บทที่ 181: อาหวาน ฉันมาหาแล้ว
กู้เจียหนิงหลับลึกไปหนึ่งตื่นจนกระทั่งลืมตาขึ้นมาอีกครั้งก็เป็นยามเย็นเสียแล้ว ความรู้สึกสดชื่นสบายไปทั้งกายและใจทำให้เธออารมณ์ดีขึ้นมาไม่น้อย
เมื่อหันไปมองข้างกาย ก็ไม่พบร่างของเซิ่งเจ๋อซีแล้ว ไม่รู้ว่าเขาตื่นไปตั้งแต่เมื่อไหร่
“เธอตื่นแล้วเหรอ” ราวกับได้ยินเสียงขยับตัว เซิ่งเจ๋อซีก็ปรากฏตัวขึ้นที่หน้าประตูห้องทันที
เมื่อเห็นว่ากู้เจียหนิงกำลังจะลุกขึ้น เขาก็รีบสาวเท้าเข้ามาประคองเธออย่างรวดเร็ว
นับตั้งแต่ครรภ์ของกู้เจียหนิงเริ่มใหญ่ขึ้น การจะลุกหรือนอนลงบนเตียงก็กลายเป็นเรื่องลำบากไปเสียหน่อย แต่ไม่ว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่มีเซิ่งเจ๋อซีอยู่ด้วย เขาก็จะคอยเข้ามาประคองเธอเสมอ และในตอนนี้ เขาก็ทำมันได้อย่างคล่องแคล่วและนุ่มนวลอย่างที่สุด
ความอบอุ่นเล็กๆ ก่อตัวขึ้นในหัวใจของกู้เจียหนิง บางครั้งความรักที่คนคนหนึ่งมีให้กันก็แสดงออกมาผ่านรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวันเหล่านี้เอง
พออายุครรภ์มากขึ้น เธอก็ต้องเข้าห้องน้ำบ่อยขึ้นตามไปด้วย จากที่เคยนอนหลับยาวได้จนถึงเช้า ตอนนี้กลับทำไม่ได้เสียแล้ว กลางดึกเธอจะต้องตื่นมาเข้าห้องน้ำอยู่เสมอ และทุกครั้งที่เธอขยับตัว เซิ่งเจ๋อซีก็จะตื่นขึ้นมาด้วย แล้วเขาก็จะลุกไปเข้าห้องน้ำเป็นเพื่อนเธอตลอด
ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะห้องน้ำอยู่นอกตัวบ้านบริเวณลานบ้าน ทำให้ต้องเดินออกไปไกลพอสมควร เซิ่งเจ๋อซีกลัวว่าหากปล่อยให้เธอเดินไปคนเดียวตอนกลางคืนอาจจะไม่ปลอดภัย ด้วยเหตุนี้เขาจึงคอยอยู่เป็นเพื่อนทุกครั้ง บางคืนเธอต้องลุกไปเข้าห้องน้ำถึงสองสามครั้ง เขาก็ยอมลุกขึ้นมาเป็นเพื่อนเธอทั้งสองสามครั้งเช่นกัน
กู้เจียหนิงรู้สึกสงสารและเห็นใจเขาที่วันรุ่งขึ้นยังต้องตื่นแต่เช้าไปฝึกซ้อม ตอนแรกเธอจึงปฏิเสธความหวังดีของเขา แต่เซิ่งเจ๋อซีกลับยืนกรานอย่างหนักแน่น
“เวลาพี่ออกไปทำภารกิจ บางทีก็ไม่ได้นอนหลายวันหลายคืนติดกันเป็นเรื่องปกติ”
“แค่ลุกมาเข้าห้องน้ำเป็นเพื่อนเธอ ไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรกับพี่หรอก”
“การไม่ได้ไปเป็นเพื่อนเธอต่างหากที่ทำให้พี่เป็นห่วง”
“อีกอย่าง คนที่กำลังตั้งท้องอย่างเธอต่างหากที่ลำบากที่สุด”
ในตอนนั้นที่ได้ยินคำพูดเหล่านี้ กู้เจียหนิงกำลังคิดอะไรอยู่น่ะหรือ?
เธอคิดว่า บางทีนี่อาจจะเป็นเหตุผลที่ผู้หญิงคนหนึ่งยอมตั้งท้องเพื่อใครสักคน เหตุผลพื้นฐานที่สุดคงเป็นเพราะความรักที่พ่อมีต่อแม่นั่นเอง
แล้วความรักคืออะไรกันเล่า? ความรักคือความห่วงใยอาทร คือการปกป้องดูแล คือความรู้สึกที่เป็นหนี้บุญคุณอยู่เสมอ คือความรู้สึกว่ายังดีไม่พอ และอยากจะทำดีกับเธอให้มากยิ่งขึ้นไปอีก
กู้เจียหนิงคิดว่า ผู้หญิงส่วนใหญ่ล้วนต้องการความรัก ไม่ว่าจะเป็นความรักในรูปแบบของคนรัก ครอบครัว หรือเพื่อนฝูง ความรักเหล่านี้เปรียบเสมือนน้ำหล่อเลี้ยงที่ช่วยบำรุงให้ดอกไม้เติบโตงดงามยิ่งขึ้น
นี่คงเป็นคำอธิบายที่ดีที่สุดของประโยคที่ว่า ‘รักคนก็เหมือนกับการเลี้ยงดูดอกไม้’ สินะ
หลังจากประคองกู้เจียหนิงให้ลุกขึ้นนั่งเรียบร้อยแล้ว เซิ่งเจ๋อซีก็นำเสื้อผ้ามาสวมให้เธอ ก่อนจะพาเธอเดินออกจากห้องไป
ในตอนนี้ คุณตาซางกลับมาถึงบ้านแล้ว เมื่อได้ยินกู้เจียหนิงเอ่ยเรียกท่านว่าคุณตาด้วยน้ำเสียงหวานใส ชายชราก็พยักหน้ารับคำว่า ‘ดี’ ไม่หยุด ทั้งยังกำชับแล้วกำชับอีก ให้เซิ่งเจ๋อซีดูแลกู้เจียหนิงให้ดี
บ้านตระกูลซางมีแม่บ้านคอยดูแลอยู่คนหนึ่ง เนื่องจากสถานะและอายุของคุณตาซาง ทางการจึงจัดสรรคนมาให้เป็นพิเศษ และในตอนนี้ แม่บ้านก็ได้เตรียมอาหารเย็นเสร็จเรียบร้อยแล้ว
“หนูหนิง มาลองชิมดูสิฝีมือป้าจ้าวดีมากเลยนะ เมื่อก่อนป้าเขาก็เคยมีประสบการณ์ดูแลคนท้องมาก่อน เขาเลยทำอาหารที่เหมาะกับหนูมาให้ด้วย” คุณยายซางกล่าวอย่างกระตือรือร้น
“ค่ะ”
บนโต๊ะอาหาร คุณตาและคุณยายซางคอยคีบอาหารให้กู้เจียหนิงไม่หยุด เพราะกลัวว่าเธอจะไม่กล้ากิน กู้เจียหนิงเองก็มีน้ำใจคีบอาหารกลับไปให้ท่านทั้งสองเช่นกัน เล่นเอาคนแก่ทั้งสองยิ้มแก้มแทบปริ
มีเพียงเซิ่งเจ๋อซีที่มองภาพตรงหน้าแล้วได้แต่หัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก เขาคิดในใจว่า ‘ทำไมถึงรู้สึกเหมือนว่าหนิงหนิงถึงเป็นหลานสาวสุดที่รักของคุณตากับคุณยาย ส่วนเขาที่เป็นหลานชายแท้ๆ กลับเหมือนลูกเก็บมาเลี้ยงกันนะ’
แต่ถึงอย่างนั้น การได้เห็นกู้เจียหนิงเข้ากับคุณตาคุณยายได้ดีขนาดนี้ การได้เห็นคุณตาคุณยายรักและเอ็นดูเธอมากขนาดนี้ ก็ทำให้เซิ่งเจ๋อซีรู้สึกดีใจยิ่งกว่าการที่พวกท่านรักและเอ็นดูเขาเสียอีก
หลังจากทานอาหารเย็นเสร็จ เซิ่งเจ๋อซีก็แกล้งบ่นกับกู้เจียหนิงอย่างติดตลก
“ฉันไม่เชื่อหรอกว่าพี่จะไม่รู้” กู้เจียหนิงเหลือบมองเขาอย่างค้อนๆ
เซิ่งเจ๋อซีถามกลับ “รู้อะไรเหรอ?”
“ก็รู้ว่าทำไมคุณตากับคุณยายถึงได้ดีกับฉันขนาดนี้ไงคะ”
“งั้นเธอลองพูดมาสิว่าเพราะอะไร”
“ก็เพราะรักพี่ เลยเอ็นดูฉันไปด้วยยังไงล่ะคะ”
เซิ่งเจ๋อซีชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมา ใช่แล้ว เป็นเพราะรักเขาจึงเผื่อแผ่มาถึงเธอนั่นเอง
วันรุ่งขึ้น เป็นวันครบรอบการเสียชีวิตของซางอวี๋หวาน
เซิ่งเจ๋อซีพากู้เจียหนิง คุณตา และคุณยายซางไปยังสุสานของซางอวี๋หวานพร้อมกับของเซ่นไหว้
กู้เจียหนิงมองดูรูปถ่ายบนป้ายหลุมศพ นั่นเป็นรูปขาวดำใบเล็กๆ แต่ก็ยังพอมองเห็นเค้าโครงใบหน้าของซางอวี๋หวานได้อย่างชัดเจน ไม่ต้องสงสัยเลยว่าแม่สามีของเธอคนนี้ในวัยสาวต้องเป็นคนสวยมากแน่ๆ น่าเสียดายที่คนงามมักอาภัพ
เนื่องจากสองสามีภรรยาสูงวัยมาที่นี่บ่อยครั้ง สถานที่แห่งนี้จึงได้รับการดูแลทำความสะอาดเป็นอย่างดี ในตอนนี้เซิ่งเจ๋อซีก็หยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดป้ายหลุมศพอย่างเบามือ
“แม่ครับ ผมเสี่ยวซีเอง ผมมาหาแม่แล้วนะ”
“ผมแต่งงานแล้วนะ แม่มีลูกสะใภ้แล้ว”
“เธอชื่อกู้เจียหนิงครับ เธอสวยเหมือนแม่เลย แล้วก็ยังใจดีและกล้าหาญมากด้วย”
“เรากำลังจะมีลูกด้วยกันแล้วนะครับ อีกไม่กี่เดือนเด็กๆ ทั้งสองคนก็จะลืมตาดูโลกแล้ว”
“แม่ครับ แม่ต้องดีใจกับผมใช่ไหมครับ”
“หากดวงวิญญาณของแม่รับรู้ได้ ช่วยคุ้มครองผมกับหนิงหนิง แล้วก็คุณตากับคุณยาย ให้พวกเราทุกคนปลอดภัยและมีสุขภาพแข็งแรงด้วยนะครับ”
เซิ่งเจ๋อซีพึมพำกับตัวเองอยู่เนิ่นนาน สีหน้าของเขาดูสงบนิ่ง แต่กู้เจียหนิงที่รู้จักเขาดีกลับมองเห็นความคิดถึงและความเศร้าที่ฉายวูบผ่านนัยน์ตาของเขา
คุณตาและคุณยายซางที่ได้ฟังคำพูดของหลานชายก็อดไม่ได้ที่จะน้ำตาคลอ
เมื่อเซิ่งเจ๋อซีพูดจบ กู้เจียหนิงก็เดินเข้าไปทำความเคารพหลุมศพเช่นกัน
เธอเอ่ยขึ้นว่า “คุณแม่คะ สวัสดีค่ะ หนูชื่อกู้เจียหนิง เป็นภรรยาของพี่ซีค่ะ”
กู้เจียหนิงเล่าเรื่องต่างๆ ให้ฟังมากมาย ทั้งเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขาในตอนนี้ และเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นล่าสุด เหมือนกำลังพูดคุยเรื่องสัพเพเหระในครอบครัว
และสุดท้าย เธอกล่าวว่า “คุณแม่วางใจเถอะนะคะ พวกเราจะใช้ชีวิตกันอย่างดีค่ะ”
“ดี ดี” คุณตาและคุณยายซางฟังแล้วก็อดไม่ได้ที่จะยกมือขึ้นเช็ดหางตาพลางพยักหน้าไม่หยุด
หลังจากใช้เวลาอยู่ในสุสานประมาณหนึ่งชั่วโมง ทั้งสี่คนก็ตั้งใจจะเดินทางกลับ แต่ในขณะนั้นเอง พวกเขาก็ได้ยินเสียงฝีเท้าของใครบางคนดังขึ้น
กู้เจียหนิงหันกลับไปมอง ก็เห็นชายวัยกลางคนในเครื่องแบบทหาร ผู้มีใบหน้าเคร่งขรึม คมคาย และท่าทางน่าเกรงขามกำลังเดินตรงมาพร้อมกับดอกจี๋เกิงช่อหนึ่งในมือ
หากสังเกตดูดีๆ จะพบว่าใบหน้าของชายผู้นั้นมีส่วนคล้ายกับเซิ่งเจ๋อซีอยู่หลายส่วน ในใจของกู้เจียหนิงจึงพอจะคาดเดาได้เลาๆ
เธอหันกลับไปมองเซิ่งเจ๋อซี และก็เป็นไปตามคาด เมื่อเห็นชายคนนั้น ใบหน้าของเซิ่งเจ๋อซีก็พลันมืดครึ้มลงทันที นัยน์ตาเต็มไปด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์ ราวกับหนามแหลมทั่วร่างของเขาพลันผุดงอกออกมาในทันที
ผู้มาใหม่ไม่ใช่ใครอื่น เขาคือเซิ่งซิ่นฮ่าว
เขาเดินเข้าไปพยักหน้าให้คุณตาและคุณยายซางเล็กน้อย ก่อนจะวางช่อดอกจี๋เกิงสีขาวลงหน้าป้ายหลุมศพ
เมื่อมองดูรูปถ่ายบนป้ายหลุมศพ นัยน์ตาของเซิ่งซิ่นฮ่าวก็ฉายแววหวนรำลึกและความเศร้าสร้อยออกมาเช่นกัน
“อาหวาน ฉันมาหาเธอแล้ว”
สิ้นเสียงของเซิ่งซิ่นฮ่าว ก็มีเสียงแค่นหัวเราะเบาๆ ดังมาจากด้านหลัง
“ต้องรบกวนท่านผู้การเซิ่งแล้วนะครับ ที่อุตส่าห์สละเวลาอันมีค่ามาเยี่ยมแม่ของผม ผมก็นึกว่าตอนนี้ท่านมีภรรยาแสนสวยกับลูกชายอยู่เคียงข้างแล้ว จะลืมแม่ของผมไปจนหมดสิ้นแล้วเสียอีก”
เซิ่งซิ่นฮ่าวหันกลับไปทันที ก็เห็นเซิ่งเจ๋อซีผู้มีแววตาคมกริบและดื้อรั้น เซิ่งซิ่นฮ่าวต้องยอมรับว่าลูกชายคนโตคนนี้เหมือนเขาในวัยหนุ่มมากที่สุด และก็เป็นคนที่ยอดเยี่ยมที่สุดด้วยเช่นกัน แต่ในขณะเดียวกัน ก็เป็นคนที่ไม่เชื่อฟังที่สุดเช่นกัน ทุกครั้งที่เจอกันเป็นต้องทะเลาะกันทุกที
ฟังดูสิ นี่มันคำพูดอะไรกัน!
ใบหน้าของเซิ่งซิ่นฮ่าวเคร่งขรึมลง “เซิ่งเจ๋อซี ไม่ว่ายังไงฉันก็เป็นพ่อของแก! แกจำเป็นต้องพูดกับพ่อของแกแบบนี้ด้วยเหรอ?”
[จบบท]