บทที่ 118: สวนกลับ
เสียงตุ้บหนักๆ ที่ดังขึ้นจากด้านนอก ทำให้จางซูหว่านที่กำลังทำธุระส่วนตัวอยู่ในห้องน้ำสาธารณะถึงกับสะดุ้งสุดตัว หัวใจของเธอหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม
เกิดอะไรขึ้น?
ลางสังหรณ์ร้ายกาจแล่นปราดเข้ามาในความคิด หรือว่า...เจียหนิงจะเป็นอะไรไป!
วินาทีนั้น ความรู้สึกเสียใจก็ถาโถมเข้าใส่จางซูหว่านอย่างรุนแรง เธอไม่น่าเลย ไม่น่าปล่อยให้กู้เจียหนิงยืนรออยู่ข้างนอกคนเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อน้องสาวคนนี้มีหน้าตาสะสวยน่ามองขนาดนั้น
“เจียหนิง!”
จางซูหว่านรีบร้อนสวมกางเกงพลางตะโกนเรียกชื่อเพื่อนรุ่นน้องออกไปสุดเสียง
“ค่า พี่ซูหว่าน ฉันอยู่นี่”
เมื่อได้ยินเสียงตอบรับที่แจ่มใสและนิ่งสงบผิดคาด จางซูหว่านก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ฟังจากน้ำเสียงแล้ว ดูเหมือนว่าเจียหนิงจะไม่เป็นอะไร
แต่แล้วเสียงเมื่อกี้นี้มันคืออะไรกันแน่!
เสียง ‘ตุ้บ’ ที่ดังสนั่นเมื่อครู่มันชัดเจนเกินกว่าที่เธอจะคิดไปเองว่าเป็นเพียงหูแว่วได้ แม้จะโล่งใจไปเปลาะหนึ่ง แต่จางซูหว่านก็ยังคงรีบจัดการธุระของตัวเองให้เสร็จเรียบร้อยแล้วก้าวออกมาจากห้องน้ำอย่างรวดเร็ว
“เจียหนิง... อ๊ะ! นี่มันอะไรกันเนี่ย?”
ทันทีที่เห็นหน้ากู้เจียหนิง จางซูหว่านก็เตรียมจะเอ่ยปากถามไถ่ แต่แล้วสายตาของเธอก็พลันเบิกกว้างด้วยความตกใจสุดขีด เมื่อเหลือบไปเห็นร่างของชายคนหนึ่งนอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น
ภาพที่ปรากฏแก่สายตาคือชายร่างผอมสูงในเสื้อคลุมบุนวมสีเทาที่นอนเหยียดยาวไม่ได้สติอยู่บนพื้นดิน ดวงตาของเขาปิดสนิท บนใบหน้ายังมีผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่งวางปิดอยู่ ข้างๆ กันนั้นคือร่างของกู้เจียหนิงที่ยืนกอดอกมองดูอย่างใจเย็น ราวกับว่าภาพตรงหน้าเป็นเพียงเรื่องธรรมดาสามัญ
“อ๋อ พอดีเขาเป็นพวกค้ามนุษย์น่ะค่ะ กำลังจะเอาผ้าผืนนั้นมาโปะยาฉัน”
คำอธิบายของกู้เจียหนิงทำให้ดวงตาของจางซูหว่านเบิกกว้างยิ่งกว่าเดิม
“อะไรนะ! พวกค้ามนุษย์งั้นเหรอ?!”
“ใช่ค่ะ ตั้งแต่ตอนที่เราออกมาจากร้านอาหารของรัฐแล้ว เขาก็เดินตามเรามาตลอด ตอนนั้นฉันก็สังเกตเห็นเขาแล้วล่ะค่ะ เขาตามเรามาเป็นชั่วโมงกว่าแน่ะ พอพี่เข้าไปในห้องน้ำ เขาก็คงคิดว่าเป็นโอกาสดี เลยโผล่ออกมา”
“เขาพยายามจะใช้ผ้าผืนนี้โปะยาฉัน คิดว่าในผ้าคงจะมียาสลบอยู่ แต่โชคดีที่ฉันไวกว่า แย่งผ้าเช็ดหน้ามาจากในมือเขาได้ แล้วก็เลยโปะปากเขากลับไปซะเลย จากนั้นเขาก็ล้มลงไปอย่างที่เห็นนี่แหละค่ะ”
กู้เจียหนิงเล่าเหตุการณ์ด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ราวกับกำลังเล่าเรื่องดินฟ้าอากาศ แต่คนฟังอย่างจางซูหว่านกลับหัวใจเต้นระรัวราวกับจะหลุดออกมานอกอก
พระเจ้าช่วย! พวกค้ามนุษย์อย่างนั้นเหรอ!
ที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ เจียหนิงรู้ตัวตั้งแต่ตอนอยู่ในร้านอาหารแล้วว่าถูกสะกดรอยตามมาเป็นชั่วโมง แต่เธอกลับไม่รู้เรื่องอะไรเลยแม้แต่น้อย
“เจียหนิง ทำไมไม่บอกพี่ล่ะ ถ้ารู้แต่แรก พี่ไม่มีทางทิ้งให้เธออยู่ข้างนอกคนเดียวแล้วเข้าไปทำธุระในห้องน้ำแน่ๆ ถ้าเธอเป็นอะไรไป พี่จะเอาหน้าไปพบผู้พันเซิ่งได้ยังไง”
จางซูหว่านจินตนาการภาพที่น่าสยดสยอง เธอกับกู้เจียหนิงนัดกันมาเดินเที่ยวในเมือง แต่ขากลับกลับมีเพียงเธอที่กลับไปคนเดียว ส่วนกู้เจียหนิงถูกลักพาตัวไป
ถ้าเป็นแบบนั้น ผู้พันเซิ่งจะเอาเรื่องเธอถึงขั้นไหนกัน?
หากเจียหนิงหายตัวไปจริงๆ ผู้พันเซิ่งคงได้คลั่งตายแน่ๆ อย่าให้ภาพลักษณ์ที่ดูเยือกเย็นสุขุมในยามปกติมาหลอกตาได้เลย จากการสังเกตการณ์ปฏิสัมพันธ์ของคนทั้งคู่ในชีวิตประจำวัน จางซูหว่านรู้ดีว่าผู้พันเซิ่งรักและห่วงใยกู้เจียหนิงมากเพียงใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตอนนี้ที่น้องสาวของเธอกำลังตั้งท้องอยู่ด้วย
โชคดีเหลือเกิน โชคดีจริงๆ ที่ตอนนี้เจียหนิงไม่เป็นอะไร แถมยังสามารถ "สวนกลับ" จนคนร้ายนอนสลบไปได้
กู้เจียหนิงได้แต่คิดในใจ ‘ก็เพราะฉันตั้งใจจะสร้างโอกาสให้เขาลงมือเดี่ยวๆน่ะสิคะ จะบอกพี่ได้ยังไง’
นอกจากนี้ เธอยังคิดว่าถ้าหากบอกจางซูหว่านไปก่อน อีกฝ่ายอาจจะตื่นตระหนกจนเสียแผน และคงไม่มีทางยอมให้เธอตกอยู่ในความเสี่ยงด้วยการยืนรออยู่ข้างนอกคนเดียวแน่ๆ โอกาสที่จะจับคนร้ายได้ซึ่งหน้าแบบนี้ก็คงจะหลุดลอยไป
“แหม พี่ซูหว่าน ก็ฉันมั่นใจนี่คะว่าจัดการเองได้”
“เห็นไหมล่ะคะ ตอนนี้เขาก็โดนฉันจัดการซะอยู่หมัดแล้ว”
ในความเป็นจริง กู้เจียหนิงมีความมั่นใจเต็มเปี่ยม เพราะเธอได้ใช้แต้มสะสม 10 คะแนน แลกซื้อ ‘ทักษะหยุดเวลา 5 วินาที’ จากร้านค้าของระบบเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว
แค่เพียงเธอเปิดใช้ทักษะนี้และนึกในใจ คนที่อยู่ในสายตาของเธอก็จะถูกแช่แข็งให้นิ่งสนิทเป็นเวลา 5 วินาที
แม้จะฟังดูเป็นเวลาสั้นๆ แค่ 5 วินาที แต่สำหรับเธอแล้วมันมากพอที่จะทำอะไรได้หลายอย่าง
ก่อนหน้านี้เธอยังเคยแลก ‘ทักษะป๊อปอาย’ ที่สามารถเพิ่มพละกำลังได้ถึง 10 เท่าในชั่วพริบตามาแล้วด้วยซ้ำ เดิมทีเธอวางแผนไว้ว่าจะใช้ทักษะหยุดเวลาตรึงคนร้ายเอาไว้ก่อน แล้วค่อยใช้พละกำลังมหาศาลซัดเขาสักหมัดสองหมัด
แต่เมื่อเห็นผ้าเช็ดหน้าที่ชุ่มยาในมือของคนร้าย เธอก็เปลี่ยนใจทันที
ดังนั้น ทันทีที่เธอใช้ทักษะหยุดเวลาจนร่างของชายคนนั้นแข็งทื่อกลางอากาศ เธอก็ฉวยเอาผ้าเช็ดหน้ามาจากมือของเขาอย่างรวดเร็ว แล้วโปะเข้าไปที่ปากและจมูกของเขาท่ามกลางความตกตะลึงที่ฉายชัดในดวงตาที่เบิกกว้างแต่ขยับไม่ได้ของคนร้าย
ดูเหมือนว่าปริมาณยาบนผ้าเช็ดหน้าจะเข้มข้นเอาการ เพียงไม่นานดวงตาของชายคนนั้นก็เหลือกขึ้น ก่อนจะหมดสติล้มตึงลงไปกองกับพื้นเสียงดังตุ้บ
หลังจากนั้นไม่นาน จางซูหว่านก็ตะโกนเรียกเธอและเดินออกมาจากห้องน้ำพอดี
แม้ว่าตอนนี้คนร้ายจะนอนสลบไสลไม่ได้สติ และกู้เจียหนิงจะแสดงให้เห็นแล้วว่าเธอเอาตัวรอดได้สบายมาก แต่หัวใจของจางซูหว่านก็ยังคงเต้นระส่ำไม่หาย
“เจียหนิง คราวหน้าถ้าเจอเรื่องแบบนี้ต้องบอกพี่นะ”
“ยังไงซะ สองหัวก็ดีกว่าหัวเดียวนะ”
“จริงๆ นะ เราออกมาด้วยกัน ถ้าเธอเป็นอะไรไป พี่ไม่รู้จริงๆ ว่าจะทำยังไง”
“สามีของเธอ ผู้พันเซิ่งของเธอต้องคลั่งแน่ๆ!”
กู้เจียหนิงรีบเข้าไปควงแขนจางซูหว่านอย่างออดอ้อน “ค่าๆๆ ฉันผิดไปแล้วค่ะที่ไม่ยอมบอกพี่ คราวหน้าฉันจะระวังให้มากกว่านี้แน่นอน”
ทว่าพอนึกถึงคำสัญญาที่ให้ไว้กับเซิ่งเจ๋อซีเมื่อวานนี้ กู้เจียหนิงก็อดลูบจมูกตัวเองอย่างรู้สึกผิดไม่ได้... แย่แล้ว ท่าทางคราวนี้คงจะโดนสั่งห้ามไม่ให้ออกไปไหนมาไหนคนเดียวอีกนานแน่ๆ
“อุ๊ย! ปากเสียจริงฉัน ต้องบอกว่าไม่มีคราวหน้าสิ” จางซูหว่านรีบแก้คำพูด พวกเธอจะต้องไม่เจอเรื่องซวยๆ อย่างการพบเจอพวกค้ามนุษย์อีกแล้ว
ต่อจากนี้ไป ขอให้มีแต่ความสงบสุขและปลอดภัย
“แล้วทีนี้เราจะทำยังไงกันต่อดีล่ะเจียหนิง ต้องไปแจ้งความใช่ไหม?” จางซูหว่านถาม
กู้เจียหนิงพยักหน้า “ใช่ค่ะ ต้องไปแจ้งความ”
สิบนาทีต่อมา กู้เจียหนิงและจางซูหว่านก็นั่งอยู่ที่สถานีตำรวจ ส่วนชายคนร้ายก็ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจช่วยกันหามมาที่สถานีด้วยเช่นกัน แต่จนบัดนี้เขาก็ยังคงไม่ฟื้นคืนสติ
กู้เจียหนิงกำลังให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่ เมื่อตำรวจทราบว่าพวกเธอเป็นภรรยาของทหาร ท่าทีของพวกเขาก็เปลี่ยนเป็นดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
“ว่าแต่ พวกคุณรู้จักผู้บังคับกองพันที่ชื่อเซิ่งเจ๋อซีไหมครับ?” เจ้าหน้าที่ตำรวจหนุ่มเอ่ยถามขึ้น
กู้เจียหนิงและจางซูหว่านสบตากันแวบหนึ่ง ก่อนที่กู้เจียหนิงจะเป็นฝ่ายตอบ “นั่นสามีของฉันเองค่ะ”
เมื่อได้ยินคำตอบนั้น ดวงตาของจางเว่ยตงก็เป็นประกายขึ้นมาทันที “อ๋อ ที่แท้คุณก็คือพี่สะใภ้นี่เอง สวัสดีครับพี่สะใภ้ ผมชื่อจางเว่ยตง เป็นน้องชายของพี่ใหญ่เซิ่งครับ”
จากการบอกเล่าของจางเว่ยตง กู้เจียหนิงจึงได้รู้ว่าที่แท้จางเว่ยตงกับเซิ่งเจ๋อซีเป็นสหายที่รู้จักกันมานานถึงสามสี่ปีแล้ว สาเหตุที่ทำให้พวกเขารู้จักกันก็เพราะเซิ่งเจ๋อซีเคยบังเอิญช่วยชีวิตจางเว่ยตงเอาไว้ ด้วยความซาบซึ้งในบุญคุณ จางเว่ยตงจึงนับถือเซิ่งเจ๋อซีเป็นพี่ใหญ่ตั้งแต่นั้นมา
“ก่อนหน้านี้พอได้ข่าวว่าพี่ใหญ่แต่งงานแล้ว ผมก็อยากจะเห็นมาตลอดเลยว่าผู้หญิงแบบไหนกันนะที่สามารถพิชิตใจพี่ใหญ่ของผมได้ พอได้มาเจอพี่สะใภ้ในวันนี้ ผมก็เข้าใจแล้วล่ะครับว่าทำไมสำหรับพี่ใหญ่ถึงต้องเป็นพี่สะใภ้ให้ได้”
หญิงสาวที่งดงามปานนางฟ้า ทั้งยังสามารถจัดการคนร้ายได้อย่างน่าทึ่งแม้ในยามที่ต้องเผชิญหน้ากับพวกค้ามนุษย์ ช่างไม่ธรรมดาจริงๆ
ไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมคนอย่างพี่ใหญ่เซิ่งที่ทั้งหยิ่งทระนงและไม่เคยยอมใคร ถึงได้ยอมสยบแทบเท้าพี่สะใภ้คนนี้ได้
เมื่อรู้ว่าเป็นสหายและน้องชายคนสนิทของเซิ่งเจ๋อซี กู้เจียหนิงก็รู้สึกผ่อนคลายลงมาก เธอจึงเริ่มเล่าเหตุการณ์ที่ได้พบเจอกับคนร้ายคนนี้ให้จางเว่ยตงฟังอย่างละเอียด
“...จริงสิคะ ก่อนหน้านี้คดีของบ้านสกุลฉิน คุณพอจะทราบเรื่องไหมคะ?” กู้เจียหนิงเอ่ยถามจางเว่ยตง
จางเว่ยตงนิ่งคิดไปครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้า “อ๋อ คดีนั้นผมเป็นคนรับผิดชอบเองครับ”
อย่างนั้นก็ดีเลย
กู้เจียหนิงกล่าวต่อ “ตอนนั้นฉินเต๋อตั้งใจจะขายฉินเทียนให้กับพวกค้ามนุษย์ใช่ไหมคะ ฉันเลยสงสัยว่า คนร้ายคนนี้กับคนที่ฉินเต๋อติดต่อด้วย อาจจะเป็นคนเดียวกันก็ได้”
จางเว่ยตงทำหน้าครุ่นคิดพลางจดบันทึก “มีความเป็นไปได้ครับ ประเด็นนี้พวกเราจะให้ความสำคัญและทำการสอบสวนอย่างละเอียดแน่นอน”
หลังจากให้ปากคำที่สถานีตำรวจเสร็จสิ้น พอประตูกห้องสอบสวนเปิดออก กู้เจียหนิงก็ต้องประหลาดใจเมื่อเห็นร่างสูงสง่าของเซิ่งเจ๋อซีกำลังเดินตรงเข้ามาด้วยใบหน้าที่เรียบเฉยแต่แฝงไว้ด้วยความกดดัน
หา?! เขามาที่นี่ได้ยังไง?
จางเว่ยตงที่ยืนอยู่ข้างๆ ยกมือขึ้นลูบศีรษะแก้เก้อ “เอ่อ...คือผมเป็นคนโทรแจ้งพี่ใหญ่เองครับ”
กู้เจียหนิงพยักหน้ารับ ‘อ้อ อย่างนี้นี่เอง’
วินาทีต่อมา ร่างของเธอก็ถูกรวบเข้าไปอยู่ในอ้อมกอดที่แข็งแกร่งของเซิ่งเจ๋อซีที่ก้าวเข้ามาประชิดตัวอย่างรวดเร็ว
[จบบท]