บทที่ 282: บัดนี้เขาคือจางอวี้ถัง
ในความคิดของจางชิวเหมย เธอคือคนที่เหมาะสมกับเซิ่งเจ๋อซีมากที่สุด พวกเขาราวกับกิ่งทองใบหยกที่สวรรค์สร้างมาเพื่อกันและกัน
เหตุผลน่ะเหรอ? ก็เพราะพี่ชายของเธอเป็นนายทหารระดับผู้บังคับการกรม เช่นเดียวกับเซิ่งเจ๋อซี พวกเขามีพื้นเพและสถานะทางสังคมที่ทัดเทียมกัน
ส่วนคำถามที่ว่าหากเธอไปสารภาพรักแล้วเซิ่งเจ๋อซีจะเลือกเธอหรือไม่นั้น จางชิวเหมยไม่เคยรู้สึกกังวลเลยแม้แต่น้อย
ในสายตาของตัวเอง เธอคือหญิงสาวที่เพียบพร้อมไปเสียทุกอย่าง ทั้งยังสาว สวย เป็นถึงนักศึกษามหาวิทยาลัย อนาคตว่าที่แพทย์หญิง และที่สำคัญที่สุด… เธอยังเป็นหญิงสาวบริสุทธิ์ผุดผ่อง!
ในขณะที่ภรรยาของเซิ่งเจ๋อซีคนนั้น...
เท่าที่ได้ยินมาก็เป็นแค่ผู้หญิงบ้านนอก จะไปรู้อะไรได้? เผลอๆอาจจะอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ด้วยซ้ำ คงได้แต่นั่งรอให้ทางเขตทหารจัดสรรงานอะไรสักอย่างให้ทำไปวันๆ
เธอไม่เข้าใจเลยจริงๆ ว่าผู้หญิงแบบนั้นใช้วิธีไหนถึงได้เกาะติดเซิ่งเจ๋อซีได้
จางชิวเหมยเชื่อมั่นว่าตราบใดที่เซิ่งเจ๋อซีไม่ใช่คนตาบอด เขาย่อมต้องมองเห็นความแตกต่างระหว่างเธอกับภรรยาบ้านนอกคนนั้น และเลือกเธออย่างไม่ต้องสงสัย
มีเพียงเธอเท่านั้นที่จะเป็นแรงสนับสนุนและส่งเสริมอนาคตของเขาให้ก้าวไกลไปได้
แต่จางชิวเหมยกลับไม่เคยฉุกคิดเลยสักนิดว่า หากเซิ่งเจ๋อซีเป็นผู้ชายที่สามารถทอดทิ้งภรรยาดั้งเดิมของตัวเองได้เพียงเพราะผลประโยชน์ หรือความสาวความสวย เมื่อวันหนึ่งในอนาคตที่เขาต้องเผชิญกับตัวเลือกที่คล้ายคลึงกันอีกครั้ง เขาก็ย่อมสามารถทอดทิ้งเธอได้เช่นกัน
ความมั่นใจในตัวเองที่สูงเกินไปจนกลายเป็นความโอหัง ทำให้จางชิวเหมยไม่เคยมองเห็นปัญหานี้ เธอคิดเพียงแค่ว่าการที่เซิ่งเจ๋อซีเลือกเธอ นั่นหมายความว่าเขามีสายตาที่แหลมคม
ดังนั้นจางชิวเหมยจึงเดินเข้าสู่สนามสอบด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม เธอวางแผนไว้แล้วว่าหลังจากสอบติดมหาวิทยาลัยเมื่อไหร่ เธอจะทำให้เซิ่งเจ๋อซีตกเป็นของเธอให้จงได้
***
ตัดภาพมาที่เมืองปักกิ่ง หลังจากที่ฟางหว่านหรงถูกจับเข้าคุก ฟางม่านผิงก็จมอยู่กับความเศร้าโศกเสียใจอยู่หลายวัน
จนกระทั่งเธอได้ไปเยี่ยมแม่ในเรือนจำ บทสนทนาของสองแม่ลูกในวันนั้นไม่มีใครล่วงรู้ แต่หลังจากที่ฟางม่านผิงกลับออกมา เธอก็กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง และมุ่งมั่นทบทวนตำราอย่างหนัก
วันนี้เธอก็เป็นหนึ่งในผู้ที่ยืนอยู่หน้าสนามสอบเช่นกัน
ขณะที่จ้องมองไปยังอาคารสอบเบื้องหน้า คำพูดของแม่ในวันที่ไปเยี่ยมยังคงดังก้องอยู่ในหัวของเธอ
“ม่านผิง ลูกอย่าโทษตัวเองเลยนะ แล้วก็อย่าเสียใจไปเลย”
“สิ่งที่ลูกควรทำตอนนี้คือตั้งใจทบทวนหนังสือ แล้วก็เข้าร่วมการสอบเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้”
“แม่รู้ว่าลูกทำได้”
“ถ้าลูกยังเป็นห่วงแม่จริงๆ ก็จงใช้ชีวิตให้ดี รอจนกว่าลูกจะมีความสามารถในวันที่แม่ออกจากคุก เราจะได้มาใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันอีกครั้ง”
โชคดีที่ฟางหว่านหรงไม่ได้ถูกตัดสินประหารชีวิต อีกทั้งคดีลักพาตัวก็เป็นเพียงการพยายามกระทำความผิด โทษของเธอจึงเป็นการจำคุกเพียงไม่กี่ปีเท่านั้น
ฟางม่านผิงตัดสินใจแล้วว่าจะทำตามคำพูดของแม่
เธอจะตั้งใจทบทวนตำราสอบเข้ามหาวิทยาลัย มีหน้าที่การงานที่ดีในอนาคต ไม่ว่าเธอจะแต่งงานหรือไม่ก็ตาม เธอจะต้องเป็นคนที่สามารถกำหนดชะตาชีวิตของตัวเองได้
จากนั้นเมื่อแม่ของเธอพ้นโทษออกมา เธอจะสามารถรับแม่มาอยู่ด้วยกันได้ โดยที่ไม่ต้องให้ใครมาคัดค้านหรือมีข้อกังขาใดๆ
เมื่อคิดได้ดังนั้น ฟางม่านผิงก็ไม่ลังเลอีกต่อไป เธอสูดลมหายใจเข้าลึกๆแล้วก้าวเดินเข้าไปในสู่สนามสอบด้วยความเด็ดเดี่ยว
และในขณะเดียวกันนั้นเอง โดยที่กู้เจียหนิงไม่เคยล่วงรู้เลยแม้แต่น้อย ที่ฟาร์มอันห่างไกลแห่งหนึ่ง เวินจู๋ชิงก็ได้ก้าวเข้าสู่สนามสอบเช่นเดียวกัน
แต่ทว่า เวินจู๋ชิงในตอนนี้ ไม่ใช่เวินจู๋ชิงคนเดิมอีกต่อไปแล้ว
เขาได้เปลี่ยนชื่อแซ่ และตัวตนใหม่ของเขาในตอนนี้คือ ‘จางอวี้ถัง’
หลังจากยอมจำนนต่อลูกสาวของผู้นำฟาร์มอยู่พักใหญ่ ในที่สุดเวินจู๋ชิงก็ได้โอกาสที่จะหลุดพ้นจากที่นี่เสียที
หญิงสาวคนนั้นกับพ่อของเธอร่วมกันวางแผนสร้างสถานการณ์ให้เวินจู๋ชิงเสียชีวิตปลอมๆ ขึ้นมา
จากนั้นเวินจู๋ชิงก็สวมรอยเป็นหลานชายของเจ้าที่ดินคนหนึ่งในท้องถิ่นที่เพิ่งเสียชีวิตไปได้ไม่นาน โดยใช้ชื่อใหม่ว่าจางอวี้ถัง
บัดนี้เวินจู๋ชิงในนามของจางอวี้ถัง ได้แต่งงานกับลูกสาวของผู้นำฟาร์มที่ชื่อฉินหงฮวาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ไม่เพียงเท่านั้น ตอนนี้ฉินหงฮวากำลังตั้งท้องได้ 2 เดือนแล้วด้วย และการตั้งครรภ์นี่เองที่เป็นตัวเร่งให้เกิดการแต่งงานและการสับเปลี่ยนตัวตนของเวินจู๋ชิงขึ้น
วันนี้พ่อตาของเวินจู๋ชิง หรือจางอวี้ถังคนปัจจุบันเป็นคนขับรถมาส่งเขาถึงหน้าสนามสอบด้วยตัวเอง
“ตั้งใจสอบให้ดีล่ะ หงฮวาเขาฝากความหวังไว้กับแกมากนะ” พ่อตาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบๆ
“ผมทราบดีครับ ท่านพ่อตา ผมจะสอบให้ได้อย่างแน่นอน” เวินจู๋ชิงตอบกลับอย่างนอบน้อม
พูดจบเขาก็ก้าวเท้าเดินเข้าไปในบริเวณสนามสอบทันที
พ่อตาของเขามองตามแผ่นหลังนั้นไป ดวงตาเต็มไปด้วยความคิดที่ลึกล้ำซับซ้อน
ดวงตาของเขาเฉียบคมดุจเหยี่ยว เขามองออกตั้งแต่เนิ่นๆ แล้วว่าเวินจู๋ชิงไม่ใช่คนธรรมดา แต่เป็นคนที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนอย่างเลือดเย็นและไร้หัวใจ
ตามปกติแล้วคนแบบนี้ไม่ควรค่าแก่การมาเป็นลูกเขยของเขาเลยแม้แต่น้อย
เพราะเขาก็มีลูกสาวอยู่เพียงคนเดียว และหวังว่าจะได้สามีที่ดีมาดูแลลูกสาวของเขา
แต่จะทำอย่างไรได้ ในเมื่อฉินหงฮวาลูกสาวของเขาหลงใหลได้ปลื้มเวินจู๋ชิงอย่างหัวปักหัวปำ ถึงขนาดยอมทำทุกอย่างเพื่อเขา
เธออ้อนวอนขอร้องเขาไม่หยุดหย่อน ถึงขั้นขู่ว่าจะฆ่าตัวตาย
เมื่อจนปัญญา เขาจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องยอมทำตามใจลูกสาว
แต่เขาก็ต้องจับตาดูเวินจู๋ชิงคนนี้ไว้ให้ดี เขาตระหนักดีว่าทันทีที่เวินจู๋ชิงได้ดีมีอำนาจเมื่อไหร่ เขาจะต้องสลัดภรรยาที่เคยร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาทิ้งอย่างแน่นอน
เขารู้ว่าผู้ชายคนนี้เป็นคนใจเหี้ยมอำมหิต
ดังนั้นเขาจึงต้องกุมความลับของเวินจู๋ชิงไว้ให้มั่น เพื่อความสุขของลูกสาว เขาจะต้องผูกมัดเวินจู๋ชิงไว้ให้แน่นหนาที่สุด
หากเวินจู๋ชิงกล้าทำอะไรที่เป็นการทำร้ายลูกสาวของเขาแม้แต่น้อยล่ะก็…
แววตาของชายวัยกลางคนก็ฉายแววอำมหิตออกมาวูบหนึ่ง
เวินจู๋ชิงที่เดินเข้าสู่สนามสอบ แม้จะไม่ได้หันหลังกลับไปมอง แต่เขาก็ยังคงรู้สึกได้ถึงสายตาของพ่อตาที่จับจ้องอยู่ที่แผ่นหลังของเขาไม่วางตา
เขารู้ดีว่าพ่อตาของเขานั้นเป็นคนที่ฉลาดหลักแหลมและไม่ธรรมดาเลย
นอกจากฉินหงฮวาแล้ว พ่อของเธอก็ไม่ใช่คนที่ควบคุมได้ง่ายๆ เลยสักนิด
ยิ่งไปกว่านั้นในมือของพ่อตาเขายังกุมความลับที่เป็นจุดอ่อนของเขาไว้อีกด้วย
แน่นอนว่าสำหรับเวินจู๋ชิงแล้ว ฉินหงฮวาเป็นผู้หญิงที่น่าขยะแขยงยิ่งกว่าเปาซานเยี่ยนเสียอีก
แต่เขาก็ไม่มีทางเลือกอื่น
ใครใช้ให้เขาถูกกู้เจียหนิงวางแผนเล่นงานจนตกอยู่ในสภาพนี้กันเล่า
นอกจากพ่อลูกตระกูลฉินแล้ว ก็ไม่มีใครสามารถช่วยเขาให้หลุดพ้นจากสถานการณ์นี้ได้อีก
ดังนั้นเขาจึงมีเพียงทางเลือกนี้ทางเลือกเดียวเท่านั้น
เพราะการที่ต้องทนอยู่ในฟาร์มแห่งนี้ไปตลอดชีวิต และมองดูโอกาสดีๆหลุดลอยไปต่อหน้าต่อตา เป็นสิ่งที่เวินจู๋ชิงไม่อาจทนรับได้ มันทรมานยิ่งกว่าความตายเสียอีก
ดังนั้นต่อให้รู้สึกขยะแขยงแค่ไหน เขาก็ต้องทน!
แต่เวินจู๋ชิงไม่เคยลืมเลยสักวินาที ว่าใครคือต้นเหตุที่ทำให้เขาต้องตกต่ำมาถึงจุดนี้!
กู้เจียหนิง!
หากวันนั้นเขาสามารถแต่งงานกับกู้เจียหนิงได้ ทุกอย่างคงจะแตกต่างไปจากนี้อย่างสิ้นเชิง
เป็นเพราะกู้เจียหนิง ที่จู่ๆ ก็ดูเหมือนจะฉลาดขึ้นมาอย่างกะทันหัน และเริ่มวางแผนเล่นงานเขากลับ
กู้เจียหนิง เธอรอฉันก่อนเถอะ ตราบใดที่ฉันเวินจู๋ชิงยังมีลมหายใจอยู่ ฉันจะไม่มีวันปล่อยเธอไปแน่!
ดวงตาของเวินจู๋ชิงเต็มไปด้วยความมืดมนและแววตาที่อำมหิต แต่ก็เพียงแค่ชั่วพริบตาเดียวเท่านั้น ก่อนที่เขาจะปรับสีหน้ากลับมาเป็นชายหนุ่มผู้อ่อนโยนดังเดิม แล้วเดินเข้าไปในห้องสอบ…
ในขณะที่เวินจู๋ชิงกำลังคุกรุ่นไปด้วยความแค้นที่มีต่อกู้เจียหนิง เนื่องจากทั้งสองอยู่ห่างไกลกันมาก เครื่องเตือนภัยค่าความมุ่งร้ายจึงไม่ส่งเสียงเตือนแต่อย่างใด
ทางด้านของกู้เจียหนิง หลังจากที่การสอบเข้ามหาวิทยาลัยสิ้นสุดลง ในที่สุดเธอก็ได้ออกมาจากเรือนสี่ประสานแห่งนั้นเสียที
“แม่จ๋า…”
ทันทีที่กู้เจียหนิงก้าวพ้นประตูเรือนสี่ประสาน เธอก็ได้ยินเสียงเล็กๆ ที่เจื้อยแจ้วเรียกหาเธอ
เธอเงยหน้าขึ้นมอง ก็เห็นซิงซิงกับเยว่เยว่ยืนอยู่ไม่ไกล และที่ด้านหลังของเด็กทั้งสองคือคุณยายซางที่กำลังยืนมองเธอด้วยรอยยิ้มอันอบอุ่น
“พวกหนูมากันได้ยังไงจ๊ะ?” กู้เจียหนิงรีบวิ่งเหยาะๆ เข้าไปหาทันที
“อั้ยยะ! หนิงหนิง ระวังหน่อยสิ ท้องของหนู…” คุณยายซางรีบเตือนด้วยความเป็นห่วง
ก่อนที่จะเข้าไปเก็บตัวในเรือนสี่ประสาน กู้เจียหนิงตั้งท้องได้สามเดือนกว่าแล้ว และการอยู่ในนั้นนานถึงสองเดือน ทำให้ตอนนี้ครรภ์ของเธอมีอายุได้ห้าเดือนกว่าแล้ว หน้าท้องจึงนูนเด่นขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด
ดังนั้น เมื่อเห็นกู้เจียหนิงอุ้มท้องวิ่งเหยาะๆ แบบนั้น คุณยายซางจึงอดเป็นห่วงไม่ได้
กู้เจียหนิงเชื่อฟังและชะลอฝีเท้าลงทันที
ทางด้านซิงซิงและเยว่เยว่ เมื่อเห็นแม่ก็รีบวิ่งเข้ามาหาเช่นกัน
เด็กทั้งสองโผเข้ากอดขาแม่คนละข้าง ดวงตาเต็มไปด้วยความรักและความคิดถึงที่มีต่อกู้เจียหนิง
ตั้งแต่เกิดมานี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาต้องแยกจากแม่นานขนาดนี้ พวกเขาคิดถึงแม่มาก คิดถึงเหลือเกิน
“ยายรู้ว่าวันนี้หนูจะออกมาจากที่นี่ได้ ซิงซิงกับเยว่เยว่ก็รอไม่ไหว เอาแต่พร่ำพูดถึงหนูไม่หยุด ยายเองก็ไม่มีอะไรทำพอดี เลยพาพวกเขามาด้วยกันซะเลย” คุณยายซางอธิบาย
[จบบท]