บทที่ 76: ความจริงปรากฏ สยบคนพาล
กู้ชิงสือและไป๋เสวี่ยใช้ปลายนิ้วแตะเนื้อครีมแล้วเกลี่ยลงบนผิวหน้าของตนเองให้ทุกคนในบริเวณนั้นเห็นกันแบบชัดเจน กลิ่นหอมละมุนของดอกสาลี่ค่อยๆ กระจายอวลออกมากลางอากาศยามค่ำคืน ผิวหน้าของพวกเธอทั้งสองคนดูชุ่มชื้นและเนียนนุ่มขึ้นมาทันตาเห็น พิสูจน์ให้เห็นถึงคุณภาพของครีมบำรุงผิวที่พวกเธอตั้งใจทำขึ้นมา
หลังจากทาเสร็จกู้ชิงสือก็หันไปเผชิญหน้ากับหม่าลี่ เธอจ้องมองอีกฝ่ายพร้อมกับถามออกไปตรงๆ “เห็นชัดหรือยังคะ พวกเราทาครีมให้ดูแล้ว หน้าของพวกเราพังไหม”
หม่าลี่ชะงักค้างพูดไม่ออก เธอไม่คาดคิดมาก่อนว่ากู้ชิงสือจะกล้าใช้วิธีนี้พิสูจน์สินค้าของตนเองต่อหน้าผู้คนมากมายขนาดนี้ เธอจึงพยายามหาข้ออ้างมาเถียงกลับ “เพิ่งทาลงไปสดๆ ร้อนๆ จะเห็นผลเสียเร็วขนาดนี้ได้ยังไงกัน”
เมื่อได้ยินข้ออ้างกู้ชิงสือก็โต้แย้งกลับไป “ฉันไม่ทาให้ดูคุณก็มีปัญหา พอทาให้ดูแล้วคุณก็ยังไม่พอใจอีก แล้วสรุปคุณจะเอายังไงกันแน่คะ พูดตามความจริงนะ ขนาดหน้าของฉันเองฉันยังไม่กลัวเลย แล้วคุณจะมากลัวอะไรแทนฉัน”
หม่าลี่จ้องมองใบหน้าของกู้ชิงสือที่ดูเปล่งปลั่งและชุ่มชื้นภายใต้แสงไฟสลัวของตลาดกลางคืนจนเถียงไม่ออก ลูกค้าคนอื่นๆ ที่ยืนมุงดูเหตุการณ์ก็เริ่มคิดตามและเข้าใจสถานการณ์ ใช่แล้ว ผิวหน้าของกู้ชิงสือดูสุขภาพดีขนาดนี้ เจ้าตัวยังกล้าทาครีมโชว์ แล้วพวกเธอจะมัวกลัวอะไรอยู่
กู้ชิงสือสังเกตเห็นว่าผู้คนรอบข้างเริ่มเข้าใจและคล้อยตาม เธอจึงอธิบายข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อสร้างความมั่นใจ “อีกอย่างคุณใช้ตาข้างไหนมองว่าสินค้าของฉันไม่ได้มาตรฐานและทำขึ้นมามั่วๆ ครีมบำรุงผิวที่ฉันนำมาขายวันนี้ถูกต้องตามกฎหมายและได้มาตรฐานทุกอย่าง”
กู้ชิงสือเว้นจังหวะเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อ “ฉันจดทะเบียนการค้าอย่างถูกต้อง ขั้นตอนอื่นๆ ที่จำเป็นอย่างการตรวจสอบคุณภาพสินค้าฉันก็ทำมาหมดแล้ว ของที่ฉันขายมีใบรับรองอนุญาตให้จัดจำหน่ายได้ หรือพูดง่ายๆ ก็คือ ขั้นตอนทางกฎหมายที่สินค้าในห้างสรรพสินค้าของคุณมี ฉันก็ดำเนินการมาหมดแล้ว เอกสารครบถ้วน ไม่มีปัญหาใดๆ ทั้งสิ้น”
เพื่อเป็นการยืนยันความบริสุทธิ์ใจ กู้ชิงสือประกาศกร้าว “วันนี้ฉันขอพูดทิ้งไว้ตรงนี้เลย สินค้าของฉันมีความปลอดภัย ฉันไม่อยากได้ยินคำพูดสร้างความหวาดกลัวประเภทหน้าพังแล้วฉันจะหนีอีก ฉันไม่เปลี่ยนชื่อไม่เปลี่ยนแซ่ ฉันชื่อกู้ชิงสือ เป็นเจ้าของร้านอาหารกู้ซื่อเสี่ยวฉู ฉันพร้อมรับผิดชอบสินค้าของฉันทุกชิ้น หากมีปัญหาอะไรพวกคุณสามารถไปหาฉันที่ร้านได้เลย”
ความจริงแล้วกู้ชิงสือวางแผนธุรกิจมาตั้งแต่ต้น เธอไม่ได้คิดจะทำเพียงแค่โรงงานผลิตขนาดเล็ก ถึงแม้ตอนนี้พวกเธอจะเริ่มต้นจากการตั้งแผงลอยขายในตลาดกลางคืน แต่ก่อนหน้านี้ขั้นตอนการขออนุญาตต่างๆ เธอก็จัดการจนครบถ้วน เธอเตรียมความพร้อมทุกอย่างสำหรับการขยายธุรกิจให้ใหญ่โตและครบวงจรในอนาคต เหมือนกับตอนที่เธอทุ่มเทเปิดร้านกู้ซื่อเสี่ยวฉู
เพราะกลัวว่าคำพูดลอยๆ จะทำให้ผู้คนไม่เชื่อถือ กู้ชิงสือจึงนำเอกสารสำคัญที่เตรียมไว้ล่วงหน้าออกมา เอกสารเหล่านี้เธอเก็บรักษาไว้ในมิติเพื่อความสะดวกในการพกพา เธอหยิบเอกสารทั้งหมดออกมาแสดงให้ทุกคนดูพร้อมกับอธิบายรายละเอียดแต่ละฉบับ
หม่าลี่ตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก เธอไม่คิดว่ากู้ชิงสือจะเตรียมตัวมาดีถึงขั้นนี้ ถึงแม้เธอจะไม่มีความรู้เรื่องเอกสารราชการมากนัก แต่ประสบการณ์จากการทำงานในห้างสรรพสินค้าก็ทำให้เธอคุ้นเคยและดูออกว่าเอกสารเหล่านี้เป็นของจริง เมื่อเห็นหลักฐานที่กู้ชิงสือนำมาแสดง อารมณ์ของหม่าลี่ก็ดิ่งลงเหว
หลักฐานที่กู้ชิงสือนำมาแสดงและคำพูดที่ตอกกลับมา เหมือนฝ่ามือที่ตบลงบนใบหน้าของหม่าลี่ฉาดแล้วฉาดเล่า ใบหน้าของหม่าลี่เปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำด้วยความโกรธและความอับอาย
กลุ่มลูกค้าที่ยืนดูเหตุการณ์พากันพูดคุยถกเถียงกันไปต่างๆ นานา ทว่าบทสนทนาส่วนใหญ่เต็มไปด้วยความโล่งใจที่ได้รู้ว่าสินค้าปลอดภัย สายตาของพวกเขามองไปยังหม่าลี่ด้วยความสงสัยและแคลงใจในจุดประสงค์ที่แท้จริง
กู้ชิงสือไม่ปล่อยโอกาสให้หลุดมือ เธอจัดการขั้นเด็ดขาด “ความจริงฉันรู้ดีว่าทำไมคุณถึงตั้งใจมาหาเรื่องฉัน เป็นเพราะก่อนหน้านี้ฉันไปซื้อของที่ห้างสรรพสินค้าแล้วมีเรื่องบาดหมางกับคุณ ดังนั้นการที่คุณมาทำแบบนี้ฉันก็พอจะเข้าใจเหตุผล แต่คุณจะแก้แค้นก็ควรพุ่งเป้ามาที่ฉันคนเดียว อย่าไปพูดจาข่มขู่ดึงคนอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องเลย”
คำพูดเพียงไม่กี่ประโยคของกู้ชิงสือก็สามารถเปิดโปงธาตุแท้ที่ชอบดูถูกคนอื่นของหม่าลี่ออกมาจนหมดเปลือก เธอเล่าเหตุการณ์ให้ทุกคนฟังว่าตอนนั้นเธอทนรับพฤติกรรมดูถูกของพนักงานขายไม่ไหวจึงโต้เถียงกลับไปและปฏิเสธการซื้อ หม่าลี่จึงเก็บความแค้นสะสมไว้ในใจและหาโอกาสมาแก้แค้น
“ตอนที่ฉันไปซื้อของที่ห้างสรรพสินค้าก็ถูกคุณแสดงท่าทีดูถูก พอตอนนี้ฉันมาตั้งแผงขายของอยู่ที่นี่คุณก็ยังตามมาก่อกวนอีก หรือว่าคุณไม่เคยได้ยินคำสอนที่ว่าการตัดหนทางทำมาหากินของคนอื่นก็เหมือนการฆ่าพ่อแม่ของคนคนนั้น”
คำพูดของกู้ชิงสือจุดไฟแห่งความโกรธเคืองให้กับทุกคนในบริเวณนั้น เพราะหลายคนที่มารวมตัวกันอยู่ที่นี่ล้วนเคยมีประสบการณ์เลวร้ายและได้รับความรู้สึกแย่ๆ จากพนักงานในห้างสรรพสินค้า หลังจากได้ยินเรื่องราวทั้งหมด พวกเขาก็พากันต่อว่าหม่าลี่
“ถุย ที่แท้ก็มีเรื่องบาดหมางกันมาก่อนแล้วตั้งใจมาแก้แค้น ฉันเกือบถูกคุณหลอกใช้เป็นเครื่องมือแล้วเชียว”
“พฤติกรรมน่าขยะแขยงเกินไปแล้ว ตอนขายของก็ทำตัวหยิ่งยโส พอโดนลูกค้าโต้กลับแค่นี้ก็ยังผูกใจเจ็บตามมารังควาน จิตใจทำไมถึงได้คับแคบและชั่วร้ายขนาดนี้”
“แค่มีงานทำเป็นพนักงานขาย คุณก็คิดว่าตัวเองวิเศษวิโสมาจากไหน ไสหัวไปให้พ้นเลย ฉันทนรับอารมณ์เสียๆ ของพวกคุณมามากพอแล้ว”
หม่าลี่ถูกรุมต่อว่าจนหน้าแดงก่ำ เธอรู้สึกอับอายและโกรธจัด อารมณ์คุกรุ่นสะสมอยู่เต็มอก ท้ายที่สุดเธอก็ทนแรงกดดันไม่ไหว ถูกผู้คนผลักไสและด่าทอไล่ตะเพิดออกไปจากตลาดกลางคืน
การที่หม่าลี่ตั้งใจมาหาเรื่องเพื่อหวังจะทำลายธุรกิจของกู้ชิงสือกลับล้มเหลวไม่เป็นท่า ซ้ำร้ายการกระทำของเธอยังกลายเป็นการช่วยโปรโมทสินค้าให้กับกู้ชิงสือทางอ้อม เหตุการณ์นี้กระตุ้นความโกรธเคืองของทุกคน ทำให้ลูกค้าที่เดิมทีแค่มายืนดูและไม่ได้ตั้งใจจะซื้อต่างพากันควักเงินซื้อสินค้าเพื่อเป็นการสนับสนุน
“ซื้อ ซื้อ ซื้อ ยังไงเอกสารก็ครบถ้วนตรวจสอบได้ ร้านอาหารกู้ซื่อเสี่ยวฉูก็ตั้งอยู่ตรงนั้น ฉันไม่กลัวแม่ค้าหนีหายหรอก”
“ฉันก็จะซื้อ ฉันจะไม่ยอมไปเสียเงินซื้อของที่ผู้หญิงคนนั้นขายเด็ดขาด”
“ใช่ ฉันก็เอาด้วย เมื่อก่อนถ้าไม่ใช่เพราะมันไม่มีร้านอื่นให้เลือกซื้อ ฉันก็ขี้เกียจไปทนมองสีหน้าบูดบึ้งของพนักงานพวกนั้นเหมือนกัน”
นี่คือความจริงในใจของชาวบ้าน ถ้าไม่ใช่เพราะสินค้าในห้างมีคุณภาพและไม่มีของจากที่อื่นมาทดแทน พวกเขาก็คงไม่ยอมทนรับอารมณ์แย่ๆ จากพนักงาน ตอนนี้กู้ชิงสือผลิตสินค้าคุณภาพดีมาเป็นทางเลือกใหม่ พวกเธอจึงตัดสินใจอุดหนุนอย่างไม่ลังเล
กู้ชิงสือเองก็คาดไม่ถึงว่าการเปิดแผงขายของวันแรกจะมีคนมาหาเรื่อง และยิ่งคาดไม่ถึงว่าธุรกิจจะขายดีเป็นเทน้ำเทท่าขนาดนี้ สินค้าที่เตรียมมาอย่างเพียงพอถูกเหมาซื้อจนหมดเกลี้ยงในเวลาอันรวดเร็ว แม้แต่ไป๋เสวี่ยที่เห็นว่าสินค้าหน้าแผงไม่พอขาย ก็วิ่งกลับไปขนสินค้าสต็อกที่เหลือทั้งหมดออกมาเติม ภายในคืนเดียวสินค้าก็ถูกขายออกไปจนเกือบหมด
เดิมทีกู้ชิงสือคาดการณ์ไว้ว่าสินค้าลอตนี้จะสามารถขายได้สัก 10 วันหรือครึ่งเดือน แต่สถานการณ์กลับพลิกผัน ภายในเวลาเพียงคืนเดียวสินค้าก็แทบจะล้างสต็อก
เมื่อกลับมาถึงบ้านพัก ไป๋เสวี่ยยังคงมีท่าทีเหม่อลอยคล้ายคนจับต้นชนปลายไม่ถูก เธอหันไปถามพี่สาว “พี่คะ ทำไมฉันรู้สึกเหมือนเรื่องคืนนี้เป็นแค่ความฝันไปเลย”
กู้ชิงสือยิ้มรับ “ไม่ใช่ความฝันหรอกจ้ะ เป็นเรื่องจริง ตอนนี้พวกเราต้องรีบผลิตครีมเพิ่มแล้ว ไม่อย่างนั้นพรุ่งนี้กลางคืนของจะไม่มีพอขายแน่ๆ”
“ใช่ค่ะ พวกเราต้องรีบทำออกมาเพิ่ม” ไป๋เสวี่ยดึงสติกลับมาและเปลี่ยนเป้าหมายมาโฟกัสที่การทำงานอย่างรวดเร็ว
กู้ชิงสือและไป๋เสวี่ยกลับมาบ้านพร้อมกับความสำเร็จ พวกเธอรู้สึกดีใจเป็นอย่างมาก ในขณะที่อีกด้านหนึ่ง หม่าลี่เดินคอตกกลับถึงบ้านด้วยสภาพหมดอาลัยตายอยาก เธอสูญเสียหน้าตาไปจนหมดสิ้น และภายในใจเต็มไปด้วยความโกรธแค้น
เดิมทีความโกรธในอกของหม่าลี่ก็ใกล้จะระเบิดเต็มทนอยู่แล้ว แต่เมื่อกลับมาถึงบ้านและเดินเข้ามาในห้องรับแขก เธอกลับเห็นกระปุกครีมบำรุงผิวที่กู้ชิงสือเป็นคนขายวางเด่นอยู่บนโต๊ะ ที่แท้ลูกพี่ลูกน้องของเธอก็เป็นคนซื้อกลับมา
ลูกพี่ลูกน้องของเธอเดินทางไปที่ตลาดกลางคืนเหมือนกัน เพียงแต่ไปถึงช้ากว่าหม่าลี่เล็กน้อย เธอจึงพลาดฉากที่หม่าลี่เข้าไปหาเรื่องแล้วถูกชาวบ้านรุมด่า ตอนที่เธอไปถึงเป็นช่วงที่ทุกคนกำลังรุมซื้อสินค้าพอดี เธอจึงตัดสินใจซื้อติดมือกลับมาด้วย
“พี่คะ พี่กลับมาแล้ว” ลวี่เสี่ยวจู๋ผู้เป็นลูกพี่ลูกน้องเห็นหม่าลี่เดินเข้ามาก็ส่งยิ้มทักทาย หม่าลี่ปรายตามองกระปุกครีมบำรุงผิวบนโต๊ะ ก่อนจะเลื่อนสายตาขึ้นไปมองใบหน้าของลวี่เสี่ยวจู๋ ความประสงค์ร้ายพาดผ่านก้นบึ้งดวงตาของเธอ
“เสี่ยวจู๋ สภาพหน้าของเธอเป็นแบบนี้แล้ว ทำไมเธอถึงยังกล้าซื้อของพรรค์นี้มาใช้อีก”
สภาพผิวหน้าของลวี่เสี่ยวจู๋ไม่ค่อยดีมาตั้งแต่เด็ก เธอมักจะมีตุ่มแดงขึ้นตามใบหน้า พอโตขึ้นอาการก็ยิ่งรุนแรง ใบหน้าของเธอมักจะเต็มไปด้วยสิวอักเสบ เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับผิวพรรณของหม่าลี่แล้วถือว่าแย่กว่ามาก ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ลวี่เสี่ยวจู๋จึงกลายเป็นคนขาดความมั่นใจและรู้สึกต่ำต้อย
ที่ผ่านมาหม่าลี่มักจะหยิบยกเรื่องสภาพผิวหน้ามาพูดจาเสียดสีลวี่เสี่ยวจู๋อยู่บ่อยครั้ง เธออาศัยความได้เปรียบจากการทำงานในห้างสรรพสินค้า พูดจาทำร้ายจิตใจลวี่เสี่ยวจู๋อยู่เสมอว่าใบหน้าของเธอไม่มีทางรักษาให้หายได้แล้ว ไม่ต้องสรรหาอะไรมาทาให้เสียเวลา
วันนี้หม่าลี่เพิ่งไปรับอารมณ์ขุ่นมัวมาจากข้างนอก เมื่อทนเก็บกดไม่ไหวเธอจึงเลือกใช้ลวี่เสี่ยวจู๋เป็นที่ระบายอารมณ์อีกครั้ง เธอพุ่งตัวเข้าไปหยิบกระปุกครีมบนโต๊ะขึ้นมาเตรียมจะปาทิ้งลงพื้น
“พี่คะ อย่าทำแบบนั้น ฉันเพิ่งซื้อกลับมายังไม่ได้ลองใช้เลยนะคะ” ลวี่เสี่ยวจู๋พยายามกลั้นน้ำตา เธอรีบพุ่งเข้าไปแย่งกระปุกครีมกลับคืนมาไว้ในมือ
หม่าลี่มองแผ่นหลังของลวี่เสี่ยวจู๋ที่เดินเลี่ยงออกไปแล้วแค่นเสียงหัวเราะเยาะ “ฉันเตือนแล้วนะว่าครีมนั่นมันจะทำลายหน้าของเธอ วันข้างหน้าถ้าเกิดปัญหาหน้าพังขึ้นมาก็อย่ามาโทษว่าฉันไม่เตือนก็แล้วกัน”
เมื่อพูดมาถึงตรงนี้หม่าลี่ก็หยุดชะงักไป สภาพผิวหน้าของลวี่เสี่ยวจู๋นั้นเธอรู้ดีกว่าใคร ไม่ว่าจะทาครีมอะไรลงไปก็มักจะเกิดอาการแพ้และปวดแสบปวดร้อน ยิ่งทาอาการก็ยิ่งรุนแรงขึ้น ดังนั้นปล่อยให้เธอทาครีมนั่นไปเถอะ จะได้เป็นข้อพิสูจน์ว่าครีมของกู้ชิงสือไม่ได้เรื่อง
ทางฝั่งของกู้ชิงสือที่ขายสินค้าจนหมดเกลี้ยง หลังจากลูกค้าซื้อสินค้ากลับไป การตอบสนองของแต่ละคนก็แตกต่างกันออกไป ลูกค้าบางคนที่ชื่นชอบเนื้อสัมผัสก็เริ่มทดลองใช้ทันที บางคนก็ยังรู้สึกเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง และมีอีกหลายคนที่เริ่มเสียดายเงินและรู้สึกว่าตัวเองวู่วามซื้อตามคนอื่น แต่โดยพื้นฐานแล้วทุกคนก็เลือกที่จะลองใช้ครีมดูสักครั้ง
หลี่หง นักเรียนหญิงที่กำลังศึกษาอยู่ในโรงเรียนมัธยมอันดับ 1 อำเภอหมิงชางก็เป็นหนึ่งในลูกค้าเหล่านั้น หลี่หงเป็นเด็กที่มีผลการเรียนดีเยี่ยมมาตั้งแต่เด็ก เธอเป็นนักเรียนหญิงเพียงคนเดียวในหมู่บ้านที่ได้รับโอกาสให้เรียนต่อในระดับมัธยมปลาย และปัจจุบันเธอยังครองตำแหน่งสอบได้ที่ 1 ของชั้นมัธยมปลายปีที่ 2 อีกด้วย
ชีวิตประจำวันของเธอมักจะก้มหน้าก้มตาตั้งใจอ่านหนังสือ ฐานะทางบ้านของหลี่หงค่อนข้างยากจน เธอต้องอาศัยเงินทุนการศึกษาเพื่อประทังชีวิตไปในแต่ละวัน เมื่อถึงช่วงฤดูหนาว สภาพอากาศที่หนาวเย็นจัดทำให้ผิวหน้าและมือของเธอแห้งแตกจนน่ากลัว ปีที่แล้วเธอยังถูกเพื่อนร่วมชั้นเรียนหัวเราะเยาะล้อเลียนเรื่องสภาพผิวของเธออีกด้วย
[จบบท]