู้ชายน่าเกรงขามอย่างลู่หยวนอย่างสิ้นเชิง
“เขาเป็นพี่ชายลูกพี่ลูกน้องของฉันเองค่ะ มีอะไรหรือเปล่าคะ” กู้ชิงสือเลิกคิ้วถามด้วยความประหลาดใจ
“พี่ชายลูกพี่ลูกน้องกันนี่เอง เป็นพี่ชายก็ดีแล้วครับ” ฟางเหวินยกมือขึ้นทาบอกแล้วถอนหายใจอย่างโล่งอก “ผมจะได้ถามให้กระจ่างไปเลย ไม่ต้องมัวมานั่งเดา”
“พวกคุณมากินข้าวยังต้องสนใจเรื่องความสัมพันธ์ส่วนตัวของแม่ค้าพวกนี้ด้วยเหรอคะ”
“มันไม่ใช่เรื่องกินข้าวหรอกครับ” ฟางเหวินกดเสียงให้ต่ำลงไปอีก “ผมแค่กลัวว่าในอนาคตคุณจะได้กลายมาเป็นเถ้าแก่เนี้ยของผมต่างหาก”
“พรวด” กู้ชิงสือที่กำลังซดน้ำตาลทรายแดงสำลักออกมาอย่างจัง “แค่ก แค่ก คุณพูดเหลวไหลอะไรออกมาคะเนี่ย”
ฟางเหวินรีบส่ายหน้าปฏิเสธรัวๆ “ผมไม่ได้พูดเหลวไหลนะครับ ผมแค่รู้สึกว่าลูกพี่ของผมปฏิบัติกับคุณไม่เหมือนผู้หญิงคนอื่น” เขาสังเกตเห็นท่าทีแปลกๆ ของเจ้านายมาตั้งแต่ครั้งก่อนแล้ว
ฟางเหวินลากเก้าอี้ตัวเล็กขยับเข้าไปนั่งชิดกู้ชิงสือ ชะโงกหน้าเข้าไปใกล้แล้วกระซิบเล่าวีรกรรมสุดโหดในอดีตตอนที่ลู่หยวนเคยเตะซี่โครงผู้หญิงคนอื่นจนหักให้เธอฟัง
“เมื่อวานเขายังพุ่งเข้าไปช่วยประคองคุณเอาไว้ด้วยซ้ำ หลายปีมานี้คุณเป็นผู้หญิงคนแรกเลยนะครับที่เขาแตะต้องตัว”
กู้ชิงสือฟังจบก็เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง “เขาเคยเตะซี่โครงคนอื่นจนหักจริงๆ เหรอคะเนี่ย”
“ครับ เรื่องจริงร้อยเปอร์เซ็นต์” ฟางเหวินพยักหน้ายืนยันหนักแน่น
ยิ่งกู้ชิงสือได้ฟังข้อมูลพวกนี้ก็ยิ่งรู้สึกคุ้นเคยทะแม่งๆ ลู่หยวน ไม่ชอบผู้หญิง แถมยังเคยเตะซี่โครงเด็กผู้หญิงจนหัก เมื่อเธอนำคำสำคัญเหล่านี้มาเชื่อมโยงประติดประต่อเข้าด้วยกัน ก็ทำให้เธอหวนนึกถึงภาพของลู่หยวน บุคคลทรงอิทธิพลที่เธอเคยเห็นตามหน้าหนังสือพิมพ์ นิตยสาร และโทรทัศน์บ่อยๆ ในชาติที่แล้ว
เขาคือหนึ่งในนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของประเทศ เป็นผู้ทรงอิทธิพลระดับแนวหน้าในวงการ ธุรกิจภายใต้ชื่อของเขามีมากมายหลากหลายประเภท และยังเป็นแขกรับเชิญขาประจำของข่าวหน้าเศรษฐกิจอีกด้วย
นอกเหนือจากวงการธุรกิจ เขายังมักจะปรากฏตัวในข่าวความเคลื่อนไหวของวงการแพทย์อยู่บ่อยครั้ง ประการแรกเป็นเพราะธุรกิจหลักของเขาเกี่ยวข้องกับเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ ประการที่สองคือตัวเขาเองก็มีใบอนุญาตเป็นแพทย์ที่เก่งกาจมากคนหนึ่ง ซึ่งได้สร้างคุณูปการอย่างใหญ่หลวงในด้านการผ่าตัดปลูกถ่ายอวัยวะ
เขาประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานอย่างล้นหลาม หน้าตาหล่อเหลาดูดีแถมยังอายุน้อย ทว่าเขากลับครองตัวเป็นโสดไม่ยอมแต่งงาน จนกระทั่งในเวลาต่อมาก็มีข่าวลือแพร่สะพัดออกไปทั่วบ้านทั่วเมืองว่า สาเหตุที่เขาไม่ยอดแต่งงานสร้างครอบครัวเป็นเพราะเขาไม่ชอบผู้หญิง
กู้ชิงสือจำไม่ได้แน่ชัดแล้วว่าเป็นหนังสือพิมพ์หรือนิตยสารฉบับไหนตีพิมพ์ข่าวนี้ พวกเขารายงานข่าวอย่างมั่นใจเต็มประดาว่าลู่หยวนชอบผู้ชายด้วยกัน ซึ่งตัวเขาเองก็เลือกที่จะเงียบ ยอมรับและไม่ได้ออกมาปฏิเสธเรื่องนี้
ข่าวคาวนี้สร้างความฮือฮาและเป็นกระแสสังคมอย่างมหาศาลในตอนนั้น หลายคนรุมประณามและโจมตีเขาอย่างรุนแรง ก่อให้เกิดผลกระทบเป็นวงกว้าง และนั่นก็เป็นเหตุผลที่ทำให้ทุกคนในประเทศจดจำชื่อของเขาได้อย่างแม่นยำ
กู้ชิงสือเองก็จำเรื่องนี้ได้ฝังใจเช่นกัน เมื่อพิจารณาจากคำบอกเล่าของฟางเหวินประกอบกับความทรงจำในอดีตของเธอ กู้ชิงสือจึงคาดเดาได้ไม่ยากว่าลู่หยวนที่เธอเพิ่งจะรู้จักคนนี้ น่าจะเป็นลู่หยวนเศรษฐีคนเดียวกันกับในข่าวอย่างแน่นอน
กู้ชิงสือที่เพิ่งจะปะติดปะต่อเรื่องราวทั้งหมดได้ก็สูดลมหายใจเข้าลึก เธอคาดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าแม่ค้าตัวเล็กๆ อย่างเธอจะบังเอิญจับพลัดจับผลูได้มารู้จักกับบุคคลระดับตำนานอย่างลู่หยวน
คนระดับมหาเศรษฐีอย่างเขากับเธอเป็นเหมือนคนที่ใช้ชีวิตอยู่กันคนละโลกโดยสิ้นเชิง
เมื่อนึกถึงคำพูดถากถางโจมตีลู่หยวนในเวลาต่อมา กู้ชิงสือก็อยากจะง้างปากถามฟางเหวินเหลือเกินว่าเรื่องราวทั้งหมดในข่าวพวกนั้นเป็นความจริงหรือไม่
เธอไม่ได้รู้สึกรังเกียจอะไร แม้ว่านี่จะเป็นครั้งแรกที่เธอได้พบเจอเรื่องรสนิยมแบบนี้ในชีวิตจริงและอาจจะยังทำความเข้าใจได้ไม่เต็มที่นัก แต่เธอก็จะไม่มีทางดูถูกหรือมองเขาในแง่ลบอย่างแน่นอน เธอเพียงแค่รู้สึกประหลาดใจ และคิดว่าเรื่องความชอบส่วนตัวนี้ไม่ควรปล่อยให้ใครล่วงรู้จะดีกว่า เพื่อป้องกันไม่ให้เขาถูกคนในสังคมนำไปโจมตีซ้ำรอยเดิม
ฟางเหวินเห็นกู้ชิงสือเอาแต่นั่งเงียบไป ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความสับสนและดูแปลกประหลาด “เถ้าแก่เนี้ยกู้ เป็นอะไรไปครับ สีหน้าไม่ค่อยดีเลย”
กู้ชิงสือได้สติกลับมา “อ้อ ไม่มีอะไรค่ะ แค่คิดอะไรเพลินๆ”
“งั้นก็ดีแล้วครับ” ฟางเหวินมีท่าทีผ่อนคลายลงพลางยิ้มกว้าง “ผมก็นึกว่าคุณตกใจกลัววีรกรรมลูกพี่เสียอีก ผมเล่าเรื่องพวกนี้ให้คุณฟังไม่ได้ตั้งใจจะทำให้คุณกลัวนะครับ คุณวางใจเถอะ ลูกพี่ไม่มีทางเตะคุณแน่นอน”
กู้ชิงสือทำได้เพียงฝืนยิ้มแห้งๆ ออกมา เธอรู้ดีว่าลู่หยวนไม่มีทางทำร้ายเธอ แต่เธอก็ยังรู้สึกตกใจอยู่เล็กน้อยกับความจริงข้อนี้
เพราะในเวลานี้หัวสมองของเธอดันนึกถึงบุคคลอีกคนที่ลู่หยวนตกเป็นข่าวลือหนาหูว่ากำลังแอบชอบอยู่ ชายคนนั้นก็คือฉินเจ๋อหมิง
เมื่อเอ่ยชื่อผู้ชายคนนี้ออกมาในใจ กู้ชิงสือก็อดไม่ได้ที่จะยกมือขึ้นนวดขมับเบาๆ
เรื่องนี้จะเป็นความจริงหรือเป็นเพียงข่าวลือเท็จเธอก็ไม่อาจทราบได้ แต่สาเหตุหลักที่ทำให้เธอหันมาสนใจติดตามอ่านข่าวของลู่หยวนในตอนนั้น ก็เป็นเพราะมีชื่อของฉินเจ๋อหมิงเข้ามาเกี่ยวข้องจริงๆ
เมื่อคิดวิเคราะห์มาถึงตรงนี้ กู้ชิงสือก็รู้สึกสับสนวุ่นวายใจ เธอหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเรื่องราวทั้งหมดจะเป็นเพียงการเขียนข่าวเต้าข่าวเหลวไหลของพวกนักข่าวหิวแสง ไม่อย่างนั้นเธอเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะต้องวางตัวรับมือกับสถานการณ์พัวพันนี้อย่างไร
ฟางเหวินไม่ได้รับรู้ถึงความตื่นตระหนกและความสับสนที่ก่อตัวอยู่ภายในใจของกู้ชิงสือ เขายังคงพูดเจื้อยแจ้วด้วยท่าทีดีอกดีใจ “เถ้าแก่เนี้ยกู้ คุณอย่าเอาเรื่องนี้ไปบอกลูกพี่นะครับว่าผมเป็นคนแอบเอามาเล่า ที่ผมเล่าความลับให้คุณฟังก็เพราะหวังว่าในอนาคตคุณจะช่วยดูแลผมบ้าง”
นี่ก็ถือเป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับว่าที่เถ้าแก่เนี้ยในอนาคตล่วงหน้าแล้วใช่ไหม เมื่อฟางเหวินคิดคำนวณผลประโยชน์ได้ดังนี้ เขาก็รู้สึกว่าตัวเองยังสามารถออกแรงช่วยทำอะไรได้อีกนิดหน่อย เขาจึงหันไปสั่งอาหารให้ลู่หยวนเพิ่มอีกหนึ่งชุดใหญ่ แล้วใช้ข้ออ้างว่าตัวเองกำลังยุ่งติดพันธุระ เพื่อขอร้องให้กู้ชิงสือช่วยนำอาหารมื้อนี้ไปส่งให้เจ้านาย เป็นการสร้างโอกาสทองให้ทั้งสองคนได้ใกล้ชิดกัน
“ได้ค่ะ” กู้ชิงสือรับฟังคำขอร้อง เธอหยุดคิดทบทวนเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้าตอบตกลง เธอตั้งใจว่าพรุ่งนี้จะลองไปสังเกตดูอีกครั้งให้แน่ใจ ว่าลู่หยวนคนนี้กับลู่หยวนในข่าวเป็นคนๆ เดียวกันจริงหรือไม่
วันต่อมา กู้ชิงสือหิ้วปิ่นโตนำอาหารไปส่งให้ลู่หยวนตามเวลาที่ตกลงกันไว้ ทันทีที่เห็นหน้าเขา กู้ชิงสือก็อดไม่ได้ที่จะลอบสังเกตมองใบหน้าของเขาเพิ่มอีกหลายครั้ง
“บนหน้าผมมีอะไรติดอยู่เหรอ” ลู่หยวนรับรู้ถึงสายตาที่จ้องมองมาได้อย่างรวดเร็ว
“เปล่า ไม่มีอะไรค่ะ” กู้ชิงสือส่ายหน้าปฏิเสธรัวๆ
ลู่หยวนรู้สึกว่ากู้ชิงสือในวันนี้ดูมีท่าทีแปลกไปจากเดิม “คุณมีอะไรจะพูดกับผมหรือเปล่า”
กู้ชิงสือลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจปฏิเสธ “ไม่มีค่ะ” ไม่ว่าเรื่องรสนิยมนั้นจะเป็นจริงหรือไม่ เธอก็ไม่กล้าหน้าด้านเอ่ยปากถามออกไปตรงๆ อยู่ดี ทำได้เพียงคอยลอบสังเกตพฤติกรรมของเขาด้วยตัวเองต่อไป
ลู่หยวนพยักหน้ารับรู้ “ครั้งก่อนคุณบอกว่าผมสามารถนำผักไปตรวจได้ ผมเอาไปตรวจมาเรียบร้อยแล้ว ผลแล็บออกมาว่ามันดีต่อสุขภาพมาก ผมขอถามหน่อยได้ไหมว่าคุณไปหาซื้อผักพวกนี้มาจากที่ไหน แล้วพวกเขามีวิธีการปลูกยังไง”
ไม่มีสารเคมีตกค้างใดๆ เป็นผักที่บริสุทธิ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่กลับมีรสชาติอร่อยล้ำเลิศเกินบรรยาย แถมยังมีสรรพคุณช่วยปรับสมดุลให้นอนหลับสบาย ลู่หยวนจึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกสงสัยใคร่รู้
“ก็ปลูกเหมือนผักทั่วๆ ไปตามธรรมชาตินั่นแหละค่ะ” กู้ชิงสือไม่ได้โกหก เพียงแต่ผักพวกนี้ถูกปลูกและเติบโตในพื้นที่มิติวิเศษของเธอเท่านั้นเอง
“ส่วนเรื่องที่ว่าไปซื้อมาจากแหล่งไหน ฉันคงไม่สะดวกบอก ขอโทษด้วยนะคะ” ถึงแม้ลู่หยวนจะมีบุญคุณใหญ่หลวงกับเธอ แต่กู้ชิงสือก็ไม่คิดที่จะเปิดเผยความลับเรื่องมิตินี้ให้ใครล่วงรู้
ลู่หยวนส่ายหน้าปฏิเสธ “ไม่เป็นไร คุณไม่ต้องขอโทษหรอก ผมไม่ได้มีเจตนาแอบแฝงอื่น ผมแค่สงสัยเป็นการส่วนตัวเท่านั้น”
กู้ชิงสือมองท่าทีสุภาพเรียบร้อยของลู่หยวน เธอยิ่งรู้สึกประทับใจและมองว่าเขาเป็นคนดีมาก คำวิพากษ์วิจารณ์สาดโคลนในหน้าหนังสือพิมพ์พวกนั้นมันใส่ร้ายป้ายสีเกินจริงไปมาก
ในเวลานี้กู้ชิงสือได้ตัดสินใจอย่างเด็ดขาดแล้ว ไม่ว่าหน้าหนังสือพิมพ์จะเขียนรายงานข่าวโจมตีเอาไว้อย่างไร และไม่ว่าลู่หยวนจะมีรสนิยมชอบเพศไหน เธอจะขอปฏิบัติต่อเขาด้วยความจริงใจดั่งเช่นกัลยาณมิตรที่ดีก็เพียงพอแล้ว
[จบบท]