บทที่ 127: แผนกแพทย์แผนจีน
หลังจากจ้องมองแผ่นหลังของกู้เจียหนิงอยู่หลายวินาที ในที่สุดเผิงเหวินจิ้งผู้ซึ่งได้รับใบประกอบวิชาชีพแพทย์มาไว้ในครอบครองแล้วก็ตัดสินใจหันหลังเดินจากไป
ทว่ายังไม่ทันได้ก้าวเดินไปไกลนัก เสียงเรียกชื่อของเธอก็ดังขึ้นจากทางด้านหน้า
“สหายเหวินจิ้ง”
เมื่อเผิงเหวินจิ้งเงยหน้าขึ้น ก็ได้เห็นนายทหารหนุ่มคนหนึ่งในเครื่องแบบทหารอันสง่างาม รูปร่างสูงโปร่ง ใบหน้าคมคาย และมีดวงตาที่สดใสเป็นประกายกำลังยืนโบกมือให้เธออยู่ไม่ไกล
ทันทีที่เห็นว่าเป็นใคร เผิงเหวินจิ้งก็เม้มริมฝีปาก มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆ ดวงตาฉายแววเขินอายระคนยินดี ก่อนจะเร่งฝีเท้าเดินตรงเข้าไปหาเขาในทันที
“คุณมาที่นี่ได้ยังไงคะ”
นายทหารหนุ่มคนนี้ไม่ใช่ใครอื่น เขาคือเหวินจื้อปิ่ง คู่ดูตัวที่เธอได้พบเจอเมื่อครั้งก่อน และในปัจจุบันสถานะของทั้งสองก็ได้พัฒนามาเป็นคู่รักที่กำลังคบหาดูใจกันอยู่
“วันนี้เป็นวันที่สหายเหวินจิ้งจะได้รับใบประกอบวิชาชีพแพทย์ทั้งที ผมจะพลาดการมาแสดงความยินดีกับคุณได้ยังไงล่ะครับ” เหวินจื้อปิ่งเอ่ยตอบด้วยรอยยิ้ม ขณะที่ดวงตาของเขานั้นจับจ้องไปยังเผิงเหวินจิ้งอย่างไม่วางตา แววตาที่มองมานั้นเต็มไปด้วยความชื่นชมอันร้อนแรงและบริสุทธิ์ใจ
เผิงเหวินจิ้งเหลือบสายตามองเขาแวบหนึ่ง พลางแสร้งทำเสียงดุเล็กน้อย “แหม คุณนี่มั่นใจจังเลยนะคะว่าฉันจะต้องสอบผ่าน ได้รับใบอนุญาตแน่นอน”
“แน่นอนอยู่แล้วครับ” เขารีบตอบกลับอย่างหนักแน่น “คุณทั้งฉลาดและรักในอาชีพแพทย์มากขนาดนี้ ผมเชื่อมั่นในตัวคุณเสมอ เชื่อว่าความพยายามของคุณจะต้องไม่สูญเปล่าอย่างแน่นอน”
คำพูดที่เต็มไปด้วยความเชื่อมั่นนั้นทำให้เผิงเหวินจิ้งหลุดยิ้มออกมาอย่างห้ามไม่อยู่
“เหวินจิ้งครับ... พอดีผมไปเห็นกิ๊บติดผมอันนี้ที่สหกรณ์การค้ามา ผมว่าถ้าคุณติดมันต้องดูดีมากแน่ๆ เลย”
เหวินจื้อปิ่งพูดพลางหยิบกิ๊บติดผมที่ซ่อนไว้ในกระเป๋าเสื้อออกมาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะยื่นมันไปตรงหน้าหญิงสาว
กิ๊บติดผมตัวเล็กๆ ส่องประกายระยิบระยับอยู่ภายใต้แสงแดดอันอบอุ่น ไม่ต่างอะไรกับความรักของนายทหารหนุ่มที่ทั้งร้อนแรงและเจิดจ้าจับตา
“ถ้างั้น... คุณก็ติดให้ฉันสิคะ” เผิงเหวินจิ้งเอ่ยขึ้นเบาๆ
คำขอนั้นทำให้เหวินจื้อปิ่งชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนที่ความดีใจจะถาโถมเข้าใส่จนแทบควบคุมไม่อยู่ มือไม้ของเขาดูเก้งก้างไปหมด แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ค่อยๆ บรรจงติดกิ๊บลงบนเรือนผมของหญิงสาวอย่างระมัดระวังและแผ่วเบาราวกับกลัวว่าเธอจะเจ็บ
“สวยไหมคะ”
“สวยครับ! คุณสวยมาก!” เหวินจื้อปิ่งรีบตอบกลับแทบจะในทันที
เผิงเหวินจิ้งหัวเราะออกมาเบาๆ เจ้าคนทื่อคนนี้... เธอหมายถึงกิ๊บติดผมต่างหาก แต่เขากลับชมว่าเธอสวยเสียอย่างนั้น
ถึงจะดูซื่อไปหน่อย แต่หัวใจของเธอกลับอบอุ่นอย่างน่าประหลาด
“เหวินจิ้งครับ เพื่อเป็นการฉลองที่คุณสอบได้ใบอนุญาตแล้ว เราไปหาอะไรอร่อยๆ กินกันที่ภัตตาคารของรัฐดีไหมครับ มื้อนี้ผมเลี้ยงเอง” เหวินจื้อปิ่งเอ่ยชวนด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง
ครั้งนี้เผิงเหวินจิ้งไม่ได้แสร้งทำเป็นถือตัวอีกต่อไป “ก็ได้ค่ะ ไปก็ไป”
เมื่อได้ยินคำตอบรับนั้น รอยยิ้มกว้างก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเหวินจื้อปิ่งทันที “เยี่ยมเลย! งั้นรอเดี๋ยวนะครับ ผมจะไปเข็นจักรยานก่อน แล้วจะปั่นไปส่งคุณเอง”
พูดจบเขาก็ทำท่าจะหมุนตัวเดินจากไป แต่กลับถูกเผิงเหวินจิ้งเรียกไว้เสียก่อน
“จะรีบไปไหนกันคะ ฉันไปด้วย”
“ได้ครับ! เราไปด้วยกัน”
กู้เจียหนิงที่เดินออกมาจากอาคารพอดี ได้เห็นภาพแผ่นหลังของเผิงเหวินจิ้งที่กำลังเดินเคียงคู่ไปกับนายทหารหนุ่มคนนั้น จากระยะห่างที่ใกล้ชิดสนิทสนมก็พอจะเดาได้ถึงความสัมพันธ์ของคนทั้งสอง
ภาพนั้นทำให้เธอฉุกคิดถึงเรื่องที่จางซูหว่านเคยเล่าให้ฟังเมื่อครั้งก่อน ว่าเผิงเหวินจิ้งได้ไปดูตัวกับนายทหารคนหนึ่ง และดูเหมือนว่าทั้งสองจะเข้ากันได้ดีจนเริ่มคบหาดูใจกันแล้ว
ตลอดช่วงเวลาที่เข้ารับการอบรมด้วยกัน กู้เจียหนิงสังเกตเห็นว่าเผิงเหวินจิ้งไม่ได้มีท่าทีหรือพฤติกรรมที่ผิดแปลกไปจากเดิมเลยแม้แต่น้อย ที่สำคัญคือเครื่องตรวจจับค่าความอาฆาตก็ไม่เคยส่งเสียงเตือนเลยสักครั้ง
เธอจึงคิดว่าบางทีเผิงเหวินจิ้งคงจะตัดใจจากเซิ่งเจ๋อซีได้อย่างเด็ดขาดแล้วจริงๆ การที่ตอนนี้เธอได้พบเจอกับผู้ชายดีๆ และได้เริ่มต้นความสัมพันธ์ครั้งใหม่ ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่ง และกู้เจียหนิงก็ขออวยพรให้เธอจากใจจริง
ไม่แน่ว่าอีกไม่นานนัก อาจจะได้ยินข่าวดีของคนทั้งคู่ก็เป็นได้
และก็เป็นจริงดังคาด เพราะในวันต่อมา ทั่วทั้งบ้านพักทหารก็มีข่าวลือแพร่สะพัดว่าเผิงเหวินจิ้งกับนายทหารหนุ่มที่ชื่อเหวินจื้อปิ่งกำลังจะจัดพิธีหมั้นหมายกันในเร็วๆ นี้
ส่วนทางด้านของกู้เจียหนิงนั้น เธอกำลังนอนขดตัวอยู่บนเตาคัง ห่มกายด้วยเสื้อคลุมทหารตัวหนา สายตาทอดมองออกไปยังสายฝนที่โปรยปรายลงมาอย่างหนักหน่วงราวกับฟ้ารั่วอยู่ด้านนอก
ตอนนี้เธอได้รับใบประกอบวิชาชีพแพทย์มาเรียบร้อยแล้ว และได้ยื่นเรื่องแสดงความจำนงที่จะเข้าไปทำงานเป็นแพทย์ในโรงพยาบาลทหาร ซึ่งทางโรงพยาบาลก็ตอบรับเป็นอย่างดี เพียงแต่ยังไม่ได้มีการจัดสรรว่าเธอจะได้ไปประจำอยู่ที่แผนกไหน คงต้องรอไปอีกประมาณ 2 วัน
วันนี้เป็นวันที่เธอไม่ต้องไปเข้าคลาสอบรม ประกอบกับฝนที่ตกหนักอย่างไม่ลืมหูลืมตา กู้เจียหนิงจึงตัดสินใจที่จะพักผ่อนอยู่แต่ในบ้านเพื่อบำรุงครรภ์ไปในตัว
นับตั้งแต่ย้ายมาอยู่ที่เขตทหารทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือ นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้เห็นฝนตกหนักขนาดนี้
ก่อนหน้านี้ สิ่งที่เธอคุ้นเคยมากกว่าคือหิมะที่ตกหนักและต่อเนื่อง
แม้จะย่างเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิแล้ว จำนวนครั้งที่หิมะตกก็ลดน้อยลงไปมาก แต่ถึงอย่างนั้นสภาพอากาศโดยรวมก็ยังคงหนาวเย็นอยู่ และเมื่อมีฝนตกลงมาสมทบเช่นนี้ ก็ยิ่งทำให้ความหนาวเย็นชื้นแฉะแทรกซึมไปทั่วทุกอณู สร้างบรรยากาศที่ดูอึมครึมและเยียบเย็นยิ่งกว่าเดิม
กู้เจียหนิงทอดสายตามองหยาดฝนที่ไหลรินลงมาจากชายคาบ้านราวกับสายสร้อยไข่มุกที่ขาดสะบั้น พลางนับวันเวลาอยู่ในใจเงียบๆ... เซิ่งเจ๋อซีออกไปปฏิบัติภารกิจครบ 35 วันแล้ว แต่ก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะกลับมาเลย
“เมื่อไหร่พี่จะกลับมาสักทีนะ” กู้เจียหนิงพึมพำกับตัวเองด้วยเสียงที่แผ่วเบา เธอต้องยอมรับกับตัวเองอย่างตรงไปตรงมาว่า...เธอคิดถึงเขา คิดถึงเซิ่งเจ๋อซีเหลือเกิน
การได้จ้องมองสายฝนที่โปรยปรายอยู่ด้านนอก พร้อมกับฟังเสียงฝนที่ขับกล่อมเป็นฉากหลัง ทำให้เปลือกตาของเธอเริ่มหนักอึ้งขึ้นมาทีละน้อย และในที่สุด กู้เจียหนิงก็ผล็อยหลับไปโดยไม่รู้ตัว
ถึงแม้ว่าเธอจะกินยาเม็ดกายาศักดิ์สิทธิ์เพื่อการตั้งครรภ์ที่ช่วยบรรเทาอาการแพ้ท้อง คลื่นไส้ หรืออาการตะคริวที่ขาไปแล้วก็ตาม แต่ดูเหมือนว่าอาการง่วงนอนบ่อยๆ จะเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่ดี
ไม่ว่าจะนอนหลับเต็มอิ่มแค่ไหนในตอนกลางคืน พอถึงเวลากลางวัน กู้เจียหนิงก็ยังคงรู้สึกง่วงเหงาหาวนอนอยู่เสมอ และหากไม่ทันระวังตัว เธอก็พร้อมจะหลับได้ทุกเมื่อ
อาจจะเป็นเพราะเสียงฝนที่ช่วยขับกล่อม หรืออาจจะเป็นเพราะความอบอุ่นจากเตาคังก็เป็นได้ ที่ทำให้การนอนหลับในครั้งนี้ของกู้เจียหนิงเป็นการหลับที่ลึกและยาวนาน
เมื่อเธอตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ท้องฟ้าภายนอกก็มืดสนิทไปแล้ว แต่สายฝนก็ยังคงโปรยปรายลงมาอย่างไม่ขาดสาย
และในไม่ช้า กู้เจียหนิงก็ได้ยินเสียงของจางซูหว่าน เพื่อนบ้านห้องข้างๆ ตะโกนเรียกเธอให้ไปทานข้าวเย็นด้วยกัน
...
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะก่อนหน้านี้ฝนไม่เคยตกเลยหรืออย่างไร พอได้ตกลงมาครั้งหนึ่ง ก็เลยตกแบบไม่ลืมหูลืมตา ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดเอาเสียเลย
ฝนยังคงตกต่อเนื่องมาเป็นเวลา 3 วันติดต่อกันแล้ว บางครั้งก็ตกหนักสลับกับตกปรอยๆ แต่ที่แน่ๆ คือมันยังไม่เคยหยุดตกเลยแม้แต่วินาทีเดียว
กู้เจียหนิงกางร่มเดินฝ่าสายฝนไปตามเส้นทางที่มุ่งหน้าสู่โรงพยาบาลทหาร ในที่สุด การจัดสรรตำแหน่งงานของเธอก็เรียบร้อยแล้ว
ในตอนแรก กู้เจียหนิงคาดว่าตัวเองน่าจะถูกส่งไปประจำอยู่ที่แผนกศัลยกรรมหรือแผนกสูตินรีเวชกรรม แต่สิ่งที่เหนือความคาดหมายก็คือ เธอถูกจัดให้ไปอยู่แผนกแพทย์แผนจีน
ทว่าสำหรับกู้เจียหนิงแล้ว ไม่ว่าจะแผนกไหนก็ดีทั้งนั้น
เมื่อพิจารณาถึงสภาพร่างกายของเธอที่กำลังตั้งครรภ์อยู่ในขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นแผนกศัลยกรรมที่ต้องทำการผ่าตัดอยู่บ่อยครั้ง หรือแผนกสูตินรีเวชกรรมที่ต้องคอยทำคลอดให้กับหญิงมีครรภ์ ก็ดูจะไม่มีแผนกไหนที่สบายและเหมาะกับเธอเท่ากับแผนกแพทย์แผนจีนอีกแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น ผู้อำนวยการซูยังได้แจ้งข่าวดีเพิ่มเติมอีกว่า ด้วยความที่ทางโรงพยาบาลคำนึงถึงการตั้งครรภ์ของเธอ จึงได้จัดตารางให้เธอเข้าทำงานเพียงสัปดาห์ละ 3 วันเท่านั้น
สำหรับกู้เจียหนิงผู้ซึ่งต้องการทั้งผูกมัดคนไข้เพื่อเก็บสะสมคะแนน และต้องการเวลาพักผ่อนที่มากขึ้นไปพร้อมๆ กันแล้ว การจัดสรรตารางงานเช่นนี้ถือว่ายอดเยี่ยมที่สุด
ในตอนนั้น เธอจึงกล่าวขอบคุณผู้อำนวยการซูด้วยความซาบซึ้งใจอย่างสุดซึ้ง โดยไม่ทันได้สังเกตเห็นถึงท่าทีที่ดูเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็ไม่ได้พูดออกมาของเขาเลยแม้แต่น้อย
ผู้อำนวยการซูได้แต่มองตามหลังกู้เจียหนิงที่เดินจากไปด้วยความดีใจ พลางคิดในใจอย่างเงียบๆ ว่า ไม่ใช่ว่าแผนกศัลยกรรมหรือแผนกสูตินรีเวชกรรมไม่ต้องการตัวกู้เจียหนิงหรอกนะ แต่เป็นเพราะพวกเขาแย่งชิงตัวเธอกันไม่สำเร็จต่างหาก
เหล่าแพทย์ในแผนกศัลยกรรมและแผนกสูตินรีเวชกรรมต่างก็เฝ้ารอคอยวันที่กู้เจียหนิงจะได้รับใบประกอบวิชาชีพแพทย์และได้มาประจำอยู่ที่แผนกของตนเองอย่างใจจดใจจ่อ
แต่ผลลัพธ์สุดท้ายกลับกลายเป็นว่า ในขณะที่แพทย์จากทั้งสองแผนกกำลังแย่งชิงตัวเธอกันอย่างดุเดือด พวกเขาก็ได้รับแจ้งข่าวว่ากู้เจียหนิงได้ถูกจัดสรรให้ไปอยู่แผนกแพทย์แผนจีนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ที่สำคัญคือ เป็นการร้องขอตัวโดยตรงจากหัวหน้าแผนกแพทย์แผนจีนเองเลยด้วย
หากเป็นคนอื่นหรือแผนกอื่น บางทีแผนกศัลยกรรมและแผนกสูตินรีเวชกรรมก็อาจจะยังพอมีหวังที่จะต่อรองได้อยู่บ้าง แต่เมื่อเป็นแผนกแพทย์แผนจีนแล้วล่ะก็...เลิกคิดไปได้เลย พวกเขาไม่กล้าต่อกรด้วยหรอก
แน่นอนว่ากู้เจียหนิงไม่ได้รับรู้ถึงเรื่องราวเบื้องลึกเบื้องหลังอันซับซ้อนเหล่านี้เลยแม้แต่น้อย
อันที่จริงแล้ว สำหรับเธอ ไม่ว่าจะได้ไปอยู่แผนกไหนก็ไม่ต่างกัน แต่การที่ได้มาอยู่แผนกแพทย์แผนจีนในตอนนี้ เธอก็รู้สึกว่ามันดีมากๆ แล้ว
เมื่อมาถึงแผนกแพทย์แผนจีนของโรงพยาบาลทหาร กู้เจียหนิงก็หุบร่มแล้วเดินเข้าไปด้านใน ไม่รู้ว่าเป็นเพราะฝนที่ยังตกอยู่ หรือเป็นเพราะโดยปกติแล้วแผนกนี้ไม่ค่อยมีคนไข้มาใช้บริการกันแน่ บรรยากาศภายในแผนกจึงดูเงียบสงบเป็นพิเศษ
จนกระทั่งกู้เจียหนิงเดินมาถึงหน้าห้องทำงานห้องหนึ่ง เธอจึงชะโงกหน้าเข้าไปดู และได้เห็นนายแพทย์หนุ่ม 2 คนกำลังนั่งอยู่ด้านใน
นายแพทย์หนุ่มทั้งสองคนนั้น เดิมทีกำลังแอบกระซิบกระซาบพูดคุยกันถึงเรื่องของกู้เจียหนิงอยู่พอดี แต่แล้วจู่ๆ เมื่อเงยหน้าขึ้นมา พวกเขาก็ต้องตกใจเมื่อได้สบตากับเธอเข้าอย่างจัง
ส่วนสาเหตุที่ทำให้พวกเขารู้ได้ในทันทีว่าผู้หญิงที่ยืนอยู่ตรงหน้าคือใครนั้น ก็เป็นเพราะข่าวที่ว่า ‘เฉินเหล่า’ ได้ทำการร้องขอตัวเธอให้มาประจำอยู่ที่แผนกนี้โดยเฉพาะ ได้แพร่สะพัดไปทั่วทั้งแผนกเป็นที่เรียบร้อยแล้วนั่นเอง
[จบบท]