บทที่ 104: วัณโรค
กู้เจียหนิงเอ่ยชมสามีจากใจจริง น้ำเสียงของเธอเจือความอ่อนหวานและความสุขที่เอ่อล้นออกมาจากข้างใน “พี่ซีคะ พี่เป็นสามีที่ดีมากจริงๆ นะคะ ฉันเชื่อว่าในอนาคตพี่ก็จะเป็นพ่อที่ดีมากๆ ด้วยเหมือนกัน”
คำพูดของเธอไม่ใช่แค่การเยินยอ แต่เป็นความจริงที่เธอสัมผัสได้ทุกวัน นับตั้งแต่วันที่ยืนยันว่าเธอตั้งครรภ์ เซิ่งเจ๋อซีก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัด หลังจากที่เขาปรึกษาคุณหมอห่าวเกี่ยวกับข้อควรระวังและวิธีการดูแลหญิงมีครรภ์ เขาก็นำทุกคำแนะนำมาปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ชายหนุ่มผู้แข็งแกร่งและเด็ดเดี่ยวในสนามรบกลับกลายเป็นคนที่ละเอียดอ่อนและใส่ใจในทุกย่างก้าวของเธอ
แน่นอนว่าเรื่องที่เธอตั้งท้องนั้นยังคงเป็นความลับระหว่างคนสองคน พวกเขาวางแผนกันว่าจะรอให้ผ่านพ้นช่วงสามเดือนแรกที่สำคัญที่สุดไปก่อน เมื่อครรภ์คงที่แล้วจึงค่อยนำข่าวดีนี้ไปแจ้งให้ครอบครัวของเธอ รวมถึงคุณตาคุณยายซางได้ร่วมยินดี
เมื่อได้ยินคำชมเชยจากภรรยาสุดที่รัก ดวงตาของเซิ่งเจ๋อซีก็ทอประกายระยับขึ้นมาทันที มุมปากของเขายกขึ้นเป็นรอยยิ้มกว้างอย่างไม่อาจเก็บงำความภาคภูมิใจไว้ได้
“แน่นอนอยู่แล้วครับ ผมเซิ่งเจ๋อซีกล้ารับประกันเลยว่า ผมคือสามีที่ดีที่สุดในโลก”
แต่สำหรับบทบาทของ ‘พ่อ’ นั้น เขายังไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน และก็ยังไม่รู้แน่ชัดว่าควรจะต้องทำตัวอย่างไร ในหัวของเขายังไม่มีภาพที่ชัดเจนนัก แต่เขาก็คิดว่า... ถ้าหากเด็กคนนั้นเป็นลูกของเขากับหนิงหนิง เขาก็พร้อมจะพยายามทำทุกอย่างเพื่อเป็นพ่อที่ดีให้ได้
กู้เจียหนิงรับรู้ได้ถึงความนัยที่ซ่อนอยู่ในคำพูดของเขา เธอจึงเพียงแค่ส่งสายตาหวานๆ ให้เขาหนึ่งทีโดยไม่ได้กล่าวอะไรต่อ บทสนทนาสั้นๆ แต่น่ารักของทั้งคู่ตกอยู่ในสายตาของฉินเทียนที่นั่งอยู่เบาะหลังตลอดเวลา เด็กชายได้แต่มองภาพนั้นด้วยความรู้สึกอบอุ่นในใจ... ความสัมพันธ์ของพี่สาวกู้กับพี่เขยช่างดีเหลือเกิน
รถจี๊ปค่อยๆ เคลื่อนตัวออกจากเขตทหารมุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านเค่าซานซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก ด้วยการนำทางของฉินเทียน รถใช้เวลาไม่ถึงสิบนาทีก็มาจอดอยู่หน้าบ้านของเขา
เมื่อลงจากรถ กู้เจียหนิงก็ได้เห็นบ้านของครอบครัวฉินเป็นครั้งแรก และมันก็ทำให้เธอประหลาดใจไม่น้อย ก่อนหน้านี้เธอวาดภาพไว้ว่าบ้านของเด็กๆ คงจะเป็นกระท่อมมุงจากหรือบ้านดินที่แสดงถึงความยากจนข้นแค้น แต่สิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้ากลับเป็นบ้านอิฐสีฟ้าหลังคากระเบื้อง แม้จะไม่ได้มีขนาดใหญ่โตโอ่อ่า แต่ก็ไม่ได้เล็กจนน่าเกลียด กลับดูแข็งแรงมั่นคงกว่าบ้านหลายๆ หลังในละแวกนั้น
ฉินเทียนเห็นสายตาของกู้เจียหนิงที่จ้องมองตัวบ้าน เขาก็มองตามไปด้วยแววตาที่เหมือนกำลังมองทะลุผ่านกำแพงอิฐเข้าไปในความทรงจำอันไกลโพ้น ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “คุณย่าบอกว่า พ่อกับแม่เป็นคนสร้างบ้านหลังนี้ด้วยเงินของพวกท่านเองครับ”
ฉินเทียนลืมไปแล้วว่าไม่ได้เอ่ยคำว่า ‘พ่อกับแม่’ มานานแค่ไหนแล้ว พอได้พูดออกมาอีกครั้ง แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังรู้สึกแปลกๆ เหมือนเป็นคำที่ไม่คุ้นเคย ทั้งที่ควรจะสนิทสนมที่สุด พ่อกับแม่จากบ้านไปเป็นเวลา 8 ปีแล้ว... 8 ปีที่ยาวนานราวกับชั่วนิรันดร์
การจากลาเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน มีรถคันหนึ่งมาจอดที่หน้าบ้านและรับตัวพวกท่านไป ในตอนนั้น ฉินเทียนและฉินชิงผู้เป็นพี่สาวเพิ่งจะมีอายุได้เพียง 2 ขวบเท่านั้น
พี่สาวของเขามีความจำที่ไม่ดีเท่าเขา เธอถึงกับจำไม่ได้แล้วด้วยซ้ำว่าใบหน้าของพ่อกับแม่เป็นอย่างไร แต่สำหรับฉินเทียน เด็กชายที่จดจำสิ่งต่างๆ ได้เร็วกว่าคนอื่น ความทรงจำในวัย 2 ขวบยังคงแจ่มชัดอยู่ในหัวของเขามาตลอดหลายปีที่ผ่านมา
เขายังจำได้ดีถึงวันนั้น... วันที่แสนธรรมดาและอบอุ่น แม่กำลังสอนเขาและพี่สาวเกี่ยวกับวิธีการสร้างอาวุธที่ร้ายกาจ ส่วนพ่อก็นั่งอยู่ข้างๆ ใช้มีดเล่มเล็กค่อยๆ เหลาไม้ท่อนหนึ่งให้กลายเป็นปืนพกของเล่นสำหรับพวกเขา มันเป็นภาพที่เปี่ยมไปด้วยความสุขและความรัก
แต่แล้วการมาถึงของรถคันนั้นก็ได้ทำลายความอบอุ่นลงในพริบตา และเปลี่ยนวันธรรมดาให้กลายเป็นวันที่ไม่ธรรมดาไปตลอดกาล
รถคันนั้นมารับพ่อกับแม่ไปอย่างเร่งรีบ พวกท่านแม้กระทั่งเสื้อผ้าก็ยังไม่มีเวลาได้เก็บ สิ่งที่ทำได้คือการหันไปฝากฝังลูกๆ กับคุณย่า และโผเข้ากอดพวกเขาเป็นครั้งสุดท้าย
ฉินเทียนจำได้ว่าแม่กอดเขาไว้แน่นแล้วกระซิบข้างหู บอกให้เขาเป็นเด็กดี อยู่กับคุณย่าและรอพวกท่านกลับมา บางทีอาจจะเป็นสัญชาตญาณของเด็กน้อย ในวันนั้นฉินเทียนในวัย 2 ขวบร้องไห้สะอึกสะอื้นอ้อนวอนไม่ให้พ่อกับแม่จากไป เขามีลางสังหรณ์ที่ไม่ดีเอาเสียเลย มันคอยบอกเขาว่าถ้าหากพ่อกับแม่ก้าวขึ้นรถคันนั้นไป พวกเขาอาจจะไม่ได้เจอกันอีกเลยตลอดชีวิตนี้ เขาจึงต้องรั้งพวกท่านไว้ให้ได้
แต่สุดท้ายแล้ว... ไม่ว่าเด็กชายจะร้องไห้หนักแค่ไหน พ่อกับแม่ก็ยังคงต้องจากไปอยู่ดี
ท่ามกลางม่านน้ำตาที่พร่ามัว ฉินเทียนและพี่สาววิ่งตามรถไปจนสุดแรง ในที่สุดก็สะดุดล้มลงกับพื้น ทำได้เพียงมองรถคันนั้นที่บรรทุกพ่อกับแม่ของเขาค่อยๆ แล่นห่างออกไปจนลับสายตา
หลังจากนั้น... ในช่วงแรกๆ ที่พ่อกับแม่จากไป เขากับพี่สาวจะพากันร้องไห้ทุกครั้งที่นึกถึง ฉินเทียนเคยร้องไห้พลางถามคุณย่าว่าพ่อกับแม่ไปไหนกันแน่
ในตอนนั้น คุณย่าจะดึงเขากับพี่สาวเข้าไปกอดไว้ในอ้อมแขนที่อบอุ่นแล้วบอกว่า “พ่อกับแม่ของหลานน่ะ เขาไปทำเรื่องที่ยิ่งใหญ่มากๆ เพื่อประเทศชาติและประชาชนนะ”
“เสี่ยวเทียน เสี่ยวชิง อย่าโกรธพ่อกับแม่ของพวกหนูเลยนะ พวกท่านเป็นคนที่ยิ่งใหญ่มาก”
เด็กชายวัย 2 ขวบยังไม่เข้าใจความหมายของคำว่า ‘ยิ่งใหญ่’ เขารู้แค่ว่าเขาและพี่สาวคิดถึงพ่อกับแม่จับใจ แต่พวกท่านกลับไม่อยู่ที่นี่แล้ว
แต่ดูเหมือนว่าเด็กๆ มักจะลืมเรื่องราวได้เร็วกว่าผู้ใหญ่ มีอยู่ครั้งหนึ่งเมื่อฉินเทียนนึกถึงพ่อกับแม่ขึ้นมา เขาก็ตระหนักได้ว่าพี่สาวไม่ได้ร้องไห้หรือพูดถึงพ่อกับแม่มาสักพักใหญ่แล้ว
และหลังจากนั้น... แม้ว่าความทรงจำของฉินเทียนจะดีเลิศเพียงใด แต่ด้วยความที่ตอนนั้นเขายังเด็กเกินไป เมื่อเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ภาพเหตุการณ์ในวันนั้น รวมถึงรูปร่างหน้าตาของพ่อกับแม่ก็เริ่มเลือนรางลงทุกที ราวกับภาพวาดสีน้ำที่ถูกน้ำหยดลงไปจนสีสันจางหาย
‘พ่อครับ แม่ครับ ถ้าพวกท่านยังไม่กลับมาอีก ผมกับพี่อาจจะจำหน้าของพวกท่านไม่ได้แล้วนะครับ’
ณ สถาบันวิจัยอาวุธที่ห่างไกลออกไปทางตะวันออกเฉียงใต้ หญิงสาวคนหนึ่งที่กำลังง่วนอยู่กับการประกอบชิ้นส่วนอาวุธ จู่ๆ ก็รู้สึกเจ็บแปลบที่หัวใจขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ น้ำตาก็ไหลรินลงมาอาบแก้ม
“เป็นอะไรไปเหรอ” สามีที่ทำงานอยู่ข้างๆ สังเกตเห็นความผิดปกติจึงรีบถามด้วยความกังวล
หญิงสาวส่ายหน้าเบาๆ “ไม่เป็นไรค่ะ ฉันแค่คิดถึงลูกๆ ขึ้นมากะทันหัน”
ชายหนุ่มโอบกอดภรรยาของเขาไว้หลวมๆ “อีกไม่นานแล้วนะ เราใกล้จะได้กลับบ้านกันแล้ว ถึงเราจะส่งจดหมายกลับไปไม่ได้ แต่เงินเดือนของเราในทุกๆ เดือนก็ถูกส่งกลับไปให้ที่บ้าน คุณแม่กับลูกๆ คงจะสบายดี”
“ค่ะ... หวังว่าจะเป็นอย่างนั้น”
ความเศร้าเกิดขึ้นเพียงชั่วครู่ ด้วยเวลาที่มีจำกัด สองสามีภรรยาจึงรีบปรับอารมณ์และกลับไปทำงานที่ค้างคาต่ออย่างมุ่งมั่น
กลับมาที่หมู่บ้านเค่าซาน กู้เจียหนิงได้เดินเข้ามาในบ้านตระกูลฉินแล้ว และกำลังยืนอยู่ข้างเตียงของท่านผู้เฒ่า
คุณย่าฉินยังคงตื่นอยู่ เมื่อท่านเห็นกู้เจียหนิงและเซิ่งเจ๋อซี ชายหญิงที่งดงามราวกับหยกคู่หนึ่ง ดวงตาของท่านก็เต็มไปด้วยความเมตตาและเอ็นดู
ท่านไอออกมาเบาๆ แล้วกล่าวว่า “หนูคงเป็นพี่สาวกู้ที่เสี่ยวเทียนพูดถึงบ่อยๆ สินะ คนที่ใจดีกับพวกเขามาก แม่หนูกู้ ต้องรบกวนหนูแล้ว อากาศหนาวขนาดนี้ เสี่ยวเทียนไม่น่าจะไปรบกวนหนูเลย”
“เขาว่ากันว่าความเป็นความตายมีชะตากำหนดไว้แล้ว หญิงชราอย่างย่าอยู่มาจนถึงป่านนี้ก็ถือว่าพอแล้วล่ะ ที่ย่ายังห่วงก็คือเด็กสองคนนี้เท่านั้น แค่กๆ”
“คุณย่าครับ” ฉินเทียนและฉินชิงขอบตาแดงก่ำขึ้นมาทันที
“คุณย่าคะ ในเมื่อคุณย่ายังเป็นห่วงเด็กๆ ก็ยิ่งต้องรักษาสุขภาพให้ดีนะคะ คุณย่าน่าจะรู้ดีว่าสถานการณ์ของบ้านฉินเป็นอย่างไร ถ้าหากคุณย่าไม่อยู่แล้ว สองพี่น้องคู่นี้อาจจะถูกคนอื่นรังแกได้นะคะ” กู้เจียหนิงกล่าวปลอบโยนพลางสั่งให้ระบบผูกคุณย่าฉินไว้ในฐานะคนไข้ ในขณะเดียวกันดวงตาของเธอก็กำลังสแกนสภาพร่างกายของคุณย่าอย่างละเอียด
ผลลัพธ์ปรากฏขึ้นอย่างรวดเร็ว... วัณโรคจริงๆ
เธอเริ่มจับชีพจรของคุณย่าเพื่อยืนยันอีกครั้ง ก่อนจะเอ่ยสรุปในท้ายที่สุด “...เป็นวัณโรคค่ะ”
เมื่อคุณย่าฉินได้ยินคำว่า ‘วัณโรค’ จากปากของเธอ ใบหน้าที่ซีดเซียวและซูบตอบอยู่แล้วก็ยิ่งฉายแววสิ้นหวังมากขึ้นไปอีก
สำหรับโรคนี้ หญิงชราที่ผ่านโลกมานานอย่างท่านเคยพบเห็นมาบ้าง และแทบจะไม่เคยเห็นใครรอดชีวิตจากมันได้เลย
คุณย่าฉินราวกับมองเห็นความตายของตัวเองอยู่รำไร ท่านใช้ชีวิตมานานขนาดนี้แล้ว การตายจึงไม่ใช่เรื่องน่ากลัวอะไร แต่ที่น่าเป็นห่วงคือหลานทั้งสองคนของท่านจะอยู่อย่างไรต่อไป
ท่านรู้ดีว่าในหมู่บ้านนี้มีคนจำนวนไม่น้อยที่จ้องมองบ้านอิฐหลังนี้ของตระกูลฉินด้วยความละโมบ ลูกชายกับลูกสะใภ้จากไปแปดปีเต็มโดยไม่มีข่าวคราว ไม่เคยมีจดหมายแม้แต่ฉบับเดียว เงินก็ไม่เคยส่งกลับมาสักเฟิน ไม่อย่างนั้นครอบครัวที่มีแต่คนแก่กับเด็กเล็กอย่างพวกเขาคงไม่ลำบากยากเข็ญถึงเพียงนี้
ท่านไม่รู้เลยว่าก่อนที่จะหลับตาลง จะมีโอกาสได้เห็นพวกเขากลับมาหรือไม่
เมื่อคิดถึงตรงนี้ หยาดน้ำตาที่ขุ่นมัวก็ไหลรินลงมาจากหางตาเหี่ยวย่นของคุณย่า
“คุณย่า” เมื่อเห็นคุณย่าร้องไห้ สองพี่น้องฉินเทียนและฉินชิงก็ทำอะไรไม่ถูกขึ้นมาทันที
“คุณย่าคะ อย่าเพิ่งร้องไห้สิคะ ถึงจะเป็นวัณโรค แต่หนูไม่ได้บอกสักหน่อยนี่คะว่ารักษาไม่หาย”
[จบบท]