บทที่ 289: บุรุษไปรษณีย์มาแล้ว! จดหมายตอบรับมาถึงแล้ว!!!
มีคนแอบมองอยู่อย่างนั้นเหรอ?
พูดตามตรง กู้เจียหนิงไม่ได้สังเกตเห็นเลยสักนิด
เพราะการได้ออกมาเดินเล่นกับพี่เซิ่งเจ๋อซีและลูกแฝดทั้งสองเป็นช่วงเวลาที่ผ่อนคลายและสบายใจ ทำให้เธอปล่อยตัวปล่อยใจไปกับความสุขตรงหน้าจนไม่ได้ใส่ใจสิ่งรอบข้าง
แต่เมื่อหู่โพส่งสัญญาณเตือน กู้เจียหนิงก็เริ่มสังเกตเห็น...
และในที่สุด เธอก็เห็นเงาของหญิงสาวคนหนึ่งปรากฏขึ้นในหางตา
ในเวลาไม่นาน หู่โพก็ถ่ายทอดข้อมูลเกี่ยวกับตัวตนของจางชิวเหมยให้กู้เจียหนิงได้รับรู้จนหมดสิ้น เพราะก่อนหน้านี้ป้าหนิวเคยพาจางชิวเหมยมาที่หน้าบ้านของพวกเขาครั้งหนึ่งแล้ว และตัวจางชิวเหมยเองก็เคยแอบมาด้อมๆ มองๆ อยู่หลายครั้งเพราะอยากจะเจอหน้าเซิ่งเจ๋อซี
หู่โพรู้สึกว่า ในช่วงเวลาที่เจ้านายหญิงไม่อยู่ มันมีหน้าที่สำคัญในการ "ปกป้อง" เจ้านายชายของบ้าน
มันจะต้องไม่ปล่อยให้ผู้หญิงที่มีเจตนาร้ายเข้ามาใกล้ได้เด็ดขาด!
และในสายตาของมัน จางชิวเหมยก็คือผู้หญิงเจ้าเล่ห์คนนั้น
เมื่อได้ฟังเรื่องราวจากหู่โพ กู้เจียหนิงก็ถึงบางอ้อในทันที
ที่แท้ก็เป็นดอกท้อเน่าๆ ที่สามีสุดหล่อของเธอไปดึงดูดเข้ามานี่เอง
เมื่อคิดได้ดังนั้น กู้เจียหนิงก็ใช้ข้อศอกกระทุ้งเบาๆ ที่เอวของเซิ่งเจ๋อซี พร้อมกับส่งสายตาไปทางที่จางชิวเหมยแอบซ่อนตัวอยู่ แล้วเอ่ยถามอย่างมีเลศนัย “พี่ไปก่อเรื่องอะไรกับเธอรึเปล่าคะ?”
เซิ่งเจ๋อซีเองก็เห็นหญิงสาวคนนั้นผ่านหางตาเช่นกัน
ด้วยความจำอันเป็นเลิศของเขา เซิ่งเจ๋อซีก็นึกออกทันทีว่าเคยเห็นหน้าผู้หญิงคนนี้มาก่อน
แต่!
“ที่รัก มันไม่ยุติธรรมเลยนะ สามีของเธอเป็นคนยังไง เธอน่าจะรู้ดีที่สุดไม่ใช่เหรอ?”
“นอกจากเธอแล้ว พี่จะไปยุ่งกับผู้หญิงคนอื่นได้ยังไง?”
เซิ่งเจ๋อซีแสร้งทำหน้าเศร้า แสดงความน้อยเนื้อต่ำใจออกมาอย่างเต็มที่ ราวกับว่าเขาถูกกู้เจียหนิงใส่ร้ายป้ายสีอย่างไม่เป็นธรรม
กู้เจียหนิงเห็นท่าทีนั้นก็หลุดหัวเราะออกมา “โอ๋ๆ ล้อเล่นนิดหน่อยเองน่า”
“แต่ดูท่าทางแล้ว เธอคงจะชอบพี่จริงๆ นั่นแหละ”
เซิ่งเจ๋อซีแค่นเสียงเบาๆ “คนที่ชอบพี่มีตั้งเยอะแยะ พี่ต้องไปใส่ใจทุกคน ต้องไปตอบรับทุกคนเลยหรือไง?”
“คนอื่นจะชอบพี่หรือไม่ชอบ มันก็เป็นเรื่องของเขา แต่พี่จะชอบใคร มันเป็นเรื่องของพี่!”
พูดจบเขาก็จ้องมองกู้เจียหนิงด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความรักอันลึกซึ้ง
กู้เจียหนิงได้แต่หัวเราะอย่างจนใจ
อันที่จริงเธอไม่เคยสงสัยในตัวเซิ่งเจ๋อซีเลยแม้แต่น้อย ผ่านมาสองภพสองชาติแล้ว หากเธอยังไม่เชื่อใจเขาอีกก็คงไม่รู้จะพูดอะไรแล้ว ที่พูดไปเมื่อครู่ก็เป็นเพียงแค่การหยอกล้อเล่นๆ เท่านั้น
ส่วนเรื่องที่ว่าหญิงสาวคนนั้นจะทำอะไรเพราะความรักหรือไม่นั้น...
กู้เจียหนิงไม่ได้กังวลเลยสักนิด เพราะอย่างไรเสีย เธอก็มีเครื่องเตือนภัยค่าความมุ่งร้ายอยู่กับตัว
เธอจึงไม่ได้พูดอะไรต่อ และครอบครัวสี่คนก็เดินเล่นกันต่อไปอย่างมีความสุข
ทว่าทางฝั่งของจางชิวเหมย เมื่อเห็นภาพกู้เจียหนิงแสดงความสนิทสนมกับเซิ่งเจ๋อซีอยู่ตรงหน้า ก็ได้แต่กัดฟันกรอดด้วยความอิจฉาริษยา
ช่วงเวลาที่ผ่านมา จินตนาการของจางชิวเหมยที่มีต่อเซิ่งเจ๋อซีพุ่งทะยานไปถึงขีดสุด
ถึงขนาดที่เธอคิดว่าเซิ่งเจ๋อซีเป็นของของเธอแต่เพียงผู้เดียว
ในตอนนี้เมื่อมองไปที่กู้เจียหนิง ก็เหมือนกับมองเห็นมือที่สามที่มาแย่งชิงคนรักของเธอไป ความรู้สึกโกรธแค้นจึงพลุ่งพล่านอยู่ในใจ
“หึ! รอให้ผลสอบของฉันออกมาก่อนเถอะ ถึงตอนนั้นแหละ คือเวลาที่ฉันกับพี่เซิ่งจะได้อยู่ด้วยกัน!” จางชิวเหมยพึมพำกับตัวเองในใจ
หลังจากกลับมาถึงเกาะฮ่วนซา กู้เจียหนิงตั้งใจว่าจะไปทำเรื่องเข้ารับตำแหน่งที่โรงพยาบาลบนเกาะเสียที
เพราะตามกำหนดการเดิม เธอควรจะต้องไปรายงานตัวตั้งแต่สองเดือนก่อนแล้ว แต่เพราะติดภารกิจสำคัญในการออกข้อสอบเอนทรานซ์ที่เมืองปักกิ่ง จึงทำให้ทุกอย่างล่าช้าออกไป
ตอนนี้เสร็จสิ้นภารกิจแล้ว ก็ไม่ควรจะปล่อยให้เนิ่นนานไปกว่านี้อีก
แต่เรื่องที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อทางโรงพยาบาลเป็นฝ่ายติดต่อมาก่อน
พวกเขาแจ้งว่า กู้เจียหนิงเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานเพื่อส่วนรวมมามาก ควรจะได้พักผ่อนให้เต็มที่สักระยะหนึ่ง ส่วนเรื่องตำแหน่งงานนั้น ทางโรงพยาบาลกำลังพิจารณาปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับความสามารถของเธอ
แต่จะเป็นตำแหน่งอะไรนั้น ยังไม่ได้ข้อสรุปที่แน่ชัด
เมื่อได้ข้อสรุปแล้ว ทางโรงพยาบาลจะติดต่อกลับมาเพื่อเชิญกู้เจียหนิงไปเริ่มงานอีกครั้ง
เมื่อทางโรงพยาบาลพูดมาแบบนี้ กู้เจียหนิงก็รู้สึกยินดีที่จะได้พักผ่อนอยู่บ้านต่อไปอีกสักพัก
ในความเป็นจริงแล้ว โรงพยาบาลบนเกาะฮ่วนซาตั้งตารอคอยการมาของกู้เจียหนิงอย่างใจจดใจจ่อ
ก็แหงล่ะ ชื่อเสียงและฝีมือของเธอโด่งดังขนาดนั้น ใครๆก็อยากได้ตัวเธอมาร่วมงานด้วยทั้งนั้น
ที่พวกเขาโชคดีได้ตัวหมอกู้มา ก็เพราะสามีของเธอย้ายมาประจำการที่เขตทหารบนเกาะฮ่วนซานี่แหละ ไม่อย่างนั้นต่อให้ทุ่มเงินแค่ไหนก็คงไม่มีทางได้หมอฝีมือดีระดับนี้มาทำงานด้วยหรอก
ด้วยความสามารถของหมอกู้ โรงพยาบาลทั่วทั้งประเทศคงจะแย่งกันอ้าแขนรับเธอเข้าทำงานอย่างแน่นอน
ดังนั้นการที่กู้เจียหนิงจะมาเข้ารับตำแหน่งที่โรงพยาบาลของพวกเขา จึงถือเป็นเกียรติอย่างสูง
แต่!
ก่อนหน้านี้ พวกเขาได้เตรียมตำแหน่ง "หัวหน้าแผนก" ไว้ให้กู้เจียหนิง
ทว่าหลังจากที่ได้ทราบข่าวว่าเธอได้รับเกียรติให้เป็นหนึ่งในคณะกรรมการออกข้อสอบเกาเข่าระดับชาติ แถมยังได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์(ปริญญาเอก)จากมหาวิทยาลัยชั้นนำหลายแห่งในปักกิ่งอีกด้วย พวกเขาก็เริ่มรู้สึกว่าตำแหน่งหัวหน้าแผนกอาจจะยังต่ำเกินไป
มันไม่สมศักดิ์ศรีกับความสามารถและเกียรติประวัติของกู้เจียหนิงเลยแม้แต่น้อย
ดังนั้น พวกเขาจึงตัดสินใจที่จะประชุมกันอีกครั้ง เพื่อพิจารณาตำแหน่งที่เหมาะสมและคู่ควรกับหมอกู้มากยิ่งขึ้น
แน่นอนว่าเรื่องนี้ กู้เจียหนิงไม่ได้รับรู้ด้วยเลย
หากเธอรู้เข้า เธอคงจะบอกว่า “จริงๆ แล้ว ตำแหน่งอะไรก็เหมือนกันนั่นแหละค่ะ ฉันไม่ได้ใส่ใจเรื่องพวกนี้เลย”
***
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว เผลอแป๊บเดียวก็เข้าสู่เดือนมกราคม ปี 1978
กระบวนการคัดเลือกนักศึกษาใหม่ของการสอบเอนทรานซ์ก็กำลังเริ่มต้นขึ้น
การสอบเกาเข่าครั้งแรกหลังจากการฟื้นฟูระบบการศึกษานั้น ผู้เข้าสอบจะต้องยื่นใบสมัครเลือกคณะและมหาวิทยาลัยที่ต้องการเข้าศึกษาก่อน แล้วจึงจะเข้าสอบได้
ดังนั้น ก่อนที่จะเข้าห้องสอบ นักเรียนทุกคนก็ได้เลือกเส้นทางอนาคตของตัวเองไว้เรียบร้อยแล้ว
ที่เหลือก็แค่รอผลสอบประกาศออกมา เพื่อดูว่าจะสามารถเข้าศึกษาในคณะที่ใฝ่ฝันได้หรือไม่
“ไม่รู้ว่าพี่สามกับพี่สะใภ้ใหญ่จะได้รับจดหมายตอบรับแล้วรึยังนะ?” กู้เจียหนิงพึมพำกับตัวเอง
หลังจากกลับมาถึงเกาะฮ่วนซา เธอก็ได้ติดต่อกับครอบครัวที่บ้าน และได้ทราบข่าวว่าพี่ชายคนที่สามและพี่สะใภ้ใหญ่ของเธอทำข้อสอบได้ค่อนข้างดี
พี่สามของเธอเลือกสมัครเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยปักกิ่ง หลังจากที่ได้ปรึกษาและรับฟังคำแนะนำจากกู้เจียหนิง เขาก็ตัดสินใจเลือกเรียนในสาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์
ส่วนพี่สะใภ้ใหญ่หยางม่านม่าน เธอเลือกสมัครเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยครูไห่เฉิง เพราะเธอมีความสนใจในอาชีพครูเป็นพิเศษ
ในขณะเดียวกัน ที่หมู่บ้านไหวฮวา...
นับตั้งแต่ก้าวเข้าสู่ศักราชใหม่ในเดือนมกราคม บรรยากาศทั่วทั้งหมู่บ้านก็ตกอยู่ในความตึงเครียดและกดดันอย่างเห็นได้ชัด
เพราะทุกคนต่างรู้ดีว่าในเดือนนี้ มหาวิทยาลัยทั่วประเทศจะเริ่มทยอยประกาศผลการคัดเลือกนักศึกษาใหม่อย่างเป็นทางการ
แม้ว่ากระบวนการทั้งหมดจะดำเนินไปจนถึงเดือนมีนาคมจึงจะสิ้นสุดลง
แต่ในความเป็นจริงแล้ว ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ ความหวังที่จะได้รับจดหมายตอบรับก็ยิ่งริบหรี่ลงไปทุกที
คนที่สอบติดส่วนใหญ่มักจะได้รับจดหมายตอบรับในช่วงแรกๆ
หากรอจนถึงช่วงหลังๆ แล้วยังไม่ได้รับ ก็มีความเป็นไปได้สูงว่าจะสอบไม่ผ่าน
ดังนั้น ตั้งแต่เริ่มต้นเดือนมกราคมเป็นต้นมา บรรยากาศในหมู่บ้านไหวฮวาจึงเต็มไปด้วยความตึงเครียด แม้แต่คนเฒ่าคนแก่หรือเด็กเล็กที่ไม่ได้เข้าสอบ ก็ยังพลอยรู้สึกตื่นเต้นและกดดันไปกับบรรยากาศรอบตัว
ณ บ้านตระกูลกู้
ขณะที่ทุกคนกำลังนั่งล้อมวงกินข้าวกันอยู่ บทสนทนาก็หนีไม่พ้นเรื่องจดหมายตอบรับจากมหาวิทยาลัย
“กระบวนการคัดเลือกก็เริ่มขึ้นแล้ว ไม่รู้ว่าใครในหมู่บ้านเราจะได้เป็นคนแรกที่ได้รับจดหมายตอบรับนะ!”
“ฉันได้ยินมาว่า คนที่สมัครเรียนในมหาวิทยาลัยใกล้ๆ จะได้รับจดหมายก่อน”
“ส่วนบ้านเรา คนหนึ่งสมัครที่ปักกิ่ง อีกคนสมัครที่ไห่เฉิง ไกลทั้งคู่เลย”
“ดูท่าทางแล้วคงต้องรอกันอีกสักหน่อย”
ทันใดนั้นเอง ทุกคนก็ได้ยินเสียงตะโกนดังมาจากข้างนอก
“บุรุษไปรษณีย์มาแล้ว!”
“มีจดหมายตอบรับด้วย!”
สิ้นเสียงตะโกน สมาชิกทุกคนในบ้านตระกูลกู้ต่างผุดลุกขึ้นพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย พวกเขาวางชามข้าวในมือลง แล้วพากันวิ่งกรูกันออกไปนอกประตูบ้านอย่างรวดเร็ว
ในขณะนั้น ไม่เพียงแต่บ้านตระกูลกู้เท่านั้น แต่ทุกครัวเรือนในหมู่บ้านไหวฮวาที่ได้ยินเสียงตะโกนต่างก็พากันวิ่งออกมาจากบ้านของตัวเอง
ไม่เว้นแม้แต่คนชราที่ฟันหลุดหมดปากต้องใช้ไม้เท้าพยุงตัว หรือเด็กน้อยที่ยังน้ำมูกไหลยืดก้นกางเกงขาดเป็นรูโหว่ ต่างก็รีบวิ่งออกมาดูด้วยความตื่นเต้น
บ้านของอู๋เหม่ยลี่ก็เช่นกัน กู้เป่าจูถูกแม่ของเธอและหนิวหนิวลูกชายจูงมือลากออกมาด้วย
“ลูก! เรารีบไปดูกันเถอะ ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นจดหมายตอบรับของลูกก็ได้นะ!”
[จบบท]