บทที่ 302: การจู่โจมที่ไม่คาดฝัน
ทางด้านจางเจี้ยนจวิน ตั้งแต่หย่าร้างเขารู้สึกได้ว่าสายตาของภรรยานายทหารคนอื่นๆ ที่มองมานั้นมันช่างแปลกประหลาดและเต็มไปด้วยการประเมินค่าอยู่ตลอดเวลา แต่ทุกครั้งที่เขาตั้งใจจะเดินเข้าไปสอบถาม พวกเธอก็จะวงแตกกระจายตัวกันไปคนละทิศคนละทาง เหตุการณ์ทำนองนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดใจไม่น้อย แต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากปล่อยเลยตามเลย
ตัดภาพมาที่กู้เจียหนิง ซึ่งตอนนี้ทำงานอยู่ที่โรงพยาบาลอำเภอ โดยมีตารางการทำงานคือเข้างาน 5 วันและหยุดพัก 2 วัน วันนี้เป็นวันเสาร์ซึ่งเป็นวันหยุดของเธอพอดี
เมื่อโดนสองแสบซิงซิงและเยว่เยว่ออดอ้อนยกใหญ่ ในที่สุดกู้เจียหนิงก็ใจอ่อนยอมพาลูกๆ ออกมาเดินเล่นชมบรรยากาศในหมู่บ้านนอกเขตทหารและในตัวอำเภอ ส่วนเซิ่งเจ๋อซีนั้นติดภารกิจฝึกซ้อมจึงไม่มีเวลามาด้วยกันได้
แต่ถึงอย่างนั้นซิงซิงและเยว่เยว่ก็ยังคงร่าเริงสดใส แค่มีหม่าม้ามาด้วยกันสองพี่น้องก็มีความสุขมากแล้ว ส่วนปะป๊าเอาไว้รอโอกาสหน้าค่อยออกมาเที่ยวพร้อมหน้าพร้อมตากันทั้งครอบครัว 4 คนก็ได้
นี่นับเป็นครั้งแรกๆ ที่กู้เจียหนิงได้พาลูกๆ ออกมาเดินเที่ยวนอกบ้านอย่างจริงจังนับตั้งแต่ย้ายมาอยู่ที่เกาะฮ่วนซา เพราะช่วงสองเดือนกว่าที่ผ่านมาก็เดินทางไปเมืองปักกิ่ง พอกลับมาถึงก็ได้พักผ่อนอยู่ไม่กี่วันก็ต้องวุ่นวายอยู่แต่ในเขตทหาร หลังจากนั้นไม่นานก็ต้องเริ่มไปทำงานที่โรงพยาบาลอำเภอ ในที่สุดวันนี้ก็มีโอกาสได้ออกมาเปิดหูเปิดตาเสียที
กู้เจียหนิงพบว่าทุกสิ่งทุกอย่างบนเกาะฮ่วนซาแห่งนี้แตกต่างจากเขตทหารทางภาคตะวันตกเฉียงเหนืออย่างสิ้นเชิง อย่างแรกเลยก็คือเรื่องของสภาพอากาศ ถึงแม้ที่นี่จะหนาวเย็นเพียงใด แต่ก็ไม่มีหิมะตกเลยสักครั้ง แต่ในทางกลับกัน ที่นี่กลับต้องเผชิญกับพายุไต้ฝุ่นทุกปี
นอกจากนี้ยังมีเรื่องของวัฒนธรรมการกินที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ผู้คนในภาคตะวันตกเฉียงเหนือส่วนใหญ่จะรับประทานอาหารที่ทำจากแป้งสาลีเป็นหลัก ในขณะที่ผู้คนที่นี่จะรับประทานข้าวเจ้าเป็นอาหารจานหลัก ยิ่งไปกว่านั้น อาจเป็นเพราะตั้งอยู่ใกล้ทะเล ทำให้ที่นี่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยอาหารทะเลนานาชนิด ผลิตภัณฑ์ทางทะเลที่เคยหาได้ยากและมีราคาสูงลิบลิ่วในภาคตะวันตกเฉียงเหนือกลับมีวางขายอยู่ทั่วไปในราคาที่ย่อมเยา
ก่อนหน้านี้กู้เจียหนิงไม่ค่อยได้มีโอกาสลิ้มลองอาหารทะเลมากนัก แต่เมื่อได้ลองชิมแล้วก็รู้สึกว่ารสชาติไม่เลวเลยทีเดียว มันทั้งสดใหม่และอร่อยถูกปาก ส่วนซิงซิงและเยว่เยว่เองก็ดูจะโปรดปรานปลาและกุ้งเป็นพิเศษ
หลังจากอิ่มหนำสำราญกันเป็นที่เรียบร้อย กู้เจียหนิงก็เริ่มสอบถามข้อมูลจากชาวบ้าน เธอตั้งใจว่าจะซื้อของทะเลแห้งส่งกลับไปให้ครอบครัวที่หมู่บ้านไหวฮวา รวมถึงคุณตาคุณยายซางที่เมืองปักกิ่งด้วย เพราะตอนนี้ก็ล่วงเข้าสู่เดือนมกราคมของปีใหม่แล้ว เทศกาลตรุษจีนก็ใกล้เข้ามาทุกที ถือซะว่าเป็นของขวัญปีใหม่จากเธอก็แล้วกัน
กู้เจียหนิงได้ข้อมูลมาว่าที่นี่มีร้านขายอาหารทะเลตากแห้งซึ่งเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการส่งพัสดุ เธอนึกในใจว่าพอพ้นช่วงตรุษจีนไปแล้ว พี่สะใภ้ใหญ่กับพี่สามก็คงจะได้ไปรายงานตัวที่มหาวิทยาลัยและเริ่มต้นชีวิตบทใหม่ที่น่าตื่นเต้น แค่คิดก็อดที่จะตั้งตารอแทนไม่ได้
กู้เจียหนิงพาลูกแฝดทั้งสองมุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านที่ชื่อว่า ‘หมู่บ้านเชียนเย่’ ตามข้อมูลที่ได้มา หมู่บ้านแห่งนี้เป็นแหล่งรวมขายอาหารทะเลตากแห้งของชุมชน
ในยุคสมัยที่สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจเริ่มผ่อนคลายมากขึ้น การควบคุมการทำธุรกิจก็ไม่ได้เข้มงวดเหมือนแต่ก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งตั้งแต่ต้นปีนี้เป็นต้นมา สินค้าเกษตรบางชนิดก็ได้รับอนุญาตให้ซื้อขายกันแบบส่วนตัวได้แล้ว แต่สำหรับสินค้าประเภทอื่นก็ยังคงมีข้อจำกัดอยู่บ้าง
สำหรับหมู่บ้านเชียนเย่ การขายอาหารทะเลตากแห้งถือเป็นกิจการร่วมของคนทั้งหมู่บ้านมาโดยตลอด
ทันทีที่กู้เจียหนิงกับซิงซิงและเยว่เยว่ปรากฏตัวขึ้นที่หมู่บ้านเชียนเย่ พวกเขาก็กลายเป็นจุดสนใจของชาวบ้านในทันที เพราะเป็นใบหน้าที่ไม่คุ้นเคย
คุณป้าคนหนึ่งเดินเข้ามาทักทายกู้เจียหนิง เมื่อทราบว่าเธอเป็นภรรยานายทหารจากค่ายบนเกาะและตั้งใจจะมาซื้อของแห้ง คุณป้าก็แสดงท่าทีปรีดาและรีบอาสานำทางเข้าไปในหมู่บ้านด้วยความกระตือรือร้น
"โอ๊ย คุณน้องหน้าตาสะสวยจริงๆ เลยนะ"
"ลูกๆ ทั้งสองคนก็น่ารักน่าเอ็นดู ดูท่าทางฉลาดเฉลียว"
คุณป้าเอ่ยชมไม่ขาดปากขณะพาพวกเขาเดินลึกเข้าไปในหมู่บ้านเชียนเย่
เมื่อก้าวเข้ามา กู้เจียหนิงก็เข้าใจในทันทีว่าทำไมหมู่บ้านแห่งนี้ถึงได้ชื่อว่าเชียนเย่ ซึ่งแปลว่าพันใบไม้ นั่นก็เพราะบริเวณโดยรอบเต็มไปด้วยต้นไม้ชนิดพิเศษที่เธอไม่เคยรู้จักมาก่อน แม้ในสภาพอากาศที่ค่อนข้างหนาวเย็นเช่นนี้ ใบของมันก็ยังคงเขียวชอุ่มดกหนา
หมู่บ้านแห่งนี้ได้ชื่อมาจากต้นไม้ชนิดนี้นี่เอง และมันได้กลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของที่นี่ไปแล้ว ว่ากันว่าหากนำไปปลูกที่อื่น ต้นไม้ชนิดนี้จะไม่สามารถรอดชีวิตได้ มีเพียงผืนดินและแหล่งน้ำของหมู่บ้านแห่งนี้เท่านั้นที่สามารถเพาะปลูกต้นไม้ชนิดนี้ให้เจริญงอกงามได้
ซิงซิงและเยว่เยว่มองดูต้นไม้รอบตัวด้วยความทึ่ง เด็กๆก้มลงเก็บใบไม้ที่ร่วงหล่นอยู่บนพื้นขึ้นมาเล่นอย่างสนุกสนาน
"ถึงแล้วจ้ะคุณน้อง ลองดูสิว่าอยากได้อะไรบ้าง"
กู้เจียหนิงกวาดสายตามองไปรอบๆ พบว่าที่นี่มีอาหารทะเลตากแห้งละลานตาไปหมด แม้กระทั่งปลิงทะเล หอยเป๋าฮื้อ และหูฉลามก็ยังมีวางขาย ยิ่งไปกว่านั้นราคาของมันยังถูกมากเมื่อเทียบกับยุคหลัง และแน่นอนว่าถูกกว่าที่อื่นด้วย
กู้เจียหนิงครุ่นคิดในใจ ‘คงเป็นเพราะของยิ่งหายากยิ่งมีค่าสินะ’ ของเหล่านี้มีอยู่ดาษดื่นในพื้นที่ติดทะเล ราคาจึงไม่สูงมากนัก อีกทั้งในยุคสมัยนี้คนส่วนใหญ่ต่างก็ดิ้นรนเพื่อให้มีกินอิ่มท้อง ส่วนเรื่องวัตถุดิบเลอค่าหรือมีคุณค่าทางโภชนาการสูงนั้นจึงไม่ค่อยมีใครให้ความสำคัญมากนัก
เธอพิจารณาดูคุณภาพของสินค้าแล้วก็พบว่าดีเยี่ยมทีเดียว ดังนั้นเธอจึงไม่ลังเลอีกต่อไป เปิดโหมดช็อปปิ้งแบบจัดเต็มทันที
ปลิงทะเล หอยเป๋าฮื้อ หูฉลาม แน่นอนว่าต้องซื้อ และต้องซื้อในปริมาณที่เยอะด้วย
หอยเชลล์แห้งก็ดูไม่เลวเลย เอาไว้ใส่ตอนต้มโจ๊กหรือตุ๋นซุปจะช่วยเพิ่มรสชาติให้อร่อยกลมกล่อมยิ่งขึ้น
ปลาหมึกแห้งก็ดีงาม สามารถนำไปใส่ในโจ๊ก หรือจะแช่น้ำแล้วนำไปผัดกับอย่างอื่นก็ได้
ปลาแห้งชนิดต่างๆก็น่าสนใจไม่แพ้กัน กู้เจียหนิงคิดว่าถ้านำไปผัดกับผักคงจะช่วยเพิ่มความอร่อยให้กับเมนูได้ไม่น้อย
กุ้งแห้งเหรอ? เยี่ยมเลย ต้องซื้อ! กู้เจียหนิงเลยจัดหนัก ซื้อมาถึง 10 จินเลยทีเดียว
แล้วนั่นอะไร? เนื้อปลาหมักเครื่องเทศรสเผ็ดเหรอ? แค่ได้กลิ่นก็น้ำลายสอแล้ว กู้เจียหนิงไม่รอช้าซื้อมาด้วยอีกอย่าง
เดิมทีกู้เจียหนิงตั้งใจจะมองหาปลาตัวเล็กๆ ทอดกรอบหอมๆด้วย แต่กลับหาไม่เจอ เมื่อลองสอบถามดูก็ได้ความว่า ของแบบนั้นหาได้ยากในสมัยนี้
เหตุผลแรกคือ หากชาวประมงจับปลาตัวเล็กได้ พวกเขาก็มักจะปล่อยมันกลับคืนสู่ทะเลไป เหตุผลที่สองก็คือ ปลาตัวเล็กๆแบบนั้นต้องใช้น้ำมันปริมาณมากในการทอดถึงจะหอมอร่อย ซึ่งในยุคนี้ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันหมู น้ำมันถั่วลิสง หรือน้ำมันเมล็ดเรพต่างก็มีราคาแพง แค่จะเอามาผัดกับข้าวแต่ละมื้อยังต้องคิดแล้วคิดอีก แล้วใครจะยอมสิ้นเปลืองน้ำมันมากมายเพื่อเอามาทอดปลาตัวเล็กๆ กันล่ะ
กู้เจียหนิงได้แต่คิดในใจ… ดูเหมือนว่ายังไงก็ต้องคำนึงถึงความแตกต่างของยุคสมัยอยู่ดีสินะ
หลังจากใช้เวลาเลือกซื้อของไปเกือบหนึ่งชั่วโมง กู้เจียหนิงเหลือบมองนาฬิกาเห็นว่าได้เวลาพอสมควรแล้วจึงตั้งใจจะเดินทางกลับ แต่ในขณะนั้นเองก็มีคนผู้หนึ่งพุ่งออกมาจากด้านหน้าอย่างกะทันหัน ตรงดิ่งมายังทิศทางที่เธอกับซิงซิงและเยว่ยืนอยู่
ซิงซิงกับเยว่เยว่เห็นดังนั้นก็ก้าวออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าวโดยอัตโนมัติ สองหนูน้อยจับมือกันแน่น ใบหน้าเคร่งขรึมจริงจัง ปกป้องหม่าม้าไว้ด้านหลังอย่างไม่ลังเล
สองพี่น้องไม่เคยลืมคำพูดของปะป๊าที่ว่า ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนหรือเมื่อไหร่ก็ตาม พวกเขาจะต้องปกป้องหม่าม้าให้ได้
ปะป๊าบอกว่าหม่าม้าเป็นผู้หญิงที่บอบบาง ต้องการคนดูแลปกป้อง โดยเฉพาะตอนนี้ที่กำลังตั้งท้อง ยิ่งต้องการการปกป้องดูแลเป็นพิเศษ
ซิงซิงและเยว่เยว่จดจำคำพูดนี้ไว้ในใจเสมอ ดังนั้นในตอนนี้พวกเขาจึงไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย ร่างเล็กๆ ทั้งสองจึงยืนหยัดขวางอยู่เบื้องหน้ากู้เจียหนิง
ในใจของพวกเขานั้นคิดว่า ต่อให้ตัวเองต้องเจ็บตัวก็ไม่เป็นไร แต่หม่าม้า โดยเฉพาะหม่าม้าที่กำลังตั้งท้อง จะต้องไม่เป็นอะไรเด็ดขาด
แต่มีหรือที่กู้เจียหนิงจะยอมยืนดูเฉยๆ ปล่อยให้ลูกทั้งสองมาขวางอยู่ข้างหน้าตนเอง
ในขณะที่หัวใจพองโตไปด้วยความซาบซึ้ง สมองของเธอก็กำลังคิดหาทางแก้ไขสถานการณ์อย่างรวดเร็ว
ทว่าก่อนที่เธอจะได้ข้อสรุปใดๆ คุณป้าที่มาด้วยกันก็พุ่งเข้าไปรวบตัวคนผู้นั้นไว้แน่น!
[จบบท]