บทที่ 298: การขับไล่
สี่วันเต็มที่กู้เจียหนิงและครอบครัวกลับเข้าสู่กิจวัตรประจำวันอันแสนวุ่นวาย เด็กๆ กลับไปเรียนที่สถานรับเลี้ยงเด็ก ส่วนตัวเธอเองก็กลับไปทำงานที่โรงพยาบาลตามปกติ
ในที่สุด บทลงโทษของครอบครัวจางก็ได้ถูกประกาศออกมาอย่างเป็นทางการ
จางชิวเหมยและป้าหนิวชุ่ย สองแม่ลูกผู้เป็นต้นเรื่องของความวุ่นวายทั้งหมด ถูกตั้งข้อหาพยายามทำลายชีวิตสมรสของนายทหาร แม้ว่าแผนการของพวกเธอจะเพิ่งเริ่มต้นและยังไม่ก่อให้เกิดความเสียหายที่เป็นรูปธรรม แต่การกระทำดังกล่าวก็ถือเป็นความผิดร้ายแรงที่ไม่สามารถปล่อยผ่านไปได้
ถึงแม้จะไม่ต้องรับโทษถึงขั้นติดคุก แต่บทลงทัณฑ์ที่พวกเธอได้รับก็หนักหนาสาหัสไม่แพ้กัน
ทั้งคู่ถูกสั่งห้ามไม่ให้อาศัยอยู่ในเขตทหารอีกต่อไป และต้องย้ายออกไปภายในวันที่กำหนด
ไม่เพียงเท่านั้น การกระทำอันน่าละอายของจางชิวเหมยจะถูกรายงานไปยังมหาวิทยาลัยที่เธอเพิ่งสอบติด ซึ่งผลที่จะตามมานั้นคงต้องปล่อยให้เป็นเรื่องของทางมหาวิทยาลัยที่จะพิจารณาลงโทษเธอต่อไป
ส่วนทางด้านจางเจี้ยนจวิน แม้ว่าเขาจะปรากฏตัวและเข้าไประงับเหตุการณ์ได้ทันท่วงที แต่ในฐานะที่หนิวชุ่ยคือแม่บังเกิดเกล้า และจางชิวเหมยคือน้องสาวแท้ๆเขาก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบในฐานะผู้มีหน้าที่สอดส่องดูแลคนในครอบครัวได้
ผลจากการกระทำของแม่และน้องสาว ทำให้จางเจี้ยนจวินถูกลดตำแหน่งลงถึงสองขั้น จากนายทหารระดับผู้บังคับการกรม กลายเป็นเพียงนายทหารระดับผู้บังคับการกองพัน ยิ่งไปกว่านั้น ภายในระยะเวลา 5 ปีข้างหน้า เขาจะไม่ได้รับอนุญาตให้เลื่อนตำแหน่งใดๆ ทั้งสิ้น เว้นแต่จะสร้างคุณงามความดีครั้งยิ่งใหญ่ให้กับกองทัพได้จริงๆ
นอกจากนี้ก่อนที่จะย้ายออกจากเขตทหารไป หนิวชุ่ยยังต้องไปกล่าวคำขอโทษต่อหน้าบรรดาภรรยานายทหารทุกคนที่เธอเคยรังแกและข่มเหงน้ำใจเอาไว้ในอดีต
ทันทีที่ประกาศบทลงโทษนี้ถูกเผยแพร่ออกไป บรรดาครอบครัวที่อาศัยอยู่ในบ้านพักทหารต่างก็พากันปรบมือแสดงความยินดีกันถ้วนหน้า ซึ่งมันสะท้อนให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่าครอบครัวจางนั้นเป็นที่น่ารังเกียจและสร้างความเอือมระอาให้กับผู้คนรอบข้างมากเพียงใด
ในขณะที่คนภายนอกกำลังเฉลิมฉลอง บรรยากาศภายในบ้านของตระกูลจางกลับตกอยู่ในความมืดมนและสิ้นหวังราวกับมีเมฆหมอกสีดำทะมึนปกคลุมอยู่
“ลูกแม่...เจี้ยนจวินของแม่ ลูกช่วยไปคุยกับท่านผู้บังคับบัญชาทีเถอะนะ ให้แม่ได้อยู่ที่นี่ต่อเถอะ แม่ไปจากที่นี่ไม่ได้จริงๆ ถ้าแม่ไปแล้ว ใครจะคอยดูแลบ้านช่องให้ลูกล่ะ” ป้าหนิวชุ่ยร่ำไห้ฟูมฟายเกาะแขนลูกชายคนเดียวของเธอเอาไว้แน่น
“แม่ไม่อยากกลับไปบ้านนอก...แม่ไม่อยากกลับไปที่นั่นจริงๆ นะลูก”
“พี่คะ พี่ช่วยไปขอร้องพวกเขาให้หน่อยได้ไหม อย่าแจ้งเรื่องนี้กับทางมหาวิทยาลัยของฉันเลยนะคะ ได้โปรดเถอะค่ะ ไม่อย่างนั้น...ไม่อย่างนั้น...” จางชิวเหมยน้ำตานองหน้า เธอรู้สึกหวาดกลัวอย่างจับใจ เธอทุ่มเทแรงกายแรงใจไปมากมายแค่ไหนกว่าจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ แม้จะไม่ใช่คณะหรือสถาบันในฝัน แต่การได้เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยก็คือความภาคภูมิใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของเธอแล้ว
ในยุคสมัยนี้ แค่การศึกษาในระดับมัธยมต้นหรือมัธยมปลายก็ถือว่าเป็นผู้มีการศึกษาสูงแล้ว การได้เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยยิ่งไม่ต้องพูดถึง แม้ว่าสถาบันที่เธอเรียนจะไม่ได้มีชื่อเสียงโด่งดังอะไรมากนัก แต่เมื่อสำเร็จการศึกษาออกมาเธอก็จะได้รับการจัดสรรงานที่ดี มีหน้ามีตาในสังคม และเหนือกว่าคนอื่นๆอีกมากมาย
แต่หากเรื่องนี้ถูกส่งไปถึงมหาวิทยาลัยจริงๆ เธอกลัวเหลือเกินว่าทางนั้นจะสั่งให้เธอพ้นสภาพการเป็นนักศึกษา สถานะนักศึกษามหาวิทยาลัยคือสิ่งที่เธอเชิดหน้าชูตามาโดยตลอด เธอจะสูญเสียมันไปไม่ได้เด็ดขาด
จางเจี้ยนจวินต้องเผชิญหน้ากับเสียงร้องไห้คร่ำครวญของแม่และน้องสาว ความรู้สึกสับสนและหงุดหงิดตีรวนอยู่ในอกจนแทบระเบิดออกมา
“หยุดโวยวายได้แล้ว!” ในที่สุดเขาก็หมดความอดทน ตะคอกใส่ทั้งสองคนเสียงดังลั่น
เสียงตวาดของเขาทำให้ทั้งหนิวชุ่ยและจางชิวเหมยตกใจจนตัวแข็งทื่อ ไม่เว้นแม้แต่จือซู ลูกสาวของชุนซิ่งที่กำลังเล่นอยู่ในห้องก็ยังสะดุ้งตกใจ ชุนซิ่งรีบยกมือขึ้นปิดหูลูกสาวไว้พลางขมวดคิ้วมองออกไปข้างนอก แต่ก็ไม่ได้มีความคิดที่จะก้าวออกไปยุ่งเกี่ยวด้วยแต่อย่างใด
ทางด้านนอก จางเจี้ยนจวินเริ่มระบายความอัดอั้นตันใจของเขาออกมา “พวกเธอรู้แต่เรื่องของตัวเอง ไม่รู้หรือไงว่าฉันก็โดนลงโทษเหมือนกัน!”
“ฉันถูกลดตำแหน่ง! ฉันใช้เวลาสั่งสมผลงานมากี่ปี ทุ่มเททำงานหนักแค่ไหนกว่าจะไต่เต้าขึ้นมาถึงตำแหน่งผู้บังคับการกรมได้ แต่นี่มันอะไรกัน! แค่พริบตาเดียว เพราะเรื่องที่พวกเธอสองคนก่อขึ้น ฉันถึงต้องโดนลากเข้าไปพัวพันด้วย ไม่ใช่แค่ถูกลดตำแหน่งลงมาเป็นแค่ผู้บังคับการกองพัน แต่ยังถูกสั่งห้ามไม่ให้เลื่อนตำแหน่งไปอีกตั้ง 5 ปี!”
“พวกเธอร้องแรกแหกกระเชอว่าตัวเองน่าสงสาร แล้วจะให้ฉันไปช่วยอย่างนั้นเหรอ?”
“แล้วฉันล่ะ! ฉันควรจะไปร้องแรกแหกกระเชอกับใครดี! ฉันควรจะไปขอให้ใครมาช่วยฉันบ้าง!”
“ฉันจะบอกพวกเธอให้เอาบุญนะ เรื่องนี้เบื้องบนตัดสินใจไปแล้ว ไม่มีทางเปลี่ยนแปลงอะไรได้อีกทั้งนั้น ส่วนผลที่ตามมาจะเป็นยังไง ก็คงต้องภาวนาขอให้ตัวเองโชคดีก็แล้วกัน ตอนนี้ฉันเองก็โดนพวกเธอลากลงเหวไปด้วยจนเอาตัวเองไม่รอดอยู่แล้ว ยังจะต้องการอะไรจากฉันอีก!”
หนิวชุ่ยถึงกับนิ่งอึ้งไป นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ลูกชายผู้เป็นความภาคภูมิใจของเธอ ตะคอกใส่เธอผู้เป็นแม่บังเกิดเกล้าด้วยถ้อยคำรุนแรงเช่นนี้ เธออ้าปากพะงาบๆ อยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายคำพูดที่หลุดออกมากลับเป็น “งั้น...งั้นแม่จะไปขอร้องผู้พันเซิ่งกับหมอกู้เอง แม่จะไปคุกเข่า ไปโขกหัวให้พวกเขา ขอแค่พวกเขายอมยกโทษให้เรา ไม่ว่าจะให้แม่ทำอะไร แม่ก็ยอมทั้งนั้น”
หนิวชุ่ยเป็นคนที่มีทิฐิและหยิ่งในศักดิ์ศรีของตัวเองมาตลอดชีวิต แต่ในวินาทีนี้เธอรู้ดีว่าทุกอย่างมันพังทลายลงเพราะความโง่เขลาของเธอเอง และมันได้ทำลายอนาคตของลูกชายที่เธอรักและภาคภูมิใจที่สุดในชีวิต
ดังนั้นหนิวชุ่ยจึงตัดสินใจที่จะทิ้งศักดิ์ศรีทั้งหมดที่เคยมีไป เพื่อไปอ้อนวอนขอความเมตตาจากเซิ่งเจ๋อซีและกู้เจียหนิง
ทว่ายังไม่ทันที่เธอจะได้วิ่งออกไป จางเจี้ยนจวินก็ตวาดห้ามเธอไว้เสียก่อน
“แม่! อย่าไปนะ! ห้ามไปเด็ดขาด! พวกเขาไม่ใช่คนที่จะไปต่อกรด้วยได้ง่ายๆ เรื่องมันมาถึงขั้นนี้แล้ว แม่ช่วยอย่าก่อเรื่องให้มันวุ่นวายไปมากกว่านี้จะได้ไหม!”
เซิ่งเจ๋อซีและกู้เจียหนิงไม่ใช่คนใจอ่อน และไม่ใช่คนที่จะยอมให้ใครมาใช้ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีมาบีบบังคับได้ เขากลัวเหลือเกินว่าถ้าแม่ของเขาบุกไปคุกเข่าโขกหัวถึงที่นั่น เรื่องราวอาจจะยิ่งเลวร้ายและบานปลายไปกันใหญ่
“แม่ครับ สองสามีภรรยานั่น...เราไปยุ่งกับเขาไม่ได้หรอกครับ”
คำพูดของลูกชายทำให้หนิวชุ่ยถึงกับเข่าอ่อนทรุดลงกับพื้น ร้องไห้โฮออกมาอย่างหมดหนทาง “แล้วจะให้แม่ทำยังไงดี...ทำยังไงดีล่ะลูก”
ทันใดนั้นเอง สายตาของเธอก็เหลือบไปเห็นจางชิวเหมยที่ยืนตัวสั่นอยู่ข้างๆ แววตาที่เคยมองลูกสาวคนนี้ด้วยความรักใคร่เอ็นดู บัดนี้กลับเต็มไปด้วยความเกลียดชังและเคียดแค้น “ทั้งหมดมันเป็นเพราะแกนั่นแหละ! อยู่ดีไม่ว่าดี เป็นถึงว่าที่นักศึกษามหาวิทยาลัย เป็นสาวเป็นนางยังไม่เคยต้องมือชายใด อยากจะไปชอบใครก็ชอบไปสิ ทำไมต้องไปชอบคนที่มีเมียแล้วด้วย แกอยากจะไปเป็นชู้กับเขาหรือไง!”
“รู้อย่างนี้ฉันไม่น่าหลงเชื่อแกเลย!”
“ใช่! ฉันมันคนไม่มีการศึกษา! ฉันไม่รู้เรื่องกฎหมายหรอกว่าการทำลายชีวิตสมรสของทหารมันเป็นยังไง แต่แกไม่ใช่หรือไงที่เป็นถึงว่าที่นักศึกษา ทำไมแกถึงไม่รู้!”
“หนังสือที่เรียนมาตั้งหลายปีมันไม่ได้เข้าหัวแกเลยหรือไง!”
“ฉันน่าจะรู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าอีลูกผู้หญิงมันไร้ประโยชน์! รู้อย่างนี้ฉันไม่น่าส่งเสียให้แกได้เรียนหนังสือเลย!”
หัวใจของหนิวชุ่ยเต็มไปด้วยความเสียใจจนแทบกระอักออกมาเป็นเลือด เธอเริ่มพร่ำบ่นโทษจางชิวเหมย ลูกสาวที่เธอเคยทั้งรักทั้งตามใจมาตลอด
จางชิวเหมยยืนนิ่งตัวแข็งทื่อ จ้องมองแม่ของตัวเองด้วยความตกตะลึง
ที่ผ่านมา เธอเคยได้ยินแม่พูดอยู่บ่อยๆ ว่า “ลูกผู้หญิงมันก็แค่ของไร้ค่า” “ส่งให้เรียนไปก็เปลืองเงินเปล่า” แต่เธอก็คิดเสมอว่าคำพูดเหล่านั้น แม่คงใช้พูดถึงลูกสาวของคนอื่นเท่านั้น
เธอเคยคิดว่าตัวเองแตกต่าง และยังเคยผสมโรงพูดจาดูถูกลูกผู้หญิงคนอื่นไปกับแม่ด้วยซ้ำ
แต่ในวันนี้เธอไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่าคำพูดร้ายกาจเหล่านั้นจะพุ่งตรงมาที่ตัวเธอเอง
ภายในห้องนอน ชุนซิ่งที่ได้ยินเสียงทะเลาะวิวาทจากข้างนอกก็ยกยิ้มขึ้นมาอย่างเย็นชา
***
ในที่สุด วันรุ่งขึ้นหลังจากที่บทลงโทษถูกประกาศออกมาอย่างเป็นทางการ หนิวชุ่ยและจางชิวเหมยก็จำต้องเก็บข้าวของย้ายออกจากเขตทหารไป
อย่างไรก็ตามด้วยความเห็นใจและคำร้องขอจากทั้งสองคน จางเจี้ยนจวินจึงไม่ได้ใจไม้ไส้ระกำถึงขนาดส่งพวกเธอกลับไปอยู่ที่บ้านเกิด
เขาก็เป็นคนหนึ่งที่ต้องรักษาหน้าตาของตัวเองเช่นกัน
ในอดีตชื่อเสียงของครอบครัวพวกเขาที่หมู่บ้านเดิมก็ไม่ได้ดีเด่อะไรนัก ต่อมาเมื่อเขาได้เป็นทหารและมีตำแหน่งหน้าที่การงานสูงขึ้นเรื่อยๆ เขาก็ได้รับแม่และน้องสาวออกมาอยู่ด้วยกัน เขายังเคยใช้อำนาจที่มีไปสั่งสอนคนที่เคยดูถูกครอบครัวของเขาไว้ด้วยซ้ำ
หากครั้งนี้แม่กับน้องสาวต้องซมซานกลับไปอยู่ที่บ้านเกิด ไม่เพียงแต่พวกเธอที่จะต้องถูกชาวบ้านหัวเราะเยาะ แม้แต่ตัวเขาเองก็จะพลอยถูกนินทาไปด้วย ถึงแม้ว่าเขาจะอยู่ในกองทัพและมองไม่เห็นภาพเหล่านั้น แต่จางเจี้ยนจวินเป็นคนรักศักดิ์ศรี เขาไม่อนุญาตให้เรื่องแบบนั้นเกิดขึ้นเด็ดขาด
ในเมื่อแม่กับน้องสาวไม่สามารถอยู่ที่นี่ได้แล้ว ก็คงต้องไปหาที่อื่นบนเกาะฮ่วนซาแห่งนี้อยู่แทน
สุดท้ายเขาก็ยอมควักเงินเก็บของตัวเองไปเช่าบ้านหลังเล็กๆ ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งบนเกาะให้แม่กับน้องสาวได้อาศัยอยู่ แม้ว่าสภาพแวดล้อมที่นั่นจะเทียบไม่ได้กับในเขตทหารเลยแม้แต่น้อย แต่ก็ยังดีกว่าการต้องกลับไปเผชิญหน้ากับสายตาดูถูกเหยียดหยามที่บ้านเกิด
“เจี้ยนจวิน...ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ทำไมไม่ให้ชุนซิ่งย้ายมาอยู่กับพวกเราด้วยเลยล่ะ” หนิวชุ่ยเอ่ยปากเสนอ
จางเจี้ยนจวินขมวดคิ้วมุ่น เขารู้ดีว่าแม่ของเขาคิดอะไรอยู่ ที่อยากให้ชุนซิ่งย้ายมาอยู่ด้วยก็เพราะจะได้มีคนคอยรับใช้ ซักผ้า ทำอาหารให้เหมือนเดิมนั่นเอง แต่ว่า...
[จบบท]