บทที่ 147: เรื่องที่ไม่คาดฝัน
“ที่รักคะ คุณจะไปไหนเหรอคะ” ฟางหว่านหรงที่เพิ่งพาลูกชายคนเล็กกลับมาถึงบ้าน เอ่ยถามขึ้นเมื่อเห็นเซิ่งซิ่นฮ่าวกำลังรีบร้อนจะออกจากบ้าน
เซิ่งเจ๋ออวี้เองก็ร้องเรียกพ่อของเขาตามหลังแม่
เซิ่งซิ่นฮ่าวเหลือบมองทั้งคู่เพียงแวบเดียว ก่อนจะตอบกลับไปแบบขอไปที “ไม่มีอะไร พ่อมีธุระต้องไปก่อน”
ฟางหว่านหรงรู้ดีว่าตำแหน่งหน้าที่การงานของเซิ่งซิ่นฮ่าวในตอนนี้ ทำให้เธอไม่สามารถซักไซ้ถามอะไรมากไปกว่านี้ได้ ทำได้เพียงมองแผ่นหลังของสามีที่รีบร้อนเดินจากไปจนลับสายตา
แน่นอนว่าในอนาคตอันใกล้ ฟางหว่านหรงจะต้องนึกย้อนกลับมาถึงเหตุการณ์ในวันนี้แล้วนึกเสียใจจนแทบกระอักเลือด หากเพียงแต่เธอจะล่วงรู้ได้ว่าวันที่เซิ่งซิ่นฮ่าวรีบร้อนออกไปนั้น คือการไปโอนบ้านและโอนเงินให้กับเจ้าเด็กเหลือขออย่างเซิ่งเจ๋อซี ต่อให้ต้องใช้เล่ห์เหลี่ยมมารยาสาไถแค่ไหน เธอก็จะรั้งตัวเซิ่งซิ่นฮ่าวให้อยู่ที่บ้านให้จงได้
ทางด้านคุณตาคุณยายซาง หลังจากวางสายโทรศัพท์ไปแล้ว สองตายายก็ยังคงอยู่ในอาการเหม่อลอยคล้ายฝันไป
โดยเฉพาะคุณยายซางที่เอ่ยขึ้นมาด้วยความรู้สึกตื้นตันใจ “ไม่น่าเชื่อเลยนะตา เราเพิ่งจะบ่นๆ กันว่าอยากเห็นเจ้าเสี่ยวซีมีลูกไวๆ นี่อะไรกัน หนิงหนิงก็ท้องแล้ว แถมยังเป็นแฝดอีกต่างหาก ยายบอกแล้วไม่มีผิดว่าหนิงหนิงเป็นเด็กดี เป็นดาวนำโชคจริงๆ”
“นั่นสิ เรื่องมันก็เป็นแบบนั้นจริงๆ”
“ก็มีแต่เจ้าเซิ่งซิ่นฮ่าวนั่นแหละ ที่ยังคิดจะให้เสี่ยวซีหย่ากับหนิงหนิงอยู่ได้ ฮึ่ย! เรื่องที่หนิงหนิงท้อง เราอย่าไปบอกเขานะ คอยดูเถอะ ถึงตอนนั้นลูกชายก็ไม่เอาเขา หลานก็ไม่เอาเขา ให้มันรู้ไปสิว่าเซิ่งซิ่นฮ่าวจะรู้สึกยังไง”
คุณตาซางพยักหน้าเห็นด้วยกับภรรยา แต่ในใจกลับกำลังครุ่นคิดถึงเรื่องอื่น ในอีกครึ่งปีข้างหน้า ภรรยาของเขาจะต้องเดินทางไปที่เขตทหารทางตะวันตกเฉียงเหนือเพื่อดูแลหลานสะใภ้
แล้วเขาจะทำอย่างไรดีเล่า?
เขาไม่อยากจะทนเหงาทำงานอยู่ที่เมืองหลวงปักกิ่งเพียงลำพัง
ต้องหาทางไปกับภรรยาให้ได้
ทางฝั่งนี้ หลังจากเซิ่งเจ๋อซีวางสายโทรศัพท์ เขาก็เล่าเรื่องที่คุณตาคุณยายจะให้เซิ่งซิ่นฮ่าวโอนกรรมสิทธิ์บ้านเก่าของตระกูลเซิ่งซึ่งเป็นเรือนสี่ประสาน พร้อมกับเงินฝากอีกครึ่งหนึ่งให้กับเขาระหว่างทางที่เดินกลับบ้านให้กู้เจียหนิงฟัง
เมื่อกู้เจียหนิงได้ฟัง ดวงตาของเธอก็เป็นประกายวาววับขึ้นมาทันที คุณตาคุณยายนี่มันเฒ่าเจ้าเล่ห์... โอ๊ะๆ ไม่ใช่สิ ต้องบอกว่ามีสายตาเฉียบแหลมต่างหาก สามารถจัดการเซิ่งซิ่นฮ่าวซะอยู่หมัด
เยี่ยมไปเลย ไม่ว่าจะเป็นบ้านหรือเงิน เธอก็ชอบทั้งนั้น
ส่วนเรื่องที่เซิ่งเจ๋อซีบอกว่าเซิ่งซิ่นฮ่าวต้องการให้เขาหย่ากับเธอนั้น แน่นอนว่าเธอไม่ได้เก็บมาใส่ใจเลยแม้แต่น้อย
เพราะอย่างไรเสีย เซิ่งเจ๋อซีก็ไม่มีทางหย่ากับเธอแน่นอน
อีกอย่าง ตั้งแต่แรกที่เธอตัดสินใจแต่งงานกับเซิ่งเจ๋อซี เธอก็รู้ดีอยู่แล้วว่าความสัมพันธ์ระหว่างเขากับพ่อไม่ค่อยจะดีนัก เธอจึงไม่เคยคาดหวังว่าจะต้องได้รับการยอมรับจากคนที่ได้ชื่อว่าเป็นพ่อสามีอยู่แล้ว
เธอไม่สนใจเรื่องพวกนี้เลยสักนิด
การที่คนสองคนจะใช้ชีวิตคู่ร่วมกันได้ การได้รับคำอวยพรจากครอบครัวถือเป็นเรื่องที่ดีที่สุด แต่หากไม่ได้รับ ก็ไม่จำเป็นต้องไปบังคับขืนใจใคร
หลังจากวางสายจากกู้เจียหนิง ครอบครัวกู้ก็เดินทางกลับมาถึงบ้าน และสังเกตเห็นความผิดปกติของกู้เหวินโจวได้อย่างชัดเจน สีหน้าของเขาดูไม่สู้ดีนัก
เมื่อกลับมาถึงบ้าน พ่อกู้จึงเอ่ยถามขึ้น “เจ้าสาม เป็นอะไรไป หนิงหนิงพูดอะไรมาใช่ไหม?”
สิ้นเสียงคำถามนั้น ทุกสายตาในบ้านก็หันไปจับจ้องที่กู้เหวินโจวเป็นตาเดียว
กู้เหวินโจวสะดุ้งเล็กน้อย “พ่อรู้ได้ยังไงครับ”
เหยาชุนฮวาเหลือบมองลูกชายคนเล็กอย่างอ่อนใจ “แกเป็นลูกที่แม่เบ่งออกมานะ แค่แกขยับตูดแม่ก็รู้แล้วว่าจะผายลมท่าไหน”
กู้เหวินโจวถึงกับพูดไม่ออก จะต้องพูดจาให้มันมีกลิ่นขนาดนี้ด้วยหรอ
“หนิงหนิงพูดบางอย่างมาจริงๆ ครับ แต่รอให้พี่ใหญ่กลับมาจากโรงงานตอนเที่ยงก่อนแล้วค่อยคุยกันดีกว่าครับ”
“ได้”
ไม่นานก็ถึงเวลาเที่ยง หลังจากทุกคนในครอบครัวทานอาหารกลางวันเสร็จ ประตูบ้านก็ถูกปิดลง ทุกคนมารวมตัวกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา กู้เหวินโจวจึงได้เล่าเรื่องที่กู้เจียหนิงบอกว่าเวินจู๋ชิงมีความคิดมุ่งร้ายต่อพ่อกู้และหยางม่านม่านผู้เป็นพี่สะใภ้ใหญ่ให้ทุกคนฟัง
“หนิงหนิงบอกว่าเขามีแนวโน้มที่จะลงมือภายในสามวันนี้ ให้พวกเราจับตาดูเวินจู๋ชิงเอาไว้ให้ดีครับ”
“อีกแล้วเหรอ! เจ้าเวินจู๋ชิงคนนี้อีกแล้วเหรอ!” ทันทีที่ได้ยินชื่อของเวินจู๋ชิง เหยาชุนฮวาก็เดือดดาลขึ้นมาทันที ภาพที่ลูกสาวของเธอเคยวิ่งไล่ตามเวินจู๋ชิง แถมยังกระโดดน้ำเพื่อเขา ยังคงติดตาตรึงใจเธอไม่เคยลืมเลือน
เธอเกลียดเวินจู๋ชิงเข้ากระดูกดำ
โชคดีที่หลังจากหนิงหนิงกระโดดน้ำแล้วฟื้นขึ้นมา เธอก็คิดได้ แล้วแต่งงานกับเซิ่งเจ๋อซี หลังจากนั้นยังย้ายตามไปอยู่ที่กองทัพทางตะวันตกเฉียงเหนือ และตอนนี้ก็กำลังตั้งท้องอีกด้วย
“เรื่องคอกหมูคราวก่อน ก็เป็นฝีมือของเจ้าเวินจู๋ชิงนั่นไม่ใช่หรือไง ตอนนี้ยังจะมาอีก นี่มันคิดจะเล่นงานครอบครัวกู้ของเราให้ได้เลยใช่ไหม”
สีหน้าของพ่อกู้เองก็เคร่งขรึมลง “ดูเหมือนว่าที่ผ่านมาให้เขาไปตักอุจจาระจะยังเบาเกินไป”
เรื่องคอกหมูในครั้งนั้น แม้จะไม่มีหลักฐานมัดตัวว่าเวินจู๋ชิงเป็นคนทำ แต่พวกเขาก็รู้ดีแก่ใจ
ด้วยเหตุนี้ พ่อกู้จึงใช้อำนาจของผู้ใหญ่บ้าน จัดการให้เวินจู๋ชิงไปทำงานตักอุจจาระ
“ตอนนี้เราต้องมาวิเคราะห์กันว่าทำไมปัญญาชนเวินถึงเลือกที่จะลงมือกับพ่อและม่านม่าน ไม่ใช่คนอื่น” กู้เหวินถิงขมวดคิ้วพูดขึ้น
ไม่มีใครในครอบครัวกู้ที่สงสัยในคำพูดของกู้เจียหนิงเลยแม้แต่คนเดียว
ถึงแม้ว่าตอนนี้กู้เจียหนิงจะอยู่ที่ภาคตะวันตกเฉียงเหนือ แต่ไม่ว่าเธอจะพูดอะไร พวกเขาก็พร้อมจะเชื่อเสมอ
อันที่จริง เรื่องนี้มันมีที่มาที่ไป
ย้อนกลับไปตอนที่กู้เจียหนิงอายุได้ขวบกว่าๆ เกือบจะสองขวบ ซึ่งเป็นช่วงปลายปี 1958
ครั้งนั้นกู้เจียหนิงมีไข้สูงติดต่อกันถึงสองวันสองคืน
ระหว่างที่ไข้ขึ้นสูงจนสติเลือนราง กู้เจียหนิงน้อยที่ยังพูดจาติดๆ ขัดๆ ก็ตื่นขึ้นมาคว้ามือพ่อกับแม่ไว้
ในตอนนั้นพ่อกู้และเหยาชุนฮวาตกใจมากกับคำพูดของลูกสาว
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องไหน ล้วนแต่เป็นเรื่องที่น่าตกใจและอาจถึงแก่ชีวิตได้
พวกเขาคิดว่ากู้เจียหนิงน้อยคงจะไข้ขึ้นสูงจนเพ้อพูดจาเลอะเลือนไป
แต่กู้เจียหนิงน้อยกลับร้องไห้ไม่ยอมหยุด จนกว่าพวกเขาจะยอมทำตาม
พ่อกู้และเหยาชุนฮวารักกู้เจียหนิงมากที่สุด ประกอบกับตอนนั้นก็พอจะมีเงินเก็บอยู่บ้าง จึงยอมทำตามที่ลูกสาวตัวน้อยร้องขอ
เมื่อกู้เจียหนิงน้อยเห็นยุ้งฉางที่เต็มไปด้วยธัญพืช เธอก็พอใจและหลับไปในที่สุด หลังจากนั้นไข้ของเธอก็ลดลง พอลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ เธอกลับจำอะไรไม่ได้เลย
ทว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นกลับทำให้ทุกคนต้องตกตะลึง
ช่วงเวลาสามปีนั้น ไม่มีใครในครอบครัวกู้คนไหนอยากจะจดจำมันอีกเลย
โชคดีเหลือเกินที่เพราะธัญพืชเต็มยุ้งฉางในวันนั้น ทำให้ครอบครัวกู้สามารถผ่านพ้นช่วงเวลาสามปีอันแสนยากลำบากนั้นมาได้
ในขณะที่หลายๆ ครอบครัวต้องสูญเสียสมาชิกไป แต่ครอบครัวกู้กลับอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา
ถึงแม้กู้เจียหนิงน้อยจะจำไม่ได้ แต่สมาชิกคนอื่นๆ ในครอบครัวกลับจำได้ขึ้นใจ
เป็นคำพูดของกู้เจียหนิงที่ช่วยชีวิตทุกคนในครอบครัวเอาไว้
หลังจากนั้น ตลอดระยะเวลาสิบกว่าปีที่กู้เจียหนิงเติบโตขึ้น ก็เคยเกิดเหตุการณ์ทำนองนี้ขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งในครั้งนั้นก็ได้ช่วยชีวิตพ่อกู้และกู้เหวินถิงที่เกือบจะเอาชีวิตไม่รอดเอาไว้ได้
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมทุกคนในครอบครัวถึงได้รักและตามใจกู้เจียหนิงมากขนาดนี้
และเป็นเหตุผลที่ทำให้พวกเขาเชื่อในคำพูดของกู้เจียหนิงอย่างสนิทใจ
ถึงแม้ว่าในตอนนี้เธอจะอยู่ไกลถึงเขตทหารทางตะวันตกเฉียงเหนือ ห่างกันเป็นพันๆหลี่ แต่ขอเพียงแค่กู้เจียหนิงเป็นคนพูด พวกเขาก็พร้อมจะเชื่อ
ดังนั้น ครอบครัวกู้จึงเริ่มวิเคราะห์ถึงสาเหตุที่เวินจู๋ชิงเลือกที่จะลงมือกับพ่อกู้และหยางม่านม่าน
กู้เหวินโจวผู้ซึ่งมีไหวพริบดีที่สุดในบรรดาพี่น้องเอ่ยขึ้น “เหตุผลที่เขาจะลงมือกับพ่อนั้นง่ายมากครับ เพราะพ่อเป็นเสาหลักของครอบครัวเรา และที่สำคัญ ตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านของพ่อก็คอยควบคุมเขาอยู่ ถ้าพ่อไม่ได้เป็นผู้ใหญ่บ้าน เราก็อาจจะทำอะไรเขาไม่ได้เลยก็ได้”
[จบบท]