บทที่ 274: เข้าฝัน? พบรักแท้!
กู้เจียหนิงกลับมาถึงห้องพักในหอด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง คิ้วของเธอยังคงขมวดมุ่นไม่คลาย สีหน้าเต็มไปด้วยความกังวลอย่างเห็นได้ชัด
“จะทำยังไงดี ติดต่อข้างนอกก็ไม่ได้”
“ไม่รู้เลยว่าฟางหว่านหรงจะเล่นงานซิงซิงกับเยว่เยว่ด้วยวิธีไหน แล้วจะใช้แผนการอะไรอีก”
ความคิดที่จะอาศัยคนจากกลุ่มออกข้อสอบเพื่อติดต่อคนข้างนอกดูจะเป็นไปไม่ได้เลยในสถานการณ์เช่นนี้ หนทางถูกปิดตายทุกด้าน ทำให้เธอรู้สึกมืดแปดด้านไปหมด
หนทางเดียวที่เหลืออยู่ตอนนี้ คือ…
กู้เจียหนิงตัดสินใจเปิดร้านค้าในมิติหมอเทวดาขึ้นมาทันที ในใจพลันรู้สึกขอบคุณอย่างสุดซึ้งที่ยังมีมิตินี้อยู่เคียงข้าง ไม่เช่นนั้นเธอคงทำได้เพียงร้อนใจอยู่เฉยๆ โดยไม่สามารถทำอะไรได้เลย
【โฮสต์ ให้ฉันช่วยกรองของให้ดีไหมคะ】เสียงของระบบดังขึ้นมาในจังหวะที่เหมาะสมพอดี
“ได้! ระบบ ขอบคุณมากนะ” กู้เจียหนิงตอบรับด้วยความยินดี
เมื่อได้ระบบเข้ามาช่วย การคัดเลือกไอเทมที่มีประโยชน์จึงเป็นไปอย่างรวดเร็ว ในไม่ช้า ไอเทมที่น่าสนใจหลายชิ้นก็ปรากฏขึ้นบนหน้าจอ
ชิ้นแรกคือ ‘หนูส่งสารกระดาษ’
มันมีคุณสมบัติคล้ายกับตัวที่เธอเคยใช้สมัยอยู่ที่หมู่บ้านไหวฮวา แค่เขียนข้อความลงบนกระดาษ แล้วเอ่ยชื่อผู้รับ หนูส่งสารกระดาษก็จะนำข้อความไปส่งให้ถึงมือคนๆ นั้น ก่อนจะทำลายตัวเองทิ้งไปเพื่อรักษาความลับ
แต่ทันทีที่ไอเทมชิ้นนี้ปรากฏขึ้น กู้เจียหนิงก็ปัดตกไปอย่างไม่ลังเล
เพราะเจ้านี่เหมาะกับการส่งสารในระยะทางใกล้ๆ เท่านั้น แต่ระยะทางระหว่างเมืองปักกิ่งกับเกาะฮ่วนซานั้นไกลกันลิบลับ แถมยังต้องข้ามน้ำข้ามทะเลไปอีกต่างหาก
หากจะส่งข่าวถึงคุณตาคุณยายซางซึ่งอยู่ที่ปักกิ่งเหมือนกัน ระยะทางก็อาจจะไม่ใช่ปัญหา แต่เธอก็ไม่มั่นใจเลยว่าหนูส่งสารกระดาษจะเล็ดลอดออกไปจากเรือนสี่ประสานที่เธอพักอยู่ตอนนี้ได้อย่างปลอดภัยหรือไม่
รอบๆที่พักของกลุ่มออกข้อสอบแห่งนี้ มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยยืนเฝ้าอยู่กี่คนก็ไม่รู้ พวกเขาไม่ได้ทำหน้าที่แค่คุ้มกันความปลอดภัยเท่านั้น แต่ยังคอยสอดส่องดูแลความเคลื่อนไหวของทุกคนอย่างเข้มงวดอีกด้วย
หากหนูส่งสารกระดาษถูกจับได้ขึ้นมา คงไม่ใช่เรื่องดีแน่
กู้เจียหนิงไล่ดูไอเทมชิ้นอื่นๆ อีกสองสามอย่าง แต่ก็ยังไม่มีชิ้นไหนที่ถูกใจเธอเลยสักชิ้น จนกระทั่งสายตาของเธอไปหยุดอยู่ที่ไอเทมชิ้นสุดท้าย
“การเข้าฝันคู่ครอง?”
เธออ่านคำอธิบายของไอเทมชิ้นนี้อย่างละเอียด ซึ่งก็ตามชื่อของมันเลย คือสามารถใช้ได้ระหว่างสามีภรรยาเท่านั้น โดยฝ่ายหนึ่งสามารถเข้าฝันอีกฝ่ายได้ มีโอกาสใช้งานได้ทั้งหมด 2 ครั้ง ครั้งละ 3 นาที
“อันนี้แหละดีเลย”
การเข้าฝันเป็นวิธีที่ดีที่สุดแล้ว เพราะไม่ต้องกลัวว่าจะถูกใครจับได้ และเวลา 3 นาทีก็ถือว่านานพอที่จะพูดคุยเรื่องสำคัญๆ ได้มากมาย
ส่วนเรื่องที่ว่าพี่เซิ่งเจ๋อซีจะเชื่อเนื้อหาในความฝันหรือไม่นั้น กู้เจียหนิงค่อนข้างมั่นใจ
ในเมื่อพี่รู้ดีว่าตัวเธอมีความพิเศษบางอย่างอยู่กับตัว เขาย่อมต้องเชื่อเรื่องราวในความฝันนี้ไม่มากก็น้อย ต่อให้เผื่อใจไว้ว่าอาจจะเป็นแค่ความฝัน แต่เพื่อความไม่ประมาท เขาก็ต้องสั่งให้คนไปคุ้มครองซิงซิงกับเยว่เยว่อย่างแน่นอน
เมื่อตัดสินใจแน่วแน่แล้ว กู้เจียหนิงก็เตรียมจะแลกไอเทม ‘การเข้าฝันคู่ครอง’ ทันที
พอเหลือบไปดูแต้มที่ต้องใช้แลก ก็พบว่าใช้เพียง 10 แต้มเท่านั้น ซึ่งถือว่าไม่มากเลยสำหรับเธอที่มีแต้มสะสมอยู่เป็นหมื่นๆ แต้ม การเสียไปแค่ 10 แต้มจึงไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร
เธอมองดูนาฬิกาอีกครั้ง ตอนนี้เป็นเวลาประมาณบ่ายสี่โมงเย็น
“ดูท่าคงต้องรอให้ถึงตอนกลางคืน ถึงจะเข้าฝันพี่ได้”
***
ณ เกาะฮ่วนซา
ช่วงพลบค่ำ หลังจากที่หลายครอบครัวรับประทานอาหารเย็นเสร็จ ก็มักจะพากันออกมาเดินเล่นรับลมเย็นๆ ที่นอกบ้าน
ในเวลานี้เอง หนิวชุ่ยก็กำลังจูงมือลูกสาวของเธอ จางชิวเหมย เดินเล่นอยู่ในบริเวณบ้านพักทหารเช่นกัน
จางชิวเหมยเพิ่งจะเดินทางมาถึงเกาะฮ่วนซาได้เพียงสองวันเท่านั้น เธอเป็นลูกสาวหลงที่หนิวชุ่ยมีตอนอายุมากแล้ว ดังนั้นจึงเป็นที่รักและทะนุถนอมราวกับแก้วตาดวงใจ
ปีนี้จางชิวเหมยอายุเพียง 19 ปี เพิ่งเรียนจบชั้นมัธยมปลายเมื่อสองปีก่อน เดิมทีหนิวชุ่ยตั้งใจจะให้จางเจี้ยนจวิน ลูกชายคนโตของเธอ ช่วยแนะนำนายทหารดีๆ สักคนให้กับน้องสาว
แน่นอนว่าจางเจี้ยนจวินก็เคยแนะนำให้หลายคน
แต่หนิวชุ่ยกลับไม่เคยพอใจใครเลยสักคน หากไม่ติว่านายทหารคนนั้นมียศเป็นแค่รองผู้กอง ตำแหน่งต่ำเกินไป ก็เป็นเพราะจางชิวเหมยเห็นรูปแล้วบอกว่าหน้าตาไม่หล่อเหลา
ด้วยเหตุนี้ การดูตัวหลายต่อหลายครั้งจึงไม่เคยลงเอยด้วยดีเลยสักครั้ง
ในขณะที่หนิวชุ่ยมองดูลูกสาวที่อายุย่างเข้า 19 ปี กำลังจะกลายเป็นสาวแก่ขึ้นคานอยู่รอมร่อ ทันใดนั้นเอง ก็มีข่าวดีเรื่องการกลับมาจัดสอบเข้ามหาวิทยาลัยอีกครั้ง
“แม่ หนูจะไปสอบเข้ามหาวิทยาลัย”
“หนูอยากเป็นนักศึกษา”
“รอให้หนูได้เป็นนักศึกษาก่อนเถอะ ได้เป็นคนเมืองเมื่อไหร่ แม่ยังจะกลัวหาลูกเขยดีๆ ไม่ได้อีกเหรอ?”
เมื่อได้ฟังเหตุผลของลูกสาว หนิวชุ่ยก็เห็นด้วยทันที ลูกสาวของเธอเป็นถึงนักเรียนหัวกะทิที่เรียนจบมัธยมปลาย จะต้องสอบติดมหาวิทยาลัยได้อย่างแน่นอน
ถึงตอนนั้นแล้ว จะกลัวหาลูกเขยดีๆ ไม่ได้ไปทำไมกัน?
เดิมทีเธอวางแผนจะให้ลูกสาวสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่บ้านเกิด แต่ไม่นานมานี้ หนิวชุ่ยก็ได้ยินข่าวลือมาว่า หากลูกสาวของเธอมาสอบที่เกาะฮ่วนซา อาจจะได้รับสิทธิพิเศษบางอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มคะแนน หรือการได้รับพิจารณาให้เข้าศึกษาก่อนเป็นพิเศษ
หลังจากสอบถามจางเจี้ยนจวิน และได้รับการยืนยันว่าเป็นเรื่องจริง เธอก็รีบให้ลูกสาวเดินทางจากบ้านเกิดมาที่นี่ทันที
สองวันที่ผ่านมา หนิวชุ่ยจูงมือจางชิวเหมยเดินสำรวจไปทั่วบริเวณบ้านพักทหารจนแทบจะทุกซอกทุกมุม เมื่อเจอใครก็มักจะคุยโวโอ้อวดว่าลูกสาวของเธอกำลังจะสอบเข้ามหาวิทยาลัย เป็นว่าที่นักศึกษา และในอนาคตก็อยากจะเป็นหมออีกด้วย
ใช่แล้ว จางชิวเหมยตั้งใจจะสอบเข้าคณะแพทยศาสตร์
และในเย็นวันนี้ หลังจากรับประทานอาหารเสร็จ หนิวชุ่ยก็พาลูกสาวออกมาเดินเล่นอีกครั้ง
ทว่า…
ชุนซิ่งมองแผ่นหลังของแม่สามีที่กำลังจูงมือน้องสาวสามีเดินจากไป แล้วหันกลับมามองจือจือ ลูกสาวของเธอที่กำลังช่วยล้างจานอยู่ข้างๆ
ในอดีต เหตุผลหนึ่งที่ชุนซิ่งตัดสินใจแต่งงานกับจางเจี้ยนจวิน ก็เพราะจางชิวเหมย น้องสาวของเขาเป็นผู้หญิงที่เรียนจบชั้นมัธยมปลาย ประกอบกับความรักที่หนิวชุ่ยมีต่อลูกสาวคนนี้
เธอเคยคิดว่า แม่สามีที่รักและส่งเสียลูกสาวให้เรียนสูงถึงขนาดนี้ คงจะไม่ใช่คนที่เหยียดเพศ และบรรยากาศในครอบครัวก็น่าจะดี อย่างน้อยๆ ก็น่าจะส่งเสียให้จือจือ ลูกสาวของเธอได้เรียนหนังสือ
แต่ความจริงกลับพิสูจน์ให้เห็นว่า…
เธอคิดผิด
คนที่รักและเอ็นดูลูกสาวของตัวเองได้ ไม่ได้หมายความว่าจะรักและเอ็นดูลูกสาวของคนอื่นได้เสมอไป
แม่สามีอย่างหนิวชุ่ยยอมทุ่มเทให้ลูกสาวของตัวเองได้เรียนหนังสือ แต่กลับไม่ยอมให้จือจือ หลานสาว ของตัวเองได้เรียน
“ไม่ได้ ไม่ว่ายังไงฉันก็ต้องให้จือจือได้เรียนหนังสือ!” ดวงตาของชุนซิ่งฉายแววแน่วแน่และมุ่งมั่น
…
ทางด้านหนิวชุ่ยที่กำลังพาลูกสาวเดินเล่นอยู่นั้น เมื่อเดินผ่านหน้าบ้านหลังหนึ่ง สีหน้าของเธอก็พลันเปลี่ยนไป ก่อนจะถ่มน้ำลายลงพื้นด้วยความไม่พอใจ
“แม่ เป็นอะไรไปเหรอ?” จางชิวเหมยถามด้วยความสงสัย
หนิวชุ่ยยังคงจำเหตุการณ์ที่เธอถูกสุนัขไล่กวดจนฉี่ราดกางเกงได้ไม่ลืมเลือน ดวงตาของเธอฉายแววขุ่นเคืองอย่างปิดไม่มิด
เธอไม่ได้ปิดบังอะไรลูกสาว และเล่าเรื่องที่ว่าเดิมทีบ้านหลังนี้ควรจะเป็นของครอบครัวพวกเขา แต่กลับถูกจัดสรรให้กับนายทหารคนหนึ่งที่ย้ายมาจากต่างถิ่นแทน
“อ๋อ ที่แท้ก็เป็นอย่างนี้นี่เอง”
ในขณะนั้นเอง ประตูรั้วของบ้านที่พวกเธอยืนอยู่ก็มีเสียงเคลื่อนไหว
ประตูรั้วค่อยๆ เปิดออกจากด้านใน
จางชิวเหมยเงยหน้าขึ้นมอง และภาพที่เธอเห็นคือชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังพาสุนัขหลายตัวออกมาจากบ้าน
แสงไฟจากโคมไฟหน้าประตูสาดส่องลงบนร่างของชายหนุ่ม ทำให้จางชิวเหมยเห็นใบหน้าของเขาได้อย่างชัดเจน
ดวงตาคมกริบดุจดาว คิ้วเข้มดั่งกระบี่ โครงหน้าหล่อเหลาคมคาย ทุกส่วนสัดบนใบหน้าดูสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ ในแววตาแฝงไปด้วยความหยิ่งทะนงและดื้อรั้นอย่างเป็นธรรมชาติ
รูปร่างสูงใหญ่กำยำ น่าจะสูงเกินหนึ่งร้อยเก้าสิบเซนติเมตร ให้ความรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยอย่างน่าประหลาดใจ
เรียวขาทั้งสองข้างเหยียดตรงและเต็มไปด้วยพละกำลัง เขายืนพิงกำแพงอย่างสบายๆ รอให้สุนัขทั้งหมดเดินออกมาจากประตู ท่าทางดูผ่อนคลายและไม่รีบร้อน
“หงอิง เหลือแกตัวสุดท้ายแล้วนะ เร็วเข้า อย่ามัวแต่ตะกละอยู่ได้” ชายหนุ่มเอ่ยขึ้น
น้ำเสียงทุ้มลึกและเปี่ยมด้วยเสน่ห์ของเขา ทำให้หัวใจของจางชิวเหมยแทบจะละลาย
ในที่สุด สุนัขตัวสุดท้ายก็เดินอ้อยอิ่งออกมาจากข้างใน
ชายหนุ่มปิดประตูรั้ว แล้วหันกลับมาเงยหน้าขึ้น
สายตาของเขาประสานเข้ากับสองแม่ลูกที่ยืนอยู่ไม่ไกล
เป็นเรื่องปกติของเซิ่งเจ๋อซี ที่หลังจากทานอาหารเย็นเสร็จประมาณครึ่งชั่วโมง เขาจะพาหู่โพและลูกๆ ของมันออกไปวิ่งเล่น ซึ่งกลายเป็นกิจวัตรประจำวันไปแล้ว
วันนี้ก็เช่นกัน
สำหรับสองแม่ลูกคู่นี้ เขาไม่รู้จักและไม่ได้สนใจที่จะทำความรู้จักด้วย เพียงแค่เหลือบมองแวบหนึ่ง ก่อนจะละสายตาแล้วพาหู่โพและครอบครัวจากไป
ในขณะที่จางชิวเหมยมองตามแผ่นหลังกว้างที่ค่อยๆ เดินจากไป หัวใจของเธอก็เต้นรัวอย่างบ้าคลั่ง
จางชิวเหมยรู้ได้ในทันทีว่า วินาทีแรกที่เธอได้สบตากับชายผู้นี้… เธอก็ได้พบกับรักแท้ของตัวเองเข้าแล้ว!
[จบบท]