บทที่ 30: ที่แท้ก็เป็นเขา!
【รับทราบค่ะโฮสต์】
เสียงของระบบดังขึ้นพร้อมกับการทำงานที่ฉับไว
【ติ๊ง! เปิดใช้งานเครื่องติดตามกลิ่นแล้ว เป้าหมายการติดตาม: ถั่วหางกระดิ่ง กำลังสแกนหาบุคคลสุดท้ายที่สัมผัสโดยตรง…】
【ติ๊ง! สแกนเสร็จสิ้น】
ทันทีที่เสียงแจ้งเตือนดังจบลง ตรงหน้าของกู้เจียหนิงก็ปรากฏเส้นสีแดงที่คนอื่นมองไม่เห็นพุ่งเป็นลำแสงออกไปจากจุดที่เธอยืนอยู่
และปลายทางของเส้นแสงนั้น…
กู้เจียหนิงเดินออกจากเล้าหมู ดวงตาจับจ้องไปยังร่างสูงโปร่งของเวินจู๋ชิง ที่แม้จะยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชนมากมาย แต่ก็ยังคงโดดเด่นราวกับต้นไผ่ที่ตั้งตระหง่านอย่างทระนง
ดูเหมือนเวินจู๋ชิงเองก็คาดไม่ถึงว่าเธอจะมองมาที่เขา
หลังจากชะงักไปครู่หนึ่ง เขาก็เผยรอยยิ้มอ่อนโยนตามแบบฉบับที่เคยใช้โปรยเสน่ห์ใส่เธอเป็นประจำ โดยเฉพาะดวงตาคู่นั้นที่เคยทำให้เธอหลงใหล มันช่างเป็นดวงตาที่มองหมาก็ยังดูเปี่ยมไปด้วยความรักใคร่ลึกซึ้ง
กู้เจียหนิงเม้มปากแน่น ไม่ได้แสดงปฏิกิริยาใดๆ ตอบกลับไป
สายตาของเธอเย็นชาลง ก่อนจะเดินตามหมอจางไปยังสถานีอนามัยของหมู่บ้านเงียบๆ
ที่แท้ก็เป็นเวินจู๋ชิง!
เมื่อครู่ ปลายทางของเส้นแสงจากเครื่องติดตามกลิ่น ชี้เป๊ะไปที่ร่างของเขาอย่างชัดเจน
หมายความว่าเวินจู๋ชิงคือคนที่เอาถั่วหางกระดิ่งมาให้หมูกิน เขาตั้งใจจะโยนความผิดทั้งหมดให้แม่ของเธอ ทำให้แม่ต้องตกเป็นเป้าสายตาและถูกชาวบ้านรุมประณามอย่างนั้นสินะ
ทำไมถึงทำแบบนี้ เพียงเพราะฉันทิ้งเขาไปหมั้นกับพี่เซิ่งเจ๋อซีอย่างนั้นเหรอ
ช่างเป็นผู้ชายที่อาฆาตแค้นไม่เลิกจริงๆ
เดิมที กู้เจียหนิงยังลังเลใจอยู่บ้าง เธอคิดว่าเรื่องราวเลวร้ายในชาติที่แล้วมันยังไม่เกิดขึ้นในชาตินี้ เธอควรจะหาเรื่องวางแผนเล่นงานเวินจู๋ชิงเพื่อแก้แค้นเรื่องในอดีตดีหรือไม่
แต่ตอนนี้ ความลังเลแม้แต่เพียงนิดเดียวก็ไม่หลงเหลืออยู่ในใจของเธออีกต่อไปแล้ว
ความลังเลของเธอ มีแต่จะเปิดโอกาสให้เวินจู๋ชิงทำร้ายและแก้แค้นครอบครัวของเธอมากขึ้นเท่านั้น
และในชาตินี้ ครอบครัวคือทุกสิ่งทุกอย่างของเธอ คือเกล็ดมังกรที่ใครก็แตะต้องไม่ได้!
ส่วนเวินจู๋ชิง ไม่ว่าจะชาติที่แล้วหรือชาตินี้ เขาก็คือเศษสวะที่ไม่เคยเปลี่ยน!
เธอรู้ดีว่าถ้าไม่มีใครเห็นเวินจู๋ชิงมาที่เล้าหมูในคืนนั้น ก็คงจะเอาผิดอะไรเขาไม่ได้ แต่นั่นไม่สำคัญ แค่เธอรู้ว่าเป็นฝีมือของใครก็เกินพอแล้ว
เธอจะเอาคืนทุกอย่างให้สาสม!
กู้เจียหนิงเดินตามหมอจางมาถึงสถานีอนามัยของหมู่บ้าน เธอค้นหาสมุนไพรที่ต้องการเพียงไม่กี่ชนิดอย่างรวดเร็วก่อนจะเริ่มลงมือต้มยา
เมื่อหมอจางเข้ามาสอบถามด้วยความนอบน้อม เธอก็อธิบายสรรพคุณและขั้นตอนต่างๆ ให้เขาฟัง
หลังจากฟังจบ หมอจางก็พยักหน้าหงึกๆ อย่างทึ่งในความรู้ “สมแล้วที่เป็นถึงนักเรียนอาชีวะสาขาการแพทย์ รู้เยอะจริงๆ”
กู้เจียหนิงได้แต่คิดในใจ ‘ที่จริงแล้วมันไม่เกี่ยวกับวุฒิการศึกษาอะไรนั่นหรอก ถ้าไม่มีมิติหมอเทวดาที่ระบบมอบให้ฉันเรียนรู้ ป่านนี้ฉันก็คงทำอะไรไม่ถูกเหมือนกัน’
แต่แน่นอนว่าเรื่องพรรค์นี้เธอไม่มีความจำเป็นต้องป่าวประกาศให้ใครรู้
ดูเหมือนทุกคนจะยังอยากรู้ว่ากู้เจียหนิงมีความสามารถด้านการแพทย์จริงหรือไม่ จะรักษาหมูทั้ง 9 ตัวได้จริงหรือเปล่า เพราะตอนที่เธอกลับมาพร้อมกับยาต้มหม้อใหญ่ ที่หน้าเล้าหมูก็ยังคงมีชาวบ้านมุงดูอยู่ไม่น้อย
“หนิงหนิง ต้องเอายานี่กรอกปากหมูใช่ไหม มาเดี๋ยวพวกพี่ทำเอง”
กู้เหวินหนานและกู้เหวินโจวรีบก้าวเข้ามารับหม้อยาไปถือไว้
ในฐานะคนในครอบครัว พวกเขาย่อมรู้ดีว่าน้องสาวคนนี้รักความสะอาดมากแค่ไหน การที่หนิงหนิงยอมเข้าไปในเล้าหมูเพื่อตรวจดูอาการของพวกมันก็ถือว่าน่าทึ่งมากแล้ว จะปล่อยให้น้องต้องมาลงมือกรอกยาให้หมูสกปรกๆ ได้อย่างไร
เรื่องแบบนี้ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผู้ชายตัวโตๆ ที่ไม่กลัวความสกปรกอย่างพวกเขาจัดการเองดีกว่า
กู้เจียหนิงย่อมไม่ปฏิเสธอยู่แล้ว
โชคดีที่หมูพวกนี้กำลังป่วยอยู่ ส่วนใหญ่จึงนอนซมอย่างหมดแรง ทำให้การกรอกยาเป็นไปอย่างราบรื่น
ยาหม้อนี้ต้องกรอกให้หมูกินวันละ 3 ครั้ง ซึ่งยังเหลืออีก 2 ครั้งที่ต้องรอเวลา
กู้เจียหนิงไม่ได้อยู่ที่เล้าหมูนานนัก มีเพียงเหยาชุนฮวาและคนอื่นๆ ในครอบครัวที่ยังคงเฝ้าดูอาการอยู่ที่นี่
ส่วนชาวบ้านคนอื่นๆ ก็แวะเวียนมาดูเป็นระยะๆ
แต่สิ่งที่ทุกคนเห็นตรงกันคือ หมูดูเหมือนจะไม่ชักกระตุกแล้ว และกำลังค่อยๆ ฟื้นตัวอย่างเห็นได้ชัด
นี่หมายความว่า… กู้เจียหนิงรู้เรื่องการแพทย์จริงๆ งั้นเหรอ? เธอรักษาหมูให้หายได้จริงๆ น่ะเหรอ?
ภาพลักษณ์ของกู้เจียหนิงในสายตาชาวบ้านที่เคยเป็นแค่คุณหนูสวยแต่เรื่องมาก ตอนนี้กลับมีมิติของความสามารถด้านการแพทย์เพิ่มเข้ามาอีกชั้นหนึ่ง
จนกระทั่งพลบค่ำ ในที่สุดเหยาชุนฮวาก็กลับมาบ้านด้วยใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความดีใจและโล่งอก “หนิงหนิง หมูพวกนั้นดูเหมือนจะหายดีแล้วนะ เริ่มกินรำข้าวแล้วด้วย”
สิ้นเสียงของเหยาชุนฮวา เสียงของระบบก็ดังขึ้นในหัวของกู้เจียหนิงทันที
【ติ๊ง! ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ที่รักษาคนไข้หมายเลข 2, 3 ถึง 10 สำเร็จ มอบรางวัลเป็นคะแนนสะสม 90 คะแนน】
ดวงตาของกู้เจียหนิงเป็นประกายขึ้นมาทันที ไม่คิดเลยว่าการรักษาหมูจะได้คะแนนสะสมด้วย ตัวละ 10 คะแนน 9 ตัวก็ได้มาตั้ง 90 คะแนน
เมื่อรวมกับของเดิมอีก 15 คะแนน ตอนนี้เธอมีคะแนนสะสมทั้งหมด 105 คะแนนแล้ว
เท่านี้เธอก็สามารถซื้อ ‘เครื่องสแกนร่างกายอัจฉริยะ’ ที่ติดตั้งในดวงตาซึ่งเธอปรารถนามานานได้แล้ว!
กู้เจียหนิงพยายามเก็บซ่อนความตื่นเต้นไว้ข้างใน แล้วตอบกลับแม่ไปว่า “ดีแล้วค่ะ พรุ่งนี้พวกมันก็น่าจะกลับมาเป็นปกติทุกอย่างแล้ว”
“ครั้งนี้ต้องขอบคุณลูกจริงๆ นะ แต่แม่ก็ยังอยากรู้ว่าใครมันใจดำอำมหิตขนาดนี้ กล้ามาเล่นงานครอบครัวเรา ถ้าแม่รู้นะว่าจะต้องถลกหนังมันออกมาให้ได้!”
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ สีหน้าของคนอื่นๆ ในครอบครัวกู้ก็เคร่งเครียดลงทันที
ใครๆ ก็ดูออกว่านี่คือการวางแผนเล่นงานครอบครัวของพวกเขาอย่างจงใจ แต่ก็ไม่รู้ว่าเป็นฝีมือของใคร
และไม่รู้ว่าคนคนนั้นจะลงมือเล่นงานครอบครัวพวกเขาอีกเมื่อไหร่
อันที่จริงกู้เจียหนิงก็อยากจะบอกออกไปว่าคนคนนั้นคือเวินจู๋ชิง
แต่เธอไม่มีหลักฐาน อีกทั้งยังเปิดเผยเรื่องระบบไม่ได้
อย่างไรก็ตาม การกระทำของเวินจู๋ชิงในวันนี้ ยิ่งทำให้เธอตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะไม่มีวันปล่อยเขาไปง่ายๆ แน่
เมื่อหยางม่านม่านรู้ว่าน้องสามีรักษาหมูจนหายได้ เธอก็ดีใจเป็นอย่างมาก
นี่เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าน้องสามีมีความสามารถทางการแพทย์จริงๆ แบบนี้การรักษาของเธอภายใต้การดูแลของน้องก็คงจะทำให้เธอตั้งท้องได้อย่างราบรื่นในไม่ช้า
***
ณ ที่พักปัญญาชน เวลาก็ดึกมากแล้ว เหล่าปัญญาชนที่เคยจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์เรื่องที่เกิดขึ้นตอนกลางวันต่างก็แยกย้ายกันกลับเข้าห้องเพื่อเตรียมตัวนอนหลับ เพราะพรุ่งนี้ยังต้องตื่นแต่เช้าไปทำงาน
เวินจู๋ชิงเป็นคนสุดท้ายที่ล้างหน้าล้างตาเสร็จ เขาถืออ่างเคลือบกับผ้าขนหนูเตรียมจะกลับเข้าห้อง แต่ทันใดนั้นก็มีร่างหนึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้าเขา
เวินจู๋ชิงขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัวเมื่อถูกขวางทาง เมื่อเงยหน้าขึ้นมองคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า เขาก็ปรับสีหน้าเป็นอ่อนโยนตามเดิม “สหายปัญญาชนหลี่ มีเรื่องอะไรรึเปล่าครับ”
แสงจันทร์สาดส่องลงบนใบหน้าของหลี่เจวียน
เธอยืนจ้องมองเวินจู๋ชิง ดวงตาของเธอเป็นประกายยิ่งกว่าแสงจันทร์ในคืนนี้เสียอีก เธอเอ่ยถามเสียงเบา “สหายปัญญาชนเวิน เมื่อคืนตอนที่ฉันลุกไปเข้าห้องน้ำ ฉันเหมือนจะเห็นคุณอุ้มอะไรบางอย่างเดินไปทางเล้าหมู”
คำพูดนี้ทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าของเวินจู๋ชิงแข็งค้างไปชั่วขณะ ดวงตาของเขาหรี่ลงเล็กน้อย แต่การเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์นั้นเกิดขึ้นเพียงแวบเดียวและหายไปอย่างรวดเร็ว จนหลี่เจวียนคิดว่าตัวเองตาฝาดไป
เวินจู๋ชิงยังคงมีรอยยิ้มอ่อนโยนประดับอยู่บนใบหน้า ราวกับไม่ใส่ใจในคำพูดของหลี่เจวียนเลยแม้แต่น้อย “สหายปัญญาชนหลี่ คุณคงจะดูผิดคนแล้วล่ะครับ เมื่อคืนผมนอนเร็วมาก”
การปฏิเสธของเวินจู๋ชิงไม่ได้ทำให้หลี่เจวียนโกรธเคืองแต่อย่างใด เธอยังคงจ้องมองเขาด้วยดวงตาเป็นประกาย “งั้นก็คงเป็นฉันที่ตาฝาดไปเอง”
“สหายปัญญาชนเวิน คุณวางใจได้เลยค่ะ ฉันจะไม่บอกเรื่องนี้กับใครทั้งนั้น”
“ฉันไม่ได้คิดว่าคุณทำผิดอะไรเลย ในเมื่อกู้เจียหนิงเป็นฝ่ายทรยศหักหลังก่อนเอง ปากก็บอกว่าชอบคุณ แต่กลับไปหมั้นกับผู้ชายคนอื่น”
“สหายปัญญาชนเวิน ฉันแค่อยากจะบอกคุณว่า กู้เจียหนิงไม่คู่ควรกับคุณหรอกค่ะ พวกเราต่างหากที่เป็นคนประเภทเดียวกัน”
เวินจู๋ชิงนิ่งเงียบไปตลอด เขาอาศัยแสงจันทร์มองเห็นความทะเยอทะยานและความร้อนแรงในแววตาของหลี่เจวียนได้อย่างชัดเจน
[จบบท]