บทที่ 325: เธอทำให้ฉันอยากจะรักเธอให้มากขึ้นไปอีก
หญิงสาวในช่วงไตรมาสสุดท้ายของการตั้งครรภ์อย่างกู้เจียหนิงนั้นมักจะรู้สึกง่วงเหงาหาวนอนได้ง่ายเป็นพิเศษ
ยิ่งเมื่อต้องเผชิญกับเรื่องราวตื่นตระหนกที่เกิดขึ้นในตอนกลางวัน จิตใจที่เคยตึงเครียดก็ยิ่งต้องการการพักผ่อน
แต่กว่าเธอจะได้ผ่อนคลายอย่างแท้จริงก็ล่วงเลยมาจนถึงช่วงกลางคืน
เมื่อซิงซิงและเซิ่งเจ๋อซีกลับมาถึงบ้านโดยสวัสดิภาพ ความกังวลที่เกาะกุมหัวใจมาทั้งวันจึงค่อยๆ สลายไป ทว่าเมื่อความตึงเครียดทางจิตใจคลายลง ความอ่อนเพลียและอาการง่วงนอนก็ถาโถมเข้ามาแทนที่อย่างรวดเร็ว จนในที่สุดกู้เจียหนิงก็ไม่อาจฝืนทนต่อไปได้ไหวอีก
“ก็ได้ค่ะ งั้นฉันฝากพี่ดูแลซิงซิงด้วยนะคะ” ภายใต้คำคะยั้นคะยอของเซิ่งเจ๋อซี ในที่สุดกู้เจียหนิงก็ยอมจำนนต่อความอ่อนเพลียของร่างกาย
ร่างกายของเธอที่พยายามฝืนทนมาตลอดทั้งวันนั้นราวกับถูกปลดปล่อยทันทีที่เอนกายลงบนเตียงนอนนุ่มๆ เพียงชั่วพริบตาเดียว เธอก็จมดิ่งสู่ห้วงนิทราที่แสนสงบ
เซิ่งเจ๋อซีอุ้มซิงซิงไว้ในอ้อมแขน เขาเดินเข้าไปใกล้ๆเตียง แตะหน้าผากของภรรยาเบาๆเพื่อให้แน่ใจว่าเธอไม่มีไข้ เมื่อสัมผัสได้ถึงอุณหภูมิร่างกายที่ปกติ เขาก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก ก่อนจะห่มผ้าให้เธออย่างแผ่วเบา
ในใจของเขานั้นไม่ได้มีเพียงความกังวลต่อลูกชายเท่านั้น แต่ยังรวมถึงตัวเธอด้วย เหตุการณ์ที่น่าตกใจในวันนี้ไม่ได้สร้างบาดแผลทางใจให้แก่ซิงซิงเพียงคนเดียว แต่กู้เจียหนิงเองก็ต้องเผชิญกับความหวาดกลัวไม่ต่างกัน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามที่เธอตั้งครรภ์เช่นนี้ เรื่องเล็กน้อยก็อาจส่งผลกระทบที่รุนแรงได้เสมอ นั่นคือเหตุผลที่ทำให้เขาต้องรีบกลับบ้านอย่างร้อนรน
ตลอดทั้งคืนนั้น เซิ่งเจ๋อซีจึงต้องทำหน้าที่เป็นทั้งพ่อและสามีในเวลาเดียวกัน เขาโอบกอดซิงซิงไว้ในอ้อมอก คอยปลอบประโลมยามที่ลูกชายสะดุ้งตื่นจากฝันร้าย และคอยวัดไข้เป็นระยะๆ
ขณะเดียวกันสายตาของเขาก็คอยสอดส่องดูแลกู้เจียหนิงและเยว่เยว่ที่นอนหลับสนิทอยู่ไม่ห่างกัน เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้าโดยที่เขาไม่รู้ตัว จนกระทั่งแสงแรกของวันใหม่เริ่มสาดส่องเข้ามาทางหน้าต่าง
เมื่อกู้เจียหนิงลืมตาตื่นขึ้นมา สิ่งแรกที่เธอเห็นคือร่างเล็กๆ ของซิงซิงที่นอนหลับปุ๋ยอยู่ข้างกาย เธอเอื้อมมือไปสัมผัสหน้าผากของลูกชายเบาๆ และพบว่าไข้ลดลงเป็นปกติแล้ว อีกทั้งยังไม่มีทีท่าว่าจะฝันร้ายอีกต่อไป หัวใจของเธอจึงเต็มเปี่ยมไปด้วยความโล่งใจ แต่แล้ว... สามีของเธอหายไปไหน?
หญิงสาวลุกขึ้นจากเตียงอย่างช้าๆ แล้วเดินตามเสียงกุกกักที่ดังแว่วมาจากในครัว ภาพที่เธอเห็นคือแผ่นหลังกว้างของชายอันเป็นที่รักกำลังง่วนอยู่กับการเตรียมอาหารเช้า
ในชั่วพริบตานั้นเอง ขอบตาของกู้เจียหนิงก็ร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ เธอรู้ดีว่าเมื่อคืนที่ผ่านมาเขาคงไม่ได้หลับไม่ได้นอนเลยแม้แต่น้อย เพราะต้องคอยดูแลซิงซิงตลอดทั้งคืน และบัดนี้เมื่อลูกชายอาการดีขึ้นแล้ว เขาก็ยังคงทำหน้าที่พ่อและสามีอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง รีบเข้าครัวไปเตรียมอาหารให้เธอกับลูกๆ
ช่างเป็นโชคดีของเธอเหลือเกินที่ได้พบกับผู้ชายคนนี้… เธอคิดในใจพลางลอบมองแผ่นหลังนั้นด้วยความรักที่เอ่อล้น เธอรู้ดีว่าเธอจะต้องรักผู้ชายคนนี้ให้มากขึ้นไปอีก มากขึ้นกว่าที่เคยเป็นมา
หลังจากการดูแลอย่างใกล้ชิดของเซิ่งเจ๋อซีตลอดทั้งคืน พอรุ่งเช้าอาการไข้ของซิงซิงก็หายเป็นปลิดทิ้ง เด็กน้อยที่เคยป่วยซมกลับมาแข็งแรงร่าเริงอีกครั้ง แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดคือความผูกพันที่เขามีต่อผู้เป็นพ่อซึ่งดูจะเพิ่มพูนขึ้นอย่างน่าประหลาดใจ บางทีอาจเป็นเพราะในห้วงเวลาที่สับสนและหวาดกลัวจากไข้และฝันร้าย เขาสามารถรับรู้ได้ถึงไออุ่นและความปลอดภัยจากอ้อมกอดของพ่อที่คอยโอบอุ้มเขาไว้ตลอดคืน
ก่อนหน้านี้ ท่าทีที่ซิงซิงมีต่อเซิ่งเจ๋อซีมักจะค่อนข้างเก็บตัวและสงวนท่าทีอยู่เสมอ เด็กน้อยดูเหมือนจะไม่ใช่เด็กที่ถนัดในการแสดงความรู้สึกออกมาเท่าไหร่นัก และทางฝั่งเซิ่งเจ๋อซีเองก็ยอมรับว่าเขาปฏิบัติต่อลูกสาวและลูกชายแตกต่างกันอยู่บ้าง
สำหรับลูกสาว เขาจะมอบความรักความเอ็นดูและความใกล้ชิดให้อย่างเต็มที่ แต่สำหรับลูกชาย เขาจะเน้นไปที่การอบรมสั่งสอนและความเข้มงวดมากกว่า ซึ่งนั่นอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ซิงซิงไม่ค่อยสนิทสนมกับพ่อของเขามากนัก
ทว่าหลังจากผ่านเหตุการณ์เลวร้ายและค่ำคืนแห่งการดูแลเอาใจใส่มาด้วยกัน ซิงซิงดูเหมือนจะเข้าใจอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เขารับรู้แล้วว่าวิธีการอบรมสั่งสอนที่พ่อใช้กับเขาและน้องสาวนั้นแตกต่างกันก็จริง แต่ความรักที่พ่อมีให้แก่พวกเขาทั้งสองนั้นเท่าเทียมกันเสมอไม่เคยเปลี่ยนแปลง เมื่อเขาตกอยู่ในอันตราย พ่อก็เป็นห่วงไม่ต่างกัน เมื่อเขาเจ็บป่วย พ่อก็ยอมอดนอนเพื่อดูแลเขา มอบความรู้สึกปลอดภัยให้แก่เขาอย่างเต็มเปี่ยม
เมื่อคิดได้ดังนั้น กำแพงในใจของซิงซิงก็ทลายลงอย่างสิ้นเชิง เขารู้สึกผ่อนคลายและกล้าที่จะแสดงความรักต่อผู้เป็นพ่อมากขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน กู้เจียหนิงเฝ้ามองภาพความสัมพันธ์ที่งดงามนี้ด้วยหัวใจที่พองโต
และแล้วเมื่อซิงซิงหายดี รางวัลแห่งความกล้าหาญของพวกเขาก็มาถึง
รางวัลแรกสุดนั้นเป็นของเซิ่งเจ๋อซี
“ครั้งนี้คุณทำความดีความชอบครั้งใหญ่นะ!” เฉินฮั่นตบบ่าด้วยความยินดี “เดิมทีทางเบื้องบนตั้งใจจะเลื่อนตำแหน่งให้คุณ แต่เมื่อพิจารณาว่าอีกไม่นานคุณก็จะย้ายไปประจำการที่เขตทหารปักกิ่งแล้ว อีกทั้งคุณก็เพิ่งได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นนายทหารระดับผู้บังคับการกรมมาได้ไม่กี่ปี ดังนั้นการเลื่อนตำแหน่งในครั้งนี้จึงน่าจะเกิดขึ้นหลังจากที่คุณย้ายไปที่เขตทหารปักกิ่งเรียบร้อยแล้ว”
เซิ่งเจ๋อซีพยักหน้ารับ เขาพึงพอใจกับรางวัลที่ได้รับเป็นอย่างยิ่ง
ในอดีตเขาอาจไม่ได้ใส่ใจกับรางวัลหรือการเลื่อนตำแหน่งมากนัก หรือหากจะใส่ใจอยู่บ้าง ก็เป็นเพียงเพื่อต้องการพิสูจน์ความสามารถของตนเอง แต่ในตอนนี้เขากลับตระหนักได้อย่างลึกซึ้งว่า ยิ่งมีตำแหน่งที่สูงขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีอำนาจในการปกป้องครอบครัวอันเป็นที่รักได้มากขึ้นเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อกู้เจียหนิงยังมีความลับบางอย่างที่ต้องเก็บซ่อนไว้ เขาจำเป็นต้องปีนป่ายขึ้นไปสู่จุดที่สูงพอที่จะสามารถปกป้องเธอได้แม้ในวันที่ความลับของเธอถูกเปิดเผยออกมาก็ตาม
เส้นทางนี้ยังอีกยาวไกลนัก… แต่เขาจะพยายามอย่างสุดความสามารถ!
“อ้อ จริงสิ เดิมทีทางเบื้องบนตั้งใจจะมอบเงินรางวัลให้ด้วย ไม่ใช่แค่สำหรับคุณนะ แต่ยังรวมถึงซิงซิงกับเยว่เยว่ด้วย แต่ว่า…” เฉินฮั่นเว้นช่วงเล็กน้อย “งบประมาณของเบื้องบนค่อนข้างตึงตัวหน่อย เลยเปลี่ยนเป็นให้เลือกที่ดินหรือบ้านแทน”
“นี่คือรายชื่อที่ดินกับบ้านที่มีให้เลือก มีทั้งที่เซี่ยงไฮ้และที่ปักกิ่ง คุณเอากลับไปเลือกกับลูกชายลูกสาวได้เลยนะ แต่ละคนเลือกได้คนละหนึ่งแห่ง”
เฉินฮั่นยื่นแผนที่แผ่นหนึ่งให้เซิ่งเจ๋อซี บนนั้นมีวงกลมสีแดงล้อมรอบพื้นที่หลายแห่งอยู่
เซิ่งเจ๋อซีเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยก่อนจะรับแผนที่มาเก็บไว้ เขารู้สึกว่ารางวัลแบบนี้ก็ดีไม่น้อย เพราะเขาจำได้ว่าภรรยาของเขาชอบที่ดินกับบ้านมากกว่าเงินสดเสียอีก
“ใช่แล้วๆ จะมีการจัดพิธีมอบรางวัลสำหรับเรื่องในครั้งนี้ด้วยนะ คุณ ซิงซิง เยว่เยว่ แล้วก็เจ้าเหลยถิง หงอิง พวกนั้น ทุกคนจะได้รับรางวัลทั้งหมด ครอบครัวคุณน่ะสำคัญที่สุดเลยนะ ถึงตอนนั้นคุณต้องพาพวกเขามาด้วยล่ะ”
“ได้เลยครับ” เซิ่งเจ๋อซีรับคำอย่างหนักแน่น
“ยังมีอีกเรื่อง…” เฉินฮั่นลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้น “เจ๋อซี ลูกๆ ของหู่โพที่บ้านคุณน่ะ สนใจจะให้มาเป็นสุนัขทหารไหม?”
เซิ่งเจ๋อซีนิ่งเงียบไปชั่วครู่ ดวงตาคมกริบจ้องมองเพื่อนรักอย่างรอคอยคำอธิบาย
“จากเหตุการณ์ครั้งนี้ พวกเราทุกคนต่างก็ได้เห็นความสามารถของสุนัขบ้านคุณกับตาตัวเองแล้ว พวกมันยอดเยี่ยมมากจริงๆ เหมาะสมที่จะเป็นสุนัขทหารที่สุด”
“จริงๆนะ ถ้าไม่ได้เป็นสุนัขทหารล่ะก็ น่าเสียดายแย่เลย”
“ถ้าพวกมันได้มาเป็นสุนัขทหาร ผมรับรองได้เลยว่าในอนาคตจะต้องสร้างผลงานที่โดดเด่นได้อย่างแน่นอน”
“คุณไม่รู้หรอกว่าทหารในเขตทหารของเราน่ะ อิจฉาเจ้าเหลยถิงกับพวกของมันกันขนาดไหน”
เซิ่งเจ๋อซีเม้มริมฝีปากแน่น “เรื่องนี้ผมยังให้คำตอบไม่ได้ครับ ผมต้องกลับไปถามพวกเขาดูก่อน”
“ได้ๆๆ ไปถามเลย ไปถามเลย ผมจะรอคำตอบจากคุณนะ”
ค่ำวันนั้นหลังจากรับประทานอาหารเย็นเสร็จเรียบร้อย เซิ่งเจ๋อซีก็ได้เล่าเรื่องที่เฉินฮั่นเสนอมาให้กู้เจียหนิงฟัง
หญิงสาวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบ “เรื่องนี้ฉันตัดสินใจเองไม่ได้หรอกค่ะ ฉันต้องไปถามหู่โพกับลูกๆของมันดูก่อน”
กู้เจียหนิงไม่ใช่คนที่จะไปบังคับฝืนใจใคร แม้ว่าอีกฝ่ายจะเป็นเพียงสุนัขก็ตาม ความปรารถนาของแต่ละชีวิตนั้นสำคัญที่สุดเสมอ
“ได้ งั้นเธอก็ลองไปถามดูเถอะ”
ว่าแล้วกู้เจียหนิงก็เดินออกไปยังลานบ้าน ที่นั่นหู่โพกับลูกๆ ทั้งสี่ตัวเพิ่งจะกินอาหารเย็นเสร็จพอดี เมื่อเห็นกู้เจียหนิงกวักมือเรียก หู่โพก็พาลูกๆ เดินเข้าไปหาอย่างว่าง่าย
[พี่สาว มีเรื่องอะไรรึเปล่า?] หู่โพเอ่ยถามด้วยภาษาสุนัขที่กู้เจียหนิงเข้าใจดี
“อืม มีเรื่องสำคัญเลยล่ะ!”
กู้เจียหนิงเล่าเรื่องที่ทางเขตทหารได้เชิญชวนให้เหลยถิงและพี่น้องอีกสามตัวไปเป็นสุนัขทหารให้ฟังจนหมดสิ้น
“...เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของพวกเธอเองนะ ทั้งฉันและพี่เจ๋อซีจะไม่บังคับเด็ดขาด”
“ต่อให้พวกเธอไม่ได้เป็นสุนัขทหาร การที่เราได้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันเป็นครอบครัวแบบนี้ต่อไปก็ดีมากแล้ว”
ทันทีที่ได้ยินว่าทางเขตทหารเชิญชวนให้ไปเป็นสุนัขทหาร เหลยถิง หงอิง และลูกสุนัขตัวอื่นๆ ก็เริ่มส่งเสียงร้องและขยับตัวไปมาอย่างตื่นเต้น
“เงียบ!” หู่โพเห่าปรามเสียงดัง ลูกสุนัขทั้งสี่ตัวจึงสงบนิ่งลงในทันที
หู่โพหันกลับมามองกู้เจียหนิง [พี่สาว ขอเวลาให้พวกเราคิดหนึ่งคืนได้ไหม พรุ่งนี้ฉันจะมาให้คำตอบ]
“ได้สิแน่นอน” กู้เจียหนิงลูบขนนุ่มๆ ของหู่โพอย่างอ่อนโยน “ไม่ว่าพวกเธอจะตัดสินใจยังไง ฉันก็พร้อมจะสนับสนุนเสมอ”
[อืม] หู่โพพยักหน้ารับคำอย่างหนักแน่น
[จบบท]