บทที่ 158: หมัดนี้ทำเอาเวินจู๋ชิงร้องลั่น
เรื่องที่เซิ่งเจ๋อซีได้เลื่อนตำแหน่งเป็นนายทหารระดับผู้บังคับการกรมนั้น กู้เจียหนิงเคยโทรศัพท์กลับมาแจ้งข่าวดีกับที่บ้านแล้วครั้งหนึ่ง ดังนั้นทุกคนในบ้านกู้จึงรับรู้เรื่องนี้เป็นอย่างดี
เมื่อกู้เหวินโจวเอ่ยชื่อของเซิ่งเจ๋อซีขึ้นมาในสถานการณ์นี้ มันจึงกลายเป็นไพ่ตายที่สามารถข่มขวัญคนกลุ่มนั้นได้อยู่หมัดในทันที
ชาวบ้านที่มุงดูอยู่ต่างก็เริ่มส่งเสียงสนับสนุนขึ้นมาบ้าง
“ตอนนั้นนายทหารเซิ่งลงทุนมาสู่ขอด้วยตัวเองเลยนะ แถมยังให้สินสอดเยอะแยะไปหมด เห็นได้ชัดเลยว่าเขาให้ความสำคัญกับหนิงหนิงแล้วก็ให้เกียรติบ้านกู้มากแค่ไหน”
“ใช่แล้ว ถ้าเขารู้ว่าครอบครัวภรรยาโดนรังแกแบบนี้ มีหวังคงโกรธจนควันออกหูแน่”
“นายทหารระดับผู้บังคับการกรมเชียวนะคุณ นั่นมันต้องเป็นตำแหน่งที่ใหญ่โตขนาดไหนกันล่ะเนี่ย”
คำพูดเหล่านี้ทำให้กลุ่มเจ้าหน้าที่ที่มาตรวจค้นเริ่มลังเลอย่างเห็นได้ชัด สีหน้าของแต่ละคนดูไม่ค่อยจะสู้ดีนัก ในที่สุดชายที่เป็นหัวหน้าก็ก้าวออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าว
“แต่ว่าพวกเราก็ได้รับแจ้งเบาะแสมาเหมือนกันนะครับ กระบวนการที่จำเป็นก็ยังต้องดำเนินต่อไปตามระเบียบ”
ในจังหวะนั้นเอง พ่อกู้ก็ก้าวออกมาเผชิญหน้ากับกลุ่มคนเหล่านั้นด้วยตัวเอง “สหายทุกท่าน พวกเราเข้าใจดีถึงความลำบากใจของพวกคุณ และก็ยินดีที่จะให้ความร่วมมือทุกอย่าง กระบวนการตรวจสอบจะดำเนินต่อไปก็ได้ แต่ตอนที่ค้นบ้าน ช่วยเบามือกันหน่อยแล้วกันนะครับ”
อันที่จริงแล้วพ่อกู้รู้ดีว่าเมื่อคนพวกนี้มาถึงที่นี่แล้ว การจะไล่ให้พวกเขากลับไปง่ายๆ คงเป็นไปไม่ได้ แต่เขาก็รู้เช่นกัน หรือจะเรียกว่าเคยเห็นกับตามาแล้วก็ได้ว่าเวลาที่คนกลุ่มนี้ลงมือตรวจค้นนั้นเป็นอย่างไร สภาพมันไม่ต่างอะไรกับฝูงตั๊กแตนหรือโจรป่าบุกปล้น ทุกอย่างจะพังพินาศเละเทะไปหมด
เขาไม่อยากให้บ้านที่อยู่กันมาดีๆ ต้องกลายสภาพเป็นกองขยะที่รกรุงรัง
เมื่อหัวหน้ากลุ่มเจ้าหน้าที่เห็นว่าพ่อกู้ยอมตกลงโดยดี เขาก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
“ได้ครับ ถ้าอย่างนั้นก็ตกลงตามนี้”
ดังนั้น เมื่อพ่อกู้แสดงความยินยอมและคนในบ้านกู้ต่างก็หลีกทางให้ พวกเจ้าหน้าที่ก็กรูกันเข้าไปในบ้านเพื่อเริ่มการตรวจค้นอย่างรวดเร็ว
ชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์ต่างก็รีบร้อนเข้าไปหาพ่อกู้ด้วยความเป็นห่วง
“ผู้ใหญ่บ้าน ทำไมท่านถึงยอมให้พวกเขาเข้าไปง่ายๆ แบบนั้นล่ะ”
“ไม่รู้ว่าไอ้คนใจหมาที่ไหนมันกล้าใส่ร้ายท่านได้นะ ช่างไม่มีจิตสำนึกของความเป็นคนเอาเสียเลย”
“ไม่น่าให้พวกเขาเข้าไปเลยจริงๆ ถ้าเกิดว่าพวกเขาค้นเจออะไรขึ้นมาจะทำยังไง”
พ่อกู้หันกลับมาเผชิญหน้ากับทุกคนด้วยสีหน้าที่สงบนิ่งและมั่นคง เขาเปล่งเสียงที่หนักแน่นออกมาว่า “พี่น้องทั้งหลาย ผมกู้ชุนเซิงเป็นคนยังไง ทุกคนต่างก็รู้จักกันดีอยู่แล้ว ผมบริสุทธิ์ใจ ไม่ได้ทำอะไรผิด เพราะฉะนั้นก็ไม่มีอะไรต้องกลัว” พูดจบเขาก็หันหลังเดินกลับเข้าไปในบ้าน โดยมีสมาชิกคนอื่นๆ ในครอบครัวเดินตามเข้าไปติดๆ
ท่าทีที่เปิดเผยและไม่หวั่นเกรงของพ่อกู้ทำให้ชาวบ้านใจชื้นขึ้นมาบ้าง แต่ในใจก็ยังอดคิดไม่ได้ว่าเรื่องนี้ถ้ามันเกิดขึ้นจริง ก็คงจะเป็นฝีมือของใครบางคนที่จงใจวางแผนใส่ร้ายป้ายสีอย่างแน่นอน
อย่างไรก็ตาม ไม่มีใครพูดอะไรออกมาอีก ทุกคนต่างพากันเดินตามเข้าไปในบ้านด้วยความอยากรู้อยากเห็น อยากจะรู้ให้แน่ชัดว่าผลการตรวจค้นในครั้งนี้จะออกมาเป็นอย่างไร
เวินจู๋ชิงแฝงตัวอยู่ในกลุ่มชาวบ้านอย่างเงียบเชียบ เขาได้ยินทุกถ้อยคำที่พ่อกู้พูดออกมาอย่างชัดเจน มุมปากของเขากระตุกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย้ยหยันที่แฝงไปด้วยความเกลียดชัง
ดวงตาของเขาสอดส่ายไปมาในกลุ่มคนเบื้องหน้า และในที่สุดก็มองเห็นร่างของหยางม่านม่านได้อย่างชัดเจน
เขากำห่อยาในมือแน่น ก่อนจะค่อยๆ เคลื่อนตัวเข้าไปใกล้เป้าหมายอย่างช้าๆ
หยางม่านม่านกำลังเดินตามคนในครอบครัวเข้าไปด้านในด้วยใจที่ร้อนรนและเฝ้ารอผลการตรวจค้นอย่างจดจ่อ
ถึงแม้ว่าเรื่องนี้ที่บ้านจะได้มีการเตรียมการรับมือกันไว้ตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว และทุกคนก็มั่นใจว่าจะไม่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้นอย่างแน่นอน แต่การต้องมาเผชิญหน้ากับสถานการณ์จริงที่ตึงเครียดเช่นนี้ ก็ทำให้เธออดที่จะรู้สึกประหม่าและกังวลใจไม่ได้อยู่ดี
ในจังหวะนั้นเอง ราวกับว่ามีใครบางคนที่อยู่ด้านหลังกำลังรีบร้อนจะเดินแซงขึ้นไปข้างหน้า และกระแทกเข้าที่ร่างของเธออย่างจัง
แรงกระแทกนั้นไม่ได้รุนแรงมากนัก แต่เพราะหยางม่านม่านไม่ได้ทันตั้งตัว มันจึงทำให้เธอเสียหลักเซถลาไปด้านข้าง
“ม่านม่าน!” เสียงร้องอุทานด้วยความตกใจดังขึ้นพร้อมกับร่างของกู้เหวินถิงที่อยู่ข้างๆ เธอมาตลอดพุ่งเข้ามาประคองร่างของเธอไว้ได้ทันท่วงที
“ม่านม่าน คุณเป็นอะไรหรือเปล่า” กู้เหวินถิงถามด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความห่วงใยและร้อนรน
หยางม่านม่านตกใจจนหน้าซีด แต่โชคดีที่สามีของเธอคว้าตัวไว้ได้ทัน เธอเงยหน้าขึ้นมองเขา พอเห็นว่าเป็นสามีของตัวเอง ความรู้สึกปลอดภัยก็เข้ามาแทนที่ความตื่นตระหนก
เธอรู้ดีว่าเช้านี้เหวินถิงคอยอยู่เคียงข้างเธอไม่ห่างไปไหนเลย
“ฉันไม่เป็นไรค่ะ”
เมื่อกู้เหวินถิงแน่ใจแล้วว่าภรรยาของเขาปลอดภัยดี ความโกรธแค้นทั้งหมดก็พุ่งตรงไปยังคนที่ชนเธอทันที
เขาก้าวพรวดไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ผลักร่างของเวินจู๋ชิงจนล้มกลิ้งลงไปกับพื้น ก่อนจะตวาดถามด้วยความเดือดดาลว่า “ปัญญาชนเวิน คุณชนม่านม่านทำไม คุณตั้งใจใช่ไหม เธอเป็นคนท้องนะ คุณคิดจะฆ่าเธอหรือไง”
เวินจู๋ชิงที่ถูกผลักจนล้มลงไปกองกับพื้นยังมีสีหน้างุนงง
เขารู้สึกเพียงแค่ว่าก้นที่เคยโดนหลิ่วหยวนผลักจนกระแทกพื้นเมื่อคราวก่อนยังไม่ทันจะหายดี ตอนนี้กลับต้องมาเจ็บซ้ำที่เดิมอีกครั้ง มันเป็นความเจ็บปวดที่รุนแรงจนแทบจะบรรยายไม่ถูก
เขายังไม่ทันได้ตั้งสติ กู้เหวินถิงก็กระชากคอเสื้อของเขาขึ้นมา ดึงร่างของเขาให้ลอยขึ้นครึ่งตัว ก่อนที่หมัดหนักๆ จะซัดเข้าที่แก้มของเขาอย่างจัง
กู้เหวินถิงระบายความโกรธทั้งหมดลงไปในหมัดนั้น
หมัดเดียวที่ส่งผลให้เวินจู๋ชิงร้องโหยหวนออกมาด้วยความเจ็บปวด
ในที่สุดคนรอบข้างก็ตั้งสติได้และรีบกรูเข้ามาห้ามปราม
เปาซานเยี่ยนเองก็พุ่งเข้ามาห้ามเช่นกัน “แกทำอะไรของแก ทำไมต้องทำร้ายคนด้วย”
เปาซานเยี่ยนไม่รู้ว่าเวินจู๋ชิงแอบหนีออกมาดูเรื่องวุ่นวายนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่
แต่ถึงอย่างไรเวินจู๋ชิงก็คือสามีของเธอ นอกจากเธอแล้ว ใครหน้าไหนก็ไม่มีสิทธิ์มาแตะต้องเขา ไม่อย่างนั้นก็เท่ากับเป็นการหยามหน้าเปาซานเยี่ยนคนนี้
กู้เหวินถิงแค่นเสียงเย็นชา “เธอก็ลองถามเขาสิว่าทำอะไรลงไป ม่านม่านกำลังท้องอยู่ แต่เขากลับจงใจเดินเข้ามาชน ถ้าม่านม่านล้มลงไป แล้วเธอกับลูกในท้องเป็นอะไรขึ้นมาจะทำยังไง หรือว่าปัญญาชนเวินคนนี้ตั้งใจจะฆ่าม่านม่านกับลูกในท้องของฉัน”
“ฉันเห็นนะ เมื่อกี้ปัญญาชนเวินเป็นคนชนม่านม่านจริงๆ”
“ใช่แล้ว ม่านม่านเกือบจะล้มลงไปแล้ว”
“โอ๊ยตายจริง ท้องโตขนาดนั้น ถ้าเกิดล้มลงไปจริงๆ ล่ะก็ อันตรายถึงชีวิตเลยนะนั่น”
เหตุการณ์เมื่อครู่ยังมีชาวบ้านอีกหลายคนที่เห็นเข้าพอดี ตอนนี้ทุกคนต่างก็พากันออกมายืนยันเพื่อเป็นพยานให้กับกู้เหวินถิง
ภรรยาที่กำลังตั้งท้องแก่ใกล้คลอดเกือบจะโดนคนชนจนล้ม เป็นใครหน้าไหนก็ต้องโมโหเป็นธรรมดา ไม่ว่าจะเป็นผู้ชายคนไหนก็คงทนไม่ได้เช่นกัน
การที่เขาแค่ชกหน้าเวินจู๋ชิงไปหมัดเดียว ถือว่าเบามือมากแล้วด้วยซ้ำ
เปาซานเยี่ยนเองก็หันไปจ้องเวินจู๋ชิงด้วยสายตาที่กินเลือดกินเนื้อ
เวินจู๋ชิงเพิ่งจะตั้งสติได้ เขาไม่คิดว่าจะมีคนเห็นเหตุการณ์มากขนาดนี้ จึงทำได้เพียงกัดฟันทนความเจ็บปวดแล้วแก้ตัวออกไป “ผมไม่ได้ตั้งใจ ผมแค่ไม่ระวังเอง”
เปาซานเยี่ยนรีบพูดเสริมทันที “ใช่ เขาไม่ได้ตั้งใจ”
กู้เหวินถิงแค่นเสียงอย่างไม่พอใจ “เขาบอกว่าไม่ได้ตั้งใจก็ต้องเชื่อหรือไง ก็โชคดีไปที่ม่านม่านไม่เป็นอะไร ไม่อย่างนั้นฉันกระทืบเขาให้ตายคามือแน่”
พูดจบ กู้เหวินถิงก็ประคองหยางม่านม่านเดินเลี่ยงไปยังมุมที่คนน้อยกว่า
ส่วนคนอื่นๆ ก็รีบพากันเดินตามเข้าไปดูผลการตรวจค้นต่อ
เปาซานเยี่ยนเดินเข้าไปเตะเข้าที่ก้นของเวินจู๋ชิงอย่างแรง “ยังไม่รีบลุกขึ้นมาอีก น่าอับอายขายขี้หน้า ใครใช้ให้แกออกมาเพ่นพ่านกัน”
เวินจู๋ชิงร้อง “อ๊า” ออกมาอีกครั้ง ความเจ็บปวดระลอกใหม่แล่นปราดขึ้นมา
เปาซานเยี่ยนเตะซ้ำเข้าไปที่จุดเดิมที่เขาบาดเจ็บพอดี แถมแรงของเธอก็ไม่ใช่เล่นๆ ลูกเตะของเธอจึงไม่ใช่เบาๆ เลยสักนิด
ตอนนี้สภาพของเวินจู๋ชิงเรียกได้ว่าเจ็บซ้ำแผลเก่า ปวดซ้ำรอยเดิมอย่างแท้จริง
โชคยังดีที่ปัญญาชนชายที่พักอยู่ด้วยกันเห็นเหตุการณ์จึงรีบเข้ามาช่วยพยุงเขาให้ลุกขึ้น
ส่วนปัญญาชนหญิงอย่างหลี่เจวียนและคนอื่นๆ กลับไม่มีใครกล้าเข้ามาช่วย
ถ้าเป็นเมื่อก่อน พวกเธออาจจะยังมีความรู้สึกดีๆ ให้กับเวินจู๋ชิงอยู่บ้าง แต่ตอนนี้เขาแต่งงานไปแล้ว แถมภรรยาของเขาก็เป็นพวกอันธพาล นิสัยเหมือนคนบ้า แถมยังมีแรงเยอะอย่างเปาซานเยี่ยนอีกต่างหาก พวกเธอไม่มีใครกล้าต่อกรด้วยแน่นอน
ดังนั้นความรู้สึกเล็กๆ น้อยๆ ที่เคยมีต่อเวินจู๋ชิงจึงมลายหายไปจนหมดสิ้น
ถึงแม้ว่าใบหน้าของปัญญาชนเวินจะหล่อเหลา แต่พวกเธอก็ต้องมีชีวิตรอดเพื่อที่จะได้ชื่นชมใบหน้าหล่อๆ ต่อไปไม่ใช่หรือ
“ไอ้คนไม่ได้เรื่อง”
เวินจู๋ชิงที่เพิ่งจะถูกพยุงให้ลุกขึ้นก็โดนเปาซานเยี่ยนด่าสาดเสียเทเสียอีกหนึ่งประโยค จากนั้นเธอก็ไม่สนใจเขาอีกเลย เบียดเสียดผู้คนเข้าไปดูเหตุการณ์ข้างหน้าต่อ
เวินจู๋ชิงมองตามแผ่นหลังของเปาซานเยี่ยนไป หางตาของเขาเหลือบไปเห็นกู้เหวินถิงกับหยางม่านม่านที่ยืนอยู่ตรงมุมหนึ่ง แววตาของเขาฉายแววอำมหิตและโหดเหี้ยมออกมาอย่างชัดเจน
อีกไม่นานหรอก อีกไม่นาน
ขอแค่ให้คนพวกนั้นค้นเจอหนังสือต้องห้าม เขาอยากจะเห็นนักว่าคนบ้านกู้จะยังหยิ่งผยองได้อีกสักแค่ไหน
เขาตั้งตารอที่จะได้เห็นสีหน้าตื่นตระหนกและหวาดกลัวของพวกมันทีละคน ทีละคน
แล้วก็หยางม่านม่านคนนั้นด้วย
เวินจู๋ชิงยัดกระดาษห่อที่ตอนนี้เหลือเพียงความว่างเปล่าเข้าไปในกระเป๋าเสื้อของตัวเองอย่างแนบเนียน
[จบบท]