บทที่ 301: สายตาที่เต็มไปด้วยความมุ่งร้าย
หนึ่งสัปดาห์หลังจากที่กู้เจียหนิงออกใบรับรองแพทย์ที่ยืนยันว่าชุนซิ่งสามารถตั้งครรภ์ได้ตามปกติ ในที่สุดข่าวที่ทุกคนต่างคาดเดาก็มาถึง
ชุนซิ่งกับจางเจี้ยนจวินหย่ากันแล้ว
แม้จะหย่าร้างกัน แต่ชุนซิ่งก็ยังคงสามารถทำงานที่โรงงานอาหารต่อไปได้ โชคดีที่ตำแหน่งงานนี้ไม่ได้มาเพราะสถานะการเป็นภรรยานายทหาร แต่เป็นผลตอบแทนจากการที่เธอเคยช่วยชีวิตคนเอาไว้ อย่างไรก็ตามเมื่อสถานะเปลี่ยนไป เธอกับลูกสาวก็ไม่สามารถอาศัยอยู่ในเขตทหารได้อีกต่อไป
ในวันที่ชุนซิ่งกำลังจะพาลูกสาวตัวน้อยย้ายออกไปนั้น เป็นเรื่องบังเอิญที่กู้เจียหนิงซึ่งกำลังจะเดินทางไปทำงานได้พบกับเธอเข้าพอดี
“คุณหมอกู้ ขอบคุณมากนะคะ” ชุนซิ่งเอ่ยขึ้นทันทีที่เห็นหน้ากู้เจียหนิง แววตาของเธอเปี่ยมไปด้วยความซาบซึ้งใจอย่างสุดซึ้ง “ถ้าไม่ใช่เพราะคุณ ฉันก็ไม่รู้เลยว่าจะต้องทนแบกรับชื่อเสียงว่าเป็นผู้หญิงมีลูกไม่ได้ไปอีกนานแค่ไหน แล้วก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะต้องถูกจางเจี้ยนจวินหลอกลวงไปอีกนานเท่าไหร่”
กู้เจียหนิงพินิจมองชุนซิ่งอย่างละเอียด สภาพจิตใจและท่าทางของเธอดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ใบหน้ามีความสดใสและมีชีวิตชีวาขึ้นมาก ราวกับได้ปลดเปลื้องภาระหนักอึ้งที่แบกไว้มานานหลายปี
ข้างกายของเธอ จือซูลูกสาวตัวน้อยเงยหน้าขึ้นมองกู้เจียหนิงด้วยดวงตาที่เปล่งประกายสดใส เด็กน้อยเคยได้ยินเรื่องราวของคุณน้าคนนี้จากผู้คนมากมาย และแม่ของเธอก็เคยเล่าให้ฟังว่าคุณน้าเป็นคนที่ทั้งเก่งและยอดเยี่ยมมาก
ในความคิดของจือซู คุณน้าคนนี้ไม่ได้มีดีแค่ความสามารถ แต่ยังงดงามอีกด้วย เธอตั้งปณิธานในใจว่าโตขึ้นจะต้องตั้งใจเรียนหนังสือ เพื่อที่จะได้เป็นคนที่เก่งกาจและน่าชื่นชมให้ได้เหมือนคุณน้าคนสวยคนนี้
กู้เจียหนิงยิ้มอย่างอ่อนโยนก่อนจะยื่นมือไปลูบศีรษะของจือซูเบาๆ สัมผัสอันอบอุ่นนั้นทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าของเด็กหญิงกว้างและหวานยิ่งขึ้น
“ไม่ต้องขอบคุณฉันหรอกค่ะ ทุกอย่างเป็นเพราะคุณสู้ด้วยตัวเองต่างหาก” กู้เจียหนิงกล่าวตามความจริง
และมันก็เป็นความจริงเช่นนั้น ไม่ว่าจะเป็นความกล้าหาญในการตัดสินใจหย่าร้างกับจางเจี้ยนจวิน หรือเรื่องงานที่เธอได้รับ ทั้งหมดล้วนเป็นสิ่งที่ชุนซิ่งไขว่คว้ามาด้วยตัวเอง หากเป็นคนอื่นที่ตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน ต่อให้รู้ความจริงว่าจางเจี้ยนจวินคือคนที่เป็นหมัน ในยุคสมัยนี้ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีความกล้าพอที่จะเลือกเดินออกมาจากการแต่งงาน
ยิ่งไปกว่านั้นชุนซิ่งเคยผ่านการหย่าร้างมาแล้วครั้งหนึ่ง การหย่าเป็นครั้งที่สองย่อมต้องเผชิญกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์และคำครหาจากคนรอบข้างอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หลายคนอาจจะปักใจเชื่อไปแล้วว่าเป็นความผิดของเธอ
“แล้วนี่วางแผนจะย้ายไปอยู่ที่ไหนกันคะ” กู้เจียหนิงเอ่ยถามด้วยความห่วงใย
“ฉันฝากคนช่วยหาบ้านเช่าแถวๆ โรงงานอาหารไว้แล้วค่ะ ถึงจะเล็กหน่อย มีพื้นที่แค่ 10 ตารางเมตร แต่สำหรับฉันกับจือซูสองคนแม่ลูกก็พออยู่ได้แล้วค่ะ” ชุนซิ่งตอบด้วยน้ำเสียงที่มั่นคง ตั้งแต่ตอนที่เธอตัดสินใจจะหย่ากับจางเจี้ยนจวิน เธอก็วางแผนทุกอย่างไว้ล่วงหน้าแล้ว
อันที่จริงเธอมีทางเลือกที่จะไม่หย่าก็ได้ เธอสามารถใช้ความลับเรื่องที่จางเจี้ยนจวินเป็นหมันมาข่มขู่เขา เพื่อให้ตัวเองได้กุมอำนาจในบ้านและใช้ชีวิตอย่างสุขสบายในเขตทหารต่อไป ซึ่งแน่นอนว่านั่นย่อมเป็นผลดีต่ออนาคตของเธอกับลูกสาวมากกว่า
แล้วจางเจี้ยนจวินจะยอมหรือ?
ชุนซิ่งมั่นใจว่าเขาต้องยอม เพราะสำหรับผู้ชายแล้ว เรื่องศักดิ์ศรีและความสามารถในการมีทายาทเป็นเรื่องใหญ่เสมอ โดยเฉพาะกับคนอย่างจางเจี้ยนจวินที่ถือเรื่องนี้มาก ถึงขนาดยอมโยนความผิดทั้งหมดมาให้เธอเพื่อรักษาหน้าตาของตัวเอง เขาย่อมต้องยอมทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้ความลับนี้รั่วไหลออกไป
แต่หลังจากครุ่นคิดอย่างถี่ถ้วน ชุนซิ่งก็ตัดสินใจล้มเลิกความคิดนั้นไป เธอตระหนักได้ว่าจางเจี้ยนจวินเป็นผู้ชายที่เห็นแก่ตัว เสแสร้ง และที่สำคัญคือเจ้าคิดเจ้าแค้น เขาไม่ใช่คนดี และเธอไม่อยากให้ตัวเองและลูกสาวต้องเข้าไปพัวพันกับคนแบบนี้อีกต่อไป
ดังนั้นการหย่าร้างจึงเป็นทางออกที่เด็ดขาดและดีที่สุด การย้ายออกจากเขตทหารและอยู่ให้ห่างจากจางเจี้ยนจวิน คือการเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่แท้จริง ตอนนี้เธอมีงานทำ มีที่พักอาศัยเป็นหลักแหล่ง เธอกับจือซูสามารถสร้างชีวิตที่ดีได้ด้วยสองมือของตัวเอง
และเพื่อไม่ให้เธอปริปากพูดความจริงเรื่องที่เขาเป็นหมัน ตอนที่หย่ากัน จางเจี้ยนจวินยังได้มอบเงินก้อนหนึ่งให้เธอเป็นค่าปิดปากอีกด้วย
แน่นอนว่าชุนซิ่งรับเงินนั้นไว้ แต่การรับเงินไม่ได้หมายความว่าเธอจะยอมทำตามข้อตกลง หากในอนาคตจางเจี้ยนจวินคิดจะไปหลอกลวงผู้หญิงคนอื่นให้ต้องมาตกอยู่ในชะตากรรมเดียวกับเธอ เธอก็พร้อมที่จะเปิดโปงความจริงทันที
สำหรับเงินก้อนนั้น ชุนซิ่งถือว่าเป็นค่าแรงสำหรับตลอดสามปีที่ผ่านมาที่เธอต้องทำงานรับใช้ปรนนิบัติสองแม่ลูกตระกูลจางราวกับวัวกับควาย เธอรับมันมาได้อย่างสบายใจโดยไม่รู้สึกผิดแม้แต่น้อย
กู้เจียหนิงรับฟังเรื่องราวทั้งหมดของชุนซิ่งด้วยความเข้าอกเข้าใจ เธอสัมผัสได้ถึงความเด็ดเดี่ยวและความรอบคอบในการวางแผนชีวิตของหญิงสาวตรงหน้า คนที่มีทัศนคติและความมุ่งมั่นเช่นนี้ ไม่ว่าจะไปอยู่ที่ไหนหรือต้องเผชิญกับสถานการณ์เลวร้ายเพียงใด ก็ย่อมสามารถเอาตัวรอดและมีชีวิตที่ดีได้อย่างแน่นอน
“ถ้าอย่างนั้น ฉันก็ขออวยพรให้คุณกับน้องจือซูมีชีวิตที่ดีขึ้นเรื่อยๆ นะคะ”
ชุนซิ่งยิ้มกว้าง “ค่ะ คุณหมอกู้ ขอบคุณมากจริงๆ”
“เอ่อ จริงสิคะ คุณหมอกู้กำลังจะไปทำงานที่อำเภอใช่ไหมคะ พอดีเราจะไปทางเดียวกันพอดี คุณไม่รังเกียจที่จะเดินไปด้วยกันใช่ไหมคะ” ชุนซิ่งเอ่ยชวน
“ได้สิคะ”
และแล้วกู้เจียหนิงก็เดินเคียงข้างไปกับสองแม่ลูกชุนซิ่ง เสียงพูดคุยและเสียงหัวเราะดังขึ้นเป็นระยะตลอดเส้นทางที่มุ่งหน้าไปยังตัวอำเภอ โดยที่พวกเธอไม่รู้เลยว่า ณ มุมหนึ่งที่อยู่เบื้องหลังนั้น มีสายตาคู่หนึ่งกำลังจับจ้องมาที่พวกเธออย่างไม่วางตา แววตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความขุ่นมัว ความเกลียดชัง และความอำมหิตอย่างร้ายกาจ
...
ข่าวการหย่าร้างของชุนซิ่งและจางเจี้ยนจวินกลายเป็นประเด็นร้อนที่ถูกพูดถึงกันอย่างกว้างขวางในบรรดาครอบครัวทหารบนเกาะฮ่วนซา
ก็จะไม่ให้เป็นที่สนใจได้อย่างไร ในเมื่อเรื่องราวดราม่าของบ้านจางเจี้ยนจวินเพิ่งจะเกิดขึ้นไม่นาน ทั้งเรื่องที่หนิวชุ่ยและจางชิวเหมยก่อเรื่องกับครอบครัวของกู้เจียหนิงจนกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันไปทั่ว กว่ากระแสจะซาลงก็ตอนที่มีคำตัดสินให้สองแม่ลูกย้ายออกจากเขตทหารไป แต่ใครจะคิดว่าเรื่องเก่ายังไม่ทันจาง เรื่องใหม่อย่างการหย่าร้างของชุนซิ่งก็เข้ามาแทนที่ทันที
ชาวบ้านต่างพากันงุนงงและไม่เข้าใจว่าทำไมชุนซิ่งถึงตัดสินใจหย่ากับจางเจี้ยนจวินในตอนนี้
“นี่พวกเธอว่าชุนซิ่งนี่โง่หรือฉลาดกันแน่ ในที่สุดแม่ผัวกับน้องผัวตัวแสบก็ไปพ้นๆ เสียที นี่มันเป็นช่วงเวลาที่เธอจะได้เป็นใหญ่ในบ้านอย่างแท้จริงแท้ๆ แต่ทำไมถึงเลือกที่จะหย่าล่ะ”
“พวกเธอคิดว่าอาจจะเป็นเพราะเรื่องลูกสาวของเธอรึเปล่า ก็แหม.. ตอนนั้นเธอก็เคยเรียกร้องจะหย่ากับจางเจี้ยนจวินเพราะเรื่องเรียนของลูกไม่ใช่เหรอ”
“แต่จางเจี้ยนจวินก็ยอมอ่อนข้อให้แล้วไม่ใช่เหรอ”
“นั่นสิ หรืออาจจะเป็นเพราะว่าจางเจี้ยนจวินโดนลดตำแหน่งเป็นแค่ระดับกองพัน?”
“เรื่องนั้นไม่น่าจะเกี่ยวกันเท่าไหร่นะ ถึงจะโดนลดตำแหน่ง แต่จางเจี้ยนจวินก็ยังเป็นทหาร มีเงินเดือนทุกเดือน แล้วก็ยังมีบ้านพักของหลวงให้อยู่อีก”
“หรือว่า... จะเป็นเพราะชุนซิ่งแอบไปมีใครข้างนอก…”
มีคนหนึ่งตั้งข้อสงสัยว่าชุนซิ่งอาจจะนอกใจ แต่ยังไม่ทันจะพูดจบประโยคดี ก็ถูกสายตาของคนอื่นๆ ปรามไว้เสียก่อน
“ไม่มีหลักฐานอย่าพูดจาส่งเดชนะ ไม่อย่างนั้นมันจะเป็นการทำร้ายคนอื่น”
“อีกอย่างดูจากท่าทางของชุนซิ่งแล้ว เธอไม่น่าใช่คนแบบนั้นนะ แล้วถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ คิดเหรอว่าจางเจี้ยนจวินจะยอมหย่าดีๆแถมยังให้ข้าวของเธอไปตั้งมากมายอีก”
“นั่นก็จริง”
“หรือว่า... อาจจะเป็นเพราะชุนซิ่งมีลูกอีกไม่ได้ ก็เลย…”
“ฉันว่าไม่น่าจะเป็นไปได้นะ ถ้าชุนซิ่งมีลูกไม่ได้จริงๆ แล้วจือซูล่ะมาจากไหน”
“ฉันว่านะ…” คนหนึ่งพูดขึ้นมาอย่างลังเล ก่อนจะบอกใบ้เป็นนัยๆ ว่าอาจจะเป็นเพราะฝ่ายจางเจี้ยนจวินเองต่างหากที่ไม่สามารถมีลูกได้
ข้อสันนิษฐานนี้ทำเอาทุกคนถึงกับนิ่งอึ้งไปตามๆ กัน ต่างหันมามองหน้ากันเลิ่กลั่ก แต่ในใจลึกๆกลับรู้สึกว่ามีความเป็นไปได้สูงมาก ก็จะไม่ให้คิดอย่างนั้นได้อย่างไร ในเมื่อภรรยาคนก่อนของจางเจี้ยนจวินก็มีลูกไม่ได้ พอมาแต่งงานใหม่กับชุนซิ่งก็ยังไม่มีลูกเพิ่มอีก
แม้จะคิดเช่นนั้น แต่ก็ไม่มีใครกล้าพูดออกมาตรงๆ เพราะกลัวว่าเรื่องจะไปเข้าหูจางเจี้ยนจวินเข้า หากถูกเขาตามมาแก้แค้นขึ้นมาคงจะไม่ดีแน่
“ฉันว่านะ มันต้องมีเรื่องอะไรบางอย่างเกิดขึ้นแน่ๆและจางเจี้ยนจวินต้องเป็นฝ่ายผิดอย่างไม่ต้องสงสัย ชนิดที่ว่าชุนซิ่งทนไม่ได้อีกต่อไปแล้ว เธอถึงได้ตัดสินใจหย่า และจางเจี้ยนจวินก็เลยต้องยอมจ่ายค่าชดเชยให้มากมายขนาดนั้น”
ข้อสรุปนี้ได้รับการยอมรับจากคนส่วนใหญ่ ส่วนสาเหตุที่แท้จริงนั้นจะเป็นเพราะจางเจี้ยนจวินมีลูกไม่ได้หรือไม่ ก็คงไม่มีใครรู้ได้ แต่ถึงกระนั้นเมล็ดพันธุ์แห่งความสงสัยก็ได้ถูกหว่านลงในใจของทุกคนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
แน่นอนว่ามีคนพยายามไปสอบถามความจริงจากปากของชุนซิ่ง แต่ก็ไม่ได้รับคำตอบที่แน่ชัดแต่อย่างใด ชุนซิ่งเพียงแต่บอกว่าเหตุผลที่หย่าเป็นเพราะทัศนคติและนิสัยของทั้งสองคนเข้ากันไม่ได้ก็เท่านั้น
[จบบท]