บทที่ 250: กู้เจียหนิงไม่อาจสะกดกลั้นความคิดถึงได้อีกต่อไป
หมู่บ้านไหวฮวา
วันนี้เป็นวันที่หมู่บ้านต้องนำส่งธัญญาหารให้แก่รัฐ นับเป็นวันที่หาได้ยากยิ่งที่ทุกคนจะไม่ต้องออกไปทำงาน เหยาชุนฮวาจึงถือโอกาสนี้พาลูกหลานตัวน้อยทั้งสี่มานั่งพูดคุยสัพเพเหระกับเพื่อนบ้านที่หน้าประตูบ้าน
หลานทั้งสี่คนของเธอประกอบไปด้วยจ้วงจ้วง เด็กชายวัยสามขวบเศษ ลูกชายของลูกชายคนรอง เขาเป็นเด็กที่แข็งแรงและซุกซนราวกับลิงตัวน้อย ถัดมาคือสือโถว ลูกชายของลูกชายคนโตซึ่งมีอายุสองขวบกว่า และท้ายสุดคือเด็กหญิงสองคนอายุขวบเศษ ซินซินผู้เป็นพี่เป็นลูกสาวของลูกชายคนที่สอง ส่วนฉิงฉิงน้องสาวคนเล็กซึ่งเกิดห่างกันเพียงเดือนเดียวเป็นลูกสาวของลูกชายคนโต
ขณะที่เหยาชุนฮวากำลังเพลิดเพลินกับการพูดคุยกับเพื่อนบ้านอยู่นั้น สายตาของเธอก็คอยสอดส่องดูแลเด็กๆ ทั้งสี่ที่กำลังวิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนานอยู่ไม่ไกล
“เอ๊ะ ดูเหมือนว่าวันนี้อู๋เหม่ยลี่จะไม่อยู่บ้านนะ” ทันใดนั้นก็มีคนเอ่ยถึงอู๋เหม่ยลี่ เพื่อนบ้านที่อาศัยอยู่ติดกันกับบ้านของเหยาชุนฮวาขึ้นมา
“เรื่องนี้ฉันรู้มาบ้าง ได้ยินมาว่ากู้เป่าจูลูกสาวของเธอใกล้จะคลอดแล้ว เธอก็เลยหิ้วแม่ไก่ตัวอ้วนที่บ้านไปต้มซุปบำรุงให้ลูกสาวตอนอยู่เดือนน่ะสิ”
“อ๋อ เป็นอย่างนี้นี่เอง อู๋เหม่ยลี่นี่รักลูกสาวของเธอจริงๆ”
แม้ว่าเหยาชุนฮวากับอู๋เหม่ยลี่จะไม่ค่อยลงรอยกันนัก ถึงขั้นมีปากเสียงกันอยู่บ่อยครั้ง แต่เธอก็เห็นด้วยอย่างยิ่งในเรื่องที่อู๋เหม่ยลี่รักและทุ่มเทเพื่อลูกสาวของตัวเอง
“การรักลูกสาวมันไม่ดีตรงไหนกัน ลูกสาวก็เปรียบเสมือนเสื้อบุนวมตัวน้อยที่แสนอบอุ่นของพ่อแม่นั่นแหละ”
เมื่อทุกคนได้ยินคำพูดของเหยาชุนฮวา ภาพของกู้เจียหนิงก็ผุดขึ้นมาในความคิดของพวกเขาทันที จริงอย่างที่ว่า ใครบ้างจะไม่อยากมีลูกสาวที่แสนดีอย่างกู้เจียหนิง ใครบ้างจะไม่อยากทุ่มเทความรักทั้งหมดให้เธอ
เมื่อพูดถึงกู้เจียหนิงขึ้นมา ก็มีคนหนึ่งเอ่ยถามขึ้นว่า “จริงสิชุนฮวา หนิงหนิงลูกสาวของเธอแต่งงานออกไปก็สามปีกว่าแล้ว ยังไม่เคยกลับมาเยี่ยมบ้านเลยเหรอ”
คำถามนี้สะกิดโดนใจของเหยาชุนฮวาเข้าอย่างจัง ดวงตาของเธอฉายแววแห่งความคิดถึงลูกสาวสุดหัวใจขึ้นมาทันที
“หนิงหนิงเป็นหมอ งานของเธอยุ่งมาก แล้วยังต้องไปประจำอยู่ที่ภาคตะวันตกเฉียงเหนืออีก มันไกลเกินไป ก่อนหน้านี้ช่วงปีใหม่ก็เคยคิดจะกลับมานะ แต่ก็ติดปัญหาหลายๆ อย่างเลยกลับมาไม่ได้เสียที”
เหยาชุนฮวาเข้าใจในเหตุผลของลูกสาวเป็นอย่างดี แต่ถึงกระนั้น ความคิดถึงที่มีต่อลูกสาวก็ท่วมท้นอยู่ในใจเสมอ ไม่ใช่แค่ลูกสาวเท่านั้น เธอยังคิดถึงซิงซิงและเยว่เยว่หลานรักทั้งสองคนอีกด้วย
วันที่เธอต้องเดินทางกลับจากที่นั่น ซิงซิงและเยว่เยว่เพิ่งจะอายุได้เพียงสองเดือนเท่านั้น แต่ตอนนี้เวลาผ่านไปจนเด็กๆ อายุสองขวบกว่าแล้ว ป่านนี้จะเป็นอย่างไรกันบ้างก็ไม่รู้ แม้ว่าหนิงหนิงจะโทรศัพท์และเขียนจดหมายมาบอกเสมอว่าเธอสบายดี แต่หัวอกคนเป็นแม่ เมื่อไม่ได้เห็นด้วยตาตัวเอง จะวางใจลงได้อย่างไร
เธอกลัวเหลือเกินว่าลูกสาวจะเลือกบอกแต่ข่าวดีและเก็บซ่อนความทุกข์ยากเอาไว้เพียงลำพัง
ชาวบ้านคนอื่นๆ สัมผัสได้ถึงความคิดถึงที่เหยาชุนฮวามีต่อกู้เจียหนิงได้อย่างชัดเจน พวกเขาต่างพากันถอนหายใจเบาๆ “ลูกๆ ก็เหมือนเจ้าหนี้ของพ่อแม่นั่นแหละนะ” เป็นห่วงเป็นใยกันไปตลอดทั้งชีวิต
“ป้าเหยาครับ ป้าเหยา พี่เจียหนิงกลับมาแล้ว พี่เขากลับมาแล้วครับ!”
ในขณะนั้นเอง หนุ่มน้อยคนหนึ่งกระโดดลงจากเกวียนแล้ววิ่งตรงมาทางเธอพร้อมกับตะโกนเสียงดังลั่น
“นั่นมันซวนจื่อที่ไปส่งธัญญาหารกับผู้ใหญ่บ้านไม่ใช่เหรอ”
“เมื่อกี้เขาตะโกนว่าอะไรนะ เจียหนิงกลับมาแล้วงั้นเหรอ”
เหยาชุนฮวาลุกพรวดขึ้นยืนทันที ในขณะเดียวกันซวนจื่อก็วิ่งมาถึงตรงหน้าเธอแล้ว แต่เพราะเขาวิ่งมาอย่างเร่งรีบ จึงทำให้หอบจนหายใจแทบไม่ทัน
“จะรีบวิ่งมาทำไมนักหนา พักหายใจก่อนสิ” เหยาชุนฮวาพูดพลางมองไปรอบๆ ซวนจื่อไปส่งธัญญาหารพร้อมกับพ่อกู้สามีของเธอ แต่ทำไมตอนนี้คนอื่นๆ ที่ไปส่งธัญญาหารด้วยกันกลับมากันหมดแล้ว แต่สามีของเธอกลับยังไม่มาถึงเสียที
ส่วนประโยคที่ซวนจื่อตะโกนมาแต่ไกลนั้น เหยาชุนฮวาก็ได้ยินเช่นกัน แต่เธอคิดว่าตัวเองคงจะหูแว่วไปเอง ในช่วงเวลาที่ไม่ใช่เทศกาลปีใหม่หรือวันหยุดสำคัญอะไรแบบนี้ หนิงหนิงจะกลับมาได้อย่างไรกัน
อีกอย่าง ถ้าลูกสาวจะกลับมาจริงๆ ก็ควรจะโทรศัพท์มาบอกเธอล่วงหน้าก่อนสิ
เธอเชื่อว่านั่นเป็นเพราะเธอคิดถึงลูกสาวมากจนเกินไป พอมีคนพูดถึงขึ้นมา ก็เลยทำให้เธอได้ยินอะไรผิดเพี้ยนไป
“ซวนจื่อ แล้วลุงกู้ของเธอล่ะ”
ตอนนี้ซวนจื่อเริ่มหายใจเป็นปกติแล้ว เขาจึงรีบพูดว่า “ป้าเหยาครับ พี่เจียหนิงกลับมาแล้วจริงๆ ครับ ตอนนี้ลุงกู้กำลังนั่งรถจี๊ปมากับพี่เขาอยู่เลยครับ”
“คาดว่าอีกไม่นานก็คงจะมาถึงแล้วครับ”
เหยาชุนฮวาถึงกับนิ่งอึ้งไป
“ซวนจื่อ นี่เธอไม่ได้กำลังล้อป้าเล่นอยู่ใช่ไหม”
ซวนจื่อทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ “ป้าครับ ผมไม่กล้าเอาเรื่องแบบนี้มาล้อป้าเล่นหรอกครับ ป้าลองฟังดูสิครับ ได้ยินเสียงรถยนต์ไหม นั่นไงครับ รถมาแล้ว”
อันที่จริงแล้ว รถจี๊ปที่กู้เจียหนิงนั่งมานั้นย่อมเร็วกว่าเกวียนอยู่แล้ว แต่เพราะเธอแวะไปที่สหกรณ์การค้าและการตลาดก่อน จึงทำให้กลับมาช้ากว่าคนอื่นเล็กน้อย แต่ถึงอย่างนั้น ในที่สุดรถจี๊ปคันนั้นก็ได้แล่นเข้ามาในหมู่บ้านแล้ว
เหยาชุนฮวารีบเงยหน้าขึ้นมอง และก็เป็นจริงดังคาด เธอเห็นรถจี๊ปคันหนึ่งที่ดูคุ้นตากำลังขับตรงมาทางนี้ แม้ว่าในยุคปัจจุบัน สภาพแวดล้อมจะดีขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก แต่รถยนต์ก็ยังคงเป็นของหายากในชนบทอยู่ดี แต่สำหรับเหยาชุนฮวาแล้ว เธอเคยเห็นรถแบบนี้มาก่อน ตอนที่ลูกเขยมาแต่งงานกับลูกสาวของเธอ เขาก็ขับรถจี๊ปแบบนี้มาไม่ใช่หรือ
และในตอนนี้…
หรือว่ามันจะเป็นเรื่องจริงอย่างที่ซวนจื่อบอก หนิงหนิงกลับมาแล้วจริงๆ
เหยาชุนฮวาอดรนทนไม่ไหว รีบก้าวเดินไปข้างหน้าหลายก้าว ดวงตาจับจ้องไปที่รถจี๊ปคันนั้นไม่วางตา หัวใจเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้น อยากจะรีบยืนยันให้แน่ใจโดยเร็วที่สุด ชาวบ้านคนอื่นๆ ก็พากันจ้องมองอย่างใจจดใจจ่อเช่นกัน
ในที่สุด รถจี๊ปก็แล่นมาจอดลงตรงหน้าเหยาชุนฮวาในระยะห่างเพียงสองเมตร ประตูรถเปิดออกช้าๆ
กู้เจียหนิงนั่งอยู่ที่เบาะหน้าข้างคนขับ เธอเห็นภาพแม่ของเธอวิ่งตรงมาแต่ไกลผ่านทางหน้าต่างรถ เมื่อได้เห็นใบหน้าของผู้เป็นแม่ ความคิดถึงที่อัดอั้นอยู่ในใจมาเนิ่นนานก็ไม่อาจจะสะกดกลั้นเอาไว้ได้อีกต่อไป
ทันทีที่รถจอดสนิท เธอก็รีบเปิดประตูรถแล้วก้าวลงไปทันที
“แม่คะ”
เสียงเรียกนั้นดังขึ้นพร้อมกับร่างของเธอที่โผเข้ากอดเหยาชุนฮวาอย่างสุดกำลัง
“แม่คะ หนูคิดถึงแม่จังเลย”
ในตอนนั้นเอง เหยาชุนฮวายังไม่ทันได้มองให้ชัดเจนด้วยซ้ำว่าเป็นใคร ทันทีที่ประตูรถเปิดออก ร่างนั้นก็พุ่งเข้ามากอดเธอไว้แน่น พร้อมกับเสียงที่คุ้นเคยดังขึ้นข้างหู
เหยาชุนฮวายืนนิ่งงันไปชั่วขณะ “นี่... หนิงหนิงของแม่เหรอ”
“หนิงหนิงของแม่กลับมาแล้วจริงๆ เหรอ”
กู้เจียหนิงค่อยๆ คลายอ้อมกอดออกเล็กน้อย เพื่อให้แม่ของเธอได้มองเห็นใบหน้าของเธอชัดๆ
“แม่คะ หนูเอง หนูเองค่ะ หนูกลับมาแล้ว”
เหยาชุนฮวาพิจารณาใบหน้าของกู้เจียหนิงอย่างละเอียดถี่ถ้วน เธอยื่นมือที่สั่นเทาไปสัมผัสคิ้วและดวงตาของลูกสาวเบาๆ ในวินาทีต่อมา ขอบตาที่แดงก่ำของเธอก็เอ่อล้นไปด้วยน้ำตาที่ไหลรินลงมาไม่ขาดสาย
“ใช่แล้ว นี่คือหนิงหนิงของแม่ หนิงหนิงของแม่กลับมาแล้วจริงๆ”
“ใช่ค่ะแม่ หนูกลับมาแล้ว”
“หนิงหนิง” เหยาชุนฮวาสะกดกลั้นอารมณ์ไว้ไม่อยู่อีกต่อไป เธอดึงกู้เจียหนิงเข้ามากอดไว้แน่น ราวกับว่าชาตินี้จะไม่ยอมปล่อยเธอไปไหนอีกแล้ว นี่คือลูกสาวที่เธอรักและฟูมฟักมาทั้งชีวิต คือเลือดเนื้อเชื้อไขของเธอ คือแก้วตาดวงใจที่เธอเฝ้าเป็นห่วงอยู่ตลอดเวลา
“แม่คะ หนูขอโทษ หนูเป็นลูกที่ไม่ได้เรื่องเลย ปล่อยให้เวลาล่วงเลยมาจนถึงป่านนี้ถึงได้กลับมา”
เหยาชุนฮวาใช้มือเคาะที่ศีรษะของลูกสาวเบาๆ “พูดอะไรบ้าๆ น่ะลูก เดินทางไกลขนาดนั้น ไหนจะยังต้องดูแลลูกสองคน แล้วงานของลูกก็ยุ่งอีก จะให้กลับมาเมื่อไหร่ก็กลับมาได้ง่ายๆ ที่ไหนกัน”
แม้ว่าตลอดสองปีที่ผ่านมา เธอจะเฝ้ารอคอยการกลับมาของลูกสาวอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน รอแล้วรอเล่า เฝ้ารอแล้วเฝ้ารออีก
มันเหนื่อยไหม แน่นอนว่ามันเหนื่อย แต่ในวันนี้ เมื่อลูกสาวของเธอกลับมาอยู่ตรงหน้าแล้ว เธอรู้สึกว่าการรอคอยทั้งหมดนั้นมันช่างคุ้มค่าเหลือเกิน
“คุณยาย”
เหยาชุนฮวาชะงักไปเล็กน้อย เธอเงยหน้าขึ้นมอง ก็เห็นสามีของเธอกำลังอุ้มเด็กผู้หญิงตัวน้อยลงมาจากรถ
เด็กหญิงคนนั้นดูแล้วน่าจะอายุราวๆ สองขวบกว่า ช่างเป็นเด็กที่น่ารักน่าเอ็นดูเสียจริง ผิวขาวผ่องเนียนละเอียด ใบหน้าจิ้มลิ้มน่ารัก รูปร่างอ้วนท้วนสมบูรณ์ ที่สำคัญที่สุดคือ หน้าตาของเธอช่างถอดแบบมาจากลูกสาวของเธอตอนเด็กๆ ไม่ผิดเพี้ยนเลยแม้แต่น้อย
แทบจะในทันทีที่ได้เห็น เธอก็จำได้ในทันทีว่าเด็กหญิงคนนั้นคือใคร
เหยาชุนฮวารีบวิ่งเข้าไปหาเยว่เยว่ “นี่... นี่คือเยว่เยว่ใช่ไหมลูก”
“คุณยายขา หนูคือเยว่เยว่ค่ะ”
เป็นเยว่เยว่จริงๆ ด้วย!
[จบบท]