บทที่ 232: พ่อคุณเอ๊ย! พี่ทหารคนนี้หล่อจริง!
เดิมทีตำแหน่งของคุณปู่ของเขานั้น หากท่านยังมีสุขภาพที่แข็งแรงดีอยู่ การจะอยู่ในตำแหน่งต่อไปอีกสัก 10 ปีก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรเลยแม้แต่น้อย แต่ทว่าตอนนี้ ท่านกลับต้องจำใจก้าวลงจากตำแหน่งด้วยเหตุผลทางสุขภาพ
หลี่ถิงเซวียนรู้ดีแก่ใจว่า ‘เหตุผลทางสุขภาพ’ เป็นเพียงข้ออ้างที่สวยหรูเท่านั้น สาเหตุที่แท้จริงล้วนเป็นผลกระทบมาจากเรื่องอื้อฉาวของ ‘หลี่ซูเหยา’ ตัวปลอมคนนั้น
ส่วนตัวเขาเอง… แม้ว่าคำร้องขอย้ายมาประจำการที่เขตทหารตะวันตกเฉียงเหนือจะได้รับการอนุมัติ แต่ตำแหน่งเดิมของเขาคือนายทหารระดับผู้บังคับการกรม ทว่าตอนนี้กลับถูกลดขั้นลงมาเป็นเพียงผู้บังคับการกองพัน พูดง่ายๆ ก็คือ เขาถูกลดตำแหน่งลงไปหนึ่งขั้น
ไม่เพียงเท่านั้น หนทางความก้าวหน้าในอาชีพทหารของเขาในอนาคตก็คงจะยากลำบากกว่าคนอื่นๆ อีกหลายเท่านัก อาจกล่าวได้ว่า ในสายตาของคนภายนอก การที่ตระกูลหลี่ต้องเผชิญกับการก้าวลงจากตำแหน่งของคุณปู่และการลดขั้นของเขา คงเปรียบเสมือนตะวันที่กำลังจะลับขอบฟ้า
ด้วยเหตุนี้ สุขภาพของคุณปู่ที่เพิ่งจะดีขึ้นได้ไม่นานก็กลับมาทรุดโทรมลงอีกครั้ง และเพิ่งจะมาดีขึ้นบ้างในช่วงหลังๆ นี้เอง และนั่นก็ทำให้ในที่สุดเขาก็ได้เดินทางมายังเขตทหารตะวันตกเฉียงเหนือแห่งนี้เสียที
“ผู้พันหลี่ครับ ที่พักของคุณอยู่ทางนั้น เดี๋ยวผมจะพาไปครับ” นายทหารหนุ่มคนหนึ่งทำความเคารพเขา ก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างนอบน้อม
“ได้เลย”
ในไม่ช้า หลี่ถิงเซวียนก็ถูกนำทางลึกเข้าไปในเขตทหาร แต่ทว่า… ตลอดเส้นทางที่เดินผ่าน เขาได้พบปะกับผู้คนมากมาย และในจำนวนนั้นก็มีภรรยานายทหารอยู่ไม่น้อย
เมื่อเหล่าภรรยานายทหารได้ยลโฉมของหลี่ถิงเซวียน ดวงตาของพวกเธอก็พลันเปล่งประกายขึ้นมาทันที
พ่อคุณเอ๊ย! พี่ทหารคนนี้หล่ออะไรอย่างนี้! ใบหน้าก็หล่อเหลา ท่าทางก็ดูสุภาพเรียบร้อยราวกับบัณฑิต ช่างดูดีจริงๆ ไม่รู้ว่าแต่งงานหรือยังนะ มีคู่หมายแล้วหรือเปล่า? ดูท่าแล้วคงต้องหาเวลาไปสืบข่าวคราวเสียหน่อยแล้ว
หลี่ถิงเซวียนหารู้ไม่ว่า การมาถึงของเขาในครั้งนี้ได้ทำให้เขากลายเป็นบุรุษในอุดมคติสำหรับภรรยานายทหารหลายต่อหลายคน และในอนาคตอันใกล้นี้ เขายังอาจจะต้องเผชิญกับการถูกผู้บังคับบัญชาจับคู่ดูตัวอีกนับครั้งไม่ถ้วน
ขณะที่เดินสำรวจไปรอบๆ เขตทหารแห่งนี้ หลี่ถิงเซวียนก็สังเกตเห็นบางอย่างที่ผิดปกติได้อย่างรวดเร็ว
“ที่นั่นคือที่ไหนเหรอ? ดูเหมือนจะมีคนเยอะเป็นพิเศษ” หลี่ถิงเซวียนชี้ไปยังทิศทางหนึ่งแล้วเอ่ยถาม
“อ๋อ ที่นั่นคือหอประชุมใหญ่ครับ”
“วันนี้ พรุ่งนี้ แล้วก็มะรืนนี้ คุณหมอกู้จะมาจัดบรรยายที่หอประชุมใหญ่ครับ มีแพทย์จากเขตทหารอื่นเดินทางมาฟังกันเยอะแยะเลย” นายทหารหนุ่มกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ
“คุณหมอกู้?” หลี่ถิงเซวียนชะงักไปครู่หนึ่ง
“หมายถึง… คุณหมอกู้เจียหนิงเหรอครับ?” น้ำเสียงของเขาอ่อนโยนลงโดยไม่รู้ตัวเมื่อเอ่ยชื่อนี้ออกมา
ดวงตาของนายทหารหนุ่มเปล่งประกายขึ้นมาทันที “เอ๊ะ ผู้พันหลี่รู้จักคุณหมอกู้ด้วยเหรอครับ?”
“อ้อ ใช่แล้วสิ คุณย้ายมาจากเขตทหารกรุงปักกิ่งนี่นา ก่อนหน้านี้คุณหมอกู้ของเราก็เคยไปเปิดบรรยายที่ปักกิ่ง แถมยังได้ลงหนังสือพิมพ์ด้วย”
“คุณไม่รู้หรอกครับว่าคุณหมอกู้เก่งกาจขนาดไหน”
“แถมเธอยังสวยมาก สวยเหมือนนางฟ้าเลยล่ะครับ รองผู้การเซิ่งนี่โชคดีจริงๆ”
...
คำพูดของนายทหารหนุ่มเต็มไปด้วยคำชื่นชมที่มีต่อกู้เจียหนิง แม้ว่าเธอจะเป็นผู้หญิง แต่สำหรับพวกเขาแล้ว ไม่ว่าหญิงหรือชาย หากมีความสามารถก็น่ายกย่องทั้งสิ้น ดังนั้น ในตอนนี้กู้เจียหนิงจึงเปรียบเสมือนไอดอลของทุกคนในเขตทหารตะวันตกเฉียงเหนือ ไม่ว่าจะเป็นเหล่าภรรยานายทหารหรือพี่ๆ น้องๆ ทหารด้วยกันเอง กู้เจียหนิงคือความภาคภูมิใจของพวกเขาอย่างแท้จริง
จากคำบอกเล่าของนายทหารหนุ่มคนนี้เอง หลี่ถิงเซวียนจึงได้รู้ว่ากู้เจียหนิงได้ให้กำเนิดลูกแฝดชายหญิงที่น่ารักน่าชังผิวพรรณขาวผ่องคู่หนึ่งแล้ว
ใช่แล้ว ตอนที่เธออยู่ที่ปักกิ่ง ท้องของเธอก็โตมากแล้ว ไม่น่าเชื่อว่าตอนนี้จะคลอดแล้ว แถมยังเป็นฝาแฝดชายหญิงอีกด้วย
“น่าอิจฉาจริงๆ”
เซิ่งเจ๋อซีช่างโชคดีเหลือเกิน มีภรรยาอย่างกู้เจียหนิง แล้วเธอยังให้กำเนิดลูกแฝดชายหญิงแก่เขาอีก
หลี่ถิงเซวียนยอมรับว่าเขารู้สึกอิจฉาอยู่ไม่น้อย ขณะเดียวกันก็รู้สึกขมขื่นในใจอย่างบอกไม่ถูก หลายๆ เรื่องในชีวิตคนเรา หากก้าวช้าไปเพียงก้าวเดียว ก็เท่ากับว่าช้าไปทุกก้าว
“ใช่ไหมล่ะครับ น่าอิจฉาสุดๆ ไปเลย” นายทหารหนุ่มกล่าวเสริม “ทหารในเขตของเราทุกคนต่างก็อิจฉารองผู้การเซิ่งกันทั้งนั้น”
“แต่ว่า รองผู้การเซิ่งเองก็เก่งมากนะครับ คงมีแต่ผู้ชายอย่างท่านเท่านั้นแหละ ถึงจะคู่ควรกับคุณหมอกู้”
หลี่ถิงเซวียนเงียบไป
นายทหารหนุ่มดูเหมือนจะสังเกตเห็นว่าเขาสนใจเรื่องราวของกู้เจียหนิงและเซิ่งเจ๋อซี จึงเล่าเรื่องราวต่างๆ ให้ฟังอีกมากมาย
หลี่ถิงเซวียนอยากจะบอกเหลือเกินว่า: ไม่ใช่นะ ผมสนใจแค่คุณหมอกู้คนเดียว ไม่ได้สนใจเรื่องของเซิ่งเจ๋อซีเลยสักนิด
แต่นายทหารหนุ่มผู้ไม่รู้อะไรเลย ก็เริ่มสาธยายความดีงามของเซิ่งเจ๋อซี ว่าเขาดูแลเอาใจใส่กู้เจียหนิงดีแค่ไหน เขารักและดูแลลูกทั้งสองคนอย่างดีเพียงใด แม้กระทั่งเรื่องซักผ้าอ้อมก็ยังเล่าออกมาด้วยความชื่นชม
“...เหล่าภรรยานายทหารในบ้านพักของเราต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า รองผู้การเซิ่งเป็นทั้งพ่อที่ดีและสามีที่ดีเยี่ยมเลยล่ะครับ!”
ก่อนหน้านี้ หลี่ถิงเซวียนไม่เคยรู้เลยว่าเซิ่งเจ๋อซีปฏิบัติต่อกู้เจียหนิงดีหรือไม่ดีอย่างไร แต่เมื่อดูจากสีหน้าท่าทางที่สดใสของกู้เจียหนิงในตอนนั้น ก็พอจะเดาได้ว่าเธอคงจะมีความสุขดี
มาถึงตอนนี้เอง เขาถึงได้เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าเซิ่งเจ๋อซีดีต่อกู้เจียหนิงมากเพียงใด
ในขณะที่รู้สึกดีใจที่เธอมีความสุข เขาก็อดรู้สึกขมขื่นใจอยู่ลึกๆ ไม่ได้ ดีใจที่เซิ่งเจ๋อซีดูแลเธอเป็นอย่างดี เพราะแน่นอนว่าเขาย่อมปรารถนาให้เธอมีความสุขและชีวิตที่ดี
ส่วนความขมขื่นนั้น มันมาจากความปรารถนาอันต่ำต้อยที่ซ่อนอยู่ในก้นบึ้งของหัวใจ
แต่ในตอนนี้ สิ่งเดียวที่เขาทำได้คือการเก็บงำความรู้สึกขมขื่นนี้ไว้ให้ลึกที่สุด
ในไม่ช้า หลี่ถิงเซวียนก็ถูกพามาถึงที่พักของเขา
หลังจากวางสัมภาระลงในห้องและจัดของเล็กๆ น้อยๆ เขาก็ไม่มีอะไรทำแล้ว เพราะการรายงานตัวเพื่อเริ่มฝึกอย่างเป็นทางการคือวันพรุ่งนี้
เมื่อจัดการเรื่องเอกสารเข้ารับตำแหน่งเสร็จสิ้น หลี่ถิงเซวียนก็มุ่งหน้าตรงไปยังหอประชุมใหญ่ทันที
ยังไม่ทันจะเดินเข้าไปใกล้ เขาก็ได้ยินเสียงอันไพเราะคุ้นหูแว่วมาแต่ไกล
ภายในหอประชุมใหญ่คลาคล่ำไปด้วยผู้คน นอกจากเหล่าแพทย์ที่ตั้งใจมาฟังการบรรยายแล้ว ยังมีภรรยานายทหารอีกจำนวนไม่น้อย และแม้กระทั่งเหล่าทหารที่เพิ่งได้หยุดพักก็ยังพากันมานั่งฟังด้วย
แม้ว่าพวกเขาอาจจะฟังไม่เข้าใจ และถึงแม้ว่าพวกเขาจะไม่จำเป็นต้องฟังเลยก็ตาม แต่นั่นก็ไม่ใช่ประเด็นสำคัญอะไรเลย เพราะอย่างไรเสีย พวกเขาก็ไม่มีอะไรทำอยู่แล้ว
อีกอย่าง กู้เจียหนิงที่ยืนอยู่บนเวทีนั้นช่างงดงามเหลือเกิน แค่ได้นั่งมองหน้าสวยๆ ของคุณหมอกู้โดยไม่ต้องฟังอะไรเลย ก็ถือว่าเป็นการพักผ่อนสายตาที่คุ้มค่าแล้ว
ด้วยเหตุนี้เอง หอประชุมใหญ่ในวันนี้จึงคึกคักเป็นพิเศษ
เนื่องจากคนเยอะมาก หลี่ถิงเซวียนจึงทำได้เพียงยืนอยู่ที่ประตูเท่านั้น สถานการณ์ช่างไม่ต่างอะไรกับตอนที่เขาไปฟังการบรรยายของเธอที่โรงเรียนมัธยมในกรุงปักกิ่งเลยแม้แต่น้อย
หลี่ถิงเซวียนเงยหน้าขึ้นมองบุคคลบนเวที แม้เวลาจะผ่านไปหลายเดือนแล้ว แต่เธอก็ยังคงเจิดจรัสอยู่เช่นเคย
เขายืนนิ่งมองเธออยู่อย่างนั้น มีอยู่ชั่วขณะหนึ่งที่เขารู้สึกราวกับว่าได้ย้อนเวลากลับไปสู่การบรรยายที่กรุงปักกิ่งเมื่อหลายเดือนก่อน...
...
กู้เจียหนิงไม่รู้เลยว่าหลี่ถิงเซวียนได้มาถึงที่นี่แล้ว
เมื่อถึงเวลาเที่ยงวัน การบรรยายก็ได้หยุดพักลงชั่วคราว กู้เจียหนิงเก็บของเตรียมตัวกลับบ้าน
ขณะที่กำลังจะเดินออกจากหอประชุมใหญ่นั้นเอง สายตาของเธอก็พลันเหลือบไปเห็นบุคคลที่คุ้นตาคนหนึ่ง
“คุณ? คุณคือสหายหลี่ใช่ไหมคะ?” กู้เจียหนิงเอ่ยทัก
สำหรับหลี่ถิงเซวียนแล้ว กู้เจียหนิงพอจะจดจำเขาได้อยู่บ้าง
หนึ่งคือ เขาเป็นพี่ชายของหลี่ซูเหยา เดิมทีเพราะความสัมพันธ์นี้ ทำให้ความประทับใจที่กู้เจียหนิงมีต่อเขาค่อนข้างธรรมดา แต่เมื่อได้รู้ความจริงว่าหลี่ซูเหยาเป็นตัวปลอม และครอบครัวหลี่ถูกหลอกมาโดยตลอด เธอก็อดรู้สึกสงสารพวกเขาขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
เหตุผลที่สอง เป็นเพราะหลี่ถิงเซวียนมีใบหน้าที่หล่อเหลาและบุคลิกที่ดูอบอุ่นอ่อนโยนราวกับหยก เปรียบได้กับสุภาพบุรุษที่สมบูรณ์แบบ แม้ว่าตอนนี้คนที่กู้เจียหนิงชอบคือเซิ่งเจ๋อซี แต่เธอก็ยังคงชื่นชมผู้ชายในลักษณะนี้อยู่ดี
แน่นอนว่า เหตุผลที่เธอหยุดทักทายหลี่ถิงเซวียนในตอนนี้ ไม่ใช่เพราะสองเหตุผลข้างต้น แต่เป็นเพราะ...
“ครั้งที่แล้วที่คุณบอกว่าเพื่อนทหารของคุณป่วยเป็นโรคเดียวกับสหายฮั่ว โรคนั้นเป็นโรคทางจิตเวชชนิดหนึ่งเรียกว่า PTSD ค่ะ ตอนนี้เพื่อนของคุณเป็นอย่างไรบ้างคะ? การบรรยายของฉันช่วงนี้ก็เกี่ยวกับเรื่องนี้พอดี”
“ถึงตอนนั้น คุณสามารถให้แพทย์ที่ประจำการอยู่ที่นี่ไปรักษาเขาได้นะคะ”
หลี่ถิงเซวียนไม่คาดคิดมาก่อนว่ากู้เจียหนิงจะยังจดจำเขาได้
ความจริงข้อนี้ทำให้หัวใจของเขาพองโตขึ้นด้วยความยินดี
แท้จริงแล้วเขารู้ดีว่าเหตุผลที่กู้เจียหนิงหยุดทักทายเขาเป็นเพราะเพื่อนทหารในจินตนาการที่เขาสร้างเรื่องขึ้นมา แต่แล้วมันจะสำคัญอะไรเล่า
[จบบท]