บทที่ 243: ตอนนี้ในท้องก็มีอีกคนแล้ว
กู้เจียหนิงเป็นหญิงสาวที่รักสวยรักงามและชอบแต่งตัวเป็นชีวิตจิตใจ โดยเฉพาะเครื่องประดับผมอย่างกิ๊บติดผม เธอมีความหลงใหลเป็นพิเศษ เมื่อไหร่ก็ตามที่เจอกิ๊บสวยๆ ดีไซน์แปลกตา ก็มักจะเก็บสะสมไว้เสมอ สมัยก่อนครอบครัวของเธอมักจะช่วยกันหาซื้อมาให้ แต่เมื่อแต่งงานแล้วหน้าที่นั้นก็ตกเป็นของสามีที่แสนดีของเธอ
ตอนนี้กิ๊บติดผมที่กู้เจียหนิงสะสมมาตั้งแต่เด็กจนโตมีจำนวนมากมายจนเต็มกล่องใบใหญ่ไปแล้ว
เซิ่งเจ๋อซียังจำคำพูดที่กู้เจียหนิงเคยพูดเล่นๆ ได้ขึ้นใจ เธอบอกว่า "การได้ติดกิ๊บสวยๆ ที่ไม่ซ้ำกันในแต่ละวัน ทำให้อารมณ์ดีไปด้วยนะ"
แม้จะเป็นเพียงคำพูดลอยๆ ที่เธอเอ่ยออกมาโดยไม่ได้คิดอะไร แต่เซิ่งเจ๋อซีกลับจดจำมันไว้ในใจเสมอมา และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ไม่ว่าจะเป็นวันเกิดของเธอหรือของขวัญปีใหม่ เขาก็มักจะเลือกกิ๊บติดผมลวดลายต่างๆ มามอบให้เธอเสมอ ซึ่งแน่นอนว่ากู้เจียหนิงก็แสดงออกอย่างชัดเจนว่าเธอมีความสุขมากแค่ไหน
จะมีใครบ้างที่จะไม่ดีใจและซาบซึ้งใจ เมื่อมีคนใส่ใจและจดจำคำพูดที่เราพูดไปโดยไม่ตั้งใจ แล้วนำไปทำตามอย่างจริงจัง
“มานี่สิครับ พี่ติดให้” เซิ่งเจ๋อซีเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“ติดกิ๊บอันใหม่รับปีใหม่ ตลอดทั้งปีนี้หนิงหนิงของพี่จะได้มีแต่อารมณ์ดีๆ แล้วก็มีแต่โชคดีเข้ามานะ”
“ได้เลยค่ะ” กู้เจียหนิงตอบรับพลางขยับเข้าไปหาเขาอย่างว่าง่าย
เซิ่งเจ๋อซีบรรจงถอดกิ๊บอันเดิมออกจากเรือนผมของเธอ แล้วติดอันใหม่ที่เพิ่งมอบให้เข้าไปแทนที่อย่างเบามือ
“เป็นยังไงบ้างคะ สวยไหม” เธอเอียงคอถาม พลางเงยหน้าขึ้นสบตากับเขา
“สวยสิครับ ภรรยาของพี่สวยที่สุดอยู่แล้ว”
กู้เจียหนิงยกมือขึ้นปิดปากหัวเราะคิกคัก “ฉันไม่ได้ถามว่าฉันสวยไหม ฉันถามว่ากิ๊บอันนี้ติดแล้วสวยหรือเปล่าต่างหาก”
เซิ่งเจ๋อซีจ้องมองดวงหน้าหวานของเธอด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความรักใคร่ “สวยครับ กิ๊บก็สวย แต่เธอสวยกว่า”
คำตอบของเขาทำให้กู้เจียหนิงยิ่งหัวเราะออกมาอย่างมีความสุข ความขุ่นมัวที่ไม่ได้กลับบ้านเกิดในวันนี้พลันสลายหายไปจนหมดสิ้น
“พรุ่งนี้เราพาซิงซิงกับเยว่เยว่ แล้วก็คุณตากับคุณยายไปถ่ายรูปกันอีกนะคะ” กู้เจียหนิงเอ่ยชวน
“ได้สิครับ” เซิ่งเจ๋อซีตอบรับทุกความต้องการของเธอโดยไม่มีเงื่อนไข
ทันใดนั้นเอง เสียงดังสนั่นก็ก้องกังวานขึ้นบนท้องฟ้า ก่อนที่ดอกไม้ไฟช่อใหญ่จะเบ่งบานสว่างไสวท่ามกลางหมู่ดาว แต่งแต้มให้ท้องฟ้ายามค่ำคืนงดงามตระการตายิ่งขึ้นไปอีก
“สุขสันต์วันปีใหม่นะ หนิงหนิง”
“ค่ะ สุขสันต์วันปีใหม่”
ท่ามกลางเสียงดอกไม้ไฟและเสียงประทัดที่ดังต่อเนื่อง ปี 1975 ได้ผ่านพ้นไป และปี 1976 ก็ได้เริ่มต้นขึ้น ทุกสิ่งทุกอย่างคือการเริ่มต้นใหม่อันสดใส
เช้าวันแรกของปีใหม่ หลังจากทานอาหารเช้าเสร็จ ทั้งครอบครัวก็ขับรถมุ่งหน้าไปยังร้านถ่ายรูปในตัวเมือง
สองสามีภรรยาต่างอุ้มลูกน้อยไว้ในอ้อมแขนคนละคน คนหนึ่งอุ้มซิงซิง ส่วนอีกคนอุ้มเยว่เยว่ โดยมีคุณตาและคุณยายซางนั่งอยู่ด้านหน้า
“ดีครับ อยู่นิ่งๆ นะครับ สาม สอง หนึ่ง…”
***
“ดีครับ อยู่นิ่งๆ นะครับ สาม สอง หนึ่ง แชะ!”
“เรียบร้อยแล้วครับ”
ภาพถ่ายแห่งความทรงจำถูกบันทึกไว้ในวินาทีนั้น
ซิงซิงและเยว่เยว่ที่นั่งอยู่บนตักของพ่อกับแม่ก็ลงมาจากตักทันที
“คุณพ่อ คุณแม่ขา เรารีบไปห้างสรรพสินค้ากันเถอะค่ะ” ทันทีที่เท้าแตะพื้น เยว่เยว่ก็เอ่ยเรียกพ่อกับแม่ด้วยน้ำเสียงเจื้อยแจ้ว ชวนให้ไปห้างสรรพสินค้าต่อ
แม้ว่าซิงซิงจะไม่ได้พูดอะไรออกมา แต่แววตาที่เคยเรียบเฉยก็ฉายแววคาดหวังออกมาอย่างเห็นได้ชัด
“ได้สิจ๊ะ ไปกันเลย”
แล้วสองพี่น้องฝาแฝดก็จูงมือกันเดินนำหน้า โดยมีกู้เจียหนิงและเซิ่งเจ๋อซีจับมือเล็กๆ ของเด็กทั้งสองไว้คนละข้าง ครอบครัวสี่คนพ่อแม่ลูกเดินมุ่งหน้าไปยังห้างสรรพสินค้า
กู้เจียหนิงทอดสายตามองเจ้าตัวเล็กทั้งสองที่กำลังสับขา เดินเตาะแตะอยู่ข้างหน้า ริมฝีปากของเธอก็ประดับไปด้วยรอยยิ้มอันอ่อนโยนโดยไม่รู้ตัว
กาลเวลามักจะผ่านไปอย่างรวดเร็วเสมอเมื่ออยู่กับเด็กๆ
พริบตาเดียวตอนนี้ก็เป็นเดือนกันยายน ปี 1977 แล้ว เจ้าตัวเล็กทั้งสองที่เคยทำได้แค่นั่งนิ่งๆ เมื่อก่อน ตอนนี้อายุได้ 2 ขวบ 4 เดือนแล้ว ไม่เพียงแต่จะเดินได้คล่องแคล่ว แต่ยังพูดจาฉะฉานอีกด้วย
ซิงซิงได้นิสัยของพ่อมาเต็มๆ เขาเป็นเด็กพูดน้อย ถ้าไม่จำเป็นก็จะไม่ยอมปริปากพูด ส่วนเยว่เยว่กลับตรงกันข้าม เธอเป็นเด็กช่างพูดช่างเจรจา
ขณะที่ลูกๆ เติบโตขึ้น กู้เจียหนิงเองก็เติบโตและงดงามขึ้นตามกาลเวลา เธอดูเป็นผู้ใหญ่และสวยสะพรั่งกว่าเดิม ทั้งยังแฝงไปด้วยความอ่อนโยนดุจสายน้ำอันเป็นเอกลักษณ์ของผู้เป็นแม่อีกด้วย
ช่วงปีใหม่ที่คาบเกี่ยวจากปี 1975 ไปยังปี 1976 เธอไม่ได้กลับบ้านเกิดเพราะหิมะตกหนักจนปิดเส้นทางจราจร ส่วนช่วงปีใหม่ที่คาบเกี่ยวจากปี 1976 ไปยังปี 1977 ก็เกิดโรคระบาดครั้งใหญ่แพร่กระจายไปทั่ว กู้เจียหนิงจึงต้องเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของทีมแพทย์แนวหน้าในการป้องกันและควบคุมโรค เธอใช้เวลาช่วงปีใหม่ไปกับการรักษาผู้ป่วย ทำให้ไม่ได้กลับบ้านอีกเช่นเคย
และในตอนนี้ ก็เข้าสู่เดือนกันยายนของปี 1977 แล้ว
“เวลาผ่านไปเร็วจังเลยนะคะ” กู้เจียหนิงรำพึงออกมาเบาๆ
ราวกับว่าเมื่อวานนี้เธอเพิ่งจะเกิดใหม่ แต่ตอนนี้เธอกับเซิ่งเจ๋อซีแต่งงานกันมาหลายปีแล้ว แถมยังมีลูกที่น่ารักถึงสองคน และตอนนี้ในท้องของเธอก็มีเจ้าตัวเล็กอีกคนแล้วด้วย เพิ่งจะตรวจพบได้ไม่นาน ตอนนี้อายุครรภ์ได้เพียงสองเดือนเท่านั้น
“ปีนี้น่าจะเป็นครั้งสุดท้ายแล้วสินะคะที่เราจะมาถ่ายรูปกันที่นี่” กู้เจียหนิงเอ่ยขึ้นด้วยความรู้สึกใจหาย
เซิ่งเจ๋อซีที่ยืนอยู่ข้างๆ พยักหน้ารับเบาๆ
กู้เจียหนิงหันไปมองเขา สองปีที่ผ่านมาทำให้ชายคนนี้ดูเป็นผู้ใหญ่และสุขุมเยือกเย็นมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แน่นอนว่าบารมีและท่าทีน่าเกรงขามแบบทหารในตัวเขาก็ยิ่งเด่นชัดขึ้นไปอีก แต่ถึงอย่างนั้น เมื่ออยู่ต่อหน้าครอบครัว เขาก็ยังคงเป็นผู้ชายที่อ่อนโยนเสมอ
คุณตาซางกลับไปที่เมืองปักกิ่งในช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิของปี 1976 เนื่องจากยังมีภาระหน้าที่การงานอยู่ จึงไม่สามารถลาพักร้อนได้นานนัก ส่วนคุณยายซางอยู่ช่วยดูแลหลานๆ จนกระทั่งเด็กทั้งสองอายุได้ขวบกว่าจึงค่อยเดินทางกลับไป เพราะคงไม่ดีแน่ที่จะปล่อยให้คุณตาคุณยายต้องอยู่ห่างกันเป็นเวลานาน
หลังจากที่คุณยายซางกลับไปแล้ว กู้เจียหนิงก็ได้จ้างป้าคนหนึ่งมาช่วยดูแลลูกๆ ทั้งสอง ป้าคนนี้เป็นแม่ของครอบครัวหนึ่งในบ้านพักทหาร เนื่องจากหลานๆ ของเธอโตกันหมดแล้ว ไม่จำเป็นต้องให้เธอช่วยดูแลอีกต่อไป และเธอก็ไม่ชอบอยู่เฉยๆ พอได้ยินว่ากู้เจียหนิงกำลังมองหาคนช่วยดูแลลูก เธอก็เลยอาสาเข้ามาช่วย
โชคดีที่เด็กทั้งสองคนเป็นเด็กเลี้ยงง่ายและน่ารักมาก ตั้งแต่วันแรกที่ป้าคนนี้มา พวกเขาก็กลายเป็นขวัญใจของเธอทันที ตอนนี้ป้าก็ดูแลเด็กๆ เหมือนกับเป็นหลานแท้ๆ ของตัวเองไปแล้ว
“รู้สึกใจหายไหมที่จะต้องไปจากที่นี่” เซิ่งเจ๋อซีมองภรรยาด้วยแววตาที่อ่อนโยน
“ก็ต้องรู้สึกอยู่แล้วสิคะ”
ที่กู้เจียหนิงบอกว่านี่จะเป็นการถ่ายรูปครั้งสุดท้ายที่นี่ ก็เพราะว่าเซิ่งเจ๋อซีกำลังจะถูกย้ายออกจากเขตทหารตะวันตกเฉียงเหนือแห่งนี้ เขาจะถูกส่งตัวไปประจำการที่เกาะแห่งหนึ่งทางฝั่งตะวันออกของประเทศ ใกล้กับเมืองกวางโจว เพื่อประสานงานและปฏิบัติภารกิจร่วมกับกองทัพเรือที่นั่น
ผู้บังคับบัญชาของเซิ่งเจ๋อซีบอกว่านี่เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงชั่วคราวเท่านั้น เขาจะไปประจำการที่เกาะแห่งนั้นอย่างมากก็แค่ปีเดียว หลังจากหนึ่งปีผ่านไป เซิ่งเจ๋อซีก็น่าจะสามารถย้ายกลับไปประจำการที่เมืองปักกิ่งได้
เมื่อเซิ่งเจ๋อซีต้องย้ายไปที่เกาะ กู้เจียหนิงก็ต้องย้ายตามไปด้วยเช่นกัน ดังนั้นช่วงนี้เธอจึงกำลังอยู่ในระหว่างการดำเนินการเรื่องเอกสารต่างๆ เธอจะพาลูกๆ ย้ายตามสามีไปอยู่ที่เกาะ ซึ่งนั่นก็หมายความว่าเธอไม่สามารถทำงานที่โรงพยาบาลในเขตทหารตะวันตกเฉียงเหนือได้อีกต่อไป จำเป็นต้องลาออกสถานเดียว
อย่างไรก็ตาม ข่าวนี้มีเพียงผู้อาวุโสเฉิน เพื่อนร่วมงาน และคนใกล้ชิดไม่กี่คนที่รู้ ส่วนคนไข้คนอื่นๆ ยังไม่มีใครรู้เรื่องนี้ แม้แต่ในบ้านพักทหารก็มีเพียงไม่กี่คนที่สนิทสนมกันเท่านั้นที่ทราบข่าว นอกนั้นยังไม่มีใครรู้
เหตุที่ต้องทำเช่นนี้ก็เพราะกลัวว่าหากข่าวแพร่ออกไปจะเกิดความวุ่นวายขึ้นได้ เนื่องจากตลอดหลายปีที่ทำงานในเขตทหารตะวันตกเฉียงเหนือ กู้เจียหนิงได้ช่วยชีวิตผู้คนไว้มากมาย และยังเป็นดั่ง “หมอเทวดาประทานบุตร” ให้กับหลายๆ ครอบครัว ทำให้เธอมีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้คนจำนวนมาก
การต้องจากไปในครั้งนี้ ทำให้กู้เจียหนิงรู้สึกใจหายและอาลัยอาวรณ์ผู้คนมากมาย ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์ของเธออย่างผู้อาวุโสเฉิน, เพื่อนสนิทที่สุดอย่างพี่ซูหว่าน, เจียงไป่เหอ และภรรยานายทหารอีกหลายคนในบ้านพัก
แต่…ชีวิตก็เป็นเช่นนี้ มีพบก็ต้องมีจาก
เซิ่งเจ๋อซีดูเหมือนจะสัมผัสได้ถึงความเศร้าสร้อยของกู้เจียหนิง เขาจึงยื่นมือไปกุมมือเธอไว้แน่น พลางเอ่ยปลอบใจด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่ม “อย่าเศร้าไปเลยนะ มีการจากลาก็ต้องมีการได้พบกันใหม่ ความสุขของการได้พบกันอีกครั้งมันยิ่งใหญ่เสมอ”
[จบบท]