บทที่ 125: เป็นเด็กผู้ชายก็ดีแล้ว
เคราะห์ร้ายของหลี่ซูเหยายังไม่จบสิ้นลงเพียงเท่านี้ เพราะตลอดเส้นทางที่เธอกำลังถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล ก็เกิดเหตุการณ์ซวยซ้ำซวยซ้อนขึ้นอย่างไม่หยุดหย่อนราวกับถูกสาปแช่ง
หลังจากที่แขนหักจนต้องนอนอยู่บนเปลหาม ในขณะที่คนกำลังเคลื่อนย้ายเธออยู่นั้นเอง ฝูงนกที่บินผ่านเหนือศีรษะก็ได้พร้อมใจกันทิ้งบอมบ์ของเสียสดใหม่ลงมาอย่างแม่นยำราวกับจับวาง หลายก้อนร่วงหล่นลงบนร่างของหลี่ซูเหยาอย่างจัง กลิ่นเหม็นคละคลุ้งฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ ไม่เว้นแม้แต่ใบหน้าของเธอที่ถูกละเลงไปด้วยมูลนก บางส่วนถึงกับกระเด็นเข้าปากไปอย่างน่าสะอิดสะเอียน ส่งผลให้หญิงสาวต้องโก่งคออาเจียนออกมาตลอดทางด้วยความขยะแขยง
พอขบวนหามเปลเข้าใกล้โรงพยาบาลมากเท่าไหร่ สถานการณ์ก็ยิ่งเลวร้ายลงเท่านั้น พวกเขาเผอิญไปเจอกับสองแม่ผัวลูกสะใภ้คู่หนึ่งที่กำลังยืนทะเลาะวิวาทกันอยู่กลางทางอย่างดุเดือด ด้วยอาการพะอืดพะอมอย่างรุนแรงของหลี่ซูเหยา ทำให้เปลหามเอียงไปด้านหนึ่งอย่างกะทันหัน และส่วนที่เอียงออกไปนั้นก็พุ่งเข้าไปกระแทกร่างของหญิงชราผู้เป็นแม่สามีเข้าอย่างจัง
แรงกระแทกส่งผลให้ร่างของหญิงชราเซถอยหลังแล้วล้มลงมาทับบนร่างของหลี่ซูเหยาพอดีเป๊ะ และจุดที่บั้นท้ายของเธอกระแทกลงไปนั้นก็คือขาข้างที่หักของหญิงสาวพอดิบพอดี
เสียงกรีดร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดสองเสียงจึงประสานกันดังก้องขึ้นพร้อมกัน เสียงหนึ่งเป็นของหลี่ซูเหยาที่ขาหักของเธอถูกกดทับอย่างแรงจนเจ็บปวดแทบขาดใจ ส่วนอีกเสียงเป็นของหญิงชราที่ถูกชนจนล้มลงไป
เมื่อหญิงชราเห็นว่าตนเองถูกชน เธอก็สบตากับลูกสะใภ้คู่ปรับทันที และในบัดดลนั้นเอง ความคิดร้ายกาจก็ผุดขึ้นมาในหัวของทั้งคู่
“โอ๊ย! ขาของฉัน ร่างกายของฉันมันปวดไปหมดแล้ว โอ๊ยๆ ฉันจะไม่ไหวแล้วนะ” หญิงชราร้องโอดโอยเสียงดังลั่น
“ตายจริง! คุณแม่คะ เป็นอะไรไปคะ ทำไมถึงถูกชนแบบนี้ ไม่ได้การแล้ว ต้องชดใช้ค่าเสียหายมานะ ต้องจ่ายเงินมาเดี๋ยวนี้!” ลูกสะใภ้รีบผสมโรงทันที
“ใช่แล้ว ต้องชดใช้มา!”
ในชั่วพริบตา สองแม่ผัวลูกสะใภ้ที่เมื่อครู่ยังทะเลาะกันราวกับจะฆ่ากันให้ตาย ก็หันมาร่วมมือกันเป็นอย่างดี พุ่งเป้าหมายการโจมตีไปที่หลี่ซูเหยาทันที แม้ว่าเธอจะถูกหามเข้าไปรับการรักษาในโรงพยาบาลแล้ว ทั้งคู่ก็ยังไม่ยอมลดละ ตามเข้าไปสร้างความวุ่นวายไม่เลิกรา
ชาวบ้านที่มุงดูเหตุการณ์อยู่ด้านนอกต่างก็พากันวิพากษ์วิจารณ์เซ็งแซ่
“ดูสิ ผู้หญิงคนนั้นโดนสองแม่ผัวลูกสะใภ้ตระกูลเฉียนเล่นงานเข้าให้แล้ว โชคร้ายจริงๆ”
“ใช่เลย ใครๆ ในเขตทหารนี้ก็รู้กันทั้งนั้นว่าสองคนนี้ขึ้นชื่อเรื่องความหน้าด้านแล้วก็เห็นแก่เงินขนาดไหน ผู้หญิงคนนั้นถูกพวกเธอเกาะติดแล้ว ไม่โดนรีดไถจนหมดตัวก็คงไม่ยอมปล่อยไปง่ายๆ แน่”
เรื่องราวความโชคร้ายของหลี่ซูเหยานั้น กู้เจียหนิงมารู้เอาทีหลังจากคำบอกเล่าของจางซูหว่าน แต่กว่าจะถึงตอนนั้น หลี่ซูเหยาก็ได้เดินทางออกจากกองทัพภาคตะวันตกเฉียงเหนือไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
“...ได้ยินมาว่าเธอโดนสองแม่ผัวลูกสะใภ้ตระกูลเฉียนนั่นรีดไถเงินไปตั้ง 50 หยวนแน่ะ แถมเมื่อวานตอนที่คนกำลังจะยกเธอขึ้นรถ ก็เกิดเรื่องอีกจนได้ เธอดันเสียหลักล้มปากไปกระแทกกับขอบรถเข้าอย่างจัง เลือดไหลกบปากเลยนะ ว่ากันว่าฟันหักไปซี่หนึ่งด้วย” จางซูหว่านเล่าเรื่องของหลี่ซูเหยาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นอย่างปิดไม่มิด
ก็ช่วยไม่ได้ เรื่องนี้กลายเป็นหัวข้อสนทนาที่แพร่สะพัดไปทั่วทั้งกองทัพภาคตะวันตกเฉียงเหนือไปแล้ว เหล่าทหารหนุ่มที่เคยแอบมีใจให้หลี่ซูเหยา รวมถึงครอบครัวของพวกเขา ต่างก็พากันถอดใจและล้มเลิกความคิดที่จะสานสัมพันธ์กับเธอไปโดยสิ้นเชิง
“เธอรู้ไหมว่าพวกป้าๆ น้าๆ เขาพูดถึงหลี่ซูเหยาว่ายังไงกันบ้าง” จางซูหว่านกระซิบกระซาบต่อ
“ว่ายังไงเหรอคะ” กู้เจียหนิงเลิกคิ้วมองอย่างสนใจใคร่รู้
“พวกเขาน่ะสิ บอกว่าหลี่ซูเหยาดูแล้วเป็นคนไม่มีวาสนา เป็นตัวซวยชัดๆ ถ้าบ้านไหนรับเธอไปเป็นสะใภ้ มีหวังได้โดนดวงซวยของเธอพาให้เดือดร้อนกันทั้งบ้านแน่ๆ”
“เพราะฉะนั้นนะ ที่แต่เดิมเคยมีคนสนใจอยากได้เธอไปเป็นลูกสะใภ้หรือหลานสะใภ้ เพราะเห็นแก่พื้นเพครอบครัว หน้าตาสวยๆ แล้วก็ตำแหน่งในคณะทำงานด้านวัฒนธรรมของเธอ ตอนนี้ทุกคนเปลี่ยนใจกันหมดแล้ว”
“ตอนที่หลี่ซูเหยามาถึงที่นี่ใหม่ๆ นะ มีทหารหนุ่มๆ เข้ามาทักทายทำความรู้จักกับเธอเยอะแยะไปหมด แต่พอถึงวันเดินทางกลับเมื่อวานนี้สิ กลับไม่มีใครโผล่หน้าไปส่งเธอเลยแม้แต่คนเดียว”
กู้เจียหนิงนั่งฟังเรื่องราวทั้งหมดพลางครุ่นคิดอยู่ในใจ เธอไม่ได้คาดคิดเลยว่าวงแหวนแห่งความโชคร้ายที่เธอติดตั้งให้กับหลี่ซูเหยาจะส่งผลรุนแรงและต่อเนื่องได้ถึงขนาดนี้ หรือนี่อาจจะเป็นเครื่องพิสูจน์ได้ว่า จริงๆ แล้วหลี่ซูเหยาเป็นคนที่มีจิตใจมุ่งร้ายและเลวทรามมากจริงๆ ผลของมันถึงได้แสดงออกมาอย่างชัดเจนเช่นนี้
สำหรับความกังวลของบรรดาผู้หลักผู้ใหญ่เหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นกู้เจียหนิงหรือจางซูหว่านต่างก็เข้าใจได้ดี แม้ว่าในยุคปัจจุบันจะมีการรณรงค์ให้ทลายความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์งมงาย ไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องภูตผีปีศาจ แต่สำหรับคนรุ่นเก่าแล้ว ความคิดเหล่านี้ยังคงฝังรากลึกอยู่ในจิตใจอย่างเหนียวแน่น
อย่างไรก็ตาม กระแสการพูดคุยเกี่ยวกับหลี่ซูเหยาก็ค่อยๆ จางหายไปตามกาลเวลา พร้อมกับการจากไปของคณะทำงานด้านวัฒนธรรมจากเมืองหลวง
แต่สิ่งที่กู้เจียหนิงไม่ได้คาดคิดก็คือ ภารกิจในครั้งนี้ของเซิ่งเจ๋อซีจะกินเวลายาวนานกว่าที่เคยเป็นมา เขาจากไปนานจนกระทั่งเธอเรียนจบหลักสูตรอบรมทางการแพทย์แล้วก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะกลับมา ตอนนั้นนับเป็นเวลากว่าหนึ่งเดือนแล้วที่เขาจากไป
และในตอนนี้ อายุครรภ์ของกู้เจียหนิงก็ล่วงเข้าสู่เดือนที่สองกว่าแล้ว ในขณะที่จางซูหว่านและเจียงไป่เหอซึ่งตั้งครรภ์ได้สามเดือนกว่า ท้องของทั้งคู่ก็เริ่มนูนเด่นขึ้นมาให้เห็นได้อย่างชัดเจน
ทั้งสองคนต่างให้ความไว้วางใจในฝีมือการรักษาของกู้เจียหนิงเป็นอย่างมาก บางครั้งเมื่อพวกเธอแวะมาหาก็จะขอให้กู้เจียหนิงช่วยจับชีพจร ตรวจดูอาการของตัวเองและทารกในครรภ์อยู่เสมอ
ในวันนั้น หลังจากที่กู้เจียหนิงเสร็จสิ้นการสอบวัดผลครั้งสุดท้ายของหลักสูตรอบรมและเดินทางกลับมาถึงบ้านได้ไม่นาน ทั้งสองสาวก็พากันเดินตามกันเข้ามาหาเธอที่บ้าน
“เจียหนิง เธอลองบอกพี่หน่อยสิว่าในท้องของพี่เป็นเด็กผู้ชายหรือเด็กผู้หญิงเหรอ” เจียงไป่เหอเอ่ยถามขึ้น หลังจากที่กู้เจียหนิงเพิ่งบอกข่าวดีว่าลูกในท้องของเธอแข็งแรงดีทุกอย่าง ใบหน้าของเธอเปี่ยมไปด้วยความสุขและความคาดหวัง
กู้เจียหนิงหันไปมองเธอเล็กน้อย แต่แทนที่จะตอบคำถามนั้นโดยตรง เธอกลับย้อนถามไปว่า “แล้วพี่สะใภ้เจียงล่ะคะ อยากได้ลูกชายหรือลูกสาวมากกว่ากัน”
เจียงไป่เหอชะงักไปครู่หนึ่ง มือของเธอลูบไล้ที่หน้าท้องของตัวเองอย่างแผ่วเบา ใบหน้าของเธอปรากฏรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความฝันใฝ่ ดวงตาเป็นประกายอ่อนโยน “ไม่ว่าจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง พี่ก็รักทั้งนั้นแหละจ้ะ ขอแค่เป็นลูกของพี่กับเจี้ยนกั๋ว พี่ก็รักหมดใจแล้ว”
เจียงไป่เหอพูดความจริงจากใจ ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา เธอกับไฉเจี้ยนกั๋วพยายามอย่างหนักกว่าจะมีลูกคนนี้ได้ ไม่ว่าจะเป็นเพศไหน เธอก็พร้อมจะทะนุถนอมราวกับแก้วตาดวงใจ
“แต่ว่านะ สามีของพี่เขาอยากได้ลูกสาวน่ะสิ เขาบอกว่าถ้าได้ลูกสาวหน้าตาเหมือนพี่ก็คงจะดี ไม่นานมานี้ก็เพิ่งไปไหว้วานคนให้ช่วยหาผ้าสีสวยๆ ที่ราคาแพงหน่อยมาให้ บอกว่าจะให้พี่ตัดชุดเล็กๆ ไว้ให้ลูกสาวของเรา พี่เองก็คิดว่าลูกสาวก็น่ารักดีนะ เหมือนกับคำที่ว่าออกดอกก่อนแล้วค่อยติดผลยังไงล่ะ”
“เป็นอย่างนี้นี่เอง” หากเจียงไป่เหอตั้งหน้าตั้งตาอยากได้แต่ลูกชายและไม่ชอบลูกสาว กู้เจียหนิงก็อาจจะเลือกที่จะไม่บอกผลให้เธอทราบ แต่ในเมื่อทั้งคู่รักไม่ว่าจะเป็นเพศไหน โดยเฉพาะอย่างยิ่งดูเหมือนจะเอนเอียงไปทางลูกสาวมากกว่า กู้เจียหนิงจึงเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้ม “ถ้าอย่างนั้นก็ต้องขอแสดงความยินดีกับผู้พันไฉและพี่สะใภ้ด้วยนะคะที่สมความปรารถนา ในท้องของพี่เป็นลูกสาวที่น่ารักน่าเอ็นดูคนหนึ่งค่ะ”
“จริงเหรอจ๊ะ” เจียงไป่เหอเบิกตากว้างด้วยความดีใจ ใบหน้าของเธอเปล่งปลั่งไปด้วยความสุข “เดี๋ยวกลับไปต้องรีบบอกข่าวดีกับคุณสามีเลย เขารู้เข้าต้องดีใจมากแน่ๆ”
“ดูท่าทางแล้ว พี่คงต้องรีบเตรียมข้าวของเครื่องใช้สำหรับลูกสาวไว้แต่เนิ่นๆ แล้วสินะ”
“เจียหนิง เจียหนิง แล้วของฉันล่ะ เธอลองดูให้ฉันหน่อยสิ ว่าในท้องของฉันเป็นลูกชายหรือลูกสาว” หลังจากที่เจียงไป่เหอถามจบ จางซูหว่านที่นั่งรออยู่ก็รีบถามขึ้นมาอย่างร้อนรนทันที
เห็นได้ชัดว่าทั้งสองคนเชื่อมั่นในฝีมือการแพทย์ของกู้เจียหนิงอย่างหมดหัวใจ เมื่อกู้เจียหนิงบอกว่าเป็นลูกสาวก็ย่อมเป็นลูกสาว บอกว่าเป็นลูกชายก็ต้องเป็นลูกชายอย่างแน่นอน ไม่มีข้อกังขาใดๆ ทั้งสิ้น
“เป็นเด็กผู้ชายค่ะ” กู้เจียหนิงรู้ดีว่าจางซูหว่านปรารถนาที่จะมีลูกชายเพื่อเป็นหลักค้ำจุนให้กับครอบครัว เพื่อไม่ให้ญาติพี่น้องทางฝั่งบ้านเกิดของหลินซิ่งคิดไม่ดีหวังจะฮุบมรดกของพวกเขาไป
ดังนั้น กู้เจียหนิงจึงไม่คิดจะยืดเยื้อให้เธอต้องลุ้นนาน เธอจึงบอกผลออกไปตรงๆ
อันที่จริงแล้ว เพียงแค่ทารกมีอายุครรภ์ได้ 2 เดือน ระบบไม่เพียงแต่จะสามารถสแกนและระบุได้ว่าในครรภ์ของผู้ป่วยที่ผูกข้อมูลไว้มีทารกอยู่กี่คน เป็นเพศชายหรือหญิงเท่านั้น แต่ยังสามารถสแกนและตรวจสอบสถานะของทารก พัฒนาการต่างๆ ได้อย่างละเอียดถี่ถ้วนอีกด้วย
ทันทีที่ได้ยินคำตอบจากปากของกู้เจียหนิงว่าในท้องของเธอคือเด็กผู้ชาย จางซูหว่านก็นิ่งอึ้งไปชั่วขณะ ก่อนที่ขอบตาของเธอจะเริ่มแดงก่ำขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
“เด็กผู้ชาย เป็นเด็กผู้ชายจริงๆ สินะ เป็นเด็กผู้ชายก็ดีแล้ว”
ขณะที่พูด หยาดน้ำตาก็พรั่งพรูลงมาจากดวงตาของเธออย่างไม่อาจกลั้นไว้ได้ จางซูหว่านรู้สึกราวกับว่าความทุกข์ระทมและความคับข้องใจที่สั่งสมมานานหลายปีได้ถูกปลดปล่อยออกมาในวินาทีนี้ ก้อนหินหนักอึ้งที่ทับถมอยู่ในใจมาโดยตลอดได้ถูกยกออกไปจนหมดสิ้น
[จบบท]