บทที่ 308: ถูกชนจนล้ม
เด็กแฝดทั้งสองถึงแม้จะอายุเพียงสองขวบกว่า แต่ก็เริ่มหัดเรียนรู้และจดจำตัวอักษรมาได้สักพักแล้ว พวกเขาสามารถเขียนคำง่ายๆ ได้บ้าง ส่วนคำไหนที่ยังเขียนไม่เป็น ก็จะใช้พินอินแทนไปก่อน
ในขณะนี้ซิงซิงกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวเล็ก มือป้อมๆ ของเขากำดินสอแท่งสั้นไว้อย่างมั่นคง เขาค่อยๆ บรรจงเขียนทีละตัวอักษรลงบนกระดาษอย่างตั้งอกตั้งใจ เนื้อหาในจดหมายน้อยฉบับนี้มีใจความสำคัญว่า พวกเขาทั้งสองกำลังจะแอบออกไปข้างนอกเพื่อซื้อของขวัญวันเกิดให้หม่าม้า ขอให้ปะป๊ากับหม่าม้าไม่ต้องเป็นห่วง เมื่อซื้อของเสร็จแล้วจะรีบกลับมาทันที และที่สำคัญที่สุด พวกเขาสัญญาว่าจะดูแลตัวเองเป็นอย่างดี
ด้วยความที่ยังเป็นเด็กเล็กและเพิ่งหัดเขียน การจะเขียนประโยคเพียงสองบรรทัดนี้จึงต้องใช้เวลาและความพยายามอยู่ไม่น้อย เมื่อซิงซิงเขียนเสร็จเรียบร้อย เขาก็นำกระดาษแผ่นนั้นไปวางไว้บนโต๊ะกลางห้องนั่งเล่นอย่างบรรจง ก่อนจะหยิบกาน้ำชามาวางทับไว้ เพื่อให้แน่ใจว่าเมื่อปะป๊ากับหม่าม้ากลับมาถึงบ้าน จะต้องสังเกตเห็นมันเป็นอย่างแรก
“พี่ซิงซิง เสร็จหรือยังคะ” เยว่เยว่ที่ยืนรออยู่ข้างๆ เอ่ยถามด้วยความตื่นเต้น
“เสร็จแล้ว เราไปกันเถอะ” ซิงซิงตอบกลับพลางเก็บเงินที่เตรียมไว้ใส่กระเป๋าเสื้อให้เรียบร้อย เยว่เยว่เองก็ทำเช่นเดียวกัน
จากนั้นเด็กหญิงตัวน้อยก็หันไปส่งเสียงเรียกสหายสี่ขาของพวกเขา “หงอิง เหลยถิง เราจะออกไปข้างนอกกันแล้วนะ”
สิ้นเสียงเรียกของเยว่เยว่ เจ้าหมาสองตัวที่นอนหมอบอยู่ไม่ไกลก็รีบวิ่งปรี่เข้ามาหาทันที หางของพวกมันส่ายไปมาอย่างดีใจ ในขณะเดียวกันหู่โพซึ่งเป็นแม่ของพวกมันก็เดินตามมาสมทบด้วยท่าทีสงบนิ่ง
หู่โพส่งเสียงเห่าทักทายเด็กน้อยทั้งสองเบาๆ สองสามครั้ง ราวกับจะเอ่ยถามว่า ‘จะออกไปเล่นกันเหรอ?’
ถึงแม้ซิงซิงกับเยว่เยว่จะฟังภาษาของหู่โพไม่ออก แต่ด้วยความผูกพันที่เติบโตมาด้วยกัน พวกเขาก็พอจะเดาความหมายจากแววตาและท่าทางของมันได้ไม่ยาก
“หู่โพจ๋า ฉันกับพี่จะออกไปเล่นข้างนอกจ้ะ ไม่ต้องเป็นห่วงนะ เราจะพาหงอิงกับเหลยถิงไปด้วย” เยว่เยว่เอ่ยตอบพลางลูบหัวหู่โพเบาๆ
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หู่โพก็ดูจะวางใจลง เพราะเป็นเรื่องปกติที่ซิงซิงกับเยว่เยว่จะออกไปเล่นนอกบ้านหลังจากกลับจากโรงเรียนอนุบาล โดยส่วนใหญ่แล้วพวกเขาก็มักจะไปวิ่งเล่นกับเด็กคนอื่นๆ ในละแวกบ้านพักทหารแห่งนี้ การที่พวกเขาพาหงอิงกับเหลยถิงไปด้วย ยิ่งทำให้หู่โพหมดห่วงว่าจะถูกเด็กรุ่นราวคราวเดียวกันรังแก เพราะเจ้าสองตัวนี้คอยทำหน้าที่เป็นองครักษ์พิทักษ์เจ้านายตัวน้อยได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง
ด้วยเหตุนี้ หู่โพจึงเข้าใจว่าวันนี้ซิงซิงกับเยว่เยว่ก็คงจะออกไปเล่นในเขตทหารเหมือนเช่นทุกครั้งที่ผ่านมา มันจึงไม่ได้คิดที่จะห้ามปรามแต่อย่างใด
[ต้องกลับมาก่อนที่พ่อแม่ของพวกเธอจะเลิกงานนะ อย่าลืมกลับมากินข้าวเย็นล่ะ] ถึงจะรู้ดีว่าเด็กทั้งสองคงฟังที่มันพูดไม่เข้าใจ แต่หู่โพก็ยังคงบ่นพึมพำด้วยความเป็นห่วงตามสัญชาตญาณของความเป็นแม่ ในยามที่กู้เจียหนิงและเซิ่งเจ๋อซีไม่อยู่บ้าน หน้าที่ในการปกป้องดูแลซิงซิงและเยว่เยว่ก็ตกเป็นของมันโดยปริยาย หู่โพรักและเอ็นดูเด็กแฝดคู่นี้ไม่ต่างจากลูกในไส้ของตัวเองเลยแม้แต่น้อย
พร้อมกันนั้นหู่โพก็ไม่ลืมที่จะหันไปกำชับหงอิงกับเหลยถิงให้ดูแลซิงซิงกับเยว่เยว่ให้ดีที่สุด
ในที่สุดสองพี่น้องก็ได้ฤกษ์ออกจากบ้านสมใจ พร้อมด้วยองครักษ์สี่ขาสองตัวเคียงข้างกาย
แต่ทว่า... พอเดินไปได้สักพัก เหลยถิงก็พลันหยุดฝีเท้าลง มันหันมาส่งเสียงเห่าใส่ซิงซิงและเยว่เยว่ด้วยความฉงนสงสัย เห็นได้ชัดว่ามันเริ่มรู้ตัวแล้วว่าเส้นทางที่กำลังมุ่งหน้าไปนี้ ไม่ใช่เส้นทางที่พวกเขาเคยใช้ไปเล่นกับเพื่อนๆเป็นประจำ
ไม่ใช่แค่เหลยถิงเท่านั้นที่รู้สึกแปลกใจ หงอิงเองก็เริ่มเอะใจเช่นกัน
ซิงซิงและเยว่เยว่มองหน้ากันเลิ่กลั่ก พวกเขารู้ดีว่าคงปิดบังความจริงจากสหายสี่ขาผู้แสนฉลาดคู่นี้ไปไม่ได้ตลอดรอดฝั่งแน่ ทั้งสองจึงตัดสินใจเดินเข้าไปกอดคอหงอิงกับเหลยถิงไว้ ก่อนจะกระซิบกระซาบบอกแผนการทั้งหมดให้ฟัง ว่าพวกเขาตั้งใจจะแอบออกจากเขตทหารเพื่อไปหาซื้อของขวัญวันเกิดให้หม่าม้า
[ไม่ได้เด็ดขาด! หม่าม้าหู่โพสั่งไว้ว่าห้ามพวกเธอออกไปนอกเขตทหาร] เหลยถิงเห่าตอบกลับเสียงดังฟังชัด แสดงท่าทีคัดค้านอย่างเต็มที่
หงอิงเองก็ดูจะไม่เห็นด้วยกับความคิดนี้เช่นกัน ถึงแม้โดยนิสัยแล้วมันจะชอบการออกไปผจญภัยในโลกกว้างมากกว่า แต่คำสั่งของเจ้านายและหม่าม้าหู่โพก็ยังคงเป็นสิ่งที่มันให้ความเคารพยำเกรงเสมอ
“โธ่... หงอิงจ๋า เหลยถิงจ๋า พวกเราไม่ได้จะไปไกลซะหน่อยนะ ไม่ได้จะหนีไปเที่ยวเล่นที่ไหนเลยจริงๆ เราแค่อยากจะไปซื้อของขวัญให้หม่าม้าเท่านั้นเอง”
“ที่ผ่านมา วันเกิดของพวกเรา หม่าม้าก็มีของขวัญให้ตลอดเลย”
“แต่พวกเรากลับไม่เคยให้ของขวัญหม่าม้าเลยสักครั้งเดียว”
“ฉันว่ามันไม่ถูกต้องเลยนะ”
“ฉันอยากให้ของขวัญหม่าม้านี่นา”
ซิงซิงและเยว่เยว่พยายามหว่านล้อมหงอิงกับเหลยถิงทุกวิถีทาง ทั้งออดอ้อน อ้อนวอน และทำหน้าตาน่าสงสาร เด็กน้อยทั้งสองรู้จักใช้ทั้งเหตุผลและอารมณ์ในการโน้มน้าวใจตั้งแต่ยังเล็ก และดูเหมือนว่าพวกเขาจะทำมันได้ดีเสียด้วย
หงอิงและเหลยถิงเติบโตมาพร้อมกับเด็กแฝดคู่นี้ ความผูกพันของพวกเขานั้นลึกซึ้งเกินกว่าคำว่าเจ้านายกับสัตว์เลี้ยง โดยปกติแล้วพวกมันแทบจะไม่เคยปฏิเสธคำขอร้องใดๆ ของเด็กทั้งสองเลย การต้องเอ่ยปากปฏิเสธในครั้งนี้จึงทำให้พวกมันรู้สึกไม่ดีอยู่ในใจ
ยิ่งเมื่อได้ฟังเหตุผลที่แท้จริงว่าที่พวกเขาอยากจะแอบหนีออกไป ไม่ใช่เพราะความคึกคะนองอยากเที่ยวเล่น แต่เป็นเพราะความตั้งใจอันบริสุทธิ์ที่อยากจะซื้อของขวัญวันเกิดให้หม่าม้า ก็ยิ่งทำให้หัวใจของเจ้าสี่ขาผู้ซื่อสัตย์ทั้งสองอ่อนยวบลง ความรักอันบริสุทธิ์ของเด็กน้อยที่มีต่อผู้เป็นแม่ช่างน่าประทับใจเสียจริง
[งั้น... เรากลับไปถามหม่าม้าก่อนดีไหม] เหลยถิงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเสนอความคิดเห็นขึ้น
[ไม่ได้นะ!] แต่กลับเป็นหงอิงที่ปฏิเสธความคิดนี้อย่างทันควัน
หม่าม้าในที่นี้ แน่นอนว่าหมายถึงหู่โพ
[ถ้ากลับไปถามหม่าม้า หม่าม้าต้องไม่ยอมให้เราไปแน่ๆ] หงอิงให้เหตุผล
เหลยถิงนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง... ก็จริงของหงอิง!
[แล้วจะทำยังไงดีล่ะ]
[ก็ไปกับพวกเขาสิ]
[หา?]
และแล้วในที่สุด ด้วยการรบเร้าออดอ้อนอย่างสุดกำลังของซิงซิงและเยว่เยว่ หงอิงและเหลยถิงก็ยอมใจอ่อนตกลงที่จะร่วมภารกิจลับในครั้งนี้ด้วย
“เย้! ไปกันเลย! ฉันรู้ทางลัดที่จะออกไปข้างนอกด้วยนะ” เยว่เยว่ร้องออกมาอย่างดีใจ ก่อนจะเร่งฝีเท้าเดินนำไปอย่างกระฉับกระเฉง
ในไม่ช้าสองเด็กน้อยและสองสุนัขก็เดินลัดเลาะมาเป็นเวลากว่าสิบนาที จนกระทั่งมาถึงบริเวณหนึ่งของเขตทหาร เยว่เยว่แหวกพงหญ้าที่ขึ้นรกทึบออกอย่างชำนาญ
เผยให้เห็นช่องโหว่ใต้รั้วขนาดพอดีตัวที่คนหนึ่งคนสามารถลอดผ่านไปได้
หงอิงกับเหลยถิงถึงกับเบิกตากว้างด้วยความตกใจ
มีช่องสุนัขแบบนี้อยู่จริงๆ ด้วย!
“พี่ซิงซิง เร็วเข้า เราข้ามไปกันเถอะ”
เยว่เยว่พูดจบก็มุดลอดผ่านช่องโหว่นั้นไปก่อนเป็นคนแรก สำหรับเด็กวัยสองขวบกว่าอย่างเยว่เยว่ การจะลอดผ่านช่องสุนัขนี้เป็นเรื่องง่ายดาย เพียงแค่ก้มหัวลงเล็กน้อยก็สามารถผ่านไปได้อย่างสบายๆ
จากนั้นซิงซิงก็รีบลอดตามไปติดๆ
ส่วนหงอิงกับเหลยถิงนั้น ถึงแม้รูปร่างของพวกมันจะใหญ่กว่าเด็กทั้งสองอยู่มาก แต่เมื่อลองเบียดๆ ดันๆ อยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดพวกมันก็สามารถแทรกตัวผ่านช่องโหว่นั้นออกมาได้สำเร็จ
เมื่อลอดผ่านช่องสุนัขออกมาได้ โลกใบใหม่ก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า
“พี่ซิงซิง หงอิง เหลยถิง เร็วเข้า ไปกันเถอะ”
สองเด็กน้อยและสองสุนัขจึงมุ่งหน้าเดินต่อไปข้างหน้า
สำหรับหงอิงและเหลยถิงแล้ว สถานที่นอกรั้วแห่งนี้ดูคุ้นตาอยู่ไม่น้อย เพราะก่อนหน้านี้เซิ่งเจ๋อซีเคยพามันมาฝึกซ้อมทั้งในและนอกเขตทหารอยู่บ่อยครั้ง สถานที่ตรงหน้าอยู่ไม่ไกลจากลานฝึกนอกเขตทหารที่พวกมันคุ้นเคยดี
ความสามารถในการจดจำเส้นทางของหงอิงและเหลยถิงนั้นยอดเยี่ยมเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว พวกมันจึงจดจำเส้นทางได้อย่างแม่นยำ
และที่สำคัญ... พวกมันรู้จักเส้นทางที่จะไปยังตัวอำเภอเป็นอย่างดี
เมื่อคิดได้ดังนั้น หงอิงจึงไม่รอช้า มันรีบวิ่งนำหน้าไปทันที
“พี่ซิงซิง ดูสิ หงอิงรู้จักทางไปในเมืองด้วยล่ะ เร็วเข้า เราตามไปกันเถอะ”
“อื้ม”
สองพี่น้องจึงรีบวิ่งตามหลังหงอิงและเหลยถิง มุ่งหน้าไปยังตัวอำเภออย่างไม่รีรอ
เมื่อเดินไปได้สักพักจนเริ่มรู้สึกเมื่อยขา ซิงซิงก็ปีนขึ้นไปขี่บนหลังของเหลยถิง ส่วนเยว่เยว่ก็ขึ้นไปนั่งบนหลังของหงอิง สองสุนัขผู้แข็งแรงจึงทำหน้าที่เป็นพาหนะพาเจ้านายตัวน้อยทั้งสองวิ่งต่อไปข้างหน้าด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
กว่าจะมาถึงตัวอำเภอ เวลาก็ล่วงเลยไปพอสมควร แต่บนท้องถนนก็ยังคงมีผู้คนเดินกันขวักไขว่
“เร็วเข้า เราต้องรีบเลือกของขวัญให้หม่าม้ากันนะ”
ด้วยความที่รู้ดีว่ามีเวลาไม่มากนัก พวกเขาจึงรีบเลือกซื้อของขวัญกันอย่างรวดเร็ว
อันที่จริงเยว่เยว่อยากจะเดินเที่ยวเล่นในตัวอำเภอต่ออีกสักหน่อย แต่เธอก็รู้ดีว่าพวกเขาต้องรีบกลับบ้านก่อนที่ปะป๊ากับหม่าม้าจะกลับมาและพบว่าพวกเขาหายไป
“เยว่เยว่ เรากลับกันเถอะ” ซิงซิงเอ่ยชวนน้องสาวหลังจากที่ได้ของขวัญที่ถูกใจแล้ว
เมื่อได้ของขวัญที่ตั้งใจมาซื้อ ทั้งซิงซิงและเยว่เยว่ต่างก็รู้สึกดีใจและตื่นเต้นเป็นอย่างมาก
“ได้เลยค่ะ”
แต่แล้วในตอนนั้นเองก็มีชายสองคนเดินสวนมาด้วยท่าทีรีบร้อนอย่างยิ่ง ดูเหมือนว่าพวกเขาจะไม่ได้มองทางเลยแม้แต่น้อย
ร่างของชายคนหนึ่งชนเข้ากับร่างเล็กๆ ของซิงซิงอย่างจังจนเขาล้มลงไปกองกับพื้น
“โอ๊ย!” ซิงซิงร้องออกมาด้วยความเจ็บ
“พี่ซิงซิง เป็นอะไรหรือเปล่า” เยว่เยว่รีบเข้าไปประคองพี่ชายให้ลุกขึ้นยืนด้วยความเป็นห่วง
จากนั้น มือน้อยๆของเยว่เยว่ก็คว้าหมับเข้าที่ชายเสื้อของคนที่ชนพี่ชายของเธอจนล้ม ซึ่งกำลังจะทำทีเป็นเดินหนีไป
“คุณชนพี่ชายฉันล้มนะ คุณต้องขอโทษเดี๋ยวนี้!” เยว่เยว่พูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง ใบหน้าเล็กๆ ของเธอบึ้งตึงอย่างไม่พอใจ
[จบบท]