บทที่ 305: เกลียดชังเข้ากระดูก
กู้เจียหนิงส่ายหน้าเบาๆตอบกลับไปว่า “ฉันไม่โกรธหรอกค่ะ”
หัวอกคนเป็นพ่อเป็นแม่ย่อมยิ่งใหญ่เสมอ หลินซูต้องทนทุกข์ทรมานจากการสูญเสียลูกสาวสุดที่รัก จนสภาพจิตใจถูกทำร้ายอย่างรุนแรงจนกลายเป็นเช่นนี้ ในฐานะที่เป็นแม่คนเหมือนกัน เธอจะไปโกรธเคืองหลินซูลงได้อย่างไร
เมื่อได้ยินเช่นนั้น คุณป้าจ้าวก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
แต่ถึงอย่างนั้นหลินซูก็ยังคงจับจ้องไปยังเยว่เยว่อย่างไม่วางตา พร้อมกับพร่ำเรียกชื่อ “เถียนเถียน” ไม่หยุดหย่อน
เสียงเรียกแต่ละครั้งของเธอช่างบาดลึกเข้าไปในหัวใจของผู้ที่ได้ยินยิ่งนัก
เยว่เยว่มองผู้หญิงผมเผ้ายุ่งเหยิงที่เห็นได้ชัดว่าสติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์อยู่ตรงหน้า หากเป็นเมื่อก่อนเจอคนลักษณะนี้ เธอก็คงจะรีบเดินหนีไปให้ไกล และคงจะรู้สึกหวาดกลัวอยู่ไม่น้อย
แต่ในตอนนี้..
เยว่เยว่เงยหน้าขึ้นมองกู้เจียหนิง แววตาส่งคำถามเพื่อขอความเห็น “หม่าม๊าคะ เยว่เยว่อยากคุยกับคุณป้าคนนั้นค่ะ”
กู้เจียหนิงมองลูกสาวตัวน้อยด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้าอนุญาตในที่สุด
“ขอบคุณค่ะหม่าม๊า” เยว่เยว่บีบมือของกู้เจียหนิงเบาๆ เป็นการขอบคุณ
จากนั้นเด็กหญิงก็ก้าวเดินตรงไปยังหลินซู
“เถียนเถียน… เถียนเถียนของแม่”
การเดินเข้าไปใกล้ของเยว่เยว่ ยิ่งทำให้หลินซูมีอาการตื่นเต้นและดีใจมากขึ้นไปอีก เธอพยายามดิ้นรนอย่างสุดกำลังเพื่อที่จะเข้าไปหาเยว่เยว่ให้ได้
แม้ว่าชาวบ้านในหมู่บ้านเชียนเย่จะรู้ดีว่าต่อให้หลินซูอยู่ในสภาพนี้ เธอก็ไม่เคยทำร้ายใคร ยิ่งไปกว่านั้น นี่ยังเป็น “เถียนเถียน” ที่เธอรักสุดหัวใจอีกด้วย
แต่เพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝัน พวกเขาก็ยังคงจับตัวหลินซูเอาไว้แน่น
ในจังหวะนั้นเอง เยว่เยว่ก็ได้เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าของหลินซูแล้ว
เด็กหญิงไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย เธอโผเข้ากอดหลินซูไว้แน่น สองมือเล็กๆ ลูบแผ่นหลังของเธอเบาๆ เพื่อปลอบประโลม
“เถียนเถียน”
ภายใต้การปลอบโยนของเยว่เยว่ ดูเหมือนว่าหลินซูจะค่อยๆ สงบลงได้ในที่สุด แต่ดวงตาของเธอก็ยังคงจ้องมองเยว่เยว่ไม่ยอมละสายตาไปไหน
เยว่เยว่มองเรือนผมที่ทั้งยุ่งเหยิงและพันกันยุ่งของเธอ
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เธอก็ถอดกิ๊บติดผมของตัวเองออกมา
แล้วจึงส่งสัญญาณให้หลินซูโน้มตัวลงมา
หลินซูเข้าใจความหมายของเด็กหญิง เธอจึงค่อยๆ ก้มศีรษะลง
เยว่เยว่เขย่งปลายเท้าขึ้น ก่อนจะบรรจงติดกิ๊บลงบนเส้นผมของหลินซูอย่างแผ่วเบา
“นี่เป็นกิ๊บที่หนูชอบที่สุด หนูให้คุณป้านะคะ”
“คุณป้าเป็นแม่ที่ดี แล้วก็เป็นแม่ที่สวยมากด้วยค่ะ”
“แต่ว่า... หนูไม่ใช่เถียนเถียนนะคะ หนูชื่อเยว่เยว่ค่ะ”
หลินซูยืนนิ่งงัน เธอค่อยๆ ยกมือขึ้นสัมผัสกิ๊บบนศีรษะอย่างระมัดระวัง พลางมองหน้าเยว่เยว่ แล้วลองเรียกชื่อตามอย่างลังเล “เยว่เยว่?”
“ใช่ค่ะ หนูชื่อเยว่เยว่”
“หนูต้องกลับแล้วนะคะ”
“ไว้คราวหน้าหนูจะมาเยี่ยมคุณป้าที่หมู่บ้านเชียนเย่อีกนะคะ”
พูดจบ เยว่เยว่ก็ก้าวเข้าไปกอดหลินซูอีกครั้ง ก่อนจะหมุนตัวกลับไปอยู่ข้างๆกู้เจียหนิง
“หม่าม๊าคะ เรากลับกันเถอะค่ะ”
กู้เจียหนิงลูบศีรษะลูกสาวเบาๆ “จ้ะ”
กู้เจียหนิงพาลูกแฝดทั้งสองพร้อมกับข้าวของที่ซื้อมาเดินจากไป หลินซูทำท่าเหมือนจะวิ่งตามไป แต่เมื่อก้าวไปได้เพียงสองก้าว เธอก็หยุดชะงักฝีเท้าลง ได้แต่ยืนมองร่างเล็กๆ ของเยว่เยว่ที่ค่อยๆ ลับสายตาไป พลางพร่ำเรียกชื่อ “เถียนเถียน” สลับกับ “เยว่เยว่” ไม่หยุด
ทางด้านนี้ เยว่เยว่ก็พยายามกลั้นใจไม่หันกลับไปมอง
“เยว่เยว่ชอบคุณป้าหลินซูคนนั้นมากเหรอลูก” ระหว่างทาง กู้เจียหนิงเอ่ยถามขึ้น
เยว่เยว่เงยหน้ามองผู้เป็นแม่ “หม่าม๊าคะ คุณป้าหลินซูเป็นแม่ที่ดีมากเลยค่ะ”
“ใช่จ้ะ เขาเป็นแม่ที่ดีมาก”
“ถ้าเถียนเถียนยังอยู่ก็คงจะดี”
กู้เจียหนิงถอนหายใจ ใช่แล้ว... ถ้าเถียนเถียนยังอยู่ก็คงจะดี แต่คนตายแล้วจะมีทางฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้อย่างไรกัน
ขณะที่เดินไปเรื่อยๆ จนเกือบจะพ้นเขตหมู่บ้านเชียนเย่ เสื้อของกู้เจียหนิงก็ถูกซิงซิงที่อยู่ข้างๆ ดึงเบาๆ
“หม่าม๊าครับ มีคนแอบมองพวกเราอยู่”
กู้เจียหนิงหันไปมองตามทิศทางที่ลูกชายชี้
แล้วเธอก็ได้เห็นคนคุ้นหน้าคุ้นตาสองคน
จะบอกว่าไม่คุ้นก็คงจะไม่ได้ เพราะสองคนนั้นคือหนิวชุ่ยและจางชิวเหมยที่ถูกไล่ออกจากบ้านพักทหารนั่นเอง
ในตอนนี้ จางชิวเหมยที่ยืนอยู่ไม่ไกลกำลังจ้องมองกู้เจียหนิงและลูกๆ ทั้งสองด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความอาฆาตแค้น
ดูเหมือนว่าเธอจะไม่คาดคิดว่ากู้เจียหนิงจะหันกลับมามองและพบเห็นเธอเข้า ดังนั้น แม้ว่าเธอจะพยายามเก็บซ่อนแววตาคู่นั้นทันทีที่เห็นกู้เจียหนิงหันมา แต่มันก็สายเกินไปเสียแล้ว กู้เจียหนิงมองเห็นความเหี้ยมโหดในแววตานั้นได้อย่างชัดเจน
และที่ยืนอยู่ด้านหลังของเธอก็คือหนิวชุ่ย ผู้ซึ่งจ้องมองมาที่เธอด้วยสายตาที่เย็นเยียบไม่ต่างกัน
กู้เจียหนิงขมวดคิ้ว ดูเหมือนว่าสองแม่ลูกคู่นี้จะยังไม่ยอมแพ้ง่ายๆ
คุณป้าจ้าวที่ช่วยกู้เจียหนิงถือของเพื่อไปส่งที่บ้านพักทหารก็สังเกตเห็นจางชิวเหมยและหนิวชุ่ยเช่นกัน
“สองคนนั้นเพิ่งจะย้ายมาเช่าบ้านอยู่ในหมู่บ้านเชียนเย่ของเราเมื่อไม่นานมานี้เอง”
“ไม่ใช่คนในหมู่บ้านเราหรอก เป็นแม่ลูกกัน แต่ว่านิสัยไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่ ชอบทะเลาะกันอยู่บ่อยๆ”
เมื่อพูดถึงสองแม่ลูกหนิวชุ่ยและจางชิวเหมย ความไม่พอใจก็ฉายชัดขึ้นบนใบหน้าของคุณป้าจ้าวอย่างเห็นได้ชัด
“แต่ได้ยินมาว่าลูกชายของยายคนนั้น เป็นนายทหารยศใหญ่ตำแหน่งสูงด้วยนะ”
และนั่นก็เป็นเหตุผลที่ทำให้ชาวบ้านบางคนในหมู่บ้านเชียนเย่ต้องทนถูกสองแม่ลูกคู่นี้รังแกมาโดยตลอด เพราะพวกเขาเคยเห็นนายทหารเข้าออกบ้านหลังนั้นจริงๆ
กู้เจียหนิงพยักหน้ารับคำเบาๆก่อนจะละสายตากลับมา
เธอรู้ดีว่าจางชิวเหมยและหนิวชุ่ยถูกไล่ออกจากบ้านพักทหารแล้ว และยังได้ยินจากภรรยานายทหารคนอื่นๆว่าสองแม่ลูกไม่ได้กลับบ้านเกิด แต่กลับมาเช่าบ้านอยู่แถวๆ บ้านพักทหารแทน
แต่เธอก็ไม่คิดไม่ฝันเลยว่าจะมาเช่าบ้านอยู่ที่หมู่บ้านเชียนเย่แห่งนี้ และบังเอิญมาเจอกันในวันนี้พอดี
กู้เจียหนิงยังไม่ลืมคำเตือนของเครื่องเตือนภัยค่าความมุ่งร้ายที่แจ้งเตือนเกี่ยวกับจางชิวเหมยและจางเจี้ยนจวินเลยแม้แต่น้อย
เห็นทีคงต้องระวังตัวให้มากขึ้นแล้ว
“ซิงซิง เยว่เยว่ ไปเถอะลูก เรากลับบ้านกัน”
“ค่ะ/ครับ”
ณ ที่ไม่ไกลออกไปนัก จางชิวเหมยจ้องมองแผ่นหลังของสามแม่ลูกที่เดินจากไปจนลับสายตา ความเกลียดชังแผ่ซ่านไปทั่วทั้งดวงตาของเธอ
ความเกลียดชังนั้นรุนแรงเสียจนกระทั่งหนิวชุ่ยที่ยืนอยู่ข้างหลังยังรู้สึกตกใจเมื่อเห็นเข้า
ถามว่าจางชิวเหมยเกลียดกู้เจียหนิงไหม?
เกลียดสิ… เกลียดเข้ากระดูกดำเลยต่างหาก!
เธอเชื่อสุดใจว่าที่ชีวิตของเธอต้องตกต่ำมาถึงจุดนี้ ทั้งหมดเป็นเพราะกู้เจียหนิง
ถ้าเพียงแต่กู้เจียหนิงยอมยกเซิ่งเจ๋อซีให้เธอแต่โดยดี เรื่องเลวร้ายทั้งหมดนี้ก็คงจะไม่เกิดขึ้น
แต่กู้เจียหนิงคนนี้ช่างน่ารังเกียจสิ้นดี
ไม่เพียงแต่ไม่ยอมยกเซิ่งเจ๋อซีให้เธอ แต่ยังกล้าดีไปฟ้องผู้บังคับบัญชาในกรมทหารให้มาจัดการกับเธออีก
ผลก็คือ โควตานักศึกษามหาวิทยาลัยที่เธออุตส่าห์พยายามสอบมาได้อย่างยากลำบากก็หลุดลอยไป
แถมยังถูกขับไล่ออกจากบ้านพักทหารอย่างไร้เกียรติ
แม้กระทั่งแม่ที่เคยรักและตามใจเธอมาตลอดก็ยังเปลี่ยนไป ทำหน้าบึ้งตึงใส่เธอทุกวัน
ตอนนี้ที่ต้องมาอาศัยอยู่ที่หมู่บ้านเชียนเย่แห่งนี้ เธอก็ถูกบังคับให้ทำงานบ้านงกๆ ทุกวัน
แล้วไหนจะพี่ชายตัวดีของเธอ จางเจี้ยนจวินอีก
บางทีเขาอาจจะคิดว่าในเมื่อเธอไม่ได้เป็นนักศึกษาแล้ว ก็คงจะหมดคุณค่าในสายตาของเขาแล้วกระมัง ช่วงนี้ถึงได้พยายามนัดดูตัวให้เธอไม่เว้นแต่ละวัน
แต่คู่ดูตัวที่เขาจัดหามาให้แต่ละคนมันคืออะไรกัน!
ไม่เป็นลูกชายปัญญาอ่อนของนายทหารระดับสูง ก็เป็นพ่อม่ายแก่คราวพ่อที่ลูกสาวลูกชายโตกว่าเธอเสียอีก!
แม้ว่าอย่างหลังจะเป็นการไปเป็นแม่เลี้ยงเหมือนกัน
แต่มันจะไปเหมือนกับการแต่งงานกับเซิ่งเจ๋อซีได้อย่างไร
เซิ่งเจ๋อซียังหนุ่มยังแน่น แถมยังมีอนาคตไกล รูปร่างหน้าตาก็หล่อเหลาตรงตามสเปกของเธอทุกอย่าง
ส่วนไอ้แก่คนนั้น หน้าตาก็เหี่ยวย่น แววตาก็หื่นกาม พอเข้าใกล้ก็ได้กลิ่นคนแก่อีกต่างหาก
แค่คิดก็รู้สึกขยะแขยงจนแทบจะอ้วกอยู่แล้ว แล้วจะให้เธอเต็มใจแต่งงานด้วยได้อย่างไร
แต่พี่ชายตัวดีของเธอกลับยื่นคำขาดว่า ถ้าภายในสัปดาห์นี้เธอยังไม่ตัดสินใจว่าจะแต่งงานกับใคร เธอก็จะถูกส่งตัวกลับบ้านนอก
ถึงตอนนั้นเขาจะไม่สนใจใยดีเธออีกต่อไป
นั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่จางชิวเหมยต้องการเช่นกัน
การกลับบ้านนอกไปแต่งงานกับชาวนาที่เอาแต่ทำไร่ทำนา มันทรมานยิ่งกว่าการฆ่าเธอให้ตายเสียอีก
ดังนั้นทั้งหมดเป็นเพราะกู้เจียหนิง! ผู้หญิงคนนี้คือคนที่ผลักไสให้เธอต้องมาตกอยู่ในสภาพที่ยากลำบากเช่นนี้
กู้เจียหนิง… ในเมื่อฉันไม่มีความสุข แล้วทำไมพวกแกถึงต้องมีความสุขด้วยล่ะ
เมื่อมองภาพกู้เจียหนิงที่กำลังพูดคุยหัวเราะกับลูกชายลูกสาวอย่างมีความสุข หัวใจของจางชิวเหมยก็รู้สึกเจ็บปวดราวกับถูกมีดกรีดแทง
[จบบท]