บทที่ 314: ฉันเป็นพ่อแก ขอบคุณอะไรกัน
ในเมื่อทำอะไรมากไปกว่านี้ไม่ได้ กู้เจียหนิงจึงทำได้เพียงแค่รอคอยอย่างอดทน แต่ถึงอย่างนั้น เธอก็ไม่ใช่คนที่จะนั่งรอเฉยๆ โดยไม่ทำอะไรเลย
หญิงสาวเปิดร้านค้าของระบบขึ้นมาในใจ แสงสีฟ้าอ่อนๆ สว่างวาบขึ้นพร้อมกับรายการสินค้ามากมายปรากฏตรงหน้า ดวงตาคู่สวยของเธอกวาดมองอย่างรวดเร็วเพื่อค้นหาสิ่งของที่พอจะเป็นประโยชน์กับสถานการณ์ในตอนนี้ได้
และแล้วสายตาของเธอก็ไปหยุดอยู่ที่ไอเทมชิ้นหนึ่ง “รัศมีแห่งความโชคร้าย”
กู้เจียหนิงไม่ลังเลเลยสักนิด เธอตัดสินใจกดซื้อไอเทมชิ้นนี้มา 2 ชิ้น ซึ่งแต่ละชิ้นมีระยะเวลาการใช้งานนานถึง 1 เดือนเต็ม เธอตั้งใจไว้แล้วว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่มีโอกาสเหมาะๆ เธอจะโยนมันใส่จางชิวเหมยกับหลินฉู่สือทันที
ไม่ว่าจะเป็นการกระทำของหลินฉู่สือที่ใช้ความขัดแย้งส่วนตัวมาขัดขวางคำสั่งของผู้บังคับบัญชาของเซิ่งเจ๋อซีในการส่งกำลังไปช่วยเหลือผู้คน หรือการที่จางชิวเหมยได้กลับเข้ามาในเขตทหารอีกครั้ง ทั้งสองเรื่องนี้ล้วนแต่สร้างความขุ่นเคืองใจให้กับกู้เจียหนิงเป็นอย่างมาก
เมื่อเธอโกรธแล้ว คนที่ทำให้เธอโกรธก็อย่าหวังว่าจะได้อยู่อย่างสงบสุข
กู้เจียหนิงยอมรับกับตัวเองเสมอว่าเธอไม่ใช่คนใจกว้างอะไรนักหนา ตรงกันข้าม เธอเป็นคนใจแคบและเจ้าคิดเจ้าแค้นพอสมควร หากมีโอกาสได้ตอบโต้กลับเมื่อไหร่ เธอก็ไม่เคยปล่อยให้โอกาสนั้นหลุดลอยไป
ตัวเธอกู้เจียหนิง ไม่ใช่คนที่ใครจะมารังแกได้ง่ายๆ และคนที่เธอตัดสินใจจะปกป้องแล้ว เธอก็จะไม่มีวันยอมให้ใครมาทำร้ายได้อย่างเด็ดขาด
อีกด้านหนึ่ง เซิ่งเจ๋อซีรีบก้าวเท้าฉับๆ ไปยังห้องสื่อสารของกองทัพ เขารู้ดีว่าเรื่องนี้ต้องอาศัยอำนาจที่เหนือกว่าเข้าไปแทรกแซง และคนที่เขาคิดถึงเป็นคนแรกก็คือพ่อของเขาเอง
ณ คฤหาสน์เก่าแก่ของตระกูลเซิ่งในเมืองปักกิ่ง
เวลานี้ มีเพียงเซิ่งซิ่นฮ่าวอาศัยอยู่ตามลำพัง บรรยากาศภายในบ้านจึงดูเงียบเหงาและอ้างว้างอย่างบอกไม่ถูก ชายสูงวัยได้แต่ถอนหายใจพลางนึกในใจว่า ‘ถ้าเจ้าลูกชายตัวดีพาภรรยากับซิงซิงเยว่เยว่กลับมาอยู่ด้วยกันก็คงจะดี’
แต่เขาก็รู้ดีแก่ใจว่าแม้ลูกสะใภ้จะยอมผ่าตัดให้เขา แต่ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับลูกชายคนโตก็ยังคงห่างเหินและไม่ได้ดีขึ้นมากนัก
ตอนนี้เซิ่งซิ่นฮ่าวตระหนักแล้วว่าทุกอย่างเป็นความผิดของเขาเอง ในอดีตเขาเป็นคนเผด็จการและชอบควบคุมชีวิตคนอื่นมากเกินไป ที่สำคัญคือเขาหลงเชื่อคำพูดของฟางหว่านหรงอย่างสนิทใจจนทำให้เกิดเรื่องราวมากมาย
ใช่แล้ว...มันเป็นความผิดของเขาเอง
น่าเสียดายที่กว่าเขาจะคิดได้ก็ดูเหมือนจะสายเกินไปเสียแล้ว ลูกชายคนโตคงจะผิดหวังในตัวเขาจนไม่เหลือความเชื่อใจใดๆ อีก
แต่ถึงอย่างนั้น...ความสัมพันธ์ของพวกเขาก็ยังไม่ถึงกับแตกหักจนเกินจะเยียวยา
ไม่อย่างนั้นลูกสะใภ้คงไม่ยอมผ่าตัดช่วยชีวิตเขาเอาไว้ ไม่มีใครรู้เลยว่าตอนที่เขาฟื้นขึ้นมาหลังการผ่าตัด ความรู้สึกของเขามันซับซ้อนมากเพียงใด ในตอนนั้น ความรู้สึกผิดที่มีต่อครอบครัวของลูกชายมันท่วมท้นจนแทบจะทะลักออกมา
ตอนนี้สุขภาพของเขาฟื้นฟูจนกลับมาแข็งแรงดีแล้ว และได้กลับเข้าไปทำงานในกองทัพอีกครั้ง เดิมทีเขาควรจะต้องเกษียณอายุราชการไปแล้ว แต่ด้วยเหตุผลบางอย่าง ทำให้เขายังคงรักษาตำแหน่งนี้ไว้ได้อย่างมั่นคง
เขารู้ดีว่าอีกไม่ถึงครึ่งปี ลูกชายของเขาจะถูกย้ายมาประจำการที่เขตทหารปักกิ่ง และแน่นอนว่าลูกสะใภ้กับหลานรักทั้งสองก็จะย้ายตามมาด้วย เขาคิดว่านั่นเป็นเรื่องที่ดีมากๆ และตั้งใจไว้แล้วว่าจะพยายามทำทุกอย่างเพื่อปูทางให้กับอนาคตของลูกชาย หากลูกชายต้องการความช่วยเหลืออะไร เขาก็พร้อมจะยื่นมือเข้าช่วยอย่างเต็มที่
และเมื่อถึงวันที่ลูกชายก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งที่สูงพอแล้ว เขาก็จะวางมือจากทุกอย่าง
แต่เมื่อนึกถึงนิสัยของลูกชาย เขาก็อดสงสัยไม่ได้ว่าคนอย่างเซิ่งเจ๋อซีจะมีเรื่องอะไรมาขอความช่วยเหลือจากเขากันนะ?
ทันทีที่ความคิดนั้นแวบเข้ามาในหัว เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นมาทำลายความเงียบ...
เซิ่งซิ่นฮ่าวเอื้อมมือไปรับสาย เขาจำเสียงของลูกชายคนโตได้อย่างแม่นยำตั้งแต่คำแรกที่ได้ยิน
"ผมมีเรื่องอยากให้พ่อช่วย"
แม้จะได้ยินน้ำเสียงที่เย็นชาและแข็งกระด้างของเซิ่งเจ๋อซี แต่หัวใจของเซิ่งซิ่นฮ่าวกลับพองโตด้วยความยินดีอย่างหาที่เปรียบไม่ได้
"ว่ามาเลย มีอะไรให้ฉันช่วย ฉันจะช่วยแกเองทุกอย่าง"
เซิ่งเจ๋อซีไม่รีรอ เขาเล่าเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นให้พ่อฟังอย่างรวดเร็วและกระชับ
ทันทีที่เซิ่งซิ่นฮ่าวได้ยินว่าซิงซิง หลานชายคนโตของเขากำลังพาสุนัขตัวหนึ่งออกไปสะกดรอยตามคนร้าย หัวใจของเขาก็กระตุกวูบและหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม
ซิงซิง...หลานปู่ของเขา!
เซิ่งซิ่นฮ่าวรู้ดีว่าหลานชายหลานสาวของเขาฉลาดหลักแหลมเกินวัยแค่ไหน และเขาก็รู้ว่าลูกชายของเขาไม่ใช่คนที่จะพูดจาเหลวไหลไร้สาระ จากน้ำเสียงที่จริงจังของเซิ่งเจ๋อซี เขาสัมผัสได้ถึงความร้ายแรงของสถานการณ์ในครั้งนี้
"ได้! เดี๋ยวฉันจะติดต่อคุณลุงลู่ให้เดี๋ยวนี้ แกไม่ต้องห่วง รอฟังข่าวดีได้เลย"
"ครับ"
เมื่อได้ยินว่าเซิ่งซิ่นฮ่าวตอบรับที่จะช่วยเหลืออย่างไม่ลังเลแม้แต่น้อย ความรู้สึกซับซ้อนก็ก่อตัวขึ้นในใจของเซิ่งเจ๋อซี เขารู้สึกขอบคุณแต่ก็ยังมีความกระอักกระอ่วนใจอยู่ลึกๆ ชายหนุ่มเม้มปากแน่น ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่เบาลงเล็กน้อย
"ขอบคุณครับ"
ดวงตาของเซิ่งซิ่นฮ่าวร้อนผ่าวขึ้นมาทันที ขอบตาของเขาแดงก่ำ "ฉันเป็นพ่อแก ขอบคุณอะไรกัน"
"ไม่คุยแล้วนะ ฉันจะรีบไปติดต่อคุณลุงลู่ให้"
แล้วโทรศัพท์ก็ถูกวางสายไปอย่างรวดเร็ว
เซิ่งเจ๋อซียังคงยืนอยู่ที่เดิม ความคิดในหัวยังคงวนเวียนอยู่กับบทสนทนาเมื่อครู่ มันเป็นความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย
เวลาผ่านไปไม่ถึงหนึ่งนาที เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นอีกครั้ง
เป็นสายจากเซิ่งซิ่นฮ่าว
"คุณลุงลู่ตกลงแล้ว" ดูเหมือนจะรู้ว่าลูกชายกำลังร้อนใจ ประโยคแรกที่เซิ่งซิ่นฮ่าวพูดจึงเป็นข่าวดีที่เขารอคอย
หัวใจที่แขวนอยู่บนเส้นด้ายของเซิ่งเจ๋อซีพลันคลายลงในที่สุด
"ดีเลยครับ ขอบคุณครับ"
เซิ่งซิ่นฮ่าวอยากจะพูดเหลือเกินว่าระหว่างพ่อลูกไม่จำเป็นต้องพูดคำว่าขอบคุณ แต่พอนึกถึงการกระทำในอดีตของตัวเอง คำพูดนั้นก็ติดอยู่ที่ริมฝีปาก พูดออกมาไม่ได้
ส่วนเซิ่งเจ๋อซี นอกจากคำว่าขอบคุณแล้ว เขาก็ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรต่อไปดี
บรรยากาศในสายจึงเงียบลงไปชั่วขณะ
สุดท้ายก็เป็นเซิ่งซิ่นฮ่าวที่ทำลายความเงียบขึ้นก่อน "รีบไปจัดการธุระของแกเถอะ"
"ฉันไม่รบกวนเวลาแกแล้ว"
"ถ้ามีเวลาว่าง ก็พาซิงซิงกับเยว่เยว่ แล้วก็ลูกสะใภ้กลับมาเยี่ยมฉันบ้างนะ"
ช่วงเวลาที่ผ่านมา ซิงซิงกับเยว่เยว่โทรศัพท์มาหาเขาอยู่เป็นครั้งคราว การได้ยินเสียงเล็กๆ ใสๆ ของหลานทั้งสองผ่านทางโทรศัพท์ ทำให้เซิ่งซิ่นฮ่าวคิดถึงพวกเขาจับใจ และเฝ้ารอวันที่จะได้พบหน้ากันอีกครั้ง
เซิ่งเจ๋อซีเงียบไปครู่หนึ่ง "...รอดูก่อนแล้วกันครับ"
"ผมวางสายแล้วนะครับ"
ทางฝั่งเมืองปักกิ่ง แม้จะถูกวางสายใส่และไม่ได้รับคำตอบที่แน่ชัดจากลูกชาย แต่เซิ่งซิ่นฮ่าวกลับไม่รู้สึกโกรธเลยแม้แต่น้อย เขารู้สึกว่าการที่ลูกชายยอมเอ่ยปากขอความช่วยเหลือในครั้งนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการฟื้นฟูความสัมพันธ์ของพวกเขา
เขาจะพยายามชดเชยความผิดพลาดในอดีต และจะทำให้ดีขึ้นกว่าเดิม เขาจะเฝ้ารอวันที่เซิ่งเจ๋อซีพาลูกสะใภ้และหลานๆ กลับมาบ้านหลังนี้ด้วยความเต็มใจ
หลังจากวางสาย เซิ่งเจ๋อซีนิ่งงันไป 2 วินาที ก่อนจะสลัดความรู้สึกซับซ้อนทิ้งไป เขารู้ดีว่าตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการจับกุมคนร้ายกลุ่มนั้นและค้นหาระเบิดที่ถูกซ่อนไว้ให้เจอ!
เหลือเวลาอีกเพียง 6 ชั่วโมงเศษๆ ก่อนจะถึงเที่ยงคืน ท้องฟ้าก็เริ่มมืดลงแล้ว นี่คือการแข่งขันกับเวลาอย่างแท้จริง
เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาก็รีบมุ่งหน้าไปยังห้องทำงานของผู้บังคับบัญชาทันที
แต่คาดไม่ถึงว่า ระหว่างทางเขาจะได้พบกับผู้พันเฉินที่กำลังเดินตรงมาหาเขาด้วยท่าทางตื่นเต้นไม่แพ้กัน
"เจ๋อซี ข่าวดี! ผู้บังคับบัญชาลู่โทรมาหาฉันแล้ว ท่านอนุมัติแล้ว! คำสั่งก็ลงมาแล้วด้วย!"
"เร็วเข้าเถอะ เราต้องรีบออกเดินทางกันแล้ว!"
ดวงตาของเซิ่งเจ๋อซีเป็นประกายด้วยความยินดี "เยี่ยมไปเลยครับ!"
แต่ก่อนที่จะออกเดินทาง เขาต้องไปบอกข่าวดีนี้กับกู้เจียหนิงก่อน เขารู้ว่าภรรยาของเขากำลังร้อนใจและเป็นห่วงลูกชายมากแค่ไหน
ไม่นานนัก เซิ่งเจ๋อซีก็มาถึงที่ที่กู้เจียหนิงยังคงยืนรออยู่ด้วยความกระวนกระวายใจ เขาบอกข่าวดีให้เธอฟัง
"ฉันไปกับพี่ด้วยไม่ได้จริงๆ เหรอคะ?" กู้เจียหนิงถาม ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความคาดหวัง
หากเป็นเรื่องอื่น เซิ่งเจ๋อซีอาจจะใจอ่อนยอมตกลงไปแล้ว เขาแพ้สายตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวังแบบนี้ของกู้เจียหนิงเสมอ ไม่ว่าเธอจะขออะไร ภายใต้สายตาคู่นั้นเขาก็พร้อมจะใจอ่อนและยอมทำตามทุกอย่าง
แต่...ครั้งนี้มันต่างออกไป
"หนิง พวกคนร้ายมันโหดเหี้ยมขนาดไหน เธอก็รู้ดี ตอนนี้เธอท้องได้ 7 เดือนกว่าแล้วนะ พี่กลัวว่าถ้าเธอไปด้วยมันจะ..."
"และที่สำคัญ พี่คงจะไม่มีสมาธิแน่ๆ"
"หนิง พี่รู้ว่าเธอเป็นห่วงซิงซิง แล้วก็เป็นห่วงชาวบ้านบนเกาะฮ่วนซาด้วย"
"เธอวางใจเถอะ พี่จะทำอย่างสุดความสามารถ พี่จะพาซิงซิงกับเหลยถิงกลับมาอย่างปลอดภัย"
"พี่ขอสาบาน"
"เธอ...พาเยว่เยว่รอพี่กับซิงซิงกลับบ้านได้ไหม?"
"ฉัน..." กู้เจียหนิงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดเธอก็พยักหน้ายอมรับอย่างจำใจ
เธอรู้ดีว่าถ้าเธอดื้อดึงตามไปด้วย เซิ่งเจ๋อซีจะต้องพะวักพะวนและไม่มีสมาธิในการทำงานอย่างแน่นอน
ดังนั้นแม้จะกังวลใจมากแค่ไหน เธอก็ต้องบอกตัวเองให้ข่มความรู้สึกนั้นไว้ และรอคอยอยู่ที่นี่
[จบบท]