บทที่ 144: เกลี้ยกล่อมให้หย่า
“เขาอยู่ข้างๆ ฉันนี่แหละค่ะ” กู้เจียหนิงขบกรามแน่น พลางพูดด้วยน้ำเสียงที่เดือดดาล “พี่อย่ามาพูดจาไร้สาระนะ”
“ฉันก็แค่สงสัยว่าเวินจู๋ชิงอาจจะคิดไม่ดีกับครอบครัวเราอีก! พี่ลืมเรื่องที่หมูของแม่โดนวางยาพิษไปแล้วเหรอ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น กู้เหวินโจวก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก แต่แล้วสีหน้าก็พลันเคร่งขรึมขึ้นมาทันที เรื่องที่หมูในหมู่บ้านซึ่งแม่ของพวกเขาเลี้ยงไว้ถูกวางยาพิษนั้น พวกเขาทุกคนต่างก็รับรู้กันดี ตอนนั้นถ้าไม่ได้น้องหนิงช่วยชีวิตหมูพวกนั้นเอาไว้ ป่านนี้ก็ไม่รู้ว่าผลลัพธ์จะเลวร้ายไปถึงไหน
หลังจากเหตุการณ์นั้น น้องหนิงก็ได้วิเคราะห์ให้พวกเขาฟัง ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงมากว่าคนที่ลงมือคือเวินจู๋ชิง เพียงแต่ว่าพวกเขาไม่มีหลักฐานมัดตัวก็เท่านั้นเอง
แล้วตอนนี้ เวินจู๋ชิงคิดจะลงมือกับครอบครัวของพวกเขาอีกอย่างนั้นหรือ
แววตาของกู้เหวินโจวฉายแววเย็นเยียบขึ้นมาวูบหนึ่ง ก่อนจะเล่าสถานการณ์ของเวินจู๋ชิงกับเปาซานเยี่ยนให้น้องสาวฟังอย่างละเอียด
“พี่สาม พี่จะบอกว่าเปาซานเยี่ยนท้องเหรอคะ”
“ใช่ น่าจะท้องได้ประมาณ 3 เดือนแล้วล่ะ”
กู้เจียหนิงนิ่งเงียบไป เด็กในท้องของเปาซานเยี่ยนต้องเป็นลูกของเวินจู๋ชิงอย่างแน่นอน แต่เธอก็มั่นใจได้เลยว่าเวินจู๋ชิงไม่ได้คาดหวังหรือต้องการให้เด็กคนนี้เกิดมา หากในอนาคตเขามีโอกาสที่จะสลัดเปาซานเยี่ยนทิ้งไปได้ เวินจู๋ชิงก็อาจจะเลือกทอดทิ้งหรือแม้กระทั่งฆ่าเด็กคนนี้ก็เป็นได้
แต่ถ้าหากว่า... เด็กคนนี้เป็นลูกเพียงคนเดียวของเวินจู๋ชิงล่ะ
กู้เจียหนิงครุ่นคิดแผนการบางอย่างอยู่ในใจเงียบๆ
“พี่สาม ฉันสงสัยว่าเวินจู๋ชิงกำลังจะลงมือทำอะไรไม่ดีกับพ่อแล้วก็พี่สะใภ้ใหญ่ พอกลับไปแล้ว พี่ช่วยบอกเรื่องนี้ให้ทุกคนในบ้านรู้ด้วยนะ แล้วหลังจากนั้นพี่ช่วยแอบจับตาดูเวินจู๋ชิงไว้เงียบๆ ฉันรู้สึกว่าเขาอาจจะลงมือในเร็วๆ นี้”
“ได้เลย พี่รู้แล้ว”
“อื้ม หลังจากนี้ถ้ามีข่าวคราวอะไร พี่ต้องรีบบอกฉันทันทีนะ”
เหตุผลที่เธอมอบหมายเรื่องสำคัญนี้ให้กับพี่ชายคนที่สาม ก็เพราะในบรรดาพี่ชายทั้งหมด เขาเป็นคนที่ฉลาดหลักแหลมที่สุด ทั้งยังมีความคิดที่ลึกซึ้งและรอบคอบกว่าใครเพื่อน เรียกได้ว่าเป็นคนที่มีความละเอียดอ่อนในเรื่องต่างๆ มากที่สุด การฝากฝังเรื่องนี้ไว้กับพี่สามจึงทำให้เธอวางใจได้
ท้ายที่สุด กู้เจียหนิงก็วางสายโทรศัพท์ไปด้วยความอาลัยอาวรณ์
“พี่โทรหาคุณตากับคุณยายสิคะ” กู้เจียหนิงยื่นหูโทรศัพท์ให้กับเซิ่งเจ๋อซี
เซิ่งเจ๋อซีรับโทรศัพท์มาแล้วกดโทรออกไป
ในขณะเดียวกัน ที่บ้านพักในเมืองหลวงปักกิ่งของคุณตาและคุณยายซาง กำลังมีแขกที่ไม่ได้รับเชิญมาเยือน ทำให้สีหน้าของคนสูงวัยทั้งสองไม่สู้ดีนัก
และคนที่นั่งอยู่บนโซฟาฝั่งตรงข้ามก็คือพ่อของเซิ่งเจ๋อซีนั่นเอง... เซิ่งซิ่นฮ่าว
“คุณพ่อครับ คุณแม่ครับ...” เซิ่งซิ่นฮ่าวเพิ่งจะเอ่ยปากได้ไม่กี่คำ ก็ถูกคุณตาซางพูดขัดขึ้นมาเสียก่อน
“ไม่ต้องมาเรียกพวกเราว่าพ่อแม่ พวกเรารับคำเรียกนั้นไม่ไหวหรอก”
แม้จะถูกหักหน้าอย่างจัง แต่เซิ่งซิ่นฮ่าวก็ไม่ได้แสดงท่าทีโกรธเคืองแต่อย่างใด “คุณพ่อครับคุณแม่ ถึงแม้อวี๋หวานจะจากไปแล้ว แต่ผมก็ยังเป็นลูกเขยของคุณพ่อคุณแม่อยู่นะครับ”
“อย่าเลย เธอแต่งงานใหม่มีภรรยาใหม่ไปแล้ว แถมยังมีลูกชายคนเล็กอีก พ่อตาแม่ยายของเธอคือคนอื่นต่างหาก” คุณตาซางไม่คิดจะไว้หน้าเซิ่งซิ่นฮ่าวเลยแม้แต่น้อย ถึงแม้ว่าในปัจจุบันนี้เขาจะมีตำแหน่งใหญ่โตเพียงใดก็ตาม
เซิ่งซิ่นฮ่าวถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง “คุณพ่อคุณแม่ครับ ผมนึกว่าพวกท่านจะเข้าใจผมเสียอีก ตอนที่อวี๋หวานจากไปผมยังหนุ่ม อีกทั้งตำแหน่งหน้าที่การงานของผมในตอนนั้น มันทำให้ผมไม่มีทางเลือกจริงๆ นะครับ แล้วอีกอย่าง หว่านหรงก็เป็นผู้หญิงที่ดีมาก”
คุณยายซางแค่นเสียงหัวเราะเบาๆ แต่ไม่ได้ตอบอะไรกลับไป
ฟางหว่านหรงเป็นผู้หญิงที่ดีอย่างนั้นเหรอ ตาของแกคงจะโดนขี้วัวขี้ควายอุดตันอยู่แน่ๆ
คุณตาซางเองก็พูดอย่างตรงไปตรงมา “วันนี้เธอมาที่นี่มีธุระอะไรก็รีบพูดมาเถอะ พวกเรายุ่ง ไม่มีเวลามาต้อนรับขับสู้หรอกนะ”
สีหน้าของเซิ่งซิ่นฮ่าวดูย่ำแย่ลงเล็กน้อย พูดตามตรง ในฐานะที่อยู่ในตำแหน่งสูงขนาดนี้ ไม่ว่าเขาจะไปที่ไหนก็ไม่เคยมีใครกล้าไม่ไว้หน้าเขา มีแต่คนคอยเอาอกเอาใจยกยอปอปั้นอยู่เสมอ
แต่การที่คุณตาและคุณยายซางมาหักหน้าเขาแบบนี้ เขาก็ไม่รู้จะพูดอะไรได้
เขารู้ดีว่าคนสูงวัยทั้งสองไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งที่เขาแต่งงานกับฟางหว่านหรง
อันที่จริง ในฐานะที่พวกเขาเป็นพ่อแม่ของซางอวี๋หวาน เขาก็เข้าใจความรู้สึกนั้นได้ดี
แต่ฟางหว่านหรงก็เป็นผู้หญิงที่ดีคนหนึ่งจริงๆ และในตำแหน่งของเขาตอนนั้นมันก็ไม่มีทางเลือกอื่น
เมื่อเห็นท่าทีไม่ไว้หน้าของคนสูงวัยทั้งสอง และนึกถึงจุดประสงค์ที่มาในวันนี้ เขาก็เอ่ยขึ้น “ผมรู้มาว่าอาซีแต่งงานกับผู้หญิงบ้านนอกคนหนึ่ง คุณพ่อคุณแม่ครับ พวกท่านก็รู้ดีว่าสถานะของอาซีเป็นยังไง เขาจะแต่งงานกับผู้หญิงบ้านนอกได้อย่างไรกันครับ”
คำพูดนี้ทำให้ทั้งคุณตาและคุณยายซางรู้สึกไม่พอใจขึ้นมาทันที
“เธอเอาแต่พูดว่าผู้หญิงบ้านนอกๆ กลัวว่าจะลืมไปแล้วสินะว่าพวกเราส่วนใหญ่ ถ้าย้อนบรรพบุรุษขึ้นไปสามชั่วโคตร ก็ล้วนมาจากบ้านนอก เป็นแค่คนเดินดินกินข้าวแกงกันทั้งนั้น เป็นอะไรไปล่ะเซิ่งซิ่นฮ่าว พอตอนนี้ได้ดิบได้ดีมีตำแหน่งสูงส่งแล้ว ก็เริ่มจะลืมกำพืดตัวเองแล้วอย่างนั้นเหรอ” คุณตาซางสวนกลับไปอย่างไม่ลังเล
“ผมไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นนะครับ!” ใบหน้าของเซิ่งซิ่นฮ่าวบูดบึ้ง คำพูดพวกนี้มันช่างบาดหูเสียจริง
โชคยังดีที่พูดกันแค่ในบ้าน ถ้าหากไปพูดข้างนอกให้คนอื่นได้ยินเข้า ไม่รู้ว่าคู่แข่งทางการเมืองจะเอาเรื่องนี้ไปโจมตีเขาอย่างไรบ้าง
คุณยายซางเองก็เสริมขึ้นมาว่า “ตอนที่เสี่ยวซีกับหนิงหนิงแต่งงานกัน พวกเราสองคนตายายก็ไปร่วมงานด้วยนะ ผู้หญิงคนนั้นเราเคยเจอแล้ว เป็นเด็กดีมาก เสี่ยวซีได้แต่งงานกับเธอถือเป็นบุญของเขาแล้ว”
สำหรับกู้เจียหนิงนั้น คุณตาและคุณยายซางพึงพอใจเป็นอย่างมาก
ตั้งแต่แรกพบ พวกเขาก็ประทับใจในตัวกู้เจียหนิงเป็นอย่างดี และพวกเขาก็เชื่อในสายตาของเซิ่งเจ๋อซี
ถึงแม้ว่าตอนนี้คู่สามีภรรยาข้าวใหม่ปลามันจะอยู่ที่เขตทหารทางตะวันตกเฉียงเหนือ แต่พวกเขาก็ยังคงนึกถึงคนแก่อย่างพวกท่านเสมอ ไม่ว่าจะโทรศัพท์มาหา หรือเขียนจดหมายส่งของมาให้ไม่เคยขาด
เซิ่งซิ่นฮ่าวแค่นเสียงในใจ แต่งงานกับผู้หญิงบ้านนอก จะเป็นบุญวาสนาที่ดีได้อย่างไรกัน
“คุณพ่อคุณแม่ครับ พวกท่านน่าจะรู้ดีว่าสถานะของอาซีในตอนนี้เป็นอย่างไร ในอนาคตเขามีแนวโน้มอย่างมากที่จะสืบทอดตำแหน่งและทรัพย์สมบัติทั้งหมดของผม อนาคตของเขายังไปได้อีกไกล เขาต้องการภรรยาที่มีสถานะ มีเบื้องหลัง และมีความรู้ความสามารถมาคอยช่วยเหลือเขา”
“แต่ผู้หญิงบ้านนอกที่ไม่มีทั้งการศึกษา ไม่มีทั้งเบื้องหลัง จะไปช่วยอะไรเขาได้ มีแต่จะเป็นตัวถ่วงเขาเสียมากกว่า”
“ดังนั้น ผมหวังว่าพวกท่านจะคิดถึงอนาคตของอาซีให้มากๆ ผมรู้ดีว่าอาซีเชื่อฟังพวกท่านที่สุด ถ้าเป็นไปได้ ผมหวังว่าพวกท่านจะช่วยเกลี้ยกล่อมให้อาซีหย่ากับผู้หญิงคนนั้น”
คำว่า ‘หย่า’ ที่หลุดออกมาจากปากของเซิ่งซิ่นฮ่าว ราวกับระเบิดที่ถูกจุดชนวนขึ้นในใจของสองตายาย
หย่างั้นเหรอ ไม่น่าเชื่อเลยว่าไอ้คนสารเลวอย่างเซิ่งซิ่นฮ่าวจะกล้าพูดคำนี้ออกมาได้
คุณยายซางซึ่งปกติแล้วเป็นคนใจเย็นมาโดยตลอด ก็อดรนทนไม่ไหวอีกต่อไป
“ที่เธอพูดแบบนี้ หมายความว่าตอนที่เธอแต่งงานกับอวี๋หวาน ก็เพราะมองเห็นเบื้องหลังและสถานะของเธออย่างนั้นสินะ เธอคิดว่าอวี๋หวานจะเป็นประโยชน์ต่ออนาคตของเธอใช่ไหม”
“เซิ่งซิ่นฮ่าว ในสายตาของเธอมีแต่ผลประโยชน์ ไม่มีเยื่อใยความเป็นครอบครัวเลยหรือไง”
“ในเมื่อเธอแต่งงานใหม่มีลูกชายคนเล็กไปแล้ว ในเมื่อเธอไม่สนใจไยดีอาซีแล้ว ก็อย่ามายุ่งวุ่นวายกับการตัดสินใจใดๆ ของเขาอีก”
“อาซีกว่าจะได้เจอคนที่เขารักและมีความสุขที่ได้แต่งงานขนาดนี้ ฉันกับตาแก่นี่ก็ได้แต่ภาวนาให้พวกเขาสองคนรักใคร่กลมเกลียวกัน ครองคู่กันไปจนแก่จนเฒ่า”
“อย่างน้อยที่สุด หลานชายที่น่าสงสารของฉันที่ต้องสูญเสียแม่ไป แถมพ่อแท้ๆ ก็กลายเป็นพ่อเลี้ยงไปแล้ว หลังจากที่พวกเราตายไป ก็จะได้มีคนคอยรัก คอยเป็นห่วงเป็นใย แต่เธอ... ไอ้คนใจดำอำมหิต กลับจะให้พวกเขาหย่ากัน แถมยังจะให้พวกเราไปเกลี้ยกล่อมอีก”
“ทำไมเธอถึงได้ใจดำขนาดนี้!”
คุณยายซางลุกขึ้นยืนแล้วชี้หน้าด่าเซิ่งซิ่นฮ่าวอย่างเกรี้ยวกราด
ส่วนเซิ่งซิ่นฮ่าวที่ถูกด่าก็มีสีหน้าย่ำแย่ลงไปอีก ทั้งยังรู้สึกน้อยใจอย่างมาก
เขายอมรับว่า ตอนที่แต่งงานกับซางอวี๋หวานนั้น ส่วนหนึ่งก็เพราะมองเห็นทรัพยากรและเบื้องหลังของเธอจริงๆ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเขาก็รักซางอวี๋หวานเช่นกัน และสำหรับเซิ่งเจ๋อซีซึ่งเป็นลูกชายของเขากับซางอี๋วหวานนั้น เขาก็รักและเอ็นดูเป็นพิเศษ ไม่เช่นนั้นคงไม่คิดวางแผนอนาคตให้เขา และคิดจะมอบทรัพย์สมบัติทั้งหมดให้เขาหรอก
[จบบท]