บทที่ 132: ทางเลือกระหว่างคนกับสุนัข
กู้เจียหนิงกำลังนั่งซดโจ๊กที่จางซูหว่านป้อนให้ด้วยความรู้สึกขอบคุณ มือที่เคยเย็นเฉียบของเธอเริ่มกลับมาอุ่นขึ้นทีละน้อยจากการกุมถุงน้ำร้อนเอาไว้
“จริงสิคะพี่ซูหว่าน แล้วพี่มาที่นี่ได้ยังไงคะ พี่ก็กำลังท้องกำลังไส้อยู่นะ อย่าลืมสิ” กู้เจียหนิงเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง จริงอยู่ที่เธอท้อง แต่ท้องของจางซูหว่านนั้นแก่กว่าเธอตั้งครึ่งเดือน ตอนนี้ก็เข้าเดือนที่สามแล้ว แถมยังเป็นครรภ์แฝดอีกด้วย หน้าท้องของเธอจึงนูนเด่นออกมาอย่างเห็นได้ชัด
“ไม่ต้องห่วงหรอกน่า ฉันรู้ลิมิตของตัวเองดี ฉันแค่เป็นห่วงเธอจนนอนไม่หลับ พอมีโอกาสก็เลยรีบมาดูให้เห็นกับตาน่ะ”
เมื่อได้ฟังเรื่องราวจากปากของจางซูหว่าน กู้เจียหนิงถึงได้รู้ว่าตลอดสองวันที่ผ่านมา ทุกคนต่างทุ่มเทแรงกายแรงใจให้กับการช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเต็มที่จนไม่มีเวลาได้หยุดพักหรือกินอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน
เช้าวันนี้ บรรดาภรรยาทหารที่อาศัยอยู่ในบ้านพักของเขตทหารจึงได้ริเริ่มโครงการดีๆ ขึ้นมา พวกเธอรวบรวมเสบียงอาหารที่แต่ละบ้านพอจะเจียดมาได้ นำมาทำโจ๊กร้อนๆ กับข้าวเคียงเล็กๆ น้อยๆ เพื่อส่งมาเป็นกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่กู้ภัยที่นี่ ในสภาพอากาศที่หนาวเหน็บขนาดนี้ การได้ซดโจ๊กร้อนๆ สักชามคงจะดีไม่น้อย
“ฉันก็เลยบริจาคข้าวสารไปส่วนหนึ่ง แล้วก็ขอติดรถตามมาด้วยเลย”
แม้ภัยธรรมชาติจะโหดร้ายและไร้ความปรานี แต่ความรักและน้ำใจของมนุษย์นั้นยิ่งใหญ่กว่าเสมอ ถึงแม้ฐานะทางบ้านของจางซูหว่านจะไม่ได้ร่ำรวยอะไรนัก แต่เธอก็ยังอยากที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือครั้งนี้ เธอจึงตัดสินใจแบ่งข้าวสารออกมาบริจาคถึง 2 จิน
แน่นอนว่าอีกเหตุผลหนึ่งที่เธอมาที่นี่ก็เพราะอยากจะมาดูกู้เจียหนิงให้แน่ใจว่าปลอดภัยดี หลังจากที่กู้เจียหนิงออกไปเข้าเวรที่โรงพยาบาลเมื่อวานนี้ เธอก็ไม่ได้กลับมาที่บ้านพักอีกเลย พอจางซูหว่านเอ่ยปากถามไถ่จึงได้รู้ว่าทีมแพทย์ถูกส่งตัวมาที่พื้นที่ประสบภัยแห่งนี้
ด้วยความเป็นห่วงในตัวของกู้เจียหนิงที่กำลังตั้งครรภ์ ประกอบกับคำฝากฝังของเซิ่งเจ๋อซี จางซูหว่านจึงไม่ลังเลที่จะมาที่นี่ด้วยตัวเอง
เมื่อได้ยินว่าจางซูหว่านอุตส่าห์ลำบากมาเพื่อเธอขนาดนี้ หัวใจของกู้เจียหนิงก็พลันอบอุ่นซาบซึ้งขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
“ถึงอย่างนั้นพี่ซูหว่านก็ต้องระวังตัวด้วยนะคะ อย่าลืมว่าพี่เองก็ท้องอยู่เหมือนกัน” กู้เจียหนิงย้ำเตือนด้วยความเป็นห่วง
“จ้ะๆ ฉันรู้แล้วน่า ไม่ต้องห่วง”
กู้เจียหนิงหิวโซมาทั้งวันจริงๆ โจ๊กชามเดียวจึงหมดลงในพริบตา ความอบอุ่นจากอาหารเริ่มแผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย ทำให้เธอรู้สึกมีเรี่ยวมีแรงขึ้นมาอีกครั้ง
“จะรับเพิ่มอีกหน่อยไหม”
“ไม่แล้วค่ะ ขอบคุณค่ะ”
“โอเคจ้ะ”
หลังจากนั้น กู้เจียหนิงก็เดินออกมาจากเต็นท์พร้อมกับจางซูหว่าน เธอยืนทอดสายตามองภาพความเสียหายที่อยู่ตรงหน้าอย่างเงียบงัน
จางซูหว่านถอนหายใจยาว “ในที่สุดฝนก็หยุดตกเสียที หวังว่าสถานการณ์ทุกอย่างจะดีขึ้นเร็วๆ นี้นะ”
กู้เจียหนิงไม่ได้ตอบอะไรกลับไป ทำเพียงแค่ภาวนาอยู่ในใจให้เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน
จางซูหว่านกำชับกู้เจียหนิงอีกสองสามประโยคก่อนจะขอตัวแยกไปสมทบกับกลุ่มภรรยาทหารคนอื่นๆ เพื่อช่วยงานต่อ
หลังจากที่จางซูหว่านเดินจากไปได้ไม่นานนัก สายตาของกู้เจียหนิงก็เหลือบไปเห็นความวุ่นวายเกิดขึ้นที่ด้านหน้า เธอขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความสงสัย หรือว่ายังมีคนที่ยังไม่ได้รับการช่วยเหลืออยู่อีกงั้นเหรอ?
ด้วยความอยากรู้ เธอจึงตัดสินใจเดินตรงเข้าไปดูให้เห็นกับตา
แล้วก็เป็นอย่างที่เธอคิดไว้ไม่ผิด ตรงบริเวณที่ดินถล่มลงมา มีทหารหลายนายกำลังยืนล้อมวงกันอยู่
เสียงพูดคุยและถกเถียงกันของพวกเขาทำให้กู้เจียหนิงจับใจความได้ว่า เมื่อไม่นานมานี้ได้เกิดเหตุดินถล่มซ้ำลงมาอีกครั้ง ในช่วงเวลาชี้เป็นชี้ตายนั้นเอง สุนัขทหารตัวหนึ่งที่ชื่อว่า ‘หู่โพ’ ได้วิ่งฝ่าเข้าไปคาบตัวทารกน้อยคนหนึ่งออกมาได้อย่างหวุดหวิด แต่น่าเศร้าที่ตัวมันเองกลับหนีออกมาไม่ทันและถูกดินโคลนถล่มทับร่างเอาไว้
เคราะห์ซ้ำกรรมซัด ด้านบนของจุดที่หู่โพถูกทับอยู่มีก้อนหินขนาดมหึมากดทับอยู่พอดิบพอดี และที่ร้ายไปกว่านั้นคือ อีกฟากหนึ่งของก้อนหินยักษ์ก้อนเดียวกันนั้น ก็มีชายหนุ่มคนหนึ่งติดอยู่เช่นกัน
สถานการณ์ในตอนนี้จึงเข้าตาจนอย่างแท้จริง ทางรอดเดียวของทั้งคนและสุนัขคือต้องอาศัยกำลังคนจำนวนมหาศาลเพื่อยกก้อนหินยักษ์นี้ออกไป ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยในทางปฏิบัติ
ดังนั้นจึงเหลือเพียงวิธีเดียวคือต้องใช้อุปกรณ์ที่แหลมคมค่อยๆ สกัดก้อนหินให้แตกออก แต่ด้วยมุมและองศาที่ไม่เอื้ออำนวย การสกัดหินด้านหนึ่งให้แตกออก จะทำให้หินส่วนที่เหลืออยู่เสียสมดุลและพังถล่มลงไปทับอีกด้านหนึ่งอย่างแน่นอน นั่นหมายความว่า ไม่ว่าจะเป็นคนหรือสุนัขที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง จะต้องตายสถานเดียว!
“พวกคุณยังจะลังเลอะไรกันอีก! รีบช่วยผมสิ! ช่วยผมด้วย ผมเจ็บไปหมดแล้ว! นั่นมันก็แค่หมาตัวเดียวไม่ใช่เหรอ! พ่อครับ! พ่อ! พ่อเป็นถึงเลขาธิการพรรคของหมู่บ้านซิ่งฮวานะ! พ่อรีบสั่งให้พวกเขามาช่วยผมเร็วเข้าสิ! ผมเป็นลูกชายคนเดียวของพ่อนะ!”
“พวกคุณเป็นทหารของประชาชน ก็ต้องรับใช้ประชาชนสิ! รีบมาช่วยผมเร็วเข้า ผมเจ็บจะตายอยู่แล้ว!”
โชคยังดีที่ก้อนหินและดินโคลนไม่ได้ฝังร่างของทั้งสองจนมิด ยังคงมีส่วนศีรษะโผล่พ้นขึ้นมาให้เห็นอยู่ ชายหนุ่มคนนั้นเอาแต่ร้องโอดโอยและตะโกนโหวกเหวกโวยวายไม่หยุด
กู้เจียหนิงเบนสายตาไปยังอีกฝั่งหนึ่ง ไปยังสุนัขทหารที่ชื่อหู่โพ
มันเองก็ถูกทับอยู่เช่นกัน มีเพียงส่วนหัวเท่านั้นที่โผล่ออกมา ที่หน้าผากของมันมีเลือดไหลซึมออกมาไม่หยุด แต่ถึงอย่างนั้นมันกลับนอนนิ่งเงียบสนิท ไม่ส่งเสียงร้องใดๆ ออกมาเลยแม้แต่น้อย ดูเหมือนว่ามันพยายามจะดิ้นรนแล้ว แต่ก็ไร้ผล ในวินาทีนี้ มันทำได้เพียงจ้องมองไปยังทิศทางของผู้เป็นนายอย่างเงียบๆ และรอคอยให้โชคชะตาเป็นผู้ตัดสิน
เพียงแค่ได้เห็นภาพนั้น หัวใจของกู้เจียหนิงก็รู้สึกเจ็บปวดแปลบขึ้นมาทันที
ในขณะนั้นเอง สองสามีภรรยาสูงวัยและหญิงสาวอีกคนหนึ่งที่กำลังอุ้มทารกน้อยอยู่ก็เริ่มส่งเสียงโวยวายขึ้นมาสมทบ
“พวกคุณทำอะไรกันอยู่! พวกคุณมาที่นี่เพื่อช่วยพวกเราไม่ใช่เหรอ! ตอนนี้ลูกชายของฉันกำลังโดนหินทับอยู่ ทำไมพวกคุณถึงยังไม่รีบช่วยเขาล่ะ!”
“หรือว่าชีวิตลูกชายของฉันคนเดียว ยังไม่มีค่าเท่ากับหมาตัวหนึ่งอย่างนั้นเหรอ!”
“ถ้าพวกคุณกล้าดีไม่ช่วยลูกชายฉัน แต่กลับไปช่วยหมาตัวนั้นแทนล่ะก็ ฉันจะไปร้องเรียนพวกคุณให้ถึงที่สุดคอยดู!”
คำพูดไร้น้ำใจนั้นทำให้ทหารหนุ่มซึ่งเป็นเจ้าของของหู่โพโกรธจนขอบตาแดงก่ำ เขาตะคอกกลับไปอย่างเหลืออด “ตั้งแต่เมื่อวานจนถึงตอนนี้ หู่โพช่วยชีวิตคนไปแล้วกี่คนพวกคุณรู้บ้างไหม! เมื่อกี้นี้มันก็เพิ่งจะช่วยชีวิตหลานชายของพวกคุณเอาไว้! พวกคุณไม่มีความรู้สึกขอบคุณกันบ้างเลยหรือไง!”
“มันเป็นสุนัขทหาร นั่นมันเป็นหน้าที่ของมันอยู่แล้ว!” ชายสูงวัยสวนกลับอย่างไม่ไยดี “หรือว่าชีวิตหมามันสำคัญกว่าชีวิตคนอย่างนั้นเหรอ?”
“การที่มันต้องมาตายเพื่อช่วยชีวิตลูกชายของฉัน ก็ถือว่ามันตายอย่างสมเกียรติแล้ว!”
“คุณ!” ทหารหนุ่มเจ้าของหู่โพโกรธจนพูดไม่ออก ได้แต่กำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน อยากจะพุ่งเข้าไปสั่งสอนคนพวกนี้ให้รู้สำนึก
“จะทำอะไร! คิดจะทำร้ายร่างกายประชาชนเหรอ! เชื่อไหมว่าฉันจะตะโกนให้ลั่นเลยว่าทหารทำร้ายชาวบ้าน!” หญิงสาวขู่ฟ่อ
“เซียวตั๋ว! อย่าหุนหันพลันแล่น! ใจเย็นๆ ก่อน!” เพื่อนทหารรีบเข้ามาห้ามปราม
เซียวตั๋วขอบตาร้อนผ่าว น้ำเสียงของเขาสั่นเครือ “พวกคุณรู้ไหมว่า… หู่โพกำลังท้องอยู่”
หู่โพกำลังตั้งท้อง ตามกฎแล้วมันไม่จำเป็นต้องออกมาปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือในครั้งนี้ แต่เนื่องจากจำนวนผู้ประสบภัยมีมากเกินไป และสุนัขทหารในเขตทหารก็มีไม่เพียงพอ หู่โพจึงต้องอาสาออกมาช่วยด้วย
“ตั้งแต่เมื่อวานจนถึงตอนนี้ หู่โพช่วยชีวิตคนไปกี่คนแล้ว! ช่วยไปตั้งกี่ชีวิต!”
หยาดน้ำตาแห่งความเจ็บปวดรินไหลอาบแก้มของเซียวตั๋ว
หู่โพช่วยชีวิตคนมามากมายนับไม่ถ้วน มันอุ้มท้องแก่ แต่ก็ยังอุทิศตัวปฏิบัติหน้าที่อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย แต่ในตอนนี้ วินาทีที่ชีวิตของมันกำลังตกอยู่ในอันตราย ผู้คนกลับเลือกที่จะทอดทิ้งมันเป็นอย่างแรก
หัวใจของหู่โพ… คงจะแหลกสลายเพียงใด
มันไม่สมควรได้รับการปฏิบัติเช่นนี้เลย
ถึงแม้เซียวตั๋วกับหู่โพจะเพิ่งได้ร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กันมาเพียงครึ่งปี แต่เขาก็รักและผูกพันกับมันเหมือนเป็นเพื่อนร่วมรบคนหนึ่งไปแล้ว หู่โพเองก็เชื่อใจเขาอย่างสุดหัวใจ แต่ในตอนนี้ เขากลับต้องมายืนมองดูมันเผชิญหน้ากับความตายอย่างเลือดเย็น…
“เซียวตั๋ว นี่มันเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้จริงๆ พวกเรา… พวกเราก็ไม่มีทางเลือกเหมือนกัน” เพื่อนทหารตบไหล่เขาเบาๆ เพื่อปลอบใจ
กู้เจียหนิงยืนมองเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่เงียบๆ ในใจของเธอรู้ดีอยู่แล้วว่าพวกเขาจะตัดสินใจเลือกทางไหน
ในสายตาของคนส่วนใหญ่แล้ว การเลือกระหว่างชีวิตคนหนึ่งคนกับสุนัขหนึ่งตัว ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ไม่ต้องใช้เวลาคิดหรือลังเลเลยแม้แต่น้อย
ทว่า… ทั้งคู่ต่างก็เป็นสิ่งมีชีวิตเหมือนกัน
เพียงเพราะมันเป็นสุนัข ก็สมควรแล้วหรือที่จะถูกทอดทิ้ง?
ถึงแม้ว่าสุนัขตัวนี้จะกำลังตั้งท้อง และได้ช่วยชีวิตคนมามากมายนับไม่ถ้วน ในขณะที่ชายคนนั้น แค่มองปราดเดียวก็รู้แล้วว่าไม่ใช่คนดีอะไรเลยก็ตาม
ในไม่ช้า กู้เจียหนิงก็ได้เห็นการตัดสินใจของพวกเขา
เซียวตั๋วเดินเข้าไปทรุดตัวลงข้างๆ หู่โพ เขาลูบหัวของมันเบาๆ น้ำตาไหลพรากขณะที่พึมพำบางอย่างกับมัน กู้เจียหนิงสังเกตเห็นประกายแสงแห่งความหวังที่เหลืออยู่ริบหรี่ในดวงตาของหู่โพค่อยๆ ดับวูบลง ก่อนที่ศีรษะของมันจะเอนตกไปด้านข้างอย่างหมดแรง
เมื่อเห็นว่าเซียวตั๋วและทหารคนอื่นๆ กำลังจะเดินเข้ามาเพื่อช่วยชีวิตลูกชายของตน สองสามีภรรยาสูงวัยและหญิงสาวคนนั้นก็เผยรอยยิ้มออกมาอย่างพึงพอใจ ราวกับว่าพวกเขาคาดเดาผลลัพธ์นี้ไว้อยู่แล้วตั้งแต่แรก
กู้เจียหนิงไม่รอช้า เธอเปิดร้านค้าของระบบขึ้นมาในใจอย่างรวดเร็วเพื่อค้นหาสิ่งของบางอย่าง โชคดีที่เธอหามันเจอในเวลาไม่นาน
ทันใดนั้น เสียงก้อนหินที่ถูกสกัดจนแตกออกเป็นสองส่วนก็ดังขึ้น หินอีกครึ่งหนึ่งได้พังถล่มลงมาทับร่างของหู่โพจนมิด ไม่เหลือแม้แต่ส่วนหัวที่เคยโผล่พ้นออกมาให้เห็นอีกต่อไป
“เร็วเข้า! ช่วยผมด้วย!” เสียงของชายหนุ่มยังคงร้องขอความช่วยเหลือไม่หยุด
กู้เจียหนิงหยิบถุงมือคู่หนึ่งที่เพิ่งแลกเปลี่ยนมาจากร้านค้าของระบบขึ้นมาสวมอย่างเงียบๆ จากนั้นก็หยิบยาเม็ดเพิ่มพลังเข้าปากกลืนลงไปในทันที
[จบบท]