บทที่ 324: ซิงซิงเป็นไข้
แน่นอนว่าฝีมือการทำอาหารของกู้เจียหนิงก็แค่พอใช้ได้ ไม่ได้เลวร้าย แต่ก็ไม่ได้เลิศเลออะไรนักเมื่อเทียบกับอาหารจากภัตตาคารหรูๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนช่างเลือกช่างติแบบเธอ แม้แต่ตัวเองยังรู้สึกว่ารสชาติยังขาดๆ เกินๆ ไปบ้าง
แต่สำหรับผู้ชายคนนี้ ไม่ว่าเธอจะทำอะไรให้ทาน เขาก็จะทานอย่างเอร็ดอร่อยและมีความสุขเสมอ กู้เจียหนิงมองออกว่าคำชมของเขาไม่ใช่แค่คำเยินยอตามมารยาท แต่เขาคิดว่ามันอร่อยจากใจจริง ซึ่งนั่นก็ทำให้เธอรู้สึกทั้งขำทั้งจนปัญญาในเวลาเดียวกัน
“ไม่รู้ว่าคืนนี้ซิงซิงจะนอนหลับฝันร้ายรึเปล่า” เซิ่งเจ๋อซีเอ่ยขึ้นขณะคีบบะหมี่เข้าปาก ความทรงจำอันเลวร้ายในตอนที่เขารุดไปถึงที่เกิดเหตุยังคงฉายชัดในหัว ภาพที่ชายร่างสูงผอมคนนั้นกำลังจะใช้กริชแทงเข้าไปที่ร่างเล็กๆ ของซิงซิง มันเป็นภาพที่บาดลึกเข้าไปในใจของเขา
ไม่มีใครสามารถเข้าใจความรู้สึกของเซิ่งเจ๋อซีในตอนที่ได้เห็นภาพนั้นกับตาได้เลย หัวใจของเขาแทบจะหยุดเต้น ความโกรธแค้นและความกลัวประดังประเดเข้ามาจนแทบคลั่ง เขาจินตนาการไม่ออกเลยว่าหากซิงซิงเป็นอะไรไป เขาจะเอาหน้าไปพบกู้เจียหนิงได้อย่างไร และความเจ็บปวดที่เขาจะต้องแบกรับมันจะมหาศาลขนาดไหน
ในวินาทีแห่งความเป็นความตายนั้น เขาลืมเรื่องเครื่องรางที่กู้เจียหนิงมอบให้เขาและลูกๆไปเสียสนิท ทั้งๆที่ภรรยาของเขาเคยอธิบายถึงสรรพคุณของมันให้ฟังแล้ว จนกระทั่งเขาเห็นว่าซิงซิงปลอดภัยดี และเห็นเชือกสีแดงที่ขาดสะบั้นลงนั่นแหละ เขาถึงได้นึกขึ้นมาได้ ความรู้สึกโล่งอกอย่างสุดซึ้งก็ถาโถมเข้ามาแทนที่
เขาตระหนักได้ถึงความมหัศจรรย์ของเครื่องรางชิ้นนี้ และยิ่งไปกว่านั้น เขารู้ดีว่าความมหัศจรรย์ทั้งหลายทั้งปวงนี้ล้วนมาจากภรรยาของเขา แต่ก่อนเขาเคยเป็นกังวลเกี่ยวกับพลังพิเศษเหล่านี้ของเธอ กลัวว่ามันจะนำพาอันตรายมาสู่ตัวเธอเอง หรือหากความลับนี้ถูกเปิดเผยออกไป เธอจะต้องเผชิญกับอะไรบ้าง
แต่เมื่อมองย้อนกลับไป พลังเหล่านี้ได้ปกป้องและช่วยเหลือครอบครัวของพวกเขามานับครั้งไม่ถ้วน เซิ่งเจ๋อซีรู้สึกราวกับว่ามี "ใครบางคน" ที่เขารู้จักคอยพิทักษ์รักษาครอบครัวของพวกเขาอยู่เบื้องหลัง เขารู้สึกขอบคุณจากก้นบึ้งของหัวใจ และหวังเพียงว่าการปกป้องคุ้มครองนี้จะคงอยู่กับพวกเขาตลอดไป
“ตอนนั้นมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่คะพี่ ฉันรู้สึกได้ว่าเครื่องรางของซิงซิงแตกสลายไป” กู้เจียหนิงรีบเอ่ยถามขึ้นด้วยความเป็นห่วง
เซิ่งเจ๋อซีประหลาดใจไม่น้อย ไม่คิดว่าเธอซึ่งอยู่ที่บ้านพักทหารจะสามารถรับรู้ได้ถึงการแตกสลายของเครื่องรางที่อยู่ห่างไกลออกไปได้ ถ้าอย่างนั้นตอนนั้นเธอคงจะร้อนใจและเป็นกังวลมากขนาดไหนกันนะ เขาอดไม่ได้ที่จะยื่นมือออกไปกุมมือของเธอไว้แน่น “ไม่ต้องกังวลนะ ตอนนี้ทุกอย่างปลอดภัยแล้ว”
“แต่พี่ต้องเล่าให้ฉันฟังนะคะว่ามันเกิดอะไรขึ้น ฉันถามซิงซิงแล้ว แต่แกก็พูดอ้อมแอ้มไม่ยอมบอกความจริง”
เซิ่งเจ๋อซีพยักหน้าเข้าใจทันที ดูเหมือนว่าเจ้าตัวเล็กคงไม่อยากให้แม่ของเขาต้องเป็นกังวล เลยเลือกที่จะไม่พูดความจริงทั้งหมด ซึ่งตัวเขาเองก็ไม่อยากให้เธอต้องมานั่งกังวลใจเช่นกัน แต่เมื่อเห็นแววตาที่มุ่งมั่นของเธอ เขาก็รู้ว่าคงเลี่ยงที่จะไม่เล่าไม่ได้
ดังนั้นเซิ่งเจ๋อซีจึงเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างคร่าวๆ โดยพยายามเลือกใช้คำพูดที่ไม่น่ากลัวจนเกินไป เพราะไม่อยากให้เธอต้องหวาดผวาตามไปด้วย
แน่นอนว่ากู้เจียหนิงฟังออกถึงความพยายามนั้น เธอถอนหายใจออกมาเบาๆ พลางนึกในใจ 'สองพ่อลูกนี่นะ' แม้จะรู้สึกจนใจ แต่ลึกๆ แล้วหัวใจของเธอกลับอบอุ่นไปด้วยความซาบซึ้ง เธอรู้ดีว่าทั้งคู่ทำไปก็เพราะเป็นห่วงความรู้สึกของเธอ ในเมื่อตอนนี้ทั้งสองคนปลอดภัยดีแล้ว เธอก็จะไม่เซ้าซี้ถามให้มากความอีก
เมื่อเห็นว่ากู้เจียหนิงไม่ได้ซักไซ้ต่อ เซิ่งเจ๋อซีก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก เขากลัวเหลือเกินว่าถ้าเธอถามลงลึกไปกว่านี้ เขาจะไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไรดี เขาไม่อยากโกหกเธอ แต่ก็ไม่อยากทำให้เธอต้องกังวล โชคดีที่เธอเข้าใจและไม่ถามต่อ
เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศและเบี่ยงเบนความสนใจของภรรยา เซิ่งเจ๋อซีจึงเริ่มเล่าถึงเหตุการณ์ที่ตามมาหลังจากนั้น เพราะท้ายที่สุดแล้ว หนังสือพิมพ์แห่งอนาคตก็เป็นสิ่งที่เธอเป็นคนมอบให้เขาดูก่อนใคร แถม "คอนแทคเลนส์" พิเศษนั่นก็มาจากเธอเช่นกัน
เมื่อกู้เจียหนิงได้ยินว่าระเบิดทุกลูกถูกกู้ได้สำเร็จ และกลุ่มผู้ค้ายาเสพติดก็ถูกจับกุมได้ทั้งหมด เธอก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก ‘ดีเหลือเกิน’ โศกนาฏกรรมที่เธอเคยอ่านเจอในหน้าหนังสือพิมพ์จากชาติที่แล้ว จะไม่เกิดขึ้นซ้ำรอยอีกแล้ว ช่างเป็นเรื่องที่ดีจริงๆ
แต่แล้วก็มีเรื่องหนึ่งที่ทำให้เธอต้องประหลาดใจ…
“พี่บอกว่า พี่ใช้คอนแทคเลนส์มองเห็นว่าใต้ทะเลยังมีระเบิดซ่อนอยู่อีกเพียบ แล้วพวกพี่ก็เลยลงไปงมหากันเนี่ยนะ” กู้เจียหนิงถามด้วยความตกตะลึง
“ใช่แล้ว แล้วเธอลองทายดูสิว่าพวกเรางมเจออะไรขึ้นมาบ้าง”
เมื่อกู้เจียหนิงได้ยินว่าพวกเขาเจอกล่องเหล็กขนาดใหญ่หลายสิบใบ และข้างในนั้นบรรจุยุทธปัจจัยและทองคำแท่งจำนวนมหาศาลที่กองทัพของประเทศ R ทิ้งไว้ตอนถอยทัพอย่างเร่งรีบในอดีต เธอก็ถึงกับอ้าปากค้างด้วยความประหลาดใจ
“พวกพี่หาเจอได้นี่สุดยอดไปเลยนะคะ” การค้นพบครั้งนี้เป็นสิ่งที่กู้เจียหนิงไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยจริงๆ
“ก็ต้องขอบคุณคอนแทคเลนส์ที่เธอให้มานั่นแหละ ไม่อย่างนั้นพวกเราคงไม่มีทางหาเจอแน่” หากพวกเขาไม่ค้นพบในตอนนี้ ก็ไม่รู้ว่าจะต้องรออีกนานแค่ไหนกว่าจะมีคนมาเจอ หรืออาจจะไม่มีใครค้นพบมันเลยตลอดกาลก็ได้
“ถ้างั้นครั้งนี้พวกพี่ก็สร้างผลงานชิ้นโบแดงเลยสิคะ”
“ต้องบอกว่าซิงซิงกับเยว่เยว่เป็นคนนำโชคมาให้มากกว่า”
“นั่นสินะคะ”
ในจุดนี้ ทั้งกู้เจียหนิงและเซิ่งเจ๋อซีต่างก็รู้สึกทึ่งในความบังเอิญของโชคชะตา หากซิงซิงและเยว่เยว่ไม่คิดจะออกจากเขตทหารเพื่อไปซื้อของขวัญวันเกิดให้แม่ พวกเขาก็คงไม่ได้พบกับกลุ่มผู้ค้ายา และเจ้าเหลยถิงกับหงอิงก็คงไม่ได้กลิ่นยาเสพติดและดินระเบิดจากคนเหล่านั้น เรื่องราวหลังจากนั้นก็คงไม่เกิดขึ้น
ส่วนหนังสือพิมพ์แห่งอนาคตที่กู้เจียหนิงได้รับมานั้น ก็เป็นเพราะระบบของเธออัปเกรดเสร็จสิ้นในวันนี้พอดี หากช้าไปเพียงวันเดียว หรือถ้าเธอเลือกของรางวัลอย่างอื่น ผลลัพธ์ที่ตามมาก็อาจจะเลวร้ายเหมือนกับในชาติที่แล้วก็เป็นได้
ดังนั้นแม้ว่าเหตุการณ์ในวันนี้จะเต็มไปด้วยความน่าหวาดเสียว แต่ผลลัพธ์ที่ได้ก็นับว่าเป็นบทสรุปที่ดีที่สุดแล้ว
จากนั้นเซิ่งเจ๋อซีก็เล่าเรื่องของสองพ่อลูกตระกูลหลินให้ฟัง ที่เขาเลือกที่จะเล่าก็เพราะอยากให้กู้เจียหนิงระมัดระวังตัวมากขึ้น เพราะตอนนี้จางชิวเหมยได้แต่งงานกับหลินฉู่สือแล้ว และจากท่าทีของคนทั้งคู่ หากมีโอกาสพวกเขาคงไม่ลังเลที่จะลงมือทำร้ายครอบครัวของเขาเป็นแน่ ดังนั้นเขาจึงต้องเตือนให้เธอระวังตัวเป็นพิเศษ
“อืม ฉันรู้ค่ะ” กู้เจียหนิงรู้ดีว่าจางเจี้ยนจวินและจางชิวเหมยไม่เป็นมิตรกับเธอ ความมุ่งร้ายของพวกเขารุนแรงจนเครื่องเตือนภัยดังขึ้น ดังนั้นเธอจึงต้องระวังตัวอยู่แล้ว
เนื่องจากดึกมากแล้ว สองสามีภรรยาจึงไม่ได้พูดคุยกันนานนัก หลังจากทานอาหารเสร็จ เซิ่งเจ๋อซีก็นั่งพักให้ย่อยสักครู่ ก่อนจะพากันเข้านอน แต่คืนนี้ เขากลับอุ้มลูกทั้งสองคนมานอนบนเตียงของพวกเขาด้วย โดยให้เด็กๆ นอนอยู่ตรงกลางระหว่างเขากับภรรยา
หลังจากผ่านเรื่องราวที่น่าสะพรึงกลัวมาทั้งวัน เขากลัวว่าลูกๆจะนอนไม่หลับ โดยเฉพาะซิงซิงที่ต้องเผชิญหน้ากับปลายกริชของคนร้ายโดยตรง ภาพนั้น… แม้แต่ผู้ใหญ่อย่างเขายังรู้สึกใจหาย นับประสาอะไรกับเด็กน้อยวัยเพียงสองขวบกว่า
และแล้วความกังวลของพวกเขาก็เป็นจริง
กลางดึกคืนนั้น ซิงซิงก็เริ่มฝันร้ายขึ้นมาจริงๆ ไม่เพียงแค่ฝันร้าย เขายังตัวร้อนเป็นไฟ ปากก็พร่ำเพ้อเรียกชื่อปะป๊า หม่าม๊า เยว่เยว่ และเหลยถิงไม่หยุด
กู้เจียหนิงรีบป้อนยาลดไข้ให้ลูกชายทันที ส่วนเซิ่งเจ๋อซีก็คอยใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัวให้ลูกเพื่อช่วยลดอุณหภูมิร่างกาย จากนั้นเขาก็อุ้มซิงซิงขึ้นมาแนบอก เดินไปมาในห้องเพื่อปลอบประโลมให้ลูกน้อยสงบลง
ดูเหมือนว่าอ้อมกอดของพ่อจะทำให้ซิงซิงรู้สึกปลอดภัยขึ้นมาได้บ้าง อารมณ์ที่ปั่นป่วนและร่างกายที่ร้อนรุ่มของเขาจึงค่อยๆ สงบลงทีละน้อย แต่ปัญหาก็คือ เขาวางลูกลงไม่ได้เลย ทันทีที่วางลง ความรู้สึกไม่ปลอดภัยจะกลับมาจู่โจมอีกครั้ง และซิงซิงก็จะเริ่มฝันร้ายอีก
ดังนั้นตลอดทั้งคืนนั้น เซิ่งเจ๋อซีจึงต้องอุ้มลูกชายเดินไปมาอยู่ในห้อง คอยปลอบโยนและขับกล่อมเขาอยู่ไม่ห่าง
กู้เจียหนิงพยายามจะขอเปลี่ยนให้เขาได้พักบ้าง แต่ก็ถูกปฏิเสธ
“เธอไปนอนเถอะ พี่ไม่เป็นไร พี่อุ้มเขาเองได้ ท้องเธอก็โตแล้ว พรุ่งนี้ยังต้องไปทำงานอีก รีบไปนอนพักผ่อนเถอะนะ” เซิ่งเจ๋อซีพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนแต่หนักแน่น
[จบบท]