บทที่ 120: หนิงหนิง พี่รู้ว่าเธอมีความลับ
“หนิงหนิง เธอสงสัยใครอยู่เหรอ” เซิ่งเจ๋อซีเอ่ยถามขึ้น เมื่อเห็นกู้เจียหนิงทำท่าครุ่นคิดอย่างหนักหลังจากที่เขาเล่าเรื่องผู้ค้ามนุษย์ให้ฟัง
แววตาของกู้เจียหนิงที่จ้องมองมายังเขานั้นฉายแววลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจพูดออกมา “ฉันมีคนที่สงสัยอยู่ในใจค่ะ แต่ว่า…ไม่มีหลักฐานเลย”
“ใครเหรอ”
กู้เจียหนิงเม้มริมฝีปากแน่น พลางเอ่ยชื่อนั้นออกมาอย่างช้าๆ “หลี่ซูเหยาค่ะ”
“พี่คะ ฉันไม่ได้กล่าวหาเธอเพียงเพราะว่าเธอชอบพี่นะ ฉันยังจำคืนวันสิ้นปีที่ต้องขึ้นแสดงได้ ตอนนั้นถึงหลี่ซูเหยาจะไม่ได้เข้ามาคุยหรือแตะต้องตัวฉันเลย แต่สัญชาตญาณมันบอกดังๆ เลยว่าผู้หญิงคนนี้ไม่หวังดีกับฉัน ส่วนที่มาของความไม่หวังดีนั้น จะเป็นเพราะพี่หรือเรื่องอื่น อันนี้ฉันก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน”
ในความเป็นจริงแล้ว ความรู้สึกไม่เป็นมิตรที่เธอสัมผัสได้นั้นมาจากเครื่องตรวจจับเจตนาร้าย ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีทางผิดพลาด แต่กู้เจียหนิงไม่สามารถอธิบายเรื่องเครื่องมือนั่นให้เขาฟังได้ ทำได้เพียงอ้างว่าเป็นลางสังหรณ์ของตัวเองเท่านั้น
หญิงสาวกระชับมือที่กุมมือของเซิ่งเจ๋อซีไว้แน่นขึ้นอีกนิด “พี่ซีคะ เชื่อฉันนะคะ สัญชาตญาณของฉันไม่เคยพลาดเลยจริงๆ”
เมื่อเห็นกู้เจียหนิงมีท่าทีร้อนรนอย่างเห็นได้ชัด คล้ายกับกลัวว่าเขาจะไม่เชื่อในสิ่งที่เธอพูด เซิ่งเจ๋อซีจึงรีบใช้มืออีกข้างตบลงบนหลังมือของเธอเบาๆ เพื่อปลอบประโลม “หนิงหนิง พี่เชื่อเธออยู่แล้ว”
“ไม่ต้องห่วงนะ พี่จะเอาเรื่องที่เธอสงสัยไปแจ้งให้ทางตำรวจทราบ พวกเขาจะได้ลองสืบสวนไปในทิศทางของหลี่ซูเหยาด้วย เพียงแต่ว่า…”
เซิ่งเจ๋อซีเว้นช่วงไปเล็กน้อย “ด้วยสถานะของหลี่ซูเหยา การจะเข้าไปสืบสวนเธอตรงๆ คงไม่ใช่เรื่องง่าย นอกจากว่าเราจะมีหลักฐานที่ชัดเจนมากๆ และสามารถตรวจสอบได้ไม่ยาก ไม่อย่างนั้น…”
กู้เจียหนิงพยักหน้ารับช้าๆ “ฉันเข้าใจค่ะ”
“ที่ฉันพูดเรื่องนี้ ก็แค่หวังว่าพี่จะระวังตัวจากหลี่ซูเหยาให้มากขึ้น ไม่ใช่ว่าฉันหึงหวงอะไรเลยนะคะ”
กู้เจียหนิงไม่อยากให้เซิ่งเจ๋อซีเข้าใจผิด คิดว่าเธออิจฉาหึงหวงจนใส่ร้ายป้ายสีคนอื่นไปทั่ว
เซิ่งเจ๋อซีหัวเราะเบาๆ “พี่รู้ พี่ยังคงเชื่อใจเธอเสมอ และพี่จะระวังตัวให้มากขึ้น”
พูดจบ เขาก็ดึงร่างของกู้เจียหนิงเข้ามากอดไว้ในอ้อมแขนอย่างแนบแน่น
กู้เจียหนิงซบหน้าลงกับอกกว้างของเขาอย่างเงียบๆ ในหัวยังคงขบคิดถึงเรื่องราวที่เพิ่งเกิดขึ้น การที่เบื้องหลังแก๊งค้ามนุษย์ยังมีผู้บงการอยู่อีกทอดหนึ่งนั้น เป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมายของเธอไปบ้าง แต่เมื่อลองคิดดูดีๆ มันก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจขนาดนั้น
เธอรู้สึกว่ามีความเป็นไปได้สูงมากที่คนคนนั้นจะเป็นหลี่ซูเหยา
แต่ก็อย่างที่พี่ซีว่า ถึงแม้ตำรวจจะเริ่มสืบสวน แต่โอกาสที่จะสาวไปถึงตัวหลี่ซูเหยาก็คงน้อยเต็มที ในเมื่อคนร้ายมีการวางแผนปลอมตัวมาเป็นอย่างดี การติดต่อกับผู้ค้ามนุษย์ก็ไม่เคยเปิดเผยตัวตนที่แท้จริง แบบนี้แล้วคงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะทิ้งร่องรอยหรือหลักฐานอะไรไว้ให้ตามจับได้
ถึงกระนั้น กู้เจียหนิงก็ยังคงเพิ่มความระมัดระวังต่อผู้หญิงที่ชื่อหลี่ซูเหยาไว้ในใจ และถือโอกาสนี้เตือนให้เซิ่งเจ๋อซีระวังตัวจากเธอด้วย ไม่เช่นนั้นก็อาจจะโดนลอบกัดเข้าสักวันโดยไม่ทันตั้งตัว
แต่มีเรื่องหนึ่งที่กู้เจียหนิงยังคงสงสัยอยู่ไม่หาย
การที่หลี่ซูเหยาจ้องจะเล่นงานเธอถึงขนาดนี้ หมายมั่นปั้นมืออยากให้เธอเสียโฉมและหายตัวไป มันเป็นเพียงเพราะความอิจฉาริษยาที่เธอได้แต่งงานกับเซิ่งเจ๋อซีจริงๆ น่ะหรือ
ถ้าหากเป็นเพียงเพราะเหตุผลแค่นั้นจริงๆ ก็เท่ากับว่าหลี่ซูเหยาเป็นผู้หญิงที่น่ากลัวเกินไปแล้ว แค่ความอิจฉาสามารถผลักดันให้คนคนหนึ่งจ้างวานคนไปทำลายใบหน้าของผู้หญิงอีกคน แถมยังจะให้ถูกลักพาตัวไปอีก แต่ถ้าไม่ใช่ แล้วมันคืออะไรกันแน่ อะไรคือเหตุผลที่แท้จริงที่ทำให้หลี่ซูเหยาทำกับเธอถึงขนาดนี้
ในขณะที่เรื่องราวเก่ายังไม่ทันคลี่คลาย ก็มีเรื่องใหม่แทรกเข้ามาจนทำให้กู้เจียหนิงไม่มีเวลาจะไปขบคิดเรื่องอื่นอีกต่อไป
เพราะว่าเซิ่งเจ๋อซีกำลังจะออกปฏิบัติภารกิจ
ช่วงเวลาสองเดือนที่หิมะตกหนักจนปิดกั้นเส้นทางภูเขาได้ผ่านพ้นไปแล้ว เซิ่งเจ๋อซีกลับเข้าสู่ตารางการฝึกซ้อมเต็มรูปแบบมาได้สักพัก และตอนนี้เขาก็ได้รับมอบหมายภารกิจสำคัญจนได้
จริงๆ แล้วตั้งแต่ที่ตัดสินใจย้ายมาอยู่ที่นี่ในฐานะภรรยาของนายทหาร กู้เจียหนิงก็เตรียมใจไว้อยู่แล้วว่าสักวันหนึ่งจะต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่เซิ่งเจ๋อซีต้องออกไปทำภารกิจเสี่ยงภัย การที่เขาได้อยู่บ้านกับเธอนานขนาดนี้ ถือว่าเป็นเรื่องที่พิเศษและดีมากแล้ว
แต่เพียงแค่ความคิดที่ว่าเซิ่งเจ๋อซีกำลังจะออกเดินทางไปปฏิบัติภารกิจ ก็ทำให้ภาพเหตุการณ์ในอนาคตที่เธอเคยเห็นแวบเข้ามาในหัวฉายซ้ำไปมาไม่หยุด ภาพของเลือดและความสูญเสียที่น่าสะพรึงกลัวเหล่านั้น ทำให้หัวใจของเธอเย็นเยียบ
แม้ว่าในตอนแรกที่เธอได้โอกาสกลับมามีชีวิตอีกครั้ง การที่เธอตัดสินใจเลือกเซิ่งเจ๋อซี ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเธอไม่ต้องการให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย และอีกส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะความรักที่เขามีให้เธอมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นในชาติก่อนหรือชาตินี้
เธอยอมรับว่าในตอนนั้น ความรู้สึกที่เธอมีต่อเซิ่งเจ๋อซีมันยังไม่ลึกซึ้งขนาดนั้น ซึ่งตัวเขาเองก็รับรู้เรื่องนี้ดี
ดังนั้น หลังจากแต่งงานกัน เขาจึงพยายามทำตัวดีมาโดยตลอด แสดงออกอย่างชัดเจนว่าต้องการให้เธอรักเขาตอบ ซึ่งมันเป็นแผนการที่เปิดเผยและจริงใจของเซิ่งเจ๋อซี
และกู้เจียหนิงก็ต้องยอมรับกับตัวเองว่า ตลอดหลายเดือนที่ใช้ชีวิตร่วมกันมา เธอได้ตกหลุมรักเขาเข้าจริงๆ แล้ว ไม่ใช่แค่ชอบ แต่เธอรักและพึ่งพาเขาอย่างสุดหัวใจ
บางครั้งเพียงแค่คิดว่าในชีวิตนี้อาจจะไม่มีเขาอยู่เคียงข้าง ความกลัวก็เกาะกุมหัวใจของเธอจนทำอะไรไม่ถูก
เธอรู้ตัวดีว่าเธอขาดเขาไปไม่ได้อีกแล้ว
เธอติดอยู่ในบ่วงเสน่หาที่เขาถักทอขึ้นมาอย่างเต็มใจ และไม่คิดจะหาทางออกไปไหนอีก
ดังนั้น เธอจึงกลัว กลัวว่าภาพเหตุการณ์เลวร้ายในอนาคตที่เคยเห็นจะเกิดขึ้นจริง เธออยากให้เขาปลอดภัย อยากให้เขาอยู่กับเธอไปนานๆ
กู้เจียหนิงเริ่มลงมือจัดเตรียมเสื้อผ้าและของใช้ที่จำเป็นสำหรับเขาอย่างขะมักเขม้น สิ่งที่สำคัญที่สุดคือผ้าพันแผลหยุดเลือดอเนกประสงค์ 5 ม้วนที่เธอเตรียมไว้ให้เขาโดยเฉพาะ นอกจากนั้นก็ยังมียาเม็ดเล็กๆ น้อยๆ อีกหลายชนิด ทุกอย่างที่เธอพอจะนึกออกว่าอาจจะเป็นประโยชน์ เธอก็จัดใส่กระเป๋าให้เขาจนหมด
เซิ่งเจ๋อซียืนมองแผ่นหลังที่กำลังง่วนอยู่กับการจัดของของกู้เจียหนิงอย่างเงียบๆ ตั้งแต่ตอนที่เขาบอกเธอว่าพรุ่งนี้ต้องออกเดินทาง เขาก็สัมผัสได้ถึงความไม่สบายใจที่แผ่ออกมาจากตัวเธออย่างชัดเจน
มันเป็นความรู้สึกกระวนกระวายที่เขาสัมผัสได้ แต่ก็ไม่รู้จะอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้อย่างไร มันเหมือนกับว่า…หนิงหนิงล่วงรู้ได้ว่าภารกิจครั้งนี้ของเขาอาจจะเกิดเรื่องไม่ดีขึ้น
เซิ่งเจ๋อซีไม่ได้เดินเข้าไปช่วย เพราะเขารู้ดีว่าบางทีการได้ยุ่งวุ่นวายอยู่กับการจัดของแบบนี้ อาจจะช่วยให้จิตใจของเธอสงบลงได้บ้าง และลดความวิตกกังวลลงไปได้ไม่มากก็น้อย
จนกระทั่งกู้เจียหนิงจัดของเสร็จเรียบร้อย เธอก็ดึงแขนเขาให้มานั่งลงบนเตียงเตาด้วยกัน “พี่มานั่งนี่ก่อนค่ะ ฉันมีเรื่องต้องกำชับพี่”
เซิ่งเจ๋อซีนั่งลงข้างๆ เธออย่างว่าง่าย มองเธอกางห่อผ้าออก แล้วหยิบของข้างในออกมาอธิบายทีละชิ้น
สุดท้ายคือสิ่งที่ดูเหมือนม้วนผ้าพันแผล 5 ม้วน
“ผ้าพันแผลนี่มีชื่อเรียกนะคะ มันชื่อว่าผ้าพันแผลหยุดเลือดอเนกประสงค์”
อเนกประสงค์?
เซิ่งเจ๋อซีขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความสงสัย
“ไม่ว่าจะโดนยิง หรือถูกของมีคมบาดจนเลือดไหลไม่หยุด ตราบใดที่คนคนนั้นยังไม่ตายในทันที ยังเหลือลมหายใจอยู่แม้เพียงเฮือกสุดท้าย การใช้ผ้าพันแผลนี่จะช่วยหยุดเลือดได้ทันทีภายใน 1 วินาทีเลยค่ะ และยังช่วยยื้อชีวิตเอาไว้ได้จนกว่าจะถูกส่งตัวไปถึงมือหมอ”
“ฉันให้พี่เอาติดตัวไปด้วย ทั้งหมดมี 5 ม้วน เผื่อว่าอาจจะได้ใช้ประโยชน์”
ขณะที่หยิบผ้าพันแผลหยุดเลือดอเนกประสงค์ออกมาและอธิบายสรรพคุณให้เซิ่งเจ๋อซีฟัง กู้เจียหนิงรู้สึกเหมือนกำลังเดิมพันครั้งใหญ่ เธอกำลังเปิดเผยความลับที่อาจจะเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง
หลังจากพูดจบ เธอก็หลับตาลงโดยไม่รู้ตัว รอคอยคำถามที่คาดว่าจะต้องตามมาจากเขาอย่างใจจดใจจ่อ
ทว่า…เธอกลับไม่ได้ยินคำถามใดๆ เลย เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง ก็เห็นเพียงเซิ่งเจ๋อซีกำลังหยิบผ้าพันแผลทั้ง 5 ม้วนนั้นขึ้นมา แล้ววางมันกลับลงในมือของเธออย่างนุ่มนวล ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “เธอเก็บมันไว้เถอะ อย่าให้ใครเห็นเด็ดขาด”
กู้เจียหนิงมองผ้าพันแผลในมือสลับกับใบหน้าของเขาอย่างงุนงง ไม่เข้าใจความหมายที่เขาต้องการจะสื่อ…
“ไม่ได้ค่ะ พี่ต้องเอาไปด้วย” กู้เจียหนิงยัดม้วนผ้าพันแผลกลับใส่มือของเซิ่งเจ๋อซีอีกครั้ง
คราวนี้เซิ่งเจ๋อซีลุกขึ้นยืน เขาเดินไปปิดประตูและหน้าต่างทุกบานอย่างแน่นหนา ก่อนจะกลับมานั่งลงบนเตียงเตาที่เดิม
เขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของกู้เจียหนิง สูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วกล่าวว่า “หนิงหนิง พี่รู้…ว่าเธอมีความลับบางอย่าง”
เพียงประโยคเดียว ก็ทำให้ม่านตาของกู้เจียหนิงขยายกว้างขึ้นทันที ตามมาด้วยความรู้สึกไม่ปลอดภัยที่ฉายชัดออกมาทางสีหน้าและแววตา
เซิ่งเจ๋อซีวางมือทั้งสองข้างลงบนบ่าของเธอเบาๆ เพื่อปลอบโยนให้เธอใจเย็นลง “แต่หนิงหนิง…ถ้าเธอไม่พูด พี่ก็จะไม่มีวันถาม”
[จบบท]