บทที่ 290: หยางม่านม่านยอดเยี่ยม แต่เธอก็ไม่ด้อยไปกว่ากัน!
กู้เป่าจูถึงกับทำหน้าไม่ถูก เมื่อได้ยินคำพูดที่เต็มไปด้วยความมั่นใจของผู้เป็นแม่ “แม่คะ แม่รู้ได้ยังไงว่าเป็นของหนู แม่เชื่อมั่นในตัวหนูขนาดนั้นเลยเหรอคะ บางทีอาจจะเป็นของคนอื่นก็ได้นี่นา”
อู๋เหม่ยลี่ยืนเท้าสะเอวอย่างทะนงองอาจ “ลูกสาวของแม่เรียนเก่งขนาดนี้ ต้องสอบติดมหาวิทยาลัยได้อย่างแน่นอนอยู่แล้ว”
“แม่ต้องได้เป็นนักศึกษา!” หนิวหนิวตัวน้อยกำหมัดแน่น ดวงตาเป็นประกายสดใส เอ่ยสนับสนุนผู้เป็นยายอย่างเต็มที่
“เร็วเข้า เร็วเข้า อย่ามัวชักช้าอยู่เลย รีบออกไปดูกันเถอะ”
แน่นอนว่ากู้เป่าจูเองก็ไม่ได้ต้องการจะโอ้เอ้ เธอรีบเดินตามออกไปสมทบกับชาวบ้านคนอื่นๆ ในใจของเธอก็เต็มไปด้วยความคาดหวังและความตื่นเต้นไม่ต่างกัน
นับตั้งแต่ที่สองแม่ลูกตระกูลหยางถูกจับกุม และเธอได้หย่าขาดจากหยางกวงหมิง เธอก็พาลูกชายกลับมาอาศัยอยู่ที่บ้านพ่อแม่ แม้ว่าพ่อแม่ พี่ชาย และพี่สะใภ้จะดีกับเธอและลูกมากเพียงใด แต่กู้เป่าจูก็ตระหนักดีว่าเธอยังคงต้องสร้างคุณค่าให้กับตัวเอง
สอบเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้ จึงเป็นทั้งความหวังและหนทางในการพิสูจน์คุณค่าในตัวเองของเธอ
ณ ลานกว้างกลางหมู่บ้าน บุรุษไปรษณีย์หนุ่มเพิ่งจะจอดจักรยานลง ก็ถูกเหล่าชาวบ้านที่มารอฟังข่าวดีกรูกันเข้ามาห้อมล้อมจนแทบไม่มีทางเดิน
“สหายหลี่ มีจดหมายตอบรับจากมหาวิทยาลัยของเด็กๆ ในหมู่บ้านไหวฮวาของพวกเราบ้างไหม ถ้ามีก็รีบเอาออกมาเลยนะ”
“ใช่ๆ มีหรือเปล่า”
“แล้วมีทั้งหมดกี่ฉบับกันล่ะ”
บุรุษไปรษณีย์หนุ่มที่ชื่อสหายหลี่ เพิ่งจะเคยเจอการต้อนรับที่ร้อนแรงจากชาวบ้านขนาดนี้เป็นครั้งแรกตอนมาส่งจดหมาย แต่เขาก็เข้าใจถึงความรู้สึกตื่นเต้นและดีใจของทุกคนเป็นอย่างดี
“มีแน่นอนครับ วันนี้มีจดหมายตอบรับมาถึง 3 ฉบับด้วยกัน”
3 ฉบับ!
ทันทีที่สหายหลี่หยิบซองจดหมาย 3 ฉบับนั้นออกมา สายตาทุกคู่ที่ร้อนแรงดั่งเปลวไฟต่างก็จับจ้องไปที่มันเป็นตาเดียว ราวกับจะเผาให้ทะลุเพื่อมองเห็นชื่อที่อยู่ด้านใน
“สหายลู่เหวยเซียน จากบ้านพักปัญญาชน ได้รับการตอบรับจากมหาวิทยาลัยหนานจิงครับ!”
เหล่าปัญญาชนที่อาศัยอยู่ในบ้านพักปัญญาชนนั้นแทบจะทุกคนที่เข้าร่วมการสอบเกาเข่าในครั้งนี้ พวกเขาคือกลุ่มคนที่ปรารถนาจะสอบให้ผ่านเพื่อที่จะได้กลับเข้าเมืองมากที่สุด ดังนั้นพวกเขาจึงตั้งตารอคอยผลสอบอย่างใจจดใจจ่อ
หากได้รับจดหมายตอบรับ ก็หมายความว่าพวกเขาสามารถเดินทางกลับเมืองได้อย่างราบรื่น ไม่เช่นนั้นก็คงต้องใช้ชีวิตอยู่ในชนบทแห่งนี้ต่อไป ด้วยเหตุนี้เมื่อทราบข่าวว่าบุรุษไปรษณีย์นำจดหมายตอบรับมาด้วย ปัญญาชนทุกคนจึงพากันวิ่งออกมาจากที่พัก และผู้ที่ได้รับการประกาศชื่อเป็นคนแรกก็คือ ลู่เหวยเซียน
“เสี่ยวลู่ ได้ยินไหม นายสอบติดแล้วนะ!”
“มหาวิทยาลัยหนานจิงเลยนะ ไม่น่าเชื่อเลยว่าเสี่ยวลู่จะสอบติด”
ในขณะนั้น ลู่เหวยเซียนชายหนุ่มผู้มีใบหน้าหมดจดเกลี้ยงเกลา ถึงกับยืนนิ่งงันด้วยความตกใจ เขาไม่คาดคิดว่าจะได้ยินชื่อของตัวเอง
เขา...สอบติดมหาวิทยาลัยหนานจิงอย่างนั้นหรือ? นี่มันเรื่องจริงใช่ไหม?
เขายังคงยืนตะลึงงันจนกระทั่งถูกเพื่อนๆ ผลักเบาๆ ให้เดินไปอยู่ตรงหน้าบุรุษไปรษณีย์ เมื่อรับจดหมายตอบรับฉบับนั้นมาไว้ในมือ ภาพชื่อของตัวเองที่ปรากฏเด่นหราอยู่บนซอง ทำให้ลู่เหวยเซียนไม่อาจกลั้นน้ำตาแห่งความดีใจไว้ได้อีกต่อไป
“ฉันสอบติดแล้ว... ฉันสอบติดแล้วจริงๆ”
อันที่จริงแล้ว ในบรรดาปัญญาชนที่อาศัยอยู่ในบ้านพัก ลู่เหวยเซียนจัดได้ว่าเป็นคนที่ไม่ค่อยโดดเด่นนัก ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะตอนที่เขาย้ายมาที่หมู่บ้านไหวฮวา เขายังเป็นเพียงเด็กหนุ่มอายุ 16 ปี ประกอบกับใบหน้าที่ดูอ่อนกว่าวัย ทำให้เขาดูเหมือนเด็กที่ไม่รู้จักโตในสายตาคนอื่นเสมอ
นอกจากนี้นิสัยส่วนตัวของเขาก็เป็นคนค่อนข้างเก็บตัว ขี้อาย และไม่ค่อยสันทัดเรื่องการเข้าสังคม บวกกับฐานะทางบ้านที่ธรรมดา จึงไม่มีใครคิดจะเข้ามาประจบเอาใจหรือผูกมิตรกับเขาเป็นพิเศษ ลู่เหวยเซียนจึงมักจะใช้ชีวิตอยู่ตามลำพังเสียส่วนใหญ่
สาเหตุที่เขาต้องเดินทางมายังชนบทก็เพราะถูกแม่เลี้ยงบีบบังคับ ส่วนพ่อแท้ๆ ก็ไม่ได้ใส่ใจใยดีเขาเท่าไหร่นัก สำหรับเขาแล้วการมาใช้ชีวิตในชนบทหรือไม่นั้นไม่ได้มีความสำคัญอะไรเลย เพราะต่อให้เขาอยู่ในเมืองก็ไม่มีใครรักและห่วงใยเขาอย่างแท้จริงอยู่ดี
เขาจึงคิดปลงตกเสียว่ามาก็มาเถอะ ต่อให้ไม่ได้กลับเข้าเมืองไปตลอดชีวิต แค่ได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขไปวันๆ ก็คงไม่เลวร้ายอะไร
แต่แล้วเรื่องไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น ในคืนวันแต่งงานของเปาซานเยี่ยนและเวินจู๋ชิง ลู่เหวยเซียนกลับฝันร้ายเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี มันเป็นฝันร้ายที่น่ากลัวอย่างยิ่ง ในความฝันนั้น คนที่แต่งงานกับเปาซานเยี่ยนคือตัวเขาเอง และท้ายที่สุด เขาก็ถูกเปาซานเยี่ยนทุบตีจนตาย บอกตามตรงว่าความฝันนั้นทำให้เขากลัวจนจับขั้วหัวใจ
ส่วนเรื่องการสอบเกาเข่า จริงๆ แล้วผลการเรียนของลู่เหวยเซียนนั้นอยู่ในระดับปานกลาง แต่ด้วยความที่เป็นคนรักการอ่านมาโดยตลอด หลายปีที่ผ่านมาแม้จะอยู่ในชนบท หนังสือก็ไม่เคยห่างจากมือ
ดังนั้นเมื่อมีการประกาศให้กลับมาจัดสอบเกาเข่าอีกครั้ง นอกจากความตื่นเต้นแล้ว เขากลับรู้สึกสงบและเตรียมพร้อมมากกว่าใคร ส่วนจะสอบได้หรือไม่นั้น เขาปล่อยให้เป็นเรื่องของโชคชะตา แต่แน่นอนว่าถ้าสอบติดก็ย่อมเป็นเรื่องที่ดีที่สุด และเขาก็ไม่คาดคิดเลยว่าตัวเองจะทำได้สำเร็จจริงๆ
ลู่เหวยเซียนกอดจดหมายตอบรับไว้แนบอกแล้วร้องไห้ออกมาด้วยความดีใจจนตัวสั่น ท่ามกลางสายตาของผู้คนจากบ้านพักปัญญาชนที่มองมายังเขาด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย มีทั้งความอิจฉา และความริษยา
แต่ส่วนใหญ่แล้วกลับเป็นเสียงแสดงความยินดีจากชาวบ้านหมู่บ้านไหวฮวาที่ดังก้องไปทั่วบริเวณ ถึงขนาดมีคุณป้าบางคนเริ่มพิจารณาใบหน้าของลู่เหวยเซียน พลางนึกถึงความประพฤติที่ดีงามของเขาในยามปกติ และเริ่มทำหน้าที่เป็นแม่สื่อทันที หมายจะจับคู่ให้ลูกสาวของตนได้แต่งงานกับว่าที่นักศึกษาคนนี้ ทำเอาลู่เหวยเซียนตกใจจนทำอะไรไม่ถูกเลยทีเดียว
ท่ามกลางเสียงเร่งเร้าของทุกคน ในที่สุดเจ้าของจดหมายตอบรับฉบับที่สองก็ถูกเปิดเผย
“หยางม่านม่าน มหาวิทยาลัยครูไห่เฉิง!”
หยางม่านม่านถึงกับตกตะลึงจนพูดไม่ออก เธอหันไปมองกู้เหวินถิงผู้เป็นสามีที่ยืนอยู่ข้างๆ แล้วถามเสียงสั่น “ฉัน... ฉันหูฝาดไปหรือเปล่าคะ”
กู้เหวินถิงในตอนนี้ตื่นเต้นดีใจอย่างสุดขีด เขามองภรรยาที่ยังคงอยู่ในอาการตกใจด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความรัก ก่อนจะลูบศีรษะเธอเบาๆ แล้วเอ่ยว่า “เธอไม่ได้หูฝาดหรอก เธอสอบติดแล้ว!”
“สะใภ้ใหญ่ เธอสอบติดแล้ว!” เหยาชุนฮวาก็พลอยยินดีไปด้วย ทุกคนในครอบครัวกู้ต่างก็มีความสุขไปกับความสำเร็จของหยางม่านม่าน
ในตอนนั้นเอง บุรุษไปรษณีย์ได้เดินถือจดหมายตอบรับมาหยุดอยู่ตรงหน้าหยางม่านม่าน “สหายหยางม่านม่านใช่ไหมครับ นี่คือจดหมายตอบรับจากมหาวิทยาลัยครูไห่เฉิงของคุณครับ”
หยางม่านม่านยื่นมือที่สั่นเทาออกไปรับจดหมายตอบรับฉบับนั้นมาไว้ในมือ ในวินาทีนั้นเองขอบตาของเธอก็ร้อนผ่าวขึ้นมาทันที เธอรีบยกมือขึ้นปิดปากกลั้นเสียงสะอื้นแห่งความปิติยินดีไว้ไม่อยู่
“ไม่นึกเลยนะว่าสะใภ้ใหญ่บ้านตระกูลกู้จะไปสอบเกาเข่าด้วย บ้านนี้แปลกดีนะ พี่ชายคนโตไม่ได้สอบ แต่เมียกลับไปสอบแทน แถมยังสอบติดอีกต่างหาก!”
“คนมีความสามารถใครๆ ก็สอบได้ทั้งนั้นแหละ จะมาแบ่งแยกชายหญิงได้ยังไง ผู้หญิงก็ทำงานยิ่งใหญ่ได้ไม่แพ้ผู้ชายเหมือนกัน”
“ครอบครัวกู้เนี่ยใจกว้างจริงๆ นะ ขนาดลูกสะใภ้ยังอนุญาตให้ไปสอบได้ ไม่กลัวว่าพอสอบติดแล้วจะ...”
ชายคนนั้นยังพูดไม่ทันจบประโยค ก็ถูกคนข้างๆ ถลึงตาใส่จนต้องรีบหุบปากฉับ
“คนบ้านกู้ดีขนาดนั้น ใครจะอยากทิ้งไปกันเล่า”
ทางด้านนี้ กู้เป่าจูรู้ดีว่าหยางม่านม่านก็เข้าร่วมการสอบเกาเข่าด้วย เพราะตอนนั้นเธอและหยางม่านม่านได้เข้าสอบในห้องเดียวกัน แต่เธอไม่เคยรู้เลยว่าผลการเรียนของหยางม่านม่านเป็นอย่างไร จนกระทั่งวันนี้ที่ได้เห็นภาพของหยางม่านม่านถือจดหมายตอบรับอยู่ในมือ เธอจึงได้ตระหนักว่าพี่สะใภ้คนนี้ยอดเยี่ยมเพียงใด
ไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมในตอนนั้น กู้เหวินถิงถึงได้เลือกหยางม่านม่าน
ในตอนแรก กู้เป่าจูยอมรับว่าเธอรู้สึกอิจฉาและไม่พอใจอยู่บ้างที่หยางม่านม่านได้แต่งงานกับกู้เหวินถิง แต่มาถึงตอนนี้ความรู้สึกเหล่านั้นได้จางหายไปจนหมดสิ้นแล้ว เธอคิดว่าทั้งเธอและหยางม่านม่านต่างก็ควรจะมีชีวิตเป็นของตัวเอง เพียงแค่ก้าวเดินไปบนเส้นทางที่ตนเองเลือกให้ดีที่สุดก็พอแล้ว
แม้ว่าหยางม่านม่านจะยอดเยี่ยมมากเพียงใด แต่กู้เป่าจูก็เชื่อมั่นว่า...เธอก็ไม่ได้ด้อยไปกว่ากัน
และความจริงก็เป็นเช่นนั้น ท่ามกลางความคาดหวังของทุกคน เจ้าของจดหมายตอบรับฉบับสุดท้ายของวันนี้ก็ได้ถูกเปิดเผย
“กู้เป่าจู มหาวิทยาลัยฉินเฉิง!”
“กรี๊ด!” อู๋เหม่ยลี่กรีดร้องออกมาด้วยความดีใจสุดขีด เธอคว้าแขนลูกสาวที่ยืนอยู่ข้างๆ พลางเขย่าไปมา “เป่าจู ได้ยินไหมลูก ได้ยินไหม! จดหมายตอบรับของลูก! เป็นของลูกจริงๆ ด้วย!”
“เป็นชื่อของแม่จริงๆ ด้วย” หนิวหนิวที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็จดจำชื่อของแม่ตัวเองได้เช่นกัน
“เป็นไปได้ยังไง กู้เป่าจูก็สอบติดด้วยเหรอ!”
“แล้วมันจะน่าแปลกใจตรงไหนกัน ฉันจำได้ว่าเมื่อก่อนเป่าจูเรียนเก่งจะตาย”
“เห็นไหมล่ะ บอกแล้วว่าลูกสาวก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าลูกชายเลยสักนิด”
[จบบท]